Search Resources
 
Login เข้าระบบ
สมัครสมาชิกฟรี
ลืมรหัสผ่าน
 
  homenewsmagazinecolumnistbooks & ideaphoto galleriesresources50 managermanager 100join us  
 
 


bulletToday's News
bullet Cover Story
bullet New & Trend

bullet Indochina Vision
bullet2 GMS in Law
bullet2 Mekhong Stream

bullet Special Report

bullet World Monitor
bullet2 on globalization

bullet Beyond Green
bullet2 Eco Life
bullet2 Think Urban
bullet2 Green Mirror
bullet2 Green Mind
bullet2 Green Side
bullet2 Green Enterprise

bullet Entrepreneurship
bullet2 SMEs
bullet2 An Oak by the window
bullet2 IT
bullet2 Marketing Click
bullet2 Money
bullet2 Entrepreneur
bullet2 C-through CG
bullet2 Environment
bullet2 Investment
bullet2 Marketing
bullet2 Corporate Innovation
bullet2 Strategising Development
bullet2 Trading Edge
bullet2 iTech 360°
bullet2 AEC Focus

bullet Manager Leisure
bullet2 Life
bullet2 Order by Jude

bullet The Last page


ตีพิมพ์ใน นิตยสารผู้จัดการ
ฉบับ มกราคม 2547








 
นิตยสารผู้จัดการ มกราคม 2547
Return             
โดย ปัณฑพ ตั้งศรีวงศ์
 


   
search resources

ภัทรธนกิจ, บง.
เมอร์ริลลินช์ภัทร
Merrill Lynch & Co., Inc.
ภัทร, บล.
บรรยง พงษ์พานิช




นับตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคมที่ผ่านมา โลโกของ บล.เมอร์ริล ลินช์ ภัทร ได้มีการเปลี่ยนแปลงใหม่พร้อมกับชื่อของบริษัท ที่ได้หวนกลับมาใช้ว่า บล.ภัทร อีกครั้งหนึ่ง

"โลโกนี้สามารถมองออกไปได้หลาย อย่าง ทั้งเป็นรูปตัวอักษร "ภ" เพียงตัวเดียว หรือมองเป็นคำว่า "ภัทร" รวมถึงการมองให้เป็นรูปช้าง ซึ่งเป็นสัตว์ประจำชาติที่มีทั้งความแข็งแกร่ง และสุขุม" บรรยง พงษ์พานิช ประธานกรรมการ บล.ภัทรอธิบาย

การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับบล.ภัทรครั้งนี้ เป็นผลมาจากกระบวนการซื้อหุ้นคืนจากผู้ถือหุ้นใหญ่ โดยกลุ่มผู้บริหาร (Management Buy-out : MBO) ได้เสร็จสิ้นลงแล้วอย่างสมบูรณ์

ตั้งแต่ต้นปี 2546 กลุ่มผู้บริหารบล.ภัทร ซึ่งประกอบด้วยผู้อำนวยการฝ่ายขึ้นไป จำนวน 50 คน ได้เจรจาขอซื้อหุ้นใน บล.เมอร์ริล ลินช์ ภัทร คืนจากผู้ถือหุ้น ใหญ่ 2 ราย คือ Merrill Lynch วาณิชธนกิจรายใหญ่จากสหรัฐอเมริกา และธนาคารกสิกรไทย ซึ่งก่อนหน้านี้ได้ถือหุ้นอยู่ในบล.เมอร์ริล ลินช์ ภัทร อยู่รายละ 49% และ 51% ตามลำดับ เพื่อต้องการให้การดำเนิน ธุรกิจมีความคล่องตัว ไม่ต้องติดยึดอยู่กับกรอบนโยบายของบริษัทแม่

ขณะเดียวกัน Merrill Lynch เองก็มองว่าผลตอบแทนที่ได้รับจากการลงทุนในบล.เมอร์ริล ลินช์ ภัทร เริ่มที่จะไม่คุ้ม จึงมีความประสงค์จะขายหุ้นที่ถืออยู่ออกมา

Merrill Lynch ได้ถูกเชิญเข้ามาถือหุ้นใน บล.ภัทร เมื่อกลางปี 2541 หลังจากเกิดวิกฤติค่าเงินบาท ทำให้ในครั้งนั้น บล. ภัทรต้องเปลี่ยนชื่อเป็น บล.เมอร์ริล ลินช์ ภัทร

"ชื่อ บล.ภัทร ก็เป็นชื่อเดิมที่เราเคยใช้มาตั้งแต่เดือนธันวาคม 2540 หลังจากที่มีการแยกธุรกิจเงินทุน และหลักทรัพย์ออกจากบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ภัทรธนกิจ" บรรยงบอก

"การได้มีโอกาสร่วมลงทุนกับ Merrill Lynch เหมือนกับเรามีโอกาสได้เข้าโรงเรียนธุรกิจหลักทรัพย์ชั้นนำของโลก 5 ปีที่ผ่านมา ผู้บริหารและพนักงานทุกคน ต่างได้รับเทคโนโลยีใหม่ที่ Merrill Lynch ได้ถ่ายทอดให้ จนเรามีความมั่นใจว่าสามารถทำเองได้ ไม่แพ้ในสมัยที่ยังมีเขาถือหุ้นอยู่ในบริษัท" เขาเสริม

ปัจจุบันทุนจดทะเบียนเรียกชำระแล้วของ บล.ภัทร อยู่ที่ 1,250 ล้านบาท โดยมีโครงสร้างผู้ถือหุ้น 62 ราย เป็นผู้บริหารระดับผู้อำนวยการฝ่ายขึ้นไป 50 ราย ถือหุ้นอยู่ 90% ส่วนอีก 12 ราย เป็นบุคคลภายนอก ซึ่งถือเป็นผู้มีอุปการคุณแก่บริษัทถือหุ้นอยู่ในสัดส่วน 10%

ในจำนวนนี้มีวิโรจน์ นวลแข อดีตประธานกรรมการ กิตติมศักดิ์ของ บล. เมอร์ริล ลินช์ ภัทร ซึ่งปัจจุบันเป็นกรรมการ ผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย ร่วมถือหุ้นด้วย 4%

ส่วนตัวของบรรยงซึ่งปัจจุบันดำรง ตำแหน่งประธานกรรมการ เป็นผู้ถือหุ้นในสัดส่วนสูงที่สุด 8%

การดำเนินธุรกิจของ บล.ภัทร หลังจากนี้ไปจะมีลักษณะของ Security Firm คือเป็นบริษัทที่พนักงานทุกคนมีส่วนร่วมในการทำธุรกิจ และมี Stock Option ที่ให้โอกาสพนักงานได้เข้าเป็นผู้ถือหุ้น ตามอายุงานและความสามารถ

"เราได้กันหุ้นจำนวน 25% ของทุนจดทะเบียนบริษัทไว้เพื่อให้เป็นรางวัล และโบนัสในการทำงานกับพนักงาน"

ปัจจุบัน บล.ภัทรมีพนักงานทั้งสิ้นจำนวน 150 คน

ลักษณะดังกล่าวเป็นลักษณะเดียวกันกับ Law Firm หรือ Audit Firm ซึ่งบล.ภัทรถือเป็น Security Company รายแรกที่เริ่มนำรูปแบบนี้มาใช้กับธุรกิจหลักทรัพย์ในประเทศไทย ซึ่งส่วนใหญ่หากไม่เป็นบริษัทในเครือของธนาคารพาณิชย์ ก็เป็นธุรกิจของตระกูลใดตระกูลหนึ่งเท่านั้น

และถือเป็นรูปแบบที่พนักงานของบล.ภัทร จะมีความชัดเจนในเส้นทางการทำงานมากที่สุด

ส่วนแนวทางการทำธุรกิจของบล.ภัทร ก็ยังคงยึดในหลักการเดิมคือมุ่งเน้นธุรกิจวาณิชธนกิจ ขณะที่ธุรกิจหลักทรัพย์จะเน้นรับแต่ลูกค้าสถาบันและลูกค้ารายใหญ่ ซึ่งมีความเข้าใจในการลงทุนอย่างถ่องแท้

ส่วนนักเก็งกำไรรายย่อยที่ซื้อขายหุ้นตามอารมณ์ของตลาด ยังยืนยันที่จะไม่รับอย่างเด็ดขาด

   




 








upcoming issue

จากโต๊ะบรรณาธิการ
past issue
reader's guide


 



home | today's news | magazine | columnist | photo galleries | book & idea
resources | correspondent | advertise with us | contact us

Creative Commons License
ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย