Search Resources
 
Login เข้าระบบ
สมัครสมาชิกฟรี
ลืมรหัสผ่าน
 
  homenewsmagazinecolumnistbooks & ideaphoto galleriesresources50 managermanager 100join us  
 
 


bulletToday's News
bullet Cover Story
bullet New & Trend

bullet Indochina Vision
bullet2 GMS in Law
bullet2 Mekhong Stream

bullet Special Report

bullet World Monitor
bullet2 on globalization

bullet Beyond Green
bullet2 Eco Life
bullet2 Think Urban
bullet2 Green Mirror
bullet2 Green Mind
bullet2 Green Side
bullet2 Green Enterprise

bullet Entrepreneurship
bullet2 SMEs
bullet2 An Oak by the window
bullet2 IT
bullet2 Marketing Click
bullet2 Money
bullet2 Entrepreneur
bullet2 C-through CG
bullet2 Environment
bullet2 Investment
bullet2 Marketing
bullet2 Corporate Innovation
bullet2 Strategising Development
bullet2 Trading Edge
bullet2 iTech 360°
bullet2 AEC Focus

bullet Manager Leisure
bullet2 Life
bullet2 Order by Jude

bullet The Last page


ตีพิมพ์ใน นิตยสารผู้จัดการ
ฉบับ เมษายน 2544








 
นิตยสารผู้จัดการ เมษายน 2544
บริษัทข้ามชาติเร่งสร้าง "เกราะคุ้มกัน" รับมือแรงกดดันจากกลุ่มอนุรักษ์             
 





นับจากนี้ไปสิบปี บริษัทข้ามชาติต้องรอบคอบเพราะกระแสต้านจากนักอนุรักษ์มีแนวโน้มเข้มข้นขึ้น โดยครอบคลุมทั้งประเด็นสิ่งแวดล้อม การใช้แรงงานเด็ก และสิทธิมนุษยชน

เป็นทัศนะของบริษัทที่ปรึกษาด้านความรับผิดชอบต่อสังคม "Sustainability" ที่กล่าวถึงแนวทางการทำธุรกิจของบริษัทข้ามชาติว่า กำลังถูกกลุ่มนักอนุรักษ์เฝ้าจับตาดูหากพบเหตุไม่ชอบมาพากล บริษัทข้าม ชาติมีโอกาสถูกต่อต้านหนัก บทเรียนมีให้เห็น อาทิ IKEA, Nike, และแม้กิจการที่อยู่ฝ่ายอนุรักษ์อย่าง Body Shop ก็ไม่ได้รับยกเว้น เหตุการณ์ที่ชี้ให้เห็นแนวโน้มดังกล่าวก็คือ กรณีประท้วงที่ซีแอต เติล ในปี 1999 เมื่อกลุ่มผู้ประท้วงชุมนุมกันในย่านธุรกิจใจกลางเมืองในระหว่างการประชุมสุดยอดผู้นำโลกเรื่องการค้าเสรี การประท้วงครั้งนั้นมีทั้งนักรณรงค์ด้านสิ่งแวดล้อมรวมทั้งนักศึกษาปัญญาชน ซึ่งได้ออกแคมเปญ โจมตีเป้าหมายเป็นรายๆ ไป ตั้งแต่ธนาคารไปจนถึงธุรกิจก่อสร้างบ้าน กระแสการต่อต้านที่มีการจัดตั้งอย่างดีและมีการขานรับจากส่วนอื่นทั่วโลก ทำให้บริษัทข้ามชาติต้องหาทางดิ้นให้พ้นจากข้อกล่าวหาว่ากดขี่ขูดรีดแรงงาน ทรัพยากรป่าไม้ และทำลายวัฒนธรรมท้องถิ่นในประเทศกำลังพัฒนา

‘ กลยุทธ์การรับมือของ IKEA

IKEA นับเป็นกิจการตัวอย่างที่เติบโตขึ้นในธุรกิจเฟอร์นิเจอร์อย่างรวดเร็ว แต่ขณะเดียวกันต้องรับมือข้อกล่าวหาเรื่องการใช้แรงงานเด็ก ไปจนถึงการใช้พลาสติกอันตราย ตกเป็นเป้าการโจมตีของกลุ่มนักอนุรักษ์และรณรงค์ต่อต้านการผูกขาดธุรกิจ

เดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา บรรดาผู้มีอันจะกินแถบชานเมืองนิวยอร์ก พากันประท้วงการก่อสร้างร้าน IKEA ว่าเป็นการทำลายชุมชนในละแวกดังกล่าว นับเป็นครั้งแรกที่คนในพื้นที่ออกมาประท้วงลักษณะนี้ แต่ IKEA ไม่หนักใจกับกรณีนี้มากเพราะไม่ใช่ครั้งแรกที่บริษัทต้องเผชิญ นอกจากนั้น ข่าวการเปิดร้าน IKEA แห่งแรกที่อิสราเอลในปีนี้กลับได้ผลตอบรับเชิงบวก ทั้งที่ผู้ก่อตั้งบริษัทคือ อิงก์วาร์ แคมพ์ราด (Ingvar Kamprad) ปัจจุบันเป็นประธานกรรมการกิตติมศักดิ์วัย 75 ปี ได้ยอมรับว่า เคยเข้าร่วมกับนาซีในช่วงหลังสงคราม

IKEA เคยรับมือกับปัญหากลุ่มผู้ประท้วงมาแล้วตั้งแต่สมัยที่แคมพ์ราดเป็นผู้บริหารกิจการ เขาเป็นผู้สร้างกิจการให้เป็นผู้จำหน่ายเฟอร์นิเจอร์ ราคาไม่สูงนักแต่สวยงามดึงดูดความสนใจของตลาดเฟอร์นิเจอร์ประกอบด้วยตนเอง แคมพ์ราดขึ้นชื่อในเรื่องการควบคุมต้นทุนอย่างเข้มงวด

ชื่อเสียงของ IKEA ดีมาตลอดในแง่องค์กรจนเมื่อการใช้แรงงานเด็ก เป็นประเด็นสนใจของยุโรปในช่วงปี 1992 และมีภาพยนตร์สารคดีเกี่ยวกับองค์กรจากสวีเดนเผยแพร่ภาพการดำเนินธุรกิจของ IKEA ซึ่งมีภาพเด็กปากีสถานนั่งเรียงรายทอผ้าอยู่ ทำให้แมริแอน บาร์เนอร์ ผู้จัดการแผนกพรมสั่งเลิกสัญญากับโรงงานในปากีสถาน และกำหนดเงื่อนไขให้ผู้รับเหมาช่วงการผลิตห้ามใช้แรงงานเด็ก

ปีถัดมาก็เกิดเรื่องปวดหัวขึ้นอีกเมื่อมีภาพยนตร์สารคดีจากเยอรมันเผยแพร่ภาพเด็กที่อ้างว่าวัยเพียง 5 ขวบ ถูกใช้แรงงานเยี่ยงทาสในโรงงานทอพรม Sheena Export ใกล้กับกรุงเดลลี โดยมีรายได้เพียงวันละ 4 ดอลลาร์ โรงงานดังกล่าวซัปพลายพรมให้ IKEA มานานถึง 5 ปี ครั้งนี้ บาร์เนอร์ตัดสินใจเลิกสัญญากับ Sheena Export ทันที

เดือนธันวาคม 1997 บาร์เนอร์เดินทางไปอินเดียด้วยตนเองเพื่อตรวจสอบซัปพลายเออร์ผ้าสองราย ที่มีการรายงานว่าใช้แรงงานเด็กอายุต่ำกว่า 14 ปี แต่ไม่พบหลักฐานใดๆ บาร์เนอร์จึงสั่งให้มีการตรวจสอบประเด็นนี้เข้มงวดขึ้น และปลายเดือนนั้นเองก็มีข่าวทำนองเดียวกันเกิดขึ้น ที่ฟิลิปปินส์ ทำให้บาร์เนอร์ต้องเดินทางไปตรวจสอบ และบอกเลิกสัญญากับซัปพลายเออร์ที่ไม่ทำตามเงื่อนไขนโยบายของบริษัท

เรื่องทำนองเดียวกันยังเกิดขึ้นอีกที่เนเธอร์แลนด์และนำไปสู่การประท้วงในเวลาต่อมา และครั้งนี้ IKEA ต้องทำงานหนักขึ้นกว่าการกอบกู้วิกฤติเป็นระลอกๆ ผู้บริหาร ของ IKEA ต้องหารือกับ UNICEF และองค์กรแรงงานระหว่างประเทศ หรือ ILO ปี 1999 บาร์เนอร์ต้องเดินทางไปยังสำนักงาน UNICEF ที่นิวยอร์กเพื่อขอคำแนะนำการแก้ปัญหา และเมื่อได้รับทราบวิธีแก้ปัญหาแรงงาน เด็กที่ดีที่สุดก็คือ แก้ที่ราก ฐานของปัญหา ซึ่งก็คือความ ยากจนและการขาดการศึกษา ในช่วงฤดูร้อนปี 2000 IKEA บริจาคเงินครึ่งล้านดอลลาร์ให้ UNICEF เพื่อต่อสู้กับปัญหาการใช้แรงงานเด็กในย่านผลิตพรมในอินเดียโดยสร้างโรงเรียนและจัดทำแผนการ ช่วยเหลือในหมู่บ้านต่างๆ กว่า 200 แห่ง

แอนเดอร์ส ดาห์ลวิก (Anders Dahlwig) ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ของ IKEA พูดถึงการที่บริษัทเผชิญปัญหาซ้ำๆ กันเป็นระลอกว่า "คงเป็นเพราะเราไม่ได้แก้ปัญหาจริงจัง ซึ่งอยู่ที่ระบบค่านิยมของเรา"

คำพูดของดาห์ลวิก อาจดูเหมือนภาษาไพเราะของผู้ที่ต้องการประชาสัมพันธ์ภาพพจน์องค์กรของตนเอง แต่การที่บริษัทข้ามชาติจะชนะใจฝ่ายต่อต้านได้นั้นเป็นเรื่องยากอยู่ไม่น้อยและขึ้นอยู่กับว่าบริษัทแห่ง นั้นมีประสบการณ์การเผชิญหน้ากับปัญหาดังกล่าวมากน้อยเพียงใด ปีที่แล้ว กิจการบลูชิปกว่า 40 แห่งได้ร่วมลงนามในแผนการ "Global Compact" ของสหประชาชาติโดยการสนับสนุนของโคฟี อันนาน เลขาธิการสหประ ชาชาติ โดยบริษัทหลายแห่งตั้งแต่ดูปองต์ไปจนถึงวอลโว่ต่างตกลงที่จะสนับสนุนสิทธิแรงงานและสิทธิมนุษยชน และใช้มาตรฐานสิ่งแวดล้อมในการดำเนินงาน แต่ข้อตกลงดังกล่าวก็ถูกวิจารณ์ว่าไม่เพียงพอเนื่องจากไม่มี ส่วนของการตรวจสอบรวมอยู่ด้วย หนำซ้ำยังถูกกล่าวหาจาก Corporate Watch แห่งซานฟรานซิสโกว่าเป็นเพียงข้อตกลงที่ปิดบังการกระทำไม่ถูกต้องของธุรกิจเหล่านี้ภายใต้การโฆษณา "เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม"

หากการอ้างว่าจะกระทำสิ่งที่ถูกต้องยังไม่เพียงพอ ก็คงต้องดูต่อไปถึงการปฏิบัติจริง เช่น Nike ที่ได้กำหนดมาตรฐานของธุรกิจทั้งในเรื่องค่าจ้าง ชั่วโมงการทำงาน และอายุขั้นต่ำของผู้ที่จะเข้าทำงานในโรงงาน ก็ยังมิวายตกเป็นเป้าหมายของเหล่านักต่อต้านการใช้แรงงานทาส ว่า เป็นมาตรฐานที่คืบหน้าช้าเกินไป อย่างไรก็ตาม การที่ Nike ตกเป็นเป้าโจมตีอย่างหนักทั้งที่ความจริงไนกี้และคู่แข่งอีกสองรายคือ รีบอคและอาดิดาสว่าจ้างผู้รับเหมาช่วงการผลิตรายเดียวกัน ก็เป็นเพราะ Nike เป็นผู้นำในการต่อต้านกลุ่มผู้ประท้วงนั่นเอง

การเข้าร่วมกลุ่มรณรงค์เป็นทางออกที่ดีอย่างหนึ่ง แต่ก็ใช่ว่าจะรอดตัวได้เสมอไป อย่างกรณี Body Shop แห่งอังกฤษ ซึ่งแอนนิต้า รอดดิก ผู้ก่อตั้งกิจการเคยชูประเด็นการทำธุรกิจแบบเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและรับผิดชอบต่อชุมชน แอนนิต้าเคยถ่ายภาพร่วมกับหัวหน้าเผ่าคาโยโป ซึ่งเป็นชาวอินเดียนพื้นเมืองในอะเมซอนและเป็นผู้จัดหาน้ำมันบราซิลเลียนนัตให้ Body Shop ด้วย หัวหน้าเผ่าคาโยโปได้กล่าวว่าภาพโฆษณาดังกล่าว ทำให้ภาพพจน์ของเขาเสียหาย และแม้ Body Shop จะยังเป็นธุรกิจที่มีภาพพจน์ดีในสายตาของนักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมกระแสหลัก แต่ในสายตากลุ่มอนุรักษ์แบบเคร่งครัดกลับมองกิจการแห่งนี้เป็นธุรกิจหลอกลวงแห่งหนึ่งเท่านั้น

บริษัทใหญ่หลายแห่งเลือกแนวทางล่าถอยแบบเงียบๆ ในช่วงที่ความขัดแย้งปะทุขึ้น ซึ่งเป็นวิธีเดียวกับที่ IKEA เคยใช้ อย่างกรณีของเชนร้านกาแฟ Starbucks ที่ถูกทุบกระจกหน้าร้านในซีแอตเติลในปี 1999 อย่าง ไรก็ตาม ในเดือนเมษายนปีที่แล้ว ผู้ประท้วงใน 3 เมืองได้กดดันให้ Starbucks จำหน่ายกาแฟของกลุ่มสหกรณ์เพื่อปกป้องผู้ปลูกกาแฟรายย่อย และท้ายสุด Starbucks ต้องยอมตามข้อเรียกร้อง ปีที่แล้ว มิตซูบิชิ คอร์ป แห่งญี่ปุ่นไม่อาจต้านทานกระแสกดดันจน ต้องปิดโรงงานผลิตเกลือในเม็กซิโก ซึ่งทำลายแนวชายฝั่งทะเลเก่าแก่และแหล่งที่อยู่ของปลาวาฬรอบชายฝั่ง

บริษัทข้ามชาติที่จะรอดพ้นจากปัญหาการประท้วงได้นั้น ยังต้องมีส่วนผสมระหว่างบุคลิก และเงื่อนไขสถานการณ์ประกอบกันด้วย โซนี่ที่มีชื่อเสียงในแง่คุณภาพสินค้าเป็นกรณีตัวอย่างแห่งหนึ่ง เมื่อปีที่แล้วแผนก อิเล็กทรอนิกส์ของบริษัทประสบปัญหาเมื่อปฏิเสธคำขอของผู้ลงทุนที่ต้อง การให้นำมาตรฐานของยุโรปในเรื่องสัดส่วนการรีไซเคิลวัตถุดิบมาใช้ แต่ ข่าวดังกล่าวปรากฏในหน้าหนังสือพิมพ์อังกฤษเพียงไม่กี่วันแล้วเงียบหายไป

มีบริษัทข้ามชาติอีกหลายแห่งที่รอดตัวจากปัญหาแรงกดดันจากสาธารณะได้ เนื่องจากไม่ได้เป็นผู้จำหน่ายสินค้าแก่สาธารณะโดยตรง ส่วน บริษัทข้ามชาติในเอเชียก็รอดหูรอดตาจากการตรวจสอบจากตะวันตกไป เช่นกิจการทำเหมืองในอินโดนีเซียหรือกิจการทำไม้ในมาเลเซีย "กิจการเหล่านี้เป็นบริษัทข้ามชาติที่ไม่ได้มีชื่อยี่ห้อเป็นที่รู้จัก จึงยากที่จะสร้างแรงกดดันใดๆ ได้" ดารา โอ'รูค (Dara O'Rourke) ศาสตราจารย์ด้านนโยบาย สิ่งแวดล้อมแห่งเอ็มไอทีกล่าว

อย่างไรก็ตาม กลุ่มอนุรักษ์หันเหเป้าหมายไปที่กิจการธนาคาร ซึ่งปล่อยเงินกู้ให้กับกิจการข้ามชาติที่ไม่พึงประสงค์ด้วย ในวันที่ 11 เมษายนนี้ กลุ่ม National Wildlife Federation และ Friends of the Earth จะเริ่มแผนการ "Spank the Bank" โดยโจมตีธนาคารที่ให้เงินสนับสนุนแก่บริษัทข้ามชาติดังกล่าว ธนาคารที่เป็นเป้าหมายใหญ่คือ ซิตี้แบงก์ ซึ่งสนับสนุนการเงินแก่โครงการสร้างเขื่อนสามแห่งในจีน

ด้วยเหตุนี้ บริษัทข้ามชาติทั้งหลายจึงอยู่ในสภาพการณ์อันไม่อาจไว้วางใจได้ "นับจากปีนี้ปัญหาหนักหน่วงจะปะทุขึ้นเรื่อยๆ ไปอีกนาน หาก บริษัทใดไม่ระวังตัวอาจพลาดพลั้งได้" จอห์น เอลคิงตัน (John Elkington) ผู้ก่อตั้ง "Sustainability" ซึ่งเป็นบริษัทอังกฤษที่ให้คำแนะนำแก่บริษัทต่างๆ ในด้านความรับผิดชอบต่อสังคม กล่าว

ใครไม่อยากพลาดพลั้ง มีทางออกเดียวแบบที่ IKEA ปฏิบัติเรื่อยมา "สร้างเกราะคุ้มกัน" จากประสบการณ์การเผชิญหน้ากับกระแสกดดันมานาน ทำให้ IKEA เห็นว่าแนวทางแก้ปัญหาที่แท้จริงอยู่ที่การกำหนดนโยบาย ให้ครอบคลุมประเด็นเหล่านี้ IKEA กำหนดแนวทางปฏิบัติให้กับซัปพลายเออร์กว่า 2,000 รายในเรื่องต่างๆ ตั้งแต่การจ้างแรงงานไปจนถึงเทคนิคการรีไซเคิล นอกจากนั้นยังมีการตั้งผู้ตรวจสอบภายใน เดินทางไปประเมิน การดำเนินงานของซัปพลายเออร์ทั่วโลกทุกๆ สองปี แต่ทั้งหมดนี้ IKEA บอกว่าสิ่งสำคัญก็คือ อย่าพยายามเผยแพร่สิ่งเหล่านี้สู่สาธารณะ เพราะนี่เป็นเกราะคุ้มกัน ไม่ใช่การประชาสัมพันธ์ หรือสรุปก็คือ "ไม่ประชาสัมพันธ์ คือ การประชาสัมพันธ์ที่ดีที่สุด"

เรียบเรียงจาก Newsweek March 12, 2001

   




 








upcoming issue

จากโต๊ะบรรณาธิการ
past issue
reader's guide


 



home | today's news | magazine | columnist | photo galleries | book & idea
resources | correspondent | advertise with us | contact us

Creative Commons License
ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย