Search Resources
 
Login เข้าระบบ
สมัครสมาชิกฟรี
ลืมรหัสผ่าน
 
  homenewsmagazinecolumnistbooks & ideaphoto galleriesresources50 managermanager 100join us  
 



new releases
Manager 360 aStore






 
Flash Foresight
ผู้เขียน: John David Mann, Daniel Burrus
ผู้จัดพิมพ์: Harper Business
จำนวนหน้า: 278
ราคา: $27.99
buy this book

Daniel Burrus เป็นนักพยากรณ์อนาคต นักกำหนดวิสัยทัศน์และนักยุทธศาสตร์ธุรกิจชั้นนำของโลก ตลอด 25 ปีที่ผ่านมา เขาสร้างชื่อเสียงระดับโลกจากความสามารถในการพยากรณ์อนาคตได้อย่างแม่นยำ เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี และผลกระทบโดยตรงของการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวต่อโลกธุรกิจ ใน Flash Foresight เล่มนี้ Burrus ยืนยันว่า คุณก็สามารถจะทำนายอนาคตได้อย่างถูกต้องเหมือนกับตัวเขาได้ เพียงแค่ “อย่าไปแยแสสนใจ” แนวโน้มที่จะทำให้คุณทำนายผิดพลาดและความมหัศจรรย์ ก็คือ เมื่อคุณรู้ว่าแนวโน้มใดที่คุณควรสนใจ และเมื่อนั้น คุณจะสามารถมองเห็นในสิ่งที่คนอื่นไม่เห็น และทำในสิ่งที่เป็นไปไม่ได้

Flash Foresight คืออะไร

flash foresight เป็นทักษะการใช้ข้อมูลที่ได้รับจากสัมผัสทั้งห้าของเรา บวกกับสัมผัสที่ 6 ซึ่งบางครั้งเรียกว่า ลางสังหรณ์ เราทุกคนล้วนมีสัมผัสทั้งหก อย่างไรก็ตาม flash foresight ก้าวไปอีกขั้น โดยเป็นการสังเคราะห์ความรู้สึกทั้งหมดที่ได้จากสัมผัสทั้งหก และส่งมันผ่านมิติของเวลา flash foresight คือการมองเห็นอนาคตที่ชัดเจนสว่างวาบขึ้นเพียงชั่วแวบ เป็นความเข้าใจในอนาคตที่มองเห็นได้โดยสัญชาตญาณ และทันทีที่คุณมองเห็นมัน คุณจะมองเห็นโอกาสที่ซ่อนอยู่ และทำให้คุณแก้ปัญหาที่ใหญ่ที่สุดได้ “ก่อน” ที่ปัญหานั้นจะเกิดขึ้น flash foresight จึงทำให้ทุกคนมองเห็นอนาคตและกำหนดอนาคตของตัวเองได้

ผู้แต่งยืนยันว่า เราทุกคนมีความสามารถที่จะมองเห็นอนาคตอยู่ในตัว เคยหรือไม่ที่บางครั้งคุณก็นึกรู้ขึ้นมาเองว่า เรื่องนั้นเรื่องนี้จะลงเอยอย่างไรในอนาคต flash foresight เป็นความรู้สึก เป็นทักษะที่คุณสามารถสร้างและพัฒนาให้แก่กล้าขึ้นได้

หลัก 7 ประการมองเห็นอนาคต

1. เริ่มต้นที่ความแน่นอน สนใจเฉพาะ hard trends เท่านั้น ในการมองว่าสิ่งใดจะเกิดขึ้นในอนาคต

2. คาดการณ์อนาคต บนพื้นฐานของสิ่งที่คุณรู้เกี่ยวกับอนาคต

3. เปลี่ยนแปลง โดยใช้เทคโนโลยีให้เป็นประโยชน์

4. ค้นให้พบปัญหาที่ใหญ่ที่สุดของคุณ แล้วกระโดด ข้ามมันไป เพราะปัญหานั้นไม่ใช่ปัญหาที่แท้จริง

5. ทำตรงข้ามกับคนอื่น มองในจุดที่ไม่มีใครมอง เพื่อให้เห็นในสิ่งที่คนอื่นไม่เห็น และทำในสิ่งที่คนอื่นไม่ทำ

6. ค้นพบเอกลักษณ์ของคุณ ค้นให้พบและใช้ประโยชน์จากเอกลักษณ์ของคุณ

7. กำหนดอนาคตของตัวเอง ไม่เช่นนั้น คนอื่นจะมากำหนดให้คุณ

เริ่มต้นที่ความแน่นอน

คุณรู้หรือไม่ว่า แนวโน้มมี 2 ประเภท ซึ่งแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง คือ soft trend กับ hard trend

hard trend เป็นการคาดการณ์ที่อยู่บนพื้นฐานของข้อเท็จจริง หรือเหตุการณ์ หรือวัตถุ ที่สามารถวัดได้ จับต้องได้ และทำนายล่วงหน้าอย่างแน่นอนได้ ส่วน soft trend คือการคาดการณ์ที่อยู่บนพื้นฐานของสถิติ ที่ “ดูเหมือน” จะเป็นข้อเท็จจริงที่จับต้องได้และทำนายล่วงหน้า ได้ hard trend คือสิ่งที่ “จะ” เกิดขึ้น ดังนั้นจึงเป็น”ความจริงในอนาคต” แต่ soft trend คือสิ่งที่ “อาจ” เกิดขึ้น จึงเป็นเพียง “สิ่งที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต”

การเข้าใจความแตกต่างของ hard trend กับ soft trend จะทำให้คุณรู้ว่า คุณควรเลือกมองส่วนใดของอนาคต ที่จะทำให้สามารถคาดการณ์อนาคตได้อย่างถูกต้อง และทำให้เข้าใจว่า เราต้องเริ่มต้นจาก “สิ่งที่แน่นอน” คุณกำลัง มองไปที่ “ความจริงในอนาคต” หรือคุณกำลังมอง “สิ่งที่อาจเกิดขึ้น” ซึ่งเป็นเพียงสมมุติฐานที่ไร้ความแน่นอน การคาดการณ์อนาคตที่ผิดพลาด เป็นเพราะเราไม่เคยรู้ว่า hard trend กับ soft trend ต่างกันอย่างไร แต่เมื่อเรารู้ความแตกต่างนี้แล้ว เราย่อมมองหาแต่สิ่งที่ “จะ” เกิดขึ้นอย่างแน่นอน ในทันใดนั้นเอง เรากำลังมองเห็นอนาคต

อย่างไรก็ตาม ความแตกต่างระหว่าง hard trend กับ soft trend อาจมองเห็นไม่ชัดเจนเสมอไป ปัญหาก็คือ soft trend มักจะ “ดูเหมือน” เชื่อถือได้ อย่างไรก็ตาม หากแนวโน้มใดที่ไม่ได้ตั้งอยู่บนทิศทางการเปลี่ยนแปลงที่มีความแน่นอนอย่างชัดเจน แสดงว่าแนวโน้มนั้นไม่มีอะไร แน่นอนเลย การบอกว่าสิ่งใด “อาจ” เกิดขึ้น แตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับการพูดว่าสิ่งนั้น “จะ” เกิดขึ้น และนี่คือความแตกต่างของ soft trend กับ hard trend

ปัญหาที่ใหญ่ที่สุด ไม่ใช่ปัญหาที่แท้จริง

William Stanley Jevons นักเศรษฐศาสตร์ผู้ยิ่งใหญ่ชาวอังกฤษในศตวรรษที่ 19 ได้ทำนายว่า จักรวรรดิอังกฤษในขณะนั้น จะหมดสิ้นความสามารถในการผลิตถ่านหิน ซึ่งเป็นเชื้อเพลิงที่สำคัญที่สุดของการปฏิวัติอุตสาหกรรม อังกฤษจะขาดแคลนถ่านหิน ซึ่งจะทำให้การปฏิวัติอุตสาหกรรม รวมไปถึงจักรวรรดิอังกฤษเสื่อมถอยและล่มสลายในที่สุด ในเวลาต่อมาปรากฏว่า อังกฤษ หมดสิ้นความสามารถในการผลิตถ่านหินจริง ตามคำทำนายของ Jevons แต่ความจริงข้อนี้ แทบจะไม่มีความสำคัญใดๆ เลย เพราะการปฏิวัติอุตสาหกรรมสามารถค้นพบเชื้อเพลิงชนิดใหม่มาทดแทน ซึ่งเป็นสิ่งที่ Jevons มองข้ามไป นั่นคือน้ำมัน และนับตั้งแต่นั้นมา โลกก็ได้ก้าว เข้าสู่ยุคน้ำมัน กลับยิ่งทำให้ยุคแห่งการปฏิวัติอุตสาหกรรม ก้าวขึ้นสู่จุดสูงสุด และมิได้เสื่อมถอยตามคำทำนาย

ที่เป็นดังนี้เพราะการที่ถ่านหินถูกใช้หมด ไม่ได้เป็น ปัญหาที่แท้จริง ถ่านหินไม่ใช่ปัญหาที่จำเป็นต้องแก้ แต่เป็นปัญหาที่ต้องกระโดดข้ามไป

ลองมาทำแบบฝึกหัดกัน หลับตาแล้วถามตัวเองว่า ปัญหาที่ใหญ่ที่สุดในการทำงานของคุณคืออะไร ปัญหาที่ใหญ่ที่สุด คือปัญหาที่คุณแบกอยู่บนบ่าตลอดเวลา เป็นปัญหาที่พร้อมจะโผล่ขึ้นมาได้ทุกเมื่อ และมองเห็นได้ทันที เมื่อพบแล้ว คุณจะมีวิธีแก้อย่างไร

ตามปกติ คนเราจะคว้าจับปัญหานั้นไว้และพยายาม จะ “แก้” ปัญหานั้น แต่ปัญหาของการพยายามที่จะแก้ปัญหาคือแทนที่จะแก้ได้ คุณกลับจมปลักอยู่กับมัน เหมือนกับล้อรถที่ติดอยู่ในปลักโคลนตมแห่งปัญหา คุณทำตัวให้ตกอยู่ในวิกฤติ และไม่สามารถจะเดินหน้าไปที่ใดได้

แต่ flash foresight มีวิธีแก้ปัญหาที่แตกต่างออกไป แทนที่จะจมปลักอยู่กับปัญหา ด้วยการพยายามจะแก้มัน คุณจะพบว่ามันง่ายกว่ามาก ที่จะกระโดดข้ามมันไป ซึ่งหมายถึงการก้าวออกไปจากสถานการณ์ที่เป็นอยู่ เพื่อให้สามารถมองเห็นภาพใหญ่ได้ชัดเจน การทำเช่นนี้จะทำให้คุณเกิดการมองเห็นอนาคตสว่างวาบขึ้นมาแวบหนึ่ง ทำให้คุณมองเห็นโอกาสใหม่ๆ ที่ดีกว่าที่คุณเคยมองเห็น ในขณะที่ยังจมปลักอยู่กับปัญหาเดิม

กฎทองกฎใหม่ของธุรกิจ

กฎทองของธุรกิจแต่ไหนแต่ไรมาคือ ค้นหาสิ่งที่ลูกค้าต้องการ และให้สิ่งนั้นกับพวกเขา แต่ทุกวันนี้ หากคุณถามลูกค้าว่า พวกเขาต้องการอะไร และให้สิ่งนั้นกับพวกเขา คุณกำลังพลาดโอกาสอย่างใหญ่หลวง เพราะคำตอบของลูกค้ายังไม่ได้เศษเสี้ยวของศักยภาพที่คุณมี

ศักยภาพของธุรกิจในโลกทุกวันนี้เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วมาก จนเกินกว่ากฎทองกฎเก่านี้จะใช้ได้อีกต่อไป ลูกค้าในทุกวันนี้ไม่รู้หรอกว่า สิ่งที่พวกเขาต้องการคืออะไร เพราะสิ่งที่พวกเขาต้องการมากที่สุด เป็นสิ่งที่พวกเขายังไม่รู้ว่ามันเป็นไปได้ ลูกค้าไม่เคยรู้ว่าพวกเขาต้องการ iPod จนกระทั่ง Apple ยื่น iPod ไปตรงหน้าพวกเขา

ดังนั้น กฎทองกฎใหม่ของธุรกิจจึงควรเปลี่ยนเป็น “ทำให้ลูกค้ามีความสามารถในการทำสิ่งที่พวกเขายังทำไม่ได้ในปัจจุบัน แต่พวกเขาจะต้องการมันในอนาคต ถ้าหากพวกเขารู้ว่ามันเป็นไปได้”

เพื่อความอยู่รอดและก้าวหน้าของธุรกิจ จงมองให้เห็นอนาคตที่มองเห็นได้ของลูกค้า จงมองดูเฉพาะ hard trend เฉพาะสิ่งที่คุณแน่ใจว่าจะเกิดขึ้นในอนาคต มองให้เห็นปัญหาที่ลูกค้ากำลังจะต้องประสบในอนาคตอันใกล้ และเสนอทางแก้ปัญหานั้น ก่อนที่มันจะเกิดขึ้น ดังนั้นเมื่อถึงเวลาที่ลูกค้าเริ่มเผชิญกับปัญหานั้น คุณจะมีทางแก้พร้อมอยู่แล้ว



upcoming issue

จากโต๊ะบรรณาธิการ
past issue
reader's guide



 



home | today's news | magazine | columnist | photo galleries | book & idea
resources | correspondent | advertise with us | contact us

Creative Commons License
ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย