Search Resources
 
Login เข้าระบบ
สมัครสมาชิกฟรี
ลืมรหัสผ่าน
 
  homenewsmagazinecolumnistbooks & ideaphoto galleriesresources50 managermanager 100join us  
 



new releases
Manager 360 aStore






 
Pathways To Bliss
ผู้เขียน: Joseph Campbell
ผู้จัดพิมพ์: New World Library
จำนวนหน้า: 194
ราคา: ฿650
buy this book

ยุคสมัยที่ถูกเรียกว่า "การกลับมาของศาสนาครั้งที่สอง" เพื่อตอบสนองข้อเรียกร้องของคนที่ไม่เชื่อว่า ตรรกะของวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีตอบคำถามทุกเรื่องของชีวิตได้ก็ยังมีคนที่มองเห็นจุดอ่อนของศาสนาแนวใหม่ที่มีลักษณะศาสนาทางโลกมากจนกระทั่งไม่สามารถถอดรหัสบางประการที่เร้นลับซึ่งเป็นผลผลิตของมนุษย์ได้ดีเพียงพอ ทำให้ความรู้เรื่องปรัมปราคติ หรือ mythology กลายเป็นทางเลือกใหม่ที่ช่วยให้มนุษย์ค้นพบคำตอบบางอย่างที่พ้นไปจากศาสนาหรือวิทยาศาสตร์ได้

โจเซฟ แคมพ์เบล เป็นหัวขบวนที่โดดเด่นในโลกตะวันตก ในเรื่องปรัมปราคติจนกระทั่งกลายเป็นที่พึ่งหรือที่ปรึกษาของบรรดาสตูดิโอหลักในฮอลลีวูดที่ต้องการผลิตสินค้าทางวัฒนธรรมออกมาขาย

วันนี้ แม้จะเสียชีวิตไปหลายปีแล้ว แต่ชื่อเสียงของโจเซฟ แคมพ์เบลก็ไม่เคยตกต่ำ และนับวันจะยิ่งขลังมากขึ้นเรื่อยๆ หนังสือเล่มนี้ก็เป็นอีกเล่มที่บรรยายสรรพคุณของแคมพ์เบลได้ดีเหนือคำบรรยายใดๆ

แคมพ์เบลได้ชื่อว่าเป็นนักศึกษาอย่างลึกซึ้งด้านวิชาว่าด้วยปรัมปราคติ ซึ่งเป็นภูมิปัญญาเชิงสัญญะที่เหนือกว่าเหตุผลหรือตรรกะทางวิทยาศาสตร์ โดยถือเป็นส่วนหนึ่งที่แยกออกจากศรัทธาแบบศาสนา

หนังสือ The Hero with a Thousand Faces ของเขานั้น ถือเป็นสุดยอดของการศึกษาว่าด้วยกระบวนทัศน์ของมนุษย์ทั้งโลกที่ว่าด้วยการสร้างเทพและวีรชนของตนเองขึ้นมา แต่หนังสือเล่มนี้ก็ถือได้ว่ายากที่การเคี้ยวย่อยเป็นอย่างมาก

ก่อนจะเสียชีวิตหลายปีก่อน แคมพ์เบลออกหนังสือเล่มใหม่นี้มา (และจัดพิมพ์หลังจากเสียชีวิตแล้วนานนับสิบปี) เพื่อสนองตอบความต้องการทำให้คนอ่านย่อยความรู้ของเขาง่ายขึ้นกว่าเดิม

หนังสือของแคมพ์เบลเล่มนี้จงไม่ต้องปีนกระไดอ่านเหมือนเล่มก่อนๆ และที่สำคัญ ไม่ได้ลดความลึกซึ้งลงแม้แต่น้อย เพราะศัพท์แสงที่นำมาใช้ เข้าข่าย "น้อยแต่มาก" เป็นอย่างดีทีเดียว ถือเป็น "ถ้อยปัญญา" ที่ทรงภูมิอย่างยิ่ง

รากฐานความคิดหลักของแคมพ์เบลอยู่ที่การพยายามถอดรหัสปรัมปราคติหรือคติชนศึกษาทั้งหลายของมนุษย์ในโลกในฐานะ "จิตสำนึกแปลงสภาพ" ที่เป็นแหล่งศึกษาจิตวิทยาพื้นฐานที่มนุษย์กระทำและควรเข้าใจในยุคสมัยที่จิตใจของมนุษย์ได้ผ่านการพัฒนาจากยุคต่างๆ มาจนถึงปัจจุบันซึ่งแบ่งออกเป็น 4 ยุคใหญ่ๆ ได้แก่ 1) ยุคความลับอันยิ่งใหญ่ 2) ยุคการแพร่ขยายทางกายภาพ 3) ยุคจัดระเบียบสังคมใหม่ 4) ยุคแตกตัวเป็นปัจเจกบุคคล ทำให้สังคมปัจจุบันของมนุษย์มีความซับซ้อนมากขึ้นอีก เพราะจิตของมนุษย์ปะปนกันไปทั้งหมดในทั้ง 4 ยุค

หลักการของปรัมปราคติอยู่ที่ว่า ไม่ได้ต้องการตอกย้ำหรือคัดค้านความเชื่อของมนุษย์เกี่ยวกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย แต่อยู่ที่การค้นหาว่าการที่เทพหรือพระเจ้าหรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ดำรงอยู่ได้นั้น ภายใต้เงื่อนไขของภูมิปัญญาอะไรบ้างและมีความหมายเชื่อมโยงเข้ากับการดำรงอยู่ที่เป็นรูปธรรมของมนุษย์แต่ละยุคสมัยอย่างไร และเพื่อเป้าหมายอะไรกันบ้าง

หนังสือเล่มนี้ของแคมพ์เบลก็พยายามปูพื้นจากรากฐานดังกล่าว แต่เน้นหนักไปที่ยุคสุดท้าย อันเป็นยุคร่วมสมัยที่เต็มไปด้วยความปั่นป่วน เนื่องจากสภาวะทางจิตของมนุษย์ที่เข้าข่าย"เดินหน้าไปได้ ถอยหลังไม่เป็น" อย่างสับสน

ช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของมนุษย์อย่างนี้กำลังจะบอกให้เรารู้ว่า การต่อรองกันระหว่างอดีตกับอนาคต กำลังเกิดขึ้นอย่างเอาเป็นเอาตายซึ่งทำให้อัตตาของมนุษย์ถูกท้าทายอย่างหนัก เนื่องจากไม่อาจจะยึดถือคุณค่าใดๆ เป็นที่อ้างอิงหรือพึ่งพาได้

ข้อเสนอของแคมพ์เบลก็คือว่า การค้นหาสิ่งที่เหมาะสมกับตัวเองของแต่ละคนซึ่งทำให้มนุษย์ "เกิดใหม่" ได้เพื่อที่แต่ละคน จะได้มี "การเดินทาง" ของตนเองเพื่อเรียกคุณค่าที่หายไปกลับคืนมาและมีหรือใช้ชีวิตอยู่กับมันอย่างสร้างสรรค์ในฐานะที่เป็นภูมิปัญญา ซึ่งแน่นอนว่า ไม่ใช่การสร้างเทพองค์ใหม่ขึ้นมา หรือการสร้างวิสามัญมนุษย์แบบที่นิทเช่เคยเสนอทางออกเอาไว้

ข้อน่าสังเกตก็คือ หนังสือของแคมพ์เบลดูจะสอดคล้องกับกรอบคิดของคาร์ล จุง นักจิตวิทยาออสเตรียชื่อดังในอดีตมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะเรื่องของ "ต้นแบบมนุษย์" หรือ archetype ที่ทำหน้าที่สร้างสัญญะและสัญลักษณ์ต่างๆ ทั้งทางตรงและทางอ้อมในการขับเคลื่อนจิตวิญญาณของมนุษย์ เพียงแต่ยังมีบางจุดที่ยังไม่ลงรอยหรือเหลื่อมซ้อนกันไม่สนิทเท่านั้นเอง

หนังสือเล่มนี้เหมาะสำหรับคนที่อยากเข้าถึงธรรมะโดยไม่ต้องพึ่งพระหรือนักบวชแต่ต้องการเข้าถึงด้วยตนเองได้ดีทีเดียว ค่อยๆ อ่านอย่างละเมียดในวันหยุด แล้วมองไปรอบๆ ตัว ทำความเข้าใจแล้วถอดรหัสชีวิตออกมาจะช่วยให้เกิดประกายปัญญาได้อักโข

แล้วจะต้องตามไปอ่านแคมพ์เบลอีกหลายเล่มอยากรู้เท่าทันว่า โลกนี้ไม่มีตะวันตก หรือตะวันออกที่ตายตัว

ส่วนคนที่ "เห็นพระ แต่ไม่เห็นธรรมะ" คงไม่มีคำแนะนำอะไรให้ข้องแวะกับหนังสือเล่มนี้

รายละเอียดในหนังสือ

Chapter 1 The Necessity of Rites ว่าด้วยพิธีกรรม ในฐานะจารีตซึ่งทำหน้าที่ประดิษฐ์ต้นแบบทางสังคม เพื่อขับเคลื่อนพฤติกรรมจนเสมือนหนึ่งธรรมชาติประจำตัว ซึ่งพึ่งพาบทบาทของปรัมปราคติ ในการพัฒนาศักยภาพของมนุษย์ที่เป็นปัจเจก รวมถึงการสั่งสมภูมิปัญญาเพื่อการเรียนรู้ในอนาคต ภายใต้พันธกิจเป้าหมาย 4 ประการคือ 1) ฟื้นฟูจิตสำนึกในการดำรงอยู่ของอัตตาด้วยความเอื้ออาทรและปลอบโยน 2) การปลด เปลื้องกิเลสตัณหาในชีวิตเพื่อยกระดับจิตใจให้ผ่องแผ้ว 3) การตั้งเป้าหมายทำชีวิตให้ดีขึ้นกว่าอดีตและปัจจุบันโดยผ่านคติเก่าแก่ที่ถูกนำมารับใช้ปัจจุบันและอนาคตผ่านการตีความใหม่เพื่อเฉลี่ยสิ่งที่ถูกและผิดร่วมกับคนอื่นๆ ในสังคม 4) เพื่อผลทางจิตวิทยาทำให้ชีวิตมีความหมายที่จะดำรงอยู่ต่อไปในจักรวาลอันกว้างใหญ่ โดยตระหนักถึงภารกิจที่ผูกพันกับผู้อื่นและธรรมชาติ

Chapter 2 Myth Through Time พัฒนาการและการคลี่คลายตัวของปรัมปราคติในสังคมมนุษย์ ในฐานะของ "ศาสนาของคนอื่น" เพื่อจะได้สื่อสารกับคนนอกสังคมได้อย่างราบรื่น ทั้งในด้านกระพี้และแก่นผ่านภาษา สัญลักษณ์ พิธีกรรม และพฤติกรรมเชิงมานุษยวิทยา รวมถึงการก่อกำเนิดในสังคมบุพกาลเพื่อที่มนุษย์จะได้ค้นคว้าหาโลกภายในจิตของตนเองเพื่อกำหนดภารกิจที่จำเพาะขึ้นมากับสมาชิกและการยกระดับขึ้นสู่วัฒนธรรมชั้นสูงในโลกตะวันออกและตะวันตกซึ่งทำให้คุณค่าทางวัฒนธรรมและภูมิปัญญาแตกต่างกัน และยิ่งทำให้มนุษย์เหินห่างกันมากขึ้น ทั้งในรูปแบบและสาระ

Chapter 3 Society and Symbol กลไกปรัมปราคติทำงานโดยผ่านสัญญะในทางสังคมเสมือนหนึ่งปุ่มอัตโนมัติเพื่อปลดปล่อยพลังลบออกมา เสมือนหนึ่งลูกไก่ที่ต้องวิ่งหาที่ซ่อนเมื่อเหยี่ยวถลาร่อนบนท้องฟ้าโดยที่ไม่เคยเห็นเหยี่ยวมาก่อนในชีวิต และส่งผลให้เกิดจารีต หรือปทัสฐานที่กำหนดพฤติกรรมต่อปัจเจกบุคคลที่เป็นสมาชิกสังคมพร้อมกันไปในรูป "สิ่งที่ควรทำ และไม่ควรทำ" ตั้งแต่เยาว์วัย ซึ่งท้ายสุดเกิดเป็นรูปการจิตสำนึกที่แน่นอนทั้งในระดับรู้สำนึกและไร้สำนึก ที่ทำให้อัตตาของคนในโลกตะวันออกและตะวันตกแปลกหน้าซึ่งกันและกัน มีเพียงสัญญะร่วมเกี่ยวกับวีรชนผู้ซึ่งสร้างคุณูปการแก่คนอื่นโดยยอมเสียสละความสุขส่วนตนเป็นสำนึกที่สื่อสารกันได้

Chapter 4 Myth and the Self ว่าด้วยการสร้างขั้วของบุคลิกภาพของมนุษย์ที่เกิดจาก "โลกภายใน" กำหนดขึ้นมาจากมนุษย์ต้นแบบที่ถูกสร้างขึ้นมาจากปรัมปราคติ ซึ่งเป็นพลังขับเคลื่อนพื้นฐานของแต่ละสังคม โดยมีเป้าหมายทางด้านภูมิปัญญาและอารมณ์ที่ชัดเจนตามยุคสมัย โดยที่ปัจเจกก็ไม่ได้ตระหนักชัดว่า แท้จริงแล้วเป็นจิตไร้สำนึกร่วมที่ถูกปรุงแต่งขึ้นมา เสมือนหนึ่งเงาที่ทำหน้าที่ควบคุมอัตตาที่แท้จริง ซึ่งมนุษย์จะต้องเรียนรู้อย่างจริงจัง

Chapter 5 Personal Myth มนุษย์ต้องเรียนรู้ที่จะเข้าใจปรัมปราคติที่แฝงเร้นอยู่ในทุกหนแห่ง ซึ่งทำหน้าที่ขับเคลื่อนจารีตและชีวิตประจำวันของปัจเจกบุคคลอยู่ตลอดไม่เคยขาด แต่ไม่สามารถอธิบายด้วยตรรกแบบวิทยาศาสตร์ได้ ต้องอาศัยการถอดรหัสเชิงสัญญะออกมาเพื่อการปลดปล่อยตนเองออกจากความเชื่อเก่าๆ และความซ้ำซากในชีวิตประจำวัน โดยคำนึงถึงภารกิจหลักของปรัมปราคติคือ 1) กระตุ้นให้ตื่นตัวจากความหวาดกลัวในสิ่งเร้นลับ 2) เข้าใจฐานรากของกรอบคิดว่าด้วยจักรวาลที่มนุษย์ถ่ายทอดกันมายาวนาน 3) ช่วยให้เข้าใจกติกาทางสังคมที่เราอาศัยอยู่อย่างถ่องแท้ และมองเห็นแนวโน้มที่จะเกิดขึ้น 4) ช่วยเชื่อมโยงจิตสำนึกของโลกภายในของตนเองเข้ากับโลกภายนอกอย่างได้ดุลยภาพ

Chapter 6 The Self as Hero จิตของมนุษย์เพื่อดำรงอยู่ถูกขับเคลื่อนด้วยเจตนารมณ์ลึกลับบางอย่าง ซึ่งก่อเกิดการผจญภัยของจิตเพื่อค้นหาความลับดังกล่าวอย่างเดาสุ่ม โดยเป้าหมายสำคัญคือเพื่อเปลี่ยนแปลงสภาวะแห่งจิตให้สูงขึ้นไปเรื่อยๆเสมือนขั้นตอนของชีวิต ซึ่งหากสามารถบรรลุเป้าหมายได้ อัตตาของปัจเจกบุคคลปลื้มปีติว่า นี่คือการเดินทางของวีรชน ซึ่งต้องผ่านขั้นตอนสำคัญ 3 อย่างคือ ข้อเรียกร้องให้เดินทาง เส้นทางทดสอบจิตใจ และการทดสอบครั้งสำคัญ ซึ่งได้สร้างขั้นตอนต่างๆ ที่พัฒนาศักยภาพของปัจเจกให้สูงขึ้น เช่น การสำนึกในการดำรงอยู่ของตนเอง การทำหน้าที่เพื่อครอบครัว การทำบางอย่างเพื่อคนที่ตนรักและเทิดทูน การเสียสละตนเองเพื่อภารกิจใหญ่กว่าการบรรลุอุดมคติแห่งยุคสมัย และการเปลี่ยนแปลงตัวเองเป็นคนใหม่ที่หลุดพ้น

Chapter 7 Dialogues บทสัมภาษณ์แคมพ์เบล ว่าด้วยฐานรากที่พ้องและแตกต่างกันระหว่างปรัมปราคติกับศาสนาและการสื่อสารทางสัญญะระหว่างคนต่างวัฒนธรรม ที่ต้องใช้การถอดรหัสเพื่อแยกแยะสาระที่ปะปนกันอยู่อย่างแนบแน่น เพื่อจะพบว่า มีความคล้ายคลึงกันโดยพื้นฐานที่ทำให้เกิด "ต้นแบบ" ของความเป็นมนุษย์อย่างที่คาดไม่ถึงมากมาย ซึ่งปัจเจกบุคคลสามารถเข้าถึงได้



upcoming issue

จากโต๊ะบรรณาธิการ
past issue
reader's guide



 



home | today's news | magazine | columnist | photo galleries | book & idea
resources | correspondent | advertise with us | contact us

Creative Commons License
ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย