Search Resources
 
Login เข้าระบบ
สมัครสมาชิกฟรี
ลืมรหัสผ่าน
 
  homenewsmagazinecolumnistbooks & ideaphoto galleriesresources50 managermanager 100join us  
 
 


bulletToday's News
bullet Cover Story
bullet New & Trend

bullet Indochina Vision
bullet2 GMS in Law
bullet2 Mekhong Stream

bullet Special Report

bullet World Monitor
bullet2 on globalization

bullet Beyond Green
bullet2 Eco Life
bullet2 Think Urban
bullet2 Green Mirror
bullet2 Green Mind
bullet2 Green Side
bullet2 Green Enterprise

bullet Entrepreneurship
bullet2 SMEs
bullet2 An Oak by the window
bullet2 IT
bullet2 Marketing Click
bullet2 Money
bullet2 Entrepreneur
bullet2 C-through CG
bullet2 Environment
bullet2 Investment
bullet2 Marketing
bullet2 Corporate Innovation
bullet2 Strategising Development
bullet2 Trading Edge
bullet2 iTech 360°
bullet2 AEC Focus

bullet Manager Leisure
bullet2 Life
bullet2 Order by Jude

bullet The Last page


ตีพิมพ์ใน นิตยสารผู้จัดการ
ฉบับ ตุลาคม 2542








 
นิตยสารผู้จัดการ ตุลาคม 2542
แพรวา-คลาสสิคลานนา เดินคนละทางเป้าหมายเดียวกัน             
 


   
search resources

แพรวาไหมไทย
Classic Model &Classic Lanna
ประพันธ์ มูลน้อย
สุเมธ พันธุ์แก้ว




เป้าหมายของ สุเมธ พันธุ์แก้ว ก็คือ เป็นดีไซเนอร์มือหนึ่งในภาคเหนือ งานของเขาคือ ชุดแต่งกายในธีมพื้นเมืองล้านนา ทั้งแบบดัดแปลงสมัยใหม่และมีกลิ่นอายแบบภาคเหนือแท้

"เมื่อนึกถึงผ้าหรือสไตล์พื้นเมือง ไม่ว่าไทย-เทศจะต้องนึกถึงเรา นี่เป็นความฝันของผม"

งานออกแบบของเขา ส่งออกทั้งชุดไปที่ญี่ปุ่นและอิตาลี ในราคาที่คนไทยหลายคนอาจจะหยิบไม่ลงได้หลายปีแล้ว ในชื่อ "คลาสสิค โมเดล" และ "คลาสสิค ลานนา" แต่เขาคิดว่ากิจการของเขายังไปได้ไกลกว่านั้น

ส่วน ประพันธ์ มูลน้อย อาจมีเป้าหมายที่แตกต่างไปบ้าง เวลานี้บริษัท แพรวาไหมไทยของเขา มียอดส่งออกเสื้อผ้าฝ้าย เฉพาะในญี่ปุ่นปีละไม่ต่ำกว่า 30 ล้านบาท มีร้านที่จำหน่ายสินค้าของเขาทั่วญี่ปุ่นเกือบ 50 แห่ง แถมเป็นเจ้าของกำลังการผลิตผ้าฝ้ายทอมือในเชียงใหม่ไม่น้อยกว่า 70%

ขณะนี้กำลังพยายามยกระดับตัวเองสู่การดีไซน์แบบเสื้อผ้าใหม่ ในลักษณะของคอลเลกชั่น ในนามของ "คอตตอนฮัท" และ "แพรวา" โดยมีดีไซเนอร์ทั้งญี่ปุ่นและไทยเป็นทีมงานอยู่เบื้องหลัง

ทั้งสองคนไม่มีฐานธุรกิจนี้อยู่เดิม โดยเพิ่งจะเข้าสู่เส้นทางนี้อย่างจริงจังไม่เกิน 10 ปีที่ผ่านมานี้เอง

การตัดเย็บเสื้อผ้าสำเร็จรูปเพื่อส่งออกต่างประเทศเป็นหลัก มีองค์ประกอบของธุรกิจเฉพาะตัว แต่เขาทั้งคู่ได้ค้นพบความลับอันนั้นแล้ว

Classic Model & Classic Lanna

แบรนด์ไทยในตลาดเสื้อผ้าโลก

สุเมธ พันธุ์แก้ว พื้นเพคนท่าวังผาเมืองน่านวัย 41 ปี วิถีของการออกแบบและตัดเย็บดูจะเข้ากับนิสัยของเขามากกว่าอาชีพอื่น หลังจากจบการศึกษาปวส. เทคนิคอุตสาหกรรม จาก ว.เทคนิคกรุงเทพฯ เมื่อปี 2524 เขาก็ตั้งร้านตัดเย็บเสื้อที่เชียงใหม่ทันที

จากร้าน Tailor คูหาเดียวในเมือง เชียงใหม่ เมื่อเกือบ 20 ปีก่อน เขาใช้รูป แบบการออกแบบเป็นจุดเด่นของกิจการ ขยายมาเป็นห้องเสื้อ Classic Model กับ Classic Lanna และเริ่มผลักดันยี่ห้อนี้แทรกในวงการเสื้อผ้าเมืองไทยใน ช่วงปี 2530 และขยายเป็นเจ้าของโรงงาน ตัดเย็บขนาดเล็กมีพนักงานไม่น้อยกว่า 50 คน ยอดส่งออกเต็มกำลังการผลิตเดือนละ 2,000 ชุด ในเวลานี้

การสั่งสมทุนของเขาในช่วงแรกได้มาจากร้าน Tailor ชื่อ Classic Model เน้นการตัดเย็บในสไตล์ทันสมัย ตั้งร้านอยู่ละแวกท่าแพ ซึ่งเป็นถิ่นของร้านตัดเย็บเสื้อผ้าของเชียงใหม่ตั้งแต่ยุคแรกๆ อีกร้านหนึ่งคือ Classic Lanna ขายเสื้อผ้าพื้นเมืองที่ตัดเย็บเองในไนท์บาร์ซ่า เน้นกลุ่มนักท่องเที่ยว ก่อนที่จะรวมชื่อร้านเข้าด้วยกันในเวลาต่อมา

ผลพวงจากที่มีร้านที่ไนท์บาร์ซ่าทำให้เสื้อผ้าตัดเย็บรูปแบบแปลก ๆ ที่ฉีกตัวเองไปจากเสื้อผ้าพื้นเมืองทั่วไปกลายเป็นที่สนใจของชาวต่างชาติที่เดินทางเข้ามา และเริ่มมียอดสั่งซื้อในปี 2532 และเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะหลังจากพ.ศ.2537 เป็นต้นมา

ในระหว่างนั้นเขาพยายามจะสร้างชื่อยี่ห้อ เข้าสู่ตลาดเมืองหลวงโดยเป็นสปอนเซอร์ในนิตยสารแฟชั่น เช่น แพรว ดิฉัน ระหว่างปี 2532-35 เคยเปิด ร้านClassic Model &Classic Lanna ที่สุขุมวิท 55 แต่ก็ปิดตัวเองลงในเวลาไม่นานนัก

จะพบว่า ในยุคแรกของกิจการ สุเมธ มีความพยายามผลักดันยี่ห้อสินค้า ภายในประเทศ ควบคู่กับการสั่งสมทุน

แต่โมเดลนี้ไม่ประสบความสำเร็จ นัก เพราะการสร้างยี่ห้อสินค้าเสื้อผ้าระดับกลางขึ้นไป นอกจากองค์ประกอบ เรื่องฝีมือการดีไซน์แล้ว การประชาสัม-พันธ์ยังเป็นปัจจัยสำคัญที่ไม่ยิ่งหย่อนไป กว่ากัน

เขาเพิ่งจะมาประสบความสำเร็จแท้จริงก็ต่อเมื่อ ตลาดต่างประเทศได้กลายเป็นตลาดหลักในระยะหลัง ความพยายามจะผลักดันชื่อเสียงภายในประเทศจึงได้เริ่มขึ้นอีกครั้ง

เขาบอกว่า ยอดสั่งสินค้าในช่วง 2 ปี วิกฤตเศรษฐกิจกลับพุ่งพรวด ห้อง เสื้อแห่งหนึ่งที่เมืองมิลานในอิตาลี สั่งสินค้าของเขาไปขายทั้งคอลเลกชั่น ในสัดส่วนเกือบ 90% ของสินค้าที่มีจำหน่าย ในร้านแห่งนั้น

"ก็เหมือนยกร้านของเราไปตั้งไว้ที่มิลาน เขาขอร้องว่าต้องใช้ตราของเขา เพราะว่าลูกค้ารายนี้อยู่ในเมืองมิลานในย่านเสื้อผ้า การยอมรับอิตาเลียนด้วยกัน กับดีไซเนอร์โนเนมในไทยแตกต่างกันมากในทางการค้า ซึ่งจริงๆ แล้วในทางปฏิบัติเขาใช้ดีไซน์ของเราทั้งชุด เป็นลูกค้า หลักที่สั่งสินค้าของเราในแต่ละฤดูเยอะมากๆ จนบางเดือนเกือบจะกินกำลังการ ผลิตของเราไปเลย "

นอกจากนั้นก็มียอดสั่งซื้อจากญี่ปุ่น บ้างก็สั่งในนามของ Classic Lanna แต่ก็มีบ้างที่ขอติดแบรนด์ของเขา

สุเมธ ยอมรับว่า ในฐานะของผู้ผลิตเสื้อผ้าสำเร็จรูป จะต้องรักษาตลาด หลักส่งออกตรงนี้เอาไว้ แม้ว่าลูกค้าส่วน หนึ่งขอไม่ติดตรา Classic Lanna ก็ตาม เขาว่าในอีกทางหนึ่งเขาพยายามจะสร้างชื่อแบรนด์ตัวนี้พร้อมๆ กันไป

ขณะนี้ยอดขายปลีกจากห้องเสื้อ ย่านถนนนิมมานเหมินท์ที่ไนท์บาร์ซ่า และที่เซ็นทรัลชิดลม สาขาล่าสุดเพิ่งเปิดได้ครึ่งปี รวมกันประมาณ 30% ของ กำลังการผลิต ซึ่งคำนวณแล้วไม่น้อยเลย เพราะว่าราคาขายปลีกของเขาต่อชุดไม่น้อยกว่า 1,500 บาท สูงสุด 8,500 บาท ลูกค้าของเขามีทั้งไทยและเทศ และส่วน ใหญ่เป็นลูกค้าประจำ

กล่าวได้ว่าเมื่อก้าวเท้าเข้าไปในโชว์รูมขนาดคูหาเดียวของเขาแล้ว ก็จะพบ ชุดเสื้อผ้าสีเอิร์ธโทน ตัดเย็บจากผ้าไทยในสไตล์แปลกหูแปลกตา บางชุดเป็น เสื้อโอเวอร์โค้ต บ้างเป็นชุดลำลอง แต่ดูออกทันทีว่าเป็นสไตล์เสื้อผ้าแบบแฟชั่นตะวันตก เขาอธิบายว่า ทั้งหมดเป็นคอลเลกชั่น ฤดูใบไม้ร่วง กับฤดูหนาว ต้องเริ่มโชว์เพื่อรับลูกค้าต่างประเทศที่จะเดินทางมาสั่งซื้อ

ในอีกมุมหนึ่งเป็นเสื้อผ้าแบบล้านนา ที่มีการประดิษฐ์ลวดลาย หรือ มีรูปทรงที่แปลกออกไปแต่ก็ทิ้งเค้าเดิมเอาไว้บ้าง สินค้ากลุ่มนี้อยู่ภายใต้ชื่อ Classic Lanna ลูกค้าชาวไทยส่วนใหญ่ จะพุ่งตรงมาที่มุมนี้

แต่สุเมธ ยังไม่พอใจ เขาว่ายังมีโครงการอีกมากมายเพื่อผลักดันให้ชื่อของ Classic Model กับ Classic Lanna เป็นตัวแทนของสินค้าเสื้อผ้าจาก ภาคเหนือของไทย ในตลาดโลกให้ได้

โดยเฉพาะความฝันว่าจะไปเปิดโชว์รูม "Classic Model & Classic Lanna" ที่เมืองมิลาน โดยล่าสุดคู่ค้าของ เขาเริ่มชักชวนให้เห็นถึงความเป็นไปได้ในโครงการนี้แล้ว

เขาระบุว่า ในบรรดาผู้ส่งออกเสื้อผ้าในภาคเหนือปัจจุบัน เขาเป็นผู้นำในด้านดีไซน์ เติบโตมาได้ก็เพราะดีไซน์ โดยบอกว่า ในแต่ละฤดูคอลเลกชั่นเสื้อผ้าของเขามีมากถึง 200 แบบ แบบละ 10 สี ซึ่งเยอะมากสำหรับห้องเสื้อในระดับนี้ และก็เป็นกุญแจสำคัญให้มียอดการส่งออกกระจายออกไปยังแหล่งต่างๆ จนเต็มกำลังการผลิต นอกจากนั้นเขายังยืนยันว่าเป็นผู้นำเรื่องราคา โดยอยู่ในกลุ่มที่แพงที่สุดในเชียงใหม่ด้วย

"เราไม่สามารถไปเปิดบูธ แสดงนิทรรศการในงานแฟร์ต่างๆ ของต่างประเทศได้ เพราะกำลังการผลิตรองรับไม่ไหว อีกทั้งลักษณะเฉพาะคือ ดีไซน์ของเราจะเปลี่ยนบ่อยมาก แค็ตตาล็อกของเราจะมีใหม่ทุก 3 เดือน แนวทางที่เป็นไปได้ก็คือ การจัดโชว์เป็นระยะๆ ซึ่งที่ผ่านมาก็ได้จัดแฟชั่นโชว์รูปแบบนี้หลายครั้ง เช่น กลางปีที่แล้วที่ซาราวัค มาเลเซีย ซึ่งเป็นงานชุมนุมผ้าทอมัดหมี่นานาชาติ จัดโดยยูเนสโกร่วมกับภาคเอกชนจากชาติต่างๆ และในเชียงใหม่อีกหลายครั้ง "

สุเมธ ปฏิเสธที่จะเปิดเผยยอดขาย แต่หากคำนวณจากกำลังการผลิต 2,000 ชุด/เดือน จะพบว่า เขามีรายได้จากเสื้อผ้าตัดเย็บของเขาไม่น้อยกว่าเดือนละ 5 ล้านบาททีเดียว

หน้าที่ของเขาในฐานะดีไซเนอร์คือติดตามข่าวสารในแวดวงแฟชั่นให้ทัน เหตุการณ์ เฉพาะต้นทุนค่าแมกกาซีนทั้งไทยและเทศ ในแต่ละเดือนมีมากกว่า 30 ฉบับที่เขาบอกว่าจะต้องดูให้หมด

"เราศึกษาให้ทันกับกระแสเท่านั้น แต่หากบอกว่าปีนี้เทรนด์มายังไงต้องตาม อย่างนั้น มันจะผิดคอนเซ็ปต์ของสินค้าเรา เช่น ปีที่ผ่านมาเน้นสีหวานพาสเทลมา เราไม่สามารถนำชมพูหรือ เขียวมะนาวมาแลบใส่เสื้อเราได้ เช่นเดียวกับ สีทอง หรือ บรอนซ์ มากที่สุดคือปรับใช้เท่านั้น"

เขาบอกเพียงว่า ธุรกิจใน 2 ปีหลังดีขึ้นอย่างผิดหูผิดตา โดยเฉพาะยอด การส่งออก จึงไม่แปลกที่เขาพยายามจะ เน้นว่าโครงการในความฝัน เพื่อผลักดัน ให้ชื่อ ของ Classic Model กับ Classic Lanna เป็นแบรนด์เสื้อผ้าระดับอินเตอร์ อย่างน้อยให้ลูกค้าในต่างประ-เทศรู้จักสินค้าชื่อนี้ให้ได้ .....

แพรวาผ้าทอมือ

คือกุญแจไขความสำเร็จ

แพรวาไหมไทย มีเป้าหมายการเติบโตคล้ายคลึงกับ สุเมธ แห่ง Classic Lanna เพียงแต่ว่า แพรวาฯ เน้นที่ฐานการผลิต เป้าหมายแบรนด์ตัวเองในฐานะงานแฟชั่นเป็นเรื่องรอง

เป้าหมายของแพรวาอยู่ที่ออกแบบสินค้าที่สามารถตีตลาด Mass ในญี่ปุ่นภายใต้แบรนด์ตัวเองให้ได้ มากกว่า การสร้างชื่อในฐานะ ดีไซเนอร์

สำหรับชาวไทยทั่วไป เมื่อเอ่ยถึง ผ้าทอมือในภาคเหนือแล้ว ชื่อของ แพรวา อาจจะไม่โด่งดังเท่า "นันทขว้าง" ซึ่งเป็นกิจการที่บุกเบิกงานด้านนี้มายาวนาน รุ่นต่อรุ่น โดยที่แพรวาเป็นกิจการน้องใหม่ที่เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อปี 2533 แถมเพิ่งจะ จับผ้าฝ้ายทอมืออย่างจริงจังในเวลาไม่กี่ปีหลังนี่เอง

ในวันนี้ แพรวาไหมไทย ผงาดขึ้นมาควบคุมกำลังการผลิตผ้าทอมือของ เชียงใหม่เกือบทั้งหมด รวมทั้งมีการส่งออกเสื้อผ้าสำเร็จรูปจากผ้าฝ้ายรายใหญ่ ที่สุดในเชียงใหม่

นี่นับเป็นความสำเร็จหนึ่งของผู้ที่เริ่มต้นกิจการท้องถิ่นที่อายุกิจการไม่ถึง 10 ปี

แต่ ประพันธ์ มูลน้อย เจ้าของบริษัท แพรวาไหมไทยบอกว่า ทั้งหมดนี้เป็นเพียงฐานธุรกิจในการผลิตและช่อง ทางการตลาดที่มั่นคงเท่านั้น เป้าหมายของเขา คือการผลักดันยี่ห้อสินค้าเสื้อผ้า คอตตอนฮัท และ แพรวา เพื่อส่งออกเข้าตลาดญี่ปุ่นในรูปของอุตสาหกรรม

คำประกาศของ ประพันธ์ ไม่ได้เกินเลยไป เพราะว่า เวลานี้ได้มีสินค้าใน ตรา "แพรวา" กระจายตามร้านค้าต่างๆ ในประเทศญี่ปุ่นมากกว่า 50 จุด ไม่รวม กับที่ส่งออกตามคำสั่งซื้อเพื่อนำไปติดแบรนด์ท้องถิ่นในประเทศซึ่งเป็นยอดขายหลัก

แรกทีเดียวนั้น ประพันธ์ ไม่ได้คิดจะเข้ามาสู่ธุรกิจส่งออกเสื้อผ้าสำเร็จรูป เขาเป็นพ่อค้าเร่นำสินค้าหัตถกรรมภาคเหนือไปขายในงานแฟร์ภาคอีสาน พร้อมกันนั้นก็มีร้านจำหน่ายสินค้าพื้นเมืองที่ไนท์บาร์ซ่า เชียงใหม่ ในช่วงก่อนปี 2533

จากการที่มีถิ่นฐานละแวกบ่อ-สร้าง สันกำแพง เขาได้รับออร์เดอร์สาน ไม้ไผ่เป็นกล่องใส่สบู่ให้กับลูกค้าญี่ปุ่นโดยบังเอิญ ยอดสั่ง 3 แสนชิ้นทำให้ตลอด ทั้งปีนั้นเขาสะสมทุนมากพอก่อสร้างอาคาร 3 คูหาซึ่งเป็นที่ตั้งของบริษัทแพรวาไหมไทยในปัจจุบัน

แรกทีเดียวเขาคิดจะเดินตามรอย กิจการใหญ่ที่ประสบความสำเร็จมาก่อน คือ ค้าผ้าไหมรองรับนักท่องเที่ยวแบบกรุ๊ปทัวร์ เพราะว่า ถนนเส้นบ่อสร้าง-สันกำแพงขณะนั้น เริ่มเป็นถนนสายการท่องเที่ยวเต็มรูป เงินทุนจากการกู้ยืม นำมาซื้อสินค้าผ้าไหม และมีหุ้นส่วนที่ทำ บริษัททัวร์ นำลูกค้าเข้ามา อีกทั้งสัน-กำแพงเป็นแหล่งผ้าไหมที่ใครก็รู้จัก

"ทำร้านรับทัวร์ไม่เป็นเรื่องง่ายๆ เพราะต้องติดต่อกับทัวร์ก่อน ต้องมี แป๊ะเจี๊ยะ และค่าคอมมิชชั่น หากเราไม่มีทุนมากพอทำร้านแบบนี้ไม่ได้ "

ทำเช่นนี้ได้เพียงปีเดียวหุ้นส่วนบริษัททัวร์เห็นช่องทางในการค้าก็ตีตนออกไป

เหตุผลเพียงเท่านั้นเอง ... เงินลงทุนจมหายไปกับผ้าไหม และสินค้าใน ร้านร่วม 5 ล้านบาทเพราะไม่มีลูกค้าเข้าร้านเลย

เขาเอาที่ดินไปกู้เงินเพิ่มอีก 2.5 ล้านเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายติดต่อทัวร์ หวังจะ ให้กิจการเดินต่อ ...แต่ร้านของที่ระลึกเพื่อ รับทัวร์ 100% นั้นมันไม่ง่ายอย่างที่คิด

ต้นทุนส่วนใหญ่ กลายเป็นของทัวร์และไกด์ มากกว่าจะเข้าร้าน อีกทั้งเขามีสายป่านไม่ยาวพอจะทำเช่นนั้นได้นาน

วันนั้น เขาเกือบจะตัดสินใจล้มกิจการ โดยเขาเล่าว่า ในช่วงนั้นใครๆ ก็ บอกว่า แพรวากำลังจะม้วนเสื่อ แต่ก็เป็น โชคดีที่เพื่อนญี่ปุ่นของประพันธ์ ชื่อ ฮิราซูมิ อีซุกิ ซึ่งคบค้ากันมานานตั้งแต่สมัย ขายของที่ไนท์บาร์ซ่าให้คำแนะนำว่า ควร จะไปออกงานแฟร์ในญี่ปุ่นเพื่อให้มีลูกค้า สั่งสินค้า

เพื่อนคนดังกล่าว เป็นผู้ชุบชีวิตใหม่ให้กับประพันธ์ และนำเขามาสู่เส้นทางของผ้าฝ้ายอย่างเต็มตัวในเวลาต่อมา

2535 เขาร่วมคณะไปกับกรมส่งเสริมการส่งออก เพื่อออกงานแฟร์ในญี่ปุ่น ที่โตเกียวกับฟูกูโอกะ ซึ่งเวลานั้นพ่อค้ามือใหม่ขนสินค้าจากเชียงใหม่ไปเท่าที่จะขนได้ เขาสรุปว่า "สะเปะสะปะไปหมด ทั้งสินค้าและการจัดวาง เพราะว่าเราไม่มีประสบการณ์มาก่อน"

หลังจากกลับมา ลูกค้าจากเมืองฟูกูโอกะ บินตามมาเพื่อสั่งทำ กระเป๋าลายดอกไม้ จำนวน 36,000 ชิ้น

ออร์เดอร์ล็อตนั้นช่วยต่อชีวิตให้เขาได้อย่างแท้จริง ปีนั้นทั้งปีเขารับงานตัดเย็บกระเป๋า และมีเงินหมุนเวียนในร้านพยุงกิจการเอาไว้ได้ แต่หนี้สินก้อนใหญ่ยังคงอยู่

ปัญหายังไม่จบ เพราะลูกค้าที่สั่ง ทำกระเป๋าเริ่มรู้ว่า เชียงใหม่ ไม่ใช่เป็นแหล่งผลิตใหญ่สำหรับสินค้า Mass ประเภทนี้ ออร์เดอร์ล็อตต่อไปลูกค้ารายนั้นจึงหันไปสั่งจากโรงงานตัดเย็บโดย ตรงย่านชานเมืองกรุงเทพฯ ซึ่งถูกกว่ากันมาก

มันเป็นบทเรียนอีกบทสำหรับประพันธ์ และอาจจะเป็นบทเรียนของผู้ผลิตรายเล็กอีกมากรายพวกเขาไม่สามารถจะพอใจคำสั่งซื้อได้จากล็อตเดียว เพราะทันทีที่มีราคาจากแหล่งที่ถูกกว่า ออร์เดอร์ทั้งหมดก็พร้อมจะหาย ไปในพริบตา

ประพันธ์กับภรรยา ไปออกงานแฟร์ที่ญี่ปุ่นอีกในปีต่อมา ครั้งนี้เขาได้ประสบการณ์ในงานระดับนี้มากขึ้น พุ่งเป้าตลาดผ้าฝ้ายเป็นหลัก เพราะได้ข้อมูล ว่าเป็นผ้าที่มีฐานตลาดกว้างในญี่ปุ่นแต่สินค้าที่นำไปทั้งหมดมาจากแหล่งผลิตที่ต่างกันไป เขาทำหน้าที่เพียงคนกลางที่ นำเซ็ตสินค้าไปโชว์เท่านั้น หลังจากงานดังกล่าวเขาได้รับออร์เดอร์เล็ก ๆ จากในงาน โดยเป็นกลุ่มผ้าฝ้ายทอมือ

หลังจากนั้นมา ประพันธ์ก็เริ่มจับ ผ้าฝ้ายอย่างจริงจัง นับจาก พ.ศ. 2536 เป็นต้นมา เขาเข้าไปสู่ฐานการผลิตพื้นฐานในหมู่บ้าน ทั้งในภาคอีสาน และใน เชียงใหม่ โดยที่ภาคอีสานนั้นเป็นผ้าทอมือแบบใช้เส้นด้ายจากโรงงานย้อมสีเคมี ขณะที่ผ้าทอเชียงใหม่เป็นด้ายเส้นใหญ่ หยาบ ย้อมสีธรรมชาติ

นับจากปี 2536 เป็นต้นมา ฐานการผลิตระดับหมู่บ้านเข้มแข็งขึ้นเรื่อย ๆ มีระบบการจัดการในเชิงควบคุมคุณภาพเช่นระบบเครดิตการสั่งสินค้าวัตถุดิบในบัญชีบริษัท เพื่อให้ชาวบ้านนำมาผลิตเพื่อจำหน่ายแก่บริษัทโดยตรง

เป็นเพราะเขาเข้าสู่ตลาดนี้แต่เนิ่นๆ จึงสามารถกุมกำลังผลิตแบบครัว เรือนเหล่านี้ได้อย่างกว้างขวาง ประพันธ์ เปิดเผยว่า ในเวลานี้เขามีฐานการผลิตกระจายในพื้นที่ต่างๆ คือในภาคอีสาน ที่อุบลราชธานี สุรินทร์ อุดรธานี หนองคาย และมหาสารคาม กลุ่มนี้เป็นผ้าบางแม้จะทอมือแต่ก็ใช้วัตถุดิบด้ายจากโรงงาน เน้นสีสัน และอีกฐานหนึ่งคือในเชียงใหม่ ซึ่งเป็นหมู่บ้านในเขตอ.จอมทอง กับ อ.ฮอด ผ้าทอกลุ่มนี้เป็น Hand Made ทั้งหมดตั้งแต่ด้ายดิบ การทอ การย้อมสีธรรมชาติ ผ้าหนาเนื้อหยาบ แต่ได้ราคา

"ผมเข้ามาจัดตั้งฐานการผลิตเชิง อุตสาหกรรมได้ก่อน อย่างน้อยก็กว่า 5 ปีมาแล้วทำให้สามารถควบคุม ปริมาณ เวลา และคุณภาพของผ้าของสี ได้ หากมีคำสั่งซื้อ ตอนนี้ เฉพาะเชียงใหม่ 1,500 เมตร/วันก็ทำได้"

วิธีการของเขาที่ผูกชาวบ้านเข้าใน กลุ่มจัดการ อาศัยทั้งเรื่องความสัมพันธ์ และเงินทุนทำให้สามารถควบคุมการผลิตรากฐานส่วนนี้เอาไว้ได้เกือบ 100% ในช่วงปี 2539-40 มาระยะหลัง เริ่มมีคู่แข่งที่ใช้วิธีการจ้างชาวบ้านทอในลักษณะ เดียวกัน เขาประมาณว่า ตลาดผ้าฝ้ายทอมือที่ขายในเชียงใหม่ตามร้านค้าปลีก ทั้งหลาย มาจากโรงงานของเขาแทบทั้งนั้น ในสัดส่วนประมาณ 70% ของตลาด

"เราเป็นเจ้าแรกที่มุ่งเน้นตลาด ผ้าฝ้ายทอมือตัดเย็บเสื้อผ้าสำเร็จรูปในเชิงอุตสาหกรรม แม้ว่าก่อนนี้จะมีร้านเก่าแก่หลายรายที่จับตลาดผ้าฝ้าย แต่ก็ไม่เน้นการค้าเชิงปริมาณเหมือนเรา"

ผ้าฝ้ายทอมือ กลายเป็นธุรกิจส่งออกหลักของแพรวา นับจากพ.ศ. 2538 เป็นต้นมา แต่สินค้าส่วนใหญ่ยังเน้นที่กลุ่มเป้าหมายคนมีอายุวัยกลางคนขึ้นไป ใช้ในงานลำลอง เช่น เสื้อโปโล เสื้อคอกลม เป็นหลัก

สัดส่วนส่งออก เสื้อผ้าสำเร็จรูป 90% และขายผ้าฝ้ายเป็นม้วนเข้าตลาดนักท่องเที่ยวไนท์บาร์ซ่า กลายเป็นแหล่ง รายได้สำคัญของบริษัท

แพรวา เริ่มเข้าสู่การดีไซน์ ให้สินค้าหลากหลายและทันสมัยมากขึ้น จากคำสั่งซื้อของลูกค้ารายใหญ่ ก็คือ บริษัท อิชิโมกุ ซึ่งเป็นกิจการนำเข้าและจำหน่ายปลีกเสื้อผ้าขนาดกลาง ตั้งอยู่ที่เมืองเกียวโต

อิชิโมกุ ออกแบบเสื้อผ้าดีไซน์ต่างๆ ให้เหมาะสมกับสภาพตลาด ซึ่งส่วน ใหญ่เป็นเสื้อผ้าของผู้ใหญ่ในโทนสีทึม-ผ้าธรรมชาติ ส่งแบบให้แพรวาตัดเย็บ ขณะเดียวกันก็ส่งดีไซเนอร์ ของบริษัทมาประจำที่เชียงใหม่เพื่อร่วมควบคุมการ ออกแบบและตัดเย็บ

แพรวา เริ่มพัฒนาการดีไซน์เสื้อผ้าของตนเองในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมาพร้อมๆ กับออร์เดอร์รูปแบบที่แปลกตา มากยิ่งขึ้น โดยในส่วนของดีไซน์ของร้าน นั้น จะส่งเป็นตัวอย่างให้ลูกค้านำเข้าต่างประเทศเป็นระยะ ๆ ไป

ปัจจุบัน แพรวาไหมไทย มีโครงการขยายไลน์สินค้า คือ นำกิโมโนของญี่ปุ่นที่ใช้แล้ว และชำรุด มาตกแต่งด้วย ผ้าไทยแล้วส่งกลับไปขายญี่ปุ่น เนื่องจาก ว่า ชุดกิโมโนที่ชาวญี่ปุ่นใช้กันนั้นส่วนใหญ่จะตัดเย็บด้วยผ้าเนื้อดี ใช้ตกทอดกันมารุ่นต่อรุ่น ผ้าเก่าเหล่านี้ถือเป็นของ มีค่าในวิถีของชาวญี่ปุ่น การมาตกแต่งแก้ไขส่วนที่ชำรุดด้วยดีไซน์ที่กลมกลืน ถือเป็นช่องทางหนึ่ง

อีกทางหนึ่งแพรวาฯ ได้เริ่มโครง การเสื้อผ้าของวัยรุ่นจากเดิมที่ส่งออกเฉพาะเสื้อผ้าสไตล์ผู้ใหญ่ โดยประพันธ์บอกว่า เสื้อผ้าวัยรุ่นกลุ่มนี้จะเริ่มใช้ยี่ห้อ ใหม่ คือ คอตตอนฮัท บุกเบิกตลาดกลุ่ม นี้ในฤดูร้อนหน้า

" แฟชั่นของกลุ่มวัยรุ่นในฤดูร้อน ถือเป็นฤดูที่จะมีการแต่งกายสีสดใส และ เป็นฤดูของการตกแต่งร่างกาย แฟชั่นใน ช่วงที่ผ่านมากระแส "เอเชีย" เริ่มแรงขึ้น เรื่อย ๆ การแต่งกายในแบบพื้นเมือง เอเชีย หรือมีกลิ่นอายแบบพื้นเมืองของชาติเอเชีย กำลังเป็นกระแสใหม่ที่มาแรง ขึ้นเรื่อยๆ ขณะนี้ อยู่ระหว่างการออกแบบ เสื้อผ้าสำหรับฤดูร้อนหน้า"

เขาบอกว่า เขาเพิ่งจะใช้หนี้สินประมาณ 10 ล้านบาทที่ติดค้างมาตั้งแต่ยุคบุกเบิกปิดบัญชีไปได้เดือนเดียว คือใช้เวลาในการชำระเงินต้นนับจากปี 2538 เป็นต้นมาด้วยรายได้จากการส่งออก

ขณะนี้แพรวาฯ พร้อมแล้วสำหรับ การขยายกิจการที่เป็นของตัวเองอย่างจริงจัง จากฐานลูกค้ารายย่อยที่สั่งสินค้า ในชื่อของแพรวาไปมากกว่า 50 ร้านทั้งประเทศญี่ปุ่น เขาเชื่อว่า การบุกเบิก แบรนด์ คอตตอนฮัท มีความเป็นไปได้อย่างยิ่ง

โดยจะทำควบคู่ไปกับฐานตลาดเดิมคือ Made to order ที่เขาเชื่อว่า แม้จะมีแหล่งผลิตราคาถูกหลายประเทศ เช่น อินเดีย อินโดนีเซีย หรือ เวียดนามมาแข่ง แต่ทว่า ด้วยลักษณะเฉพาะของผ้าไทยและการพัฒนาการออกแบบไปเรื่อยๆ

เขาเชื่อว่าเขามาถูกทางแล้ว !

   




 








upcoming issue

จากโต๊ะบรรณาธิการ
past issue
reader's guide


 



home | today's news | magazine | columnist | photo galleries | book & idea
resources | correspondent | advertise with us | contact us

Creative Commons License
ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย