Search Resources
 
Login เข้าระบบ
สมัครสมาชิกฟรี
ลืมรหัสผ่าน
 
  homenewsmagazinecolumnistbooks & ideaphoto galleriesresources50 managermanager 100join us  
 
 




ตีพิมพ์ใน นิตยสารผู้จัดการ
ฉบับ ตุลาคม 2542








 
นิตยสารผู้จัดการ ตุลาคม 2542
ขนมไข่ไฮโซ ของปฏิญญา ควรตระกูล      

 


   
search resources

ปริญญา ควรตระกูล




ปฏิญญา ลูกสาวสุดหล่อคนเล็ก ของปัญญา ควรตระกูล ได้ใช้เวลาว่างจากการดูแลโครงการของกลุ่ม "ปัญญากรุ๊ป" ดั้นด้นลอดลายมังกร ไปยังเกาะฮ่องกง ซื้อสูตรขนมไข่ egg-tarts กลับมาขายที่เมืองไทย ธุรกิจขายขนมอาจจะไม่ใช่เรื่องที่ทำเล่นๆ ของลูกเศรษฐี อย่างที่หลายคนคิดแน่นอน

เพราะปฏิญญา หรือชื่อที่ใครๆ เรียกกันติดปากว่า "คุณต๊อป" นั้นเธอไม่ เคยทำอะไรเล่นๆ หลังจากจบการศึกษาทางด้าน Photo Art มาจากประเทศ อเมริกา เธอก็ได้เข้ามาช่วยธุรกิจของครอบครัวอย่างจริงจังทันทีตั้งแต่ปี 2531 ด้วยงานโครงการสนามกอล์ฟปัญญา

รีสอร์ท ที่อำเภอบางพระ จังหวัดชลบุรี ซึ่งเคยเป็นสนามกอล์ฟติดอันดับในสมัยหนึ่ง (ปัจจุบันขายต่อให้กับกลุ่มแนเชอรัลปาร์คไปแล้ว) และหลังจากนั้น ก็ยังทำงานด้านพัฒนาที่ดินต่อเนื่องมาตลอดเช่นโครงการบ้านจัดสรรและสนาม กอล์ฟที่ปัญญาอินทรา โครงการบ้านจัดสรร สนามกอล์ฟที่ปัญญาสุวินทวงศ์ ปัจจุบันเธอมีตำแหน่งเป็นกรรมการรองผู้จัดการ ดูแลทางด้านการตลาดการขาย และสปอร์ตคอมเพล็กซ์ในโครงการ

เป็นที่รู้กันว่าเธอและพี่ชายอีกคน หนึ่งคือบริพัชรนั้น เป็นแขนซ้ายขวา ที่สำคัญของปัญญา ควรตระกูล มานาน

แต่ ณ วันนี้เมื่องานทางด้านธุรกิจที่ดินซบเซาลงไปตามภาวะเศรษฐ-กิจ เธอก็เริ่มมองหาธุรกิจใหม่ๆ ทำตาม ประสาคนที่ยังมีไฟแรง อยู่เฉยๆ ไม่เป็น

ธุรกิจร้านขายขนมเลยเกิดขึ้น และสาเหตุที่เป็นขนมไข่ ก็เพราะว่าเธอได้ไปพบขนมไข่สูตรอร่อยจากซอกมุมของถนนสายหนึ่งในฮ่องกงที่มีรสเอร็ด อร่อยเป็นอย่างมาก จนกลายเป็นขนมของโปรดที่ต้องแวะไปซื้อทานทุกครั้งหากมีโอกาสไปฮ่องกง จนในที่สุดได้ตัดสินใจที่จะซื้อสูตรขนม และนำมาเปิดโรงงานผลิตกันสดๆ ที่เมืองไทยและมั่นใจว่าจะต้องขายได้แน่นอน

การใช้เงินก้อนใหญ่ทุ่มซื้อสูตรขนมอาจจะไม่ยาก แต่การลงมือทำตามสูตรจนมีรสชาติที่เหมือนต้นตำรับก็ไม่ใช่เป็นเรื่องที่ง่ายนัก เธอใช้เวลาศึกษาวิธีการทำขนม และเทคนิคต่างๆ อยู่ที่ฮ่องกงประมาณ 2 อาทิตย์และลงทุนจ้าง พ่อครัวจากที่โน่นกลับมาสอนต่อที่เมืองไทยอีกหลายครั้งจนทำเป็น พร้อมๆ กันนั้นเธอก็เริ่มมองหาทำเลที่จะเปิดร้านขนม โดยพุ่งเป้าไปที่สยามสแควร์ซอย 3 เพราะเป็นทำเลย่านใจกลางเมือง เป็นแหล่งของคนที่มีรายได้ดีเดินกันคับคั่งตลอดเวลา และยังเป็นถนนที่เชื่อมต่อไปยังเซ็นเตอร์พ้อยท์ แหล่งนัดพบแห่งใหม่ของวัยรุ่นย่านสยามสแควร์ แต่เธอก็ใช้เวลาหาที่เปิดร้านนานพอสมควรเพราะไม่มีห้องว่างให้เธอเช่าได้เลย

โชคดีที่อาจารย์รังสรรค์ ต่อสุวรรณ สถาปนิกชื่อดัง ผู้เป็นน้องชายของพวงเพชร คุณแม่ของเธอ และมีศักดิ์เเป็นน้าชายแท้ๆ ทนเสียงออดอ้อนของหลานสาวคนนี้ไม่ได้จึงยอมย้ายออฟฟิศของรังสรรค์ สถาปัตย์ ซึ่งตั้งอยู่ในซอยนี้มานานกว่า 10 ปีไปอยู่รวมกันกับออฟฟิศบ้านฉัตรเพชร บริเวณต้นซอยสยามสแควร์ซอย 3 แทน

ร้านขนมขนาดกะทัดรัดพื้นที่ประมาณ 40 ตารางเมตรจึงเกิดขึ้น โดย มีเพื่อนสนิท ดวงฤทธิ์ บุนนาค เข้ามาช่วยตกแต่ง และเปิดร้านไปเรียบร้อยแล้วเมื่อประมาณกลางเดือนกันยายนที่ผ่านมา

เธอลงทุนไปทั้งหมดในเรื่องค่าสูตรขนม ค่าตกแต่งร้าน ค่าอุปกรณ์ต่างๆ ในการทำขนม หมดเงินไปประ-มาณ 5 ล้านบาท เงิน 5 ล้านบาทกับการขายขนมชิ้นละ 30 บาท ต้องขายอีกกี่ชิ้น กี่วัน ถึงจะคืนทุน คนที่คุ้นเคยกับการทำธุรกิจ 100 ล้าน, 1,000 ล้าน เคยขายบ้านหลังสองหลังหรือที่ดินสักแปลงในยามเศรษฐกิจดีๆ กำไรอาจจะเกิน 5 ล้านบาทแล้วด้วยซ้ำไป ดังนั้นเธอคงไม่ใจเย็นเสียเวลาค่อยทำค่อยไปกับธุรกิจตัวใหม่นี้แน่นอน

การที่จะให้มีกำไร และสามารถคืนทุนได้เร็ว จะต้องมีการขายแฟรนไชส์ ของร้านขนมนี้ไปพร้อมๆ กันด้วยคือสิ่งที่เธอตั้งใจไว้ตั้งแต่เริ่มคิดทำธุรกิจตัวนี้ เธอตั้งราคาของแฟรนไชส์ไว้ที่ 8 แสนบาท แบ่งจ่ายเป็น 3 งวด งวดสุดท้ายนั้นหมายความว่าผู้ที่ซื้อแฟรนไชส์ไปจะต้องมั่นใจว่าทำเป็น รสชาติเหมือนจริงๆ จึงจะจ่ายเงิน เธอบอกว่าเพื่อให้คุ้มค่ากับเงิน 8 แสนบาท ควรจะทำขนมให้ได้ภายในเวลา 1 เดือน

"ต้องเปิดเป็นแฟรนไชส์ ถึงจะอยู่รอด ถ้าไม่ใช้วิธีนี้เราอาจจะทำให้ต้นทุนถูกลงได้ แต่รสชาติไม่เหมือนที่ฮ่อง- กงก็ไม่มีประโยชน์ ถ้าจะให้เหมือนเขาก็ต้องยอมรับเรื่องต้นทุนสูง ดังนั้นตอนนี้ส่วนผสมทุกอย่างนอกจากแป้งเราได้อิมพอร์ตมาจากฮ่องกง และออสเตร-เลีย"

โดยที่เธอและทีมงานจะช่วยเป็นที่ปรึกษาในเรื่องทำเล การตกแต่งร้าน ที่จะต้องใช้สีส้มและสีเหลืองซึ่งเป็นโทนสีหลักของโลโกของร้าน ช่วยในการสั่งซื้ออุปกรณ์ต่างๆ ของการทำขนม รวมทั้งเป็นผู้ผสมแป้งในการทำขนมส่งให้ลูกค้าแฟรนไชส์ทุกวันด้วย

ในช่วงสัปดาห์แรกของการเปิดร้านปรากฏว่ายอดขายขนมไข่ไฮโซนี้สูงถึง 800-1,000 ชิ้นต่อวัน จากที่ตั้งเป้าไว้เพียง 4-500 ชิ้นเท่านั้น

"ตอนนี้ขนมหมดนะคะ แต่จองคิวไว้ประมาณ 5 โมงถึงจะได้ค่ะ" ปฏิญญา บอกกับ "ผู้จัดการ" ในบ่ายวันหนึ่ง ต้องมีการรอคิวจริงเพราะขนมไข่ต้องทานร้อนๆ จึงจะอร่อย และที่ฮ่องกงเองก็ต้องรอคิวกันอย่างนี้เพราะอบไม่ทัน

สาเหตุที่ขนมไข่นี้ขายดีเป็นเทน้ำเทท่าในช่วงแรกๆ น่าจะมาจากส่วนประกอบหลายอย่าง เช่น ลูกค้าส่วนหนึ่งในย่านนี้ล้วนแล้วแต่เป็นบรรดาไฮโซ ที่คุ้นเคยกับการเดินชอปปิ้งที่ฮ่องกง และ รู้จักขนมนี้มาก่อนแล้ว ส่วนคุณต๊อปเองก็เป็นคนที่มีบุคลิกที่สนุกสนานเฮฮา มีเพื่อนฝูงมากมาย การดึงเอาเพื่อนๆ ในวงการบันเทิงมาร่วมถือหุ้น เช่น อานนท์ สายแสงจันทร์ หรือปู แบล็คเฮด สายธาร คีรินท์นนท์ และสุธีร์ สีหอุระกูล มาร่วมถือหุ้น ก็ช่วยสร้างลูกค้าอีกกลุ่มเช่นกัน

หรือแม้แต่การช่วยประโคมข่าวในหน้าสตรีของหนังสือพิมพ์ยักษ์ใหญ่ไทยรัฐ ก็ทำให้ยอดสั่งซื้อเพิ่มขึ้นได้เหมือนกัน

ดังนั้นความสำเร็จในช่วงนี้อาจจะยังไม่ใช่บทพิสูจน์ความสำเร็จที่แท้จริง จนกว่าวันเวลาจะผ่านไปสักระยะหนึ่ง

แต่วันนี้ ปฏิญญาได้ลงมาเป็นแม่ค้าเต็มตัว ไม่น่าเชื่อว่าผู้หญิงที่มีบุคลิกห้าวๆ ลุยๆ อย่างเธอ และคุ้นเคยกับการคุมงาน สั่งงานคนงานผู้ชายในโครงการปัญญากรุ๊ป จะสามารถพูด จาคะขาก็เป็นด้วย หวานสนิทกว่าขนมไข่ ของเธออีกแน่ะ

   




 








current issue

จากโต๊ะบรรณาธิการ
past issue
reader's guide


 



home | today's news | magazine | columnist | photo galleries | book & idea
resources | correspondent | advertise with us | contact us

Creative Commons License
ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย