Search Resources
 
Login เข้าระบบ
สมัครสมาชิกฟรี
ลืมรหัสผ่าน
 
  homenewsmagazinecolumnistbooks & ideaphoto galleriesresources50 managermanager 100join us  
 



new releases
Manager 360 aStore






 
Purity and Danger
ผู้เขียน: Mary Douglas
ผู้จัดพิมพ์: Routledge Classics
จำนวนหน้า: 244

buy this book

มีข้อมูลที่น่าสนใจว่าคนอย่างอดอล์ฟ ฮิตเลอร์ จอมเผด็จการนาซีผู้โด่งดังและเหี้ยมโหดนั้น เป็นพวกกินมังสวิรัติมาตั้งแต่ยังเป็นนักศึกษาในเวียนนา แถมยังรักสิ่งแวดล้อมขนาดไม่ยอมฆ่าสัตว์ตัดชีวิตเลยตลอดชีวิต แต่พฤติกรรมในช่วงเถลิงอำนาจนั้น มีคนยิวตายไปหลายล้านคนใต้กำมือของเขา

ความขัดแย้งในตัวเองอย่างนี้ทำให้นักเขียนดังชาวอเมริกัน อย่างพอล เธอร์รูซ์ เตือนสติเอาไว้ในหนังสือเดินทางท่องเที่ยวของเขาว่า คนที่ยิ่งแสวงหาความบริสุทธิ์ของชีวิต ยิ่งมีโอกาสเป็นเผด็จการได้มากเพียงนั้น เพราะหมกมุ่นอยู่กับความเชื่อส่วนตัวจนไม่ยอมสื่อสารและเข้าใจมนุษย์คนอื่นๆ

ประเด็นใหญ่ของคนที่เชื่อมั่นในความแตกต่างสุดขั้วระหว่างขาว-ดำ โดยไม่ยอมรับสีเทาเอาเสียเลย คือ จิตใจที่ขาดขันติธรรม มองเห็นแต่คนที่คิดไม่เหมือนตัวเอง เป็นศัตรู หรือมิตร ของศัตรูไปหมด

เรื่องราวของผู้คนในประวัติศาสตร์จำนวนมากบอกให้รู้เช่นนี้และในโลกร่วมสมัยของเรา ก็ยังมีคนอีกกลุ่มหนึ่งที่โผล่ออกมาในฐานะพวกแสวงหาความบริสุทธิ์ที่น่ากลัว นั่นคือ พวกนักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม และต่อต้านมลพิษ

ผู้เขียนหนังสือเล่มนี้เป็นนักมานุษยวิทยาชื่อดัง เจาะลึกไปถึงประเด็นรากเหง้าของจิตสำนึกมนุษย์ว่า แนวคิดสุดขั้วในเรื่อง ความสะอาด-สกปรกของคนเรา โดยเฉพาะของชาติตะวันตกนั้น มีรากลึกอยู่ในปรัชญาและจารีตที่มากับศาสนา อันเกิดจากการตีความความขัดแย้งระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติรอบตัว และมนุษย์ กับความขัดแย้งทางจิตใจ

ความสะอาด-สกปรกในธรรมชาตินั้นเป็นของคู่กัน แต่ มนุษย์โดยเฉพาะนักบวชและผู้ยึดมั่นในศาสนา ต่างป้องกันความสับสนทางสังคมในเรื่องนี้ ด้วยการแยกแยะความสะอาดและสกปรกออกจากกัน จากนั้นก็สร้างพิธีกรรมและความเชื่อในเรื่องความสะอาดให้กลายเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ในขณะที่ความสกปรก หรือไม่สะอาด ถูกตีความใหม่ว่าเป็นสิ่งชั่วร้ายและบาปของมนุษย์ที่ต้องขจัดทิ้งไป

เมื่อรากฐานความเชื่อนี้ทำให้แพร่กระจายไปลงสู่วิถีชีวิตประจำวันของมนุษย์ในสังคม ผ่านอาหาร การทำงาน เพศสัมพันธ์ การชำระร่างกาย การแพทย์ ฯลฯ ได้กลายเป็น ฐานรากทางสังคมที่ฝังลึกในจิตไร้สำนึกของมนุษย์ทั่วไป กลายเป็นปทัสถานทางสังคมขึ้นมา

มีการกำหนด "สิ่งต้องห้าม" และ "สิ่งศักดิ์สิทธิ์" ขึ้นมาเพื่อจัดระเบียบสังคม ด้วยอำนาจ ความรุนแรงกฎหมาย และจารีต โดยการวินิจฉัยเชิงคุณค่าเกี่ยวกับความสะอาด-สกปรกเป็นรากฐาน ซึ่งกระบวนการนี้ได้ถูกส่งผ่านอย่างอัตโนมัติผ่านนักคิดตะวันตกเกือบทุกสาขามาจนกระทั่งถึงปัจจุบัน ที่แม้จะมีบางส่วนปฏิเสธศาสนา หรือเทพเจ้าไปแล้ว แต่ก็หนีกรอบของกับดักเรื่องสะอาด-สกปรกไม่พ้น

เมื่อโลกาภิวัตน์ขยายตัวและแนวคิดเรื่องสะอาด-สกปรก เคลื่อนย้ายไปรวมศูนย์อยู่ที่ปัญหามลพิษและสิ่งแวดล้อมโลก มายาคติเรื่องนี้กลับมาแข็งแกร่งอีกครั้งหนึ่ง และดูเหมือนจะทำให้โลกแตกเป็นขั้วได้ง่ายขึ้นอีก เพราะขันติธรรมของผู้คนในยามนี้ เริ่มร่อยหรอลงไป โดยเฉพาะคนที่ถือคติ "เด็ดดอกไม้ สะเทือนถึงดวงดาว" ทั้งหลาย

อ่านหนังสือเล่มนี้อาจจะไม่สนุก แต่ได้ความคิดที่ทำให้เราต้องกลับมาทบทวนตัวเองว่า การแสวงหาสิ่งบริสุทธิ์ เต็มที่นั้น บางครั้งเป็นอันตรายมากกว่าปกติ สมดังคำโบราณ ของญี่ปุ่นที่ว่า "น้ำบริสุทธิ์ ทำให้ปลาตาย" กันมาแล้ว

ยิ่งในยามที่การเมืองไทยกำลังปั่นหัวกันเรื่องจริยธรรม-คุณธรรมกันขึ้นมาเป็นเครื่องมือของอำนาจด้วยแล้ว หนังสือเล่มนี้เตือนสติได้ดีจริงๆ ว่า ความสะอาด-สกปรกนั้น ไม่ได้เกิดขึ้นอย่างเลื่อนลอย แต่มีมติทางปรัชญาและสังคมของมันเองในระดับที่สำคัญ

รายละเอียดในหนังสือ
1. Ritual Uncleanness ว่าด้วยข้อถกเถียงที่ไม่รู้จบของนิยาม ว่าด้วยความสะอาดและสกปรกของมนุษย์ทุกสังคม 5 ประเด็น หลัก ซึ่งลงเอยด้วยการกำหนด "ข้อห้าม" เพื่อกลบเกลื่อนความขัดแย้ง โดยผู้มีอำนาจในสังคม โดยการระบุว่า สิ่งที่ต้องห้ามนั้น อยู่ตรงข้ามกับคุณค่าศักดิ์สิทธิ์เสมอทั้งที่โดยความจริงแล้ว ไม่ได้เป็นเช่นนั้นเลย

2. Secular Defilement การคลี่คลายของกระบวนการกระจายความเชื่อเรื่องความสะอาด และสกปรกทางศาสนาและพิธีกรรม ลงสู่ชีวิตประจำวันทางโลกย์ของมนุษย์สามัญ โดยผ่านจารีตประเพณี ซึ่งครอบคลุมไปถึงวิถีชีวิตทั่วด้านนับแต่การทำอาหาร การชำระล้างร่างกายและบ้านเรือน การสาธารณสุข และการแพทย์ โดยที่คนจำนวนมากไม่เคยเข้าใจความหมายเชิงสัญญะของมันเพราะเกิดการผสมผสานระหว่างความสกปรกทางพิธีกรรมกับความสกปรกในความคิด และความสกปรกทางกายภาพ ท้ายสุด ความไม่สะอาดก็ไม่สามารถแยกจากความสกปรกได้อีกเลย

3. The Abominations of Leviticus การตรวจสอบรากเหง้าของแนวคิดเรื่องความสกปรกของคนตะวันตกผ่านคัมภีร์ศาสนาโบราณ ของพวกยิว แสดงให้เห็นว่า การกำหนดหรือแยกแยะความสะอาด-สกปรกนั้น ไม่ได้เกิดขึ้นอย่างอิสระและเลื่อนลอย หากโยงใยไปถึงรากเหง้าทางศาสนาที่ลึกซึ้งและคลี่คลายออกมา ซึ่งทำให้กระบวนการชำระจิตใจและกายภาพ เป็นเรื่องเดียวกันขึ้นมาเช่นความเชื่อในเรื่องการถือศีลอดประจำปี หรือการกินผัก หรือการงดอาหารบางชนิดที่ "ต้องห้าม" รวมถึงการสร้างบ้านเรือนและห้องสุขา ที่โยงกับชัยภูมิและโหราศาสตร์-คุณไสย

4. Magic and Miracle กระบวนการ-พิธีกรรมที่พยายามปลูกฝัง ทำให้ความสะอาดกลายเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์เป็น "บุญ" เคียงคู่กับกระบวนการทำให้ความไม่สะอาด-สกปรก กลายเป็นบาปที่สืบทอด มาถึงรากเหง้าของจิตไร้สำนึกของคนรุ่นปัจจุบัน

5. Primitive Worlds นิทานและตำนานเก่าๆ ที่สืบทอดต่อกันมาจนกลายเป็นมายาคติของมนุษย์ทุกเชื้อชาติ ทำให้มนุษย์ติดกับดัก ของความเชื่อ หรือจักรวาลวิทยาในเรื่องความสะอาด-สกปรกที่ไม่ต่างจากอดีตไกลโพ้นแต่อย่างใด แม้กระทั่งในหมู่ปัญญาชนผู้ทรงภูมิ โดยแสดงออกมาในกฎระเบียบ-วัตรปฏิบัติประจำวันที่คุ้นเคย แม้ในกลุ่มคนที่ไม่นับถือศาสนาหรือเทพเจ้าใดๆ ก็ตาม

6. Powers and Dangers เมื่อความเชื่อเรื่องความสะอาด-สกปรก ถูกนำมาโยงเข้ากับอำนาจทางการเมือง-สังคม ผลที่ตามมาก็คือการแบ่งขั้วกันทางความคิด-คุณค่าซึ่งยากจะสมานฉันท์กันได้อย่าง สนิทใจ เพราะได้สร้างกระบวนการที่ขาดขันติธรรมในคุณค่าขึ้นมา โดยเฉพาะในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับระเบียบและความยุติธรรมทางสังคม เพราะคนที่พ่ายแพ้ในการต่อสู้ จะถูกผลักให้ไปอยู่ฟากข้าง "สกปรก" ของสังคม ส่วนคนชนะ จะอยู่ข้าง "สะอาด" โดยกระบวนการฟอกขาวสารพัด

7. External Boundaries การเบี่ยงเบนมาตรฐานทางสังคม ของผู้มีอำนาจและอิทธิพล ก่อให้เกิดอคติและความเชื่อทาง สังคมอย่างหลากหลายในเรื่องความสะอาด-สกปรกขึ้นมา เช่น กรณีการเหยียดสีผิว กรณีสินค้าแฟชั่น (เช่น ผิวขาวสวยกว่าผิวคล้ำ) และระบาดไปทุกวงการที่ก่อให้เกิด"มาตรฐาน" ของความเชื่อและจารีตที่แยกมนุษย์ออกจากกันเสมือนหนึ่งเป็นเรื่องธรรมชาติ

8. Internal Lines รากฐานความเชื่อในเรื่องสะอาด-สกปรก ถูกนำไปใช้อย่างเกินเลยในกรณีของโรคติดต่อ ซึ่งทำให้ไม่ใช่แค่เป็นปัญหาทางการแพทย์-สาธารณสุขเท่านั้น แต่ยังกลายเป็นประเด็นทางสังคมขึ้นมา เนื่องจากมีการสร้างมายาคติโดยอาศัยการวินิจฉัยเชิงคุณค่าขึ้นมาด้วยความหวาดกลัวและการพยายามสร้างระเบียบมาบังคับผู้อื่น เกิดเป็นกระบวน การทางกฎหมายและลงโทษที่รุนแรงอย่างเกินจำเป็น เรื่องนี้ระบาดลามมาถึงในสังคมที่กระแสอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม และต่อต้านมลพิษแพร่กระจายไปทั่วโลกด้วย

9. The System at War with Itself เมื่อสังคมหรือชุมชนมนุษย์ ถูกกระแสความเชื่อเรื่องสะอาด-สกปรกโจมตีระลอก แล้วระลอกเล่า ปฏิกิริยาตอบโต้ก็มีความแตกต่างกันไปทั้งในเรื่องของการให้รางวัลและการลงโทษ นับแต่เรื่องเพศสัมพันธ์ ขยะ ศิลปะ ตลอดจนถึงพฤติกรรมผ่าเหล่าทางวัฒนธรรมในขณะที่อีกด้านหนึ่งก็มีการผสมผสานกันเข้าเป็นเนื้อเดียวอย่างคัดสรรตามมา เกิดเป็นสงครามเชิงจินตภาพในตัวเองของคนในชุมชนและสังคม

10. The System Shattered and Renewed คำถามที่ท้าทายระหว่างความรู้ที่เปิดกว้างกับความเชื่อเรื่องสะอาด-สกปรก ว่าความศักดิ์สิทธิ์กับความไม่สะอาด จะสามารถอยู่ร่วมกันโดยไม่เป็นปฏิปักษ์ได้อย่างไร โดยเฉพาะในความร่วมมือกันต่อสู้กับโรคติดต่อทั้งด้านกายภาพ และทางจิตสำนึก คำตอบขึ้นกับการจัดการเงื่อนไขสำคัญ 2 ด้านคือ ด้านของความสกปรกเอง และด้านของอภิปรัชญาเบื้องหลังพฤติกรรม มนุษย์-สังคม ซึ่งเป็นเรื่องพูดง่าย แต่ทำยาก หรือแทบไม่ได้เลย



upcoming issue

จากโต๊ะบรรณาธิการ
past issue
reader's guide



 



home | today's news | magazine | columnist | photo galleries | book & idea
resources | correspondent | advertise with us | contact us

Creative Commons License
ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย