Search Resources
 
Login เข้าระบบ
สมัครสมาชิกฟรี
ลืมรหัสผ่าน
 
  homenewsmagazinecolumnistbooks & ideaphoto galleriesresources50 managermanager 100join us  
 
 


bulletToday's News
bullet Cover Story
bullet New & Trend

bullet Indochina Vision
bullet2 GMS in Law
bullet2 Mekhong Stream

bullet Special Report

bullet World Monitor
bullet2 on globalization

bullet Beyond Green
bullet2 Eco Life
bullet2 Think Urban
bullet2 Green Mirror
bullet2 Green Mind
bullet2 Green Side
bullet2 Green Enterprise

bullet Entrepreneurship
bullet2 SMEs
bullet2 An Oak by the window
bullet2 IT
bullet2 Marketing Click
bullet2 Money
bullet2 Entrepreneur
bullet2 C-through CG
bullet2 Environment
bullet2 Investment
bullet2 Marketing
bullet2 Corporate Innovation
bullet2 Strategising Development
bullet2 Trading Edge
bullet2 iTech 360°
bullet2 AEC Focus

bullet Manager Leisure
bullet2 Life
bullet2 Order by Jude

bullet The Last page


ตีพิมพ์ใน นิตยสารผู้จัดการ
ฉบับ กุมภาพันธ์ 2547








 
นิตยสารผู้จัดการ กุมภาพันธ์ 2547
ปักกิ่งกับรถไฟใต้ดิน (2)             
โดย วริษฐ์ ลิ้มทองกุล
 





รัฐบาลจีนให้ความสำคัญกับ "โอลิมปิก 2008" ในอีก 5 ปีข้างหน้าอย่างมาก เพราะในปีดังกล่าว ปักกิ่งจะเป็นเจ้าภาพกีฬาโอลิมปิก และอีกสองปีถัดไป ค.ศ.2010 เซี่ยงไฮ้จะเป็นเจ้าภาพงาน World Expo โดยในช่วงสองปีนั้นจะถือว่าเป็นยุคที่จีนเปิดตัวออกสู่โลกภายนอกอย่างเต็มตัว ด้วยภาพลักษณ์ใหม่

ทั้งนี้ในการเตรียมตัวดังกล่าว จีนเขาวางแผนกันอย่างละเอียด และเข้มงวดกันทุกจุด อย่างเช่น ตึก และสิ่งก่อสร้างใหญ่ๆ ในปักกิ่ง ถูกกำหนดไว้ว่าจะต้องสร้างให้เสร็จภายในปี ค.ศ.2005 และอีกหนึ่งปีถัดไป การเข้าออกเมืองปักกิ่ง จะถูกคุมเข้มอย่างเต็มที่ โดยมีข่าวว่าชาวจีนผู้ต้องการจะเข้ามาในปักกิ่ง ก็จะมีการออกใบอนุญาต พิเศษ คล้ายๆ กับการขอวีซ่าเข้าปักกิ่ง

การออกมาตรการดังกล่าวก็เพื่อป้องกันการอพยพของประชาชนที่ไหลเข้ามากระจุกอยู่ในปักกิ่งเพิ่มเติม อันจะเป็นต้นเหตุให้เกิดแหล่งเสื่อมโทรม สลัม หรือคนเร่ร่อน เป็นต้น

เพื่อนคนจีนของผมเล่าให้ฟังด้วยว่า มีการคาดการณ์กันไว้ว่าในอีก 3 ปีข้างหน้า ราคาค่าเช่าห้องพักในปักกิ่งนั้นจะสูงขึ้นอย่าง น่าตกใจคือ อย่างต่ำๆ ก็ 3,000 หยวน หรือ 15,000 บาทต่อเดือน โดยขณะนี้คอนโดมิเนียมระดับหรูหราในปักกิ่งก็แข่งกันสร้าง แข่งกันขึ้นราคากันยกใหญ่ โดยล่าสุดที่ทำสถิติความแพงก็คือ คอนโดฯ แห่งหนึ่งย่านจงกวนชุนที่แพงระยับ เขาขายกันถึงตารางเมตรละ 30,000 หยวน หรือ 150,000 บาท !

กลับมาเรื่องรถไฟใต้ดินกันต่อ เพื่อรองรับโอลิมปิกและการก้าวเข้าสู่การเป็นเมืองชั้นนำของโลก ทางเทศบาลเมืองปักกิ่งมีแผน ที่จะขยายความยาวและเครือข่ายของรถไฟฟ้าจากที่ไม่ถึง 100 กิโล เมตร ให้เป็น 300 กิโลเมตร ในปี ค.ศ.2008 และ 1,000 กิโลเมตรในปี ค.ศ.2020

โดยหากเป็นไปตามแผนดังกล่าว ประชาชนที่อาศัยอยู่ย่านชานเมืองในแถบวงแหวนสายที่ 5 ก็จะมีรถไฟฟ้าใช้กันอย่างสะดวก และก็มีความคาดหมายกันด้วยว่าเครือข่ายรถไฟฟ้าดังกล่าวจะดึงดูด ประชาชนปักกิ่งราวครึ่งหนึ่ง ให้มาใช้บริการระบบขนส่งมวลชน แบบใหม่นี้อย่างสม่ำเสมอ เพิ่มขึ้นจากปัจจุบันที่คิดเป็นเพียงร้อยละ 10

การสร้างรถไฟฟ้าเพิ่มเติมนั้นที่กำลังจะดำเนินการต่อไปก็คือ รถไฟฟ้าสาย 4 ความยาว 28 กิโลเมตร และรถไฟใต้ดินสาย 10 ความยาว 33 กิโลเมตร โดยมีกำหนดเริ่มสร้างภายในเดือนธันวาคมปีนี้ เพื่อให้เสร็จก่อนปี ค.ศ.2008

ในรายละเอียดนั้น การลงทุนทั้งหมดมีมูลค่ามากถึง 30,100 ล้านหยวน (ราว 150,500 ล้านบาท) โดยส่วนของอุโมงค์-ทางรถไฟ และสถานีนั้นตกเป็นหน้าที่ของรัฐ ส่วนในการเดินรถ ซ่อมบำรุง และ สัญญาณการจราจรนั้นจะตกเป็นของเอกชน

สำหรับเงินลงทุนนั้น ส่วนหนึ่งทางเทศบาลปักกิ่งจะออกพันธบัตร (Bond) มูลค่า 2,000 ล้านหยวน (10,000 ล้านบาท) และกำลังวางแผนจะหาเอกชนผู้ร่วมทุนคือ PPP หรือ Public-Private Partnerships เข้ามาลงทุนและแบ่งปันผลประโยชน์ร่วมกัน

กระเถิบออกมาจากเมืองหลวง ออกมามองถึงระบบรถไฟเมือง (Urban Rail หรือ Metropolitan Railway:Metro) ของจีนในภาพกว้างกันบ้าง

ปัจจุบันในประเทศจีน เมืองที่มีระบบรถไฟฟ้ามีอยู่ 4 แห่งคือ ปักกิ่ง เทียนจิน เซี่ยงไฮ้ และกว่างโจว โดยกำลังจะมีสมาชิกใหม่อีก 4 เมือง คือ หนานจิงและเซินเจิ้น ที่กำลังสร้างรถไฟใต้ดิน ส่วนฉงชิ่ง และอู่ฮั่น ก็กำลังสร้างรถไฟลอยฟ้า

ทั้งนี้ในแผนระยะ 5 ปี ฉบับที่ 10 ของจีน (ค.ศ.2001-2005) ทางรัฐบาลกลางจีนตั้งงบไว้ 800,000 ล้านหยวน (4 ล้านล้านบาท) เพื่อโครงการระบบรถไฟเมืองและตั้งเป้าไว้ว่า ทั้งประเทศจะต้องมีเส้นทางรถไฟฟ้าเมืองยาวทั้งสิ้น 450 กิโลเมตรภายในปี ค.ศ.2005

โดยนอกจาก 8 เมืองของจีนที่กำลังจะมีระบบ Urban Rail แล้ว อีก 20 จาก 34 เมืองของจีนที่มีประชากรมากกว่า 1 ล้านคนก็กำลังวางแผนที่จะสร้างระบบดังกล่าวเช่นเดียวกัน เนื่องจากทุกฝ่ายต่างเห็นพ้องกันว่าการสร้างระบบ Urban Rail จะส่งผลดีทั้งทางตรง และทางอ้อมในทุกๆ ด้าน เช่น

ผลดีทางเศรษฐกิจ ถือเป็นการขยายตลาด และเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคของประชาชน ลดการใช้พลังงานอย่างสิ้นเปลือง ผลดีทางสิ่งแวดล้อม ถือเป็นการลดมลภาวะทางอากาศ เสียง และของเสียที่เกิดจากรถยนต์ โดยผลดีที่เกิดจากทางเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมนั้น ในอีกแง่ยังถือว่าช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของสังคมในทางอ้อมอีกด้วย

ในประเด็นปัญหาเรื่องการหาเงินมาลงทุนในระบบ Urban Rail นี้มีการคิดต้นแบบเพื่อแก้ปัญหากันหลายทาง นอกจากใช้ระบบการออกพันธบัตร และ PPP อย่างที่ได้กล่าวมาแล้ว

โครงการรถไฟใต้ดินเซินเจิ้น ที่จะเสร็จภายในปี ค.ศ.2004 และจะเชื่อมต่อกับระบบรถไฟฟ้าของเกาะฮ่องกง โดยโครงการนี้ถือเป็นโครงการสาธารณูปโภคที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของเซินเจิ้น โดยใช้เงินลงทุนรวมกว่า 11,500 ล้านหยวน (ราว 57,500 ล้านบาท) เพื่อสร้างรถไฟใต้ดินยาว 22 กิโลเมตรแบ่งเป็นสองสายคือ สายที่ 1 ยาว 17 กิโลเมตร และสายที่ 4 ยาว 5 กิโลเมตร นั้นเขายังใช้ระบบ ธุรกิจเข้ามาช่วยแบ่งเบาเงินงบประมาณและเงินกู้ยืมด้วย คือ

พื้นที่บนสถานีนั้นทางเทศบาลเมืองเซินเจิ้นเปิดประมูลให้บริษัทและองค์กรทางธุรกิจ เข้ามาเช่าพื้นที่ ทั้งนี้ได้มีการจัดแบ่งประเภทของธุรกิจไว้เป็น 3 ประเภทคือ หนึ่งร้านแผงค้าปลีกที่จะอยู่ตามริมทางรถไฟ สอง ห้างสรรพสินค้าขนาดกลางที่จะอยู่ในสถานี และ สาม ร้านค้าที่จะอยู่เหนือสถานีตามถนน และพื้นที่รอบๆ สถานี

โดยผลตอบรับจากการประมูลดังกล่าวนั้นก็เป็นไปด้วยดี คือ มีบริษัทและองค์กรธุรกิจจำนวนมากเข้ามาร่วมประมูล ทั้งยังมีถึงขนาดขอประมูลชื่อสถานี เพื่อเปลี่ยนให้ เหมือนกับชื่อบริษัทเสียด้วยซ้ำ ทั้งนี้แรงดึงดูดย่อมมาจากการคาดการณ์ว่ารถไฟฟ้าใต้ดินของเซินเจิ้นนั้นจะมีผู้โดยสารใช้บริการถึงวันละ 300,000 ราย

ถึงตรงนี้ก็มีคำถามย้อนกลับมาอีกว่า ทำอย่างไรจะหาลูกค้าให้องค์กรธุรกิจเหล่านี้ได้เยอะๆ เพื่อที่เขาจะได้แข่งกันประมูล ทำอย่างไรจะจูงใจให้คนพักการใช้รถยนต์ และหันมาขึ้นระบบขนส่งมวลชนกันเยอะๆ ส่วนคำตอบก็เป็นหลักเศรษฐศาสตร์เบื้องต้น ที่ทั้งผมและท่านผู้อ่านก็รู้ๆ กันดีอยู่แล้วละครับ

พักจากเรื่องเงินๆ ทองๆ มาปิดท้ายกันถึงการขึ้นรถไฟฟ้าปักกิ่งในมุมต่างๆ กันบ้าง

รถไฟฟ้าใต้ดินและบนดินของปักกิ่งในปัจจุบัน การเก็บตั๋วไม่ได้ไฮเทคเช่นกรุงเทพฯ หรือเมืองใหญ่อื่นในโลก ที่มีระบบเก็บค่าบริการเป็นตั๋ว บัตร หรือเป็นเหรียญแบบอัตโนมัติ แต่ที่นี่ยังใช้ "ทรัพยากรบุคคล" ที่มีอยู่อย่างเหลือเฟือมานั่ง-ยืน คอยตรวจเก็บอยู่ แม้ปัจจุบันจะเริ่มมีการนำระบบอัตโนมัติมาติดตั้งบ้างแล้ว แต่ก็ยังนับว่าเป็นส่วนน้อยอยู่มาก

ส่วนในแง่มุมของผู้ใช้บริการ ผมเชื่อว่าท่านผู้อ่านหากใช้บริการรถเมล์ ก็คงเคยได้ยินประโยคที่ว่า "โปรดเอื้อเฟื้อที่นั่งกับเด็ก สตรี และคนชรา (รวมถึงพระสงฆ์ที่เป็นข้อบังคับ)" ซึ่งในทางปฏิบัติ การขอความร่วมมือดังกล่าว ก็ถือได้ว่าเป็นวัฒนธรรมอันดีในการใช้บริการขนส่งสาธารณะของบ้านเราไปแล้ว

ด้านการขึ้นรถประจำทางกับรถไฟฟ้าที่เมืองจีนก็มีการขอความร่วมมืออย่างนี้เช่นกัน โดยเขาบอกกันเป็นชุดว่า "กรุณาให้คนลงก่อน แล้วค่อยขึ้น" และ "ชนชาติจีนมีวัฒนธรรมเคารพผู้สูงอายุ กรุณาต่อเยาวชน ดังนั้นกรุณาเอื้อเฟื้อที่นั่งให้แก่ ผู้สูงอายุ สตรีมีครรภ์ เด็ก และผู้พิการ" ... แต่เท่าที่ดูมาคำประกาศขอความร่วมมือดังกล่าว คนจีนจงใจให้ เข้าหูซ้ายทะลุหูขวา ไปเสียอย่างนั้น

หากใครเคยมาปักกิ่งและเคยขึ้นรถประจำทางหรือรถไฟฟ้าก็คงทราบกันดีว่า การขึ้นรถโดยสารที่ปักกิ่งนั้นเหมือนกับมีเทศกาลเทกระจาดยังไงอย่างงั้น พอประตูรถไฟเปิดก็จะกรูกันเข้าไปแย่งที่นั่ง

การแย่งที่นั่งบางครั้งยังขับเคี่ยวกันเข้มข้นกว่าการเล่นเก้าอี้ดนตรีเสียอีก เพราะหากไม่มีไหวพริบก็ "เสียม้า" กันง่ายๆ มากกว่า นั้น "การปันน้ำใจยกที่นั่งให้เพื่อนร่วมทาง" นั้นหลายครั้งหลายคราว ในสายตาคนจีนยังดูเป็นเรื่องผิดปกติเสียอีก

"อาการสังคมแล้งน้ำใจ" ของที่นี่บางครั้งก็ทำให้คนไทยและต่างชาติหลายคนรับไม่ได้ จนออกอาการเกลียดคนจีนไปเลยก็มี

   




 








upcoming issue

จากโต๊ะบรรณาธิการ
past issue
reader's guide


 



home | today's news | magazine | columnist | photo galleries | book & idea
resources | correspondent | advertise with us | contact us

Creative Commons License
ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย