Search Resources
 
Login เข้าระบบ
สมัครสมาชิกฟรี
ลืมรหัสผ่าน
 
  homenewsmagazinecolumnistbooks & ideaphoto galleriesresources50 managermanager 100join us  
 



new releases
Manager 360 aStore






 
The Jewish Century
ผู้เขียน: Yuri Slezkine
ผู้จัดพิมพ์: Princeton University Press
จำนวนหน้า: 438
ราคา: ฿780
buy this book

เรื่องของชนชาติหรือชาติพันธุ์ยิว น่าสนใจเสมอ เพราะสิ่งที่คนอยากรู้ก็คือ พวกเขาสามารถรักษาอัตลักษณ์ในการเปลี่ยนแปลงของโลกไว้ได้อย่างเหนียวแน่น พร้อมกับสร้างพลังหลังฉากทางเศรษฐกิจและภูมิปัญญาของโลกต่อเนื่องไม่เคยขาดระยะเอาไว้ได้อย่างไร

นอกจากนั้นผลผลิตที่เป็นมนุษย์ของยิวนั้น ก็ถือได้ว่ามีคุณภาพอย่างสูงยิ่ง จนดูเหมือนกับคำอ้างของพวกเขาที่ว่า เป็นคนที่ถูกเลือกให้เหนือมนุษย์อื่นนั้น มีเค้าลางว่าจะเป็นจริงขึ้นมา แม้คนจะไม่ยอมรับกันง่ายๆ

ผู้เขียนหนังสือเล่มนี้เป็นยิวรัสเซีย ซึ่งผ่านวิถีชีวิตอันผกผันสารพัดนับแต่อดีตถึงปัจจุบัน แต่สามารถใช้ประสบการณ์ในอดีต รวมทั้งการเป็นนักประวัติศาสตร์ เขียนถึงเรื่องราวต่างๆอย่างสลัดทิ้งความฟูมฟายหรือหลงตนเองออกไป แล้วนั่งวิเคราะห์ชาติพันธุ์ของตนเองด้วยจิตที่สงบนิ่ง กลายมาเป็นหนังสือที่ได้รับการยกย่องว่าคลาสสิกเล่มหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับพวกยิวอย่างลึกซึ้ง

ข้อเขียนชิ้นนี้พยายามอรรถาธิบายว่า เหตุใดการอ่านประวัติศาสตร์ของยุโรปยุคใหม่ โดยหลงลืมหรือละเลยการดำรงอยู่ทุกช่วงตอนของพวกยิว ถือเป็นความบกพร่องอย่างไม่น่าให้อภัย เสมือนหนึ่งการอ่านประวัติศาสตร์อเมริกันโดยละเลยเรื่องการดำรงอยู่ของแรงงานทาสผิวดำ

เป้าหมายของหนังสือเล่มนี้ต้องการชี้ให้เห็นว่า ภายใต้พัฒนาการของความทันสมัย และการเติบใหญ่ของทุนนิยมเหตุใดพวกยิวจึงเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ที่ได้รับผลประโยชน์ หรือเก็บเกี่ยวผลประโยชน์และมีบทบาทครอบงำโลกได้มากกว่าชาติพันธุ์อื่นๆ ทั้งที่ไม่ได้มีอำนาจรัฐเอาไว้แสดงอำนาจบาตรใหญ่เหมือนมหาอำนาจอื่นๆ แต่กลับแสดงบทบาทเสมือนเงาที่ทรงพลังยากจะไร้แรงต่อต้านได้

ผู้เขียนจำแนกบุคลิกภาพทั่วไปของมนุษย์ออกเป็น 2 แบบ คือ แบบอพอลโล (ปัจเจกชนนิยม ความคิดสร้างสรรค์สูง ควบคุมตนเองได้ดี มีวินัย สง่างาม และชัดเจน) กับแบบเมอร์คิวรี (ชอบผจญภัย เร่ร่อน ค้าขายเก่ง บริการผู้อื่นดีเจรจาเก่ง ขี้โกง ผูกมิตรกับคนอื่นง่าย และมีอารมณ์แปรปรวน) ซึ่งคนยิวโดยทั่วไปแล้ว มีลักษณะอย่างหลังมากเป็นพิเศษและนี่คือเหตุผลที่อธิบายได้ว่าเหตุใดพวกยิวจึงครองเศรษฐกิจทุนนิยมโลกได้

แค่ย่อหน้าของคำนำ ก็น่าสนใจเสียแล้ว ด้วยคำนิยามที่ว่า หากคำว่า ทำให้ทันสมัย หมายถึงการเติบโตของเมืองการเคลื่อนย้ายถิ่นฐานใหญ่หลวง การอ่านออกเขียนได้ การใช้ประโยชน์จากวิถีเก่าๆ ให้รับใช้ปัจจุบัน กิจกรรมที่พัวพันกับการใช้ปัญญา การพิถีพิถันกับร่างกาย ความยืดหยุ่นในการตั้งถิ่นฐาน และแม้กระทั่งลัทธิชาตินิยมของรัฐประชาชาติสมัยใหม่ ซึ่งรวมแล้วหมายถึงกิจกรรมที่เพิ่มพูนสมรรถนะของมนุษย์และสัญญะทั้งหลาย ไม่ใช่เพื่อกสิกรรมหรือเลี้ยงปศุสัตว์เหมือนเดิม สิ่งนั้นคือสิ่งที่เผ่าพันธุ์ยิวทำมาก่อนใครทั้งสิ้นในโลกนี้ และไม่แปลกที่จะเรียกคริสต์ศตวรรษที่ผ่านๆ มา ว่าศตวรรษของยิว ที่สำคัญจนถึงปัจจุบันก็ยังไม่มีใครทำสิ่งเหล่านี้ได้ดีกว่ายิวยกเว้นพวกยิวด้วยกันเอง

หนังสือแบ่งออกเป็นบทต่างๆ แค่ 4 บท ดังนั้น แต่ละบทจึงยาวพอสมควรทีเดียว

โดยผู้เขียนพยายามแบ่งแยกให้เห็นการคลี่คลายทางสังคมของชาติพันธุ์ยิวในการปรับตัวหรือถูกบังคับให้ปรับตัวเข้ากับสภาวะทางสังคมที่แตกต่างกันไปตามยุคสมัยที่ตนสังกัดอยู่ โดยเริ่มตั้งแต่ยุคที่ยิวยังเป็นชนเผ่าเร่ร่อนในทะเลทรายที่ตะวันออกกลางมาจนถึงยุคที่ยิวเป็นส่วนหนึ่งของการที่ยุโรปได้ปรับตัวเข้าสู่ยุคทันสมัยหลังการฟื้นฟูศิลปวิทยาการในคริสต์ศตวรรษที่ 14-15 (โดยเฉพาะนับจากสนธิสัญญาเวสฟาเลียเป็นต้นมา) จนถึงยุคที่มีการปฏิวัติบอลเชวิกในรัสเซียต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20 และว่าด้วยชนชาติยิวกลับมามีรัฐประชาชาติใหม่ในดินแดนอิสราเอล ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นกระบวนทัศน์ที่แจ่มชัดที่สะท้อนให้เห็นการปรับตัวของชาติพันธุ์ยิวในแต่ละยุคได้ชัดเจน และอธิบายได้ดีว่า เหตุใดยิวจึงสามารถรักษาอัตลักษณ์ของตนในการเปลี่ยนแปลงเอาไว้ได้

การตั้งชื่อในแต่ละบท บอกความลึกซึ้งในวรรณคดีของผู้เขียนได้ดี (เช่นบทที่ 1 เอาชื่อเทพเมอร์คิวรี่ ซึ่งฉลาดแกมโกง มาบอกบุคลิกของคนยิวในสายตาชาวโลก) สะท้อนให้เห็นอิทธิพลของงานเขียนที่โด่งดังของโชเลม อาเลเชม นักเขียนเรื่องสั้นยิวรัสเซียยุคจักรวรรดิที่โด่งดังกับการล้อเลียนชีวิตคนยิวรัสเซียซึ่งพยายามหาความสุขในความบีบคั้นของชีวิต โดยเฉพาะเรื่องสั้น Fiddler on the Roof ที่เกี่ยวข้องกับ เทฟเย่ คนส่งนมยิวที่ปวดหัวกับการหาคู่แต่งงานให้กับลูกสาว 5 คนซึ่งท้ายสุดก็มีชะตากรรมที่เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงในยุคก่อนการปฏิวัติรัสเซีย

โดยเฉพาะบทสุดท้ายที่ยาวกว่าใครๆ มีชื่อเรื่องลูกสาวของเทฟเย่ที่มีสามีเป็นนักปฏิวัติบอลเชวิกและต้องลี้ภัยไปอยู่ในไซบีเรีย ต่างจากครอบครัวที่ย้ายไปอเมริกา ซึ่งเป็นสัญญะที่ผู้เขียนต้องการสื่ออย่างลึกซึ้งกว่าปกติ

สาระในหนังสือเล่มนี้มีความหมายสำหรับคนที่สนใจค้นคว้าเรื่องราวชาติพันธุ์ที่เกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์ มานุษยวิทยาและสังคมวิทยาอย่างยิ่ง เพราะภายใต้กระแสโลกาภิวัตน์ที่มาแรงพร้อมกับแนวทางการปรับตัวให้เป็นเหมือนเดียวกัน หรือ cultural homogenization นั้นจะเกิดกระบวนการแสวงหาอัตลักษณ์ของคนบางกลุ่มที่หวาดกลัวกับการถูกกลืนหรือสูญเสียอัตลักษณ์ของตนเอง กลายเป็นกระแสต่อต้านโลกาภิวัตน์ และลามปามเป็นกระแสต่อต้านเทคโนโลยีพร้อมกันไป

เป็นหนังสือสำหรับคนที่ต้องการย่อยความคิด เพื่อค้นหาฐานรากและก้นบึ้งของมนุษย์อย่างลึกซึ้ง โดยเฉพาะคนที่พยายามสลัดให้หลุดจากกากความคิดตื้นเขินของพวกเอ็นจีโอที่ต่อต้านกระแสโลกาภิวัตน์จนตกเป็นเหยื่อของกรอบคิดอนาธิปไตยอย่างน่าเวทนาในบ้านเมืองเรายามนี้

รายละเอียดในหนังสือ

Chapter 1 Mercury's Sandals : The Jews and Other Nomads ว่าด้วยปัจจัยบางประการ (พิธีกรรม ภาษา วัฒนธรรม และพฤติกรรมชุมชน) ที่ก่อให้เกิดภาพลักษณ์และพฤติกรรมฉลาดแกมโกงของยิวที่ทั้งเป็นจริงและถูกสร้างขึ้น ซึ่งทำให้ชาวยิวอพยพทั่วโลกถูกประทับตราในฐานะ "คนนอกสังคม" ที่เป็นตัวอันตรายต่อคนชาติพันธุ์อื่นมาโดยตลอด ทั้งที่คนเชื้อชาติ อื่นๆ ที่มีจำนวนผู้อพยพมากกว่ายิวหลายเท่าอย่าง จีน หรืออินเดีย กลับไม่ถูกปฏิบัติ และไม่มีลัทธิ "ต่อต้านผู้อพยพอื่น"เหมือนกับลัทธิต่อต้านยิว (Zionism) ยกเว้นในบางสังคมของเอเชียยุคหลัง เช่น ไทย อินโดนีเชีย กัมพูชา ที่ต่อต้านจีนในขอบเขตแคบๆ

Chapter 2 Swann's Nose : The Jews and Other Moderns ว่าด้วยจารีตจำเพาะของยิวที่ผิดแผกไปจากจารีตทั่วไปของสังคมยุโรป (คริสเตียน) อื่นๆ ที่ยิวอาศัยอยู่ ยังผลให้ยิวซึ่งมีส่วนร่วมในภายหลังเพื่อขอมีส่วนร่วมอย่างเท่าเทียมกับคริสต์ ได้เข้ายึดกุมหัวใจของ "ความทันสมัย" ที่เกิดขึ้นในยุโรปได้อย่างเหนียวแน่นกว่าชาติพันธุ์อื่นๆ อันเป็นผลจากการพัฒนาเมือง การอพยพเคลื่อนย้ายถิ่นและการอยู่ร่วมกับชาติพันธุ์อื่นๆ อย่างสันติโดยมีข้อต้องห้ามต่ำเกี่ยวกับการใช้เหตุผลและการทดลองทางเทคโน โลยีใหม่ๆ โดยเฉพาะในธุรกิจการเงินและวิชาชีพเฉพาะด้านต่างๆ

Chapter 3 Babel's First Love : The Jews and the Russian Revolution ยกเอาชื่อของไอแซค บาเบล นักเขียนยิวรัสเซีย ซึ่งเข้าร่วมการปฏิวัติบอลเชวิก และถูกสตาลินกวาดล้างต่อมา เป็นต้นแบบสัญญะแทนคนยิวในสังคมรัสเซีย ซึ่งถูกกำหนดด้วยกฎหมายเฉพาะหลายฉบับให้มีถิ่นที่อยู่ที่ควบคุมได้มีสัดส่วนมากที่สุดในจำนวนคนยิวของยุโรป (3 ใน 5) แต่การที่คนยิวมีการศึกษาสูงกว่าคนรัสเซียมาก ทำให้ปัญญาชนยิวกลายเป็นแกนนำในการปฏิวัติรัสเซียหลายต่อหลายครั้ง ผสมเข้ากับเป็นเป้าหมายสังหารหมู่ (โปรกรอม) ของคนพื้นเมืองและรัฐรัสเซียบ่อยๆ ทำให้ชาวยิวมีบทบาทสูงในการเปลี่ยนแปลงที่นำไปสู่การปฏิวัติบอลเชวิก และกลายเป็นเหยื่อของสตาลินต่อมา

Chapter 4 Hodl's Choice : The Jews and Three Promised Lands ว่าด้วยทางเลือกของชาวยิวทั่วโลกที่ไม่ต้องการเป็นพลเมืองชั้นสองในยุครัฐประชาชาติเฟื่องฟูในคริสต์ศตวรรษที่ 20 และนำไปสู่การทดลองใน 3 ดินแดน (รัสเซียหลังปฏิวัติบอลเชวิก อเมริกาในโลกใหม่ และปาเลสไตน์อิสราเอลในตะวันออกกลาง) ของคริสต์ศตวรรษที่ 20 ซึ่งสะท้อนว่าการกลืนกลายของพวกยิวเข้าสู่สังคมอื่นๆ นั้น ทำได้ยากมาก ที่สุดจึงเปลี่ยนเป้าหมายมุ่งสู่การถือกำเนิดขบวนการไซออนนิสม์ที่เป็นศูนย์รวมให้ยิวรวมตัวกันครั้งใหม่ (ไม่ใช่ทั้งทุนนิยมแบบอเมริกัน ไม่ใช่สังคมนิยมแบบโซเวียต แต่เป็นชาตินิยมเพ้อฝันในรูปแบบเฉพาะตัว) โดยมีฐานรากรองรับสำคัญคือชุมชนยิวในอเมริกาที่อยู่เบื้องหลังนโยบายสำคัญที่ชี้อนาคตของโลกเป็นที่มาของประเทศอิสราเอลในปัจจุบัน



upcoming issue

จากโต๊ะบรรณาธิการ
past issue
reader's guide



 



home | today's news | magazine | columnist | photo galleries | book & idea
resources | correspondent | advertise with us | contact us

Creative Commons License
ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย