Search Resources
 
Login เข้าระบบ
สมัครสมาชิกฟรี
ลืมรหัสผ่าน
 
  homenewsmagazinecolumnistbooks & ideaphoto galleriesresources50 managermanager 100join us  
 
 


bulletToday's News
bullet Cover Story
bullet New & Trend

bullet Indochina Vision
bullet2 GMS in Law
bullet2 Mekhong Stream

bullet Special Report

bullet World Monitor
bullet2 on globalization

bullet Beyond Green
bullet2 Eco Life
bullet2 Think Urban
bullet2 Green Mirror
bullet2 Green Mind
bullet2 Green Side
bullet2 Green Enterprise

bullet Entrepreneurship
bullet2 SMEs
bullet2 An Oak by the window
bullet2 IT
bullet2 Marketing Click
bullet2 Money
bullet2 Entrepreneur
bullet2 C-through CG
bullet2 Environment
bullet2 Investment
bullet2 Marketing
bullet2 Corporate Innovation
bullet2 Strategising Development
bullet2 Trading Edge
bullet2 iTech 360°
bullet2 AEC Focus

bullet Manager Leisure
bullet2 Life
bullet2 Order by Jude

bullet The Last page


ตีพิมพ์ใน นิตยสารผู้จัดการ
ฉบับ สิงหาคม 2541








 
นิตยสารผู้จัดการ สิงหาคม 2541
ยกเครื่องประเทศไทย มาตรการวัดใจนักการเมือง             
 


   
search resources

Booz, Allen & Hamilton Inc.




ปราชญ์ทางเศรษฐกิจและการเมืองหลายท่านบอกว่า ช่วงนี้ถือเป็นจังหวะเหมาะที่ภาคอุตสาหกรรมการผลิต สถาบันการเงินรัฐวิสาหกิจ ภาครัฐ รวมไปถึงหน่วยงานราชการต่างๆ จะหันมาพิจารณาตัวเองและสังคายนาถึงความผิดพลาดที่เกิดขึ้นในอดีต และทำการปรับปรุงโครงสร้างและรากฐานต่างๆ ให้แข็งแกร่งขึ้น เพื่อให้สามารถอยู่รอดได้ท่ามกลางสภาวะการแข่งขันทางเศรษฐกิจ ที่ดุเดือดเข้มข้นมากยิ่งขึ้นในศตวรรษที่ 21 ที่กำลังจะมาถึงนี้

เช่นเดียวกับ บริษัทที่ปรึกษาด้านการบริหารจัดการและระบบเทคโนโลยีชั้นนำ และเก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งของสหรัฐอเมริกา บูซแอลเลนแอนด์แฮมิลตัน (Booz-Allen&Hamilton) จากประสบการณ์การเป็นที่ปรึกษาให้แก่รัฐบาลกลางสหรัฐฯ ในการปรับโครงสร้างการทำงาน และในฐานะที่ปรึกษาของ IMF เกี่ยวกับโครงการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศไทย อินโดนีเชีย และเกาหลีใต้ ได้เสนอแนะว่า ถึงเวลาที่ประเทศไทยจะร้องมีการปฏิรูปตัวเอง เพื่อเสริมสร้างรากฐานให้มีความแข็งแกร่งมากขึ้นกว่าที่ผ่านมา และสามารถยืนอยู่ได้ท่ามกลางกระแสโลกาภิวัตน์ ที่นับวันจะรุนแรงมากขึ้นทุกขณะ โดยเฉพาะภาครัฐบาล ซึ่งที่ผ่านมาได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่ามีความล้าหลัง และก้าวไปไม่ทันกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในระบบโลก เพราะที่ผ่านมาการทำงานของรัฐบาลและระบบราชการหย่อนทั้งประสิทธิผลและประสิทธิภาพ อย่างที่ทราบกันว่า "เช้าชามเย็นชาม" ซึ่งก็เป็นสาเหตุหนึ่งของวิกฤติเศรษฐกิจไทยในขณะนี้

อย่างไรก็ตาม แรงกดดันทางเศรษฐกิจทั้งภายในและนอกประเทศ จะเป็นแรงผลักดันให้ภาครัฐบาลต้องปฏิรูปตัวเอง ซึ่ง โรนัลด์ พี. สไตร๊ด รองประธานอาวุโสและในฐานะหุ้นส่วนหนึ่งของบริษัท ได้อธิบายผลการวิเคราะห์ของบริษัทว่า การที่รายได้จากการจัดเก็บภาษีของรัฐบาลหดตัวลง การว่างงานที่มีอัตราเพิ่มสูงขึ้น อุปสงค์ในประเทศลดน้อยลง ผลประกอบการของรัฐวิสาหกิจและภาคเอกชนตกต่ำ ตลอดจนถึงสถาบันการเงินในประเทศอ่อนแอ จะเป็นปัจจัยภายในที่สัญที่กดดันให้ภาครัฐต้องปรับปรุง และเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการทำงานใหม่ ขณะเดียวกันกระแสการเรียกร้องจากต่างประเทศ ที่ต้องการให้ภาครัฐของไทยมีความโปร่งใสในการทงำาน การให้บริการแก่ประชาชนมีคุณภาพมากขึ้น และมีการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารให้มากขึ้น ตลอดจนถึงการเปิดกว้างของตลาดทุนและตลาดเงินโลก ซึ่งจะทำให้การแข่งขันการเคลื่อนย้ายเงินทุนมีความรุนแรงมากขึ้น ก็เป็นอีกแรงกดดันหนึ่งที่อิทธิพลพอที่จะผลักดันให้ภาครัฐหันมาพิจารณาปรับปรุงตนเองให้เร็วยิ่งขึ้น

ในฐานะเจ้าหนี้รายใหญ่ของไทย ข้อเรียกร้องของไอเอ็มเอฟที่ตั้งเป็นเงื่อนไขแลกกับการให้เงินกู้ โดยให้รัฐบาลไทยทำการปฏิรูปโครงสร้างระบบการทำงานและบริหาร ให้มีประสิทธิภาพและประสิทธิผลมากกว่าปัจจุบันนี้ เป็นแรงกดดันที่สำคัญยิ่งต่อการเปลี่ยนแปลงรูปร่างหน้าตาระบบราชการและภาครัฐของไทยในอนาคต และบูซแอลเลนได้รับมอบหมายในฐานะที่ปรึกษาของไอเอ็มเอฟ ให้เข้ามาตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลไทยให้ตรงกับเจตนารมณ์ และเงื่อนไขของไอเอ็มเอฟ

"เป้าประสงค์ของการปรับโครงสร้างภาครัฐใหม่ ก็เพื่อปรับปรุงระบบการทำงานให้มีความรับผิดชอบต่อผู้เสียภาษี"

รูปแบบโครงสร้างที่ทางบูซแอลเลนเสนอก็คือ 'High Performance Government' โดยเป็นการวัดจากบริการที่ประชาชนได้รับ หรือ ผลลัพธ์ที่ออกมา (output) จากเดิมที่เน้นนโยบาย หรือ input โดยส่วนสำคัญที่จะต้องมีการเปลี่ยนแปลงก็คือระบบราชการ ซึ่งตามความเห็นของบูซ แอลเลน ได้วางรูปแบบของหน่วยงานราชการต่างๆ ให้อยู่ในลักษณะของ 'องค์กรมหาชนอิสระ' (Executive Agency) ซึ่งจะประกอบด้วย Chief Executive Officer เป็นผู้บังคับบัญชาสูงสุด ทั้งนี้ก็เพื่อจะกระจายอำนาจที่แต่ก่อนกระจุกตัวอยู่ในส่วนกลางและรัฐบาลกลาง ลงไปให้หน่วยงานต่างๆ มีอำนาจในการตัดสินใจและบริหารองค์กรของตนเองอย่างเต็มที่ ขณะที่รัฐบาลกลางจะต้องคอยสนับสนุน ให้การดำเนินงานขององค์กรมหาชนอิสระดำเนินต่อไปได้อย่างราบรื่น

"สิ่งสำคัญที่รัฐบาลจะต้องปฏิรูปเป็นอันดับแรกก็คือการปรับปรุงการทำงานของข้าราชการ (the performance of civil servant) ซึ่งนั่นก็หมายความว่าเขาจะต้องเพิ่ม preductivity เพิ่ม incentive และงบประมาณในการปรับปรุงการเพิ่มผลผลิตของข้าราชการ เพื่อที่จะช่วยให้เขาทำงานได้ดีขึ้น และนั่นก็ต้องใช้เวลาในการเปลี่ยนแปลงพอสมควร เพื่อที่จะให้คนประพฤติในลักษณะที่แตกต่างออกไปจากที่เคยทำในอดีต ซึ่งอาจจะต้องใช้เวลามากกว่า 1 ปี ในการปรับปรุงประสิทธิผล ประสิทธิภาพ และการให้บริการ" สไตร๊ด กล่าวถึงแนวคิดของบูซแอลแลนที่เสนอให้แก่รัฐบาลไทย ปรับโครงสร้าง ซึ่งขณะนี้อยู่ในระหว่างการหารือในรายละเอียด

ปัจจุบันมี 5 หน่วยงานที่อยู่ระหว่างการปรับปรุงโครงสร้าง และ 3 ใน 5 นั้น บริษัท บูซแอลเลนรับหน้าที่เป็นที่ปรึกษาให้ได้แก่ กรมสรรพากร, กรมที่ดิน, และสำนักงานข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) ซึ่งส่วนของกรมสรรพากรได้ดำเนินการเสร็จสิ้นแล้ว

"เรากำลังทำงานร่วมกับรัฐบาลไทยในหลายหน่วยงานเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสิทธิผล และงานนี้เป็นงานที่มอบหมายจากธนาคารโลก อันเป็นเงื่อนไขของไอเอ็มเอฟที่มีต่อรัฐบาลไทยในการปรับปรุงภาครัฐบาลโดยรวม" สไตร๊ดกล่าวถึงเหตุที่ต้องเข้ามาจับงานแปรรูปภาครัฐไทย

การคอร์รัปชั่น หรือการฉ้อราษฎร์บังหลวง เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ระบบราชการไทยไร้ประสิทธิภาพ ไม่มีประสิทธิผลและอ่อนแอ จนทำให้วิกฤตเศรษฐกิจที่ไทยกำลังเผชิญอยู่ในขณะนี้รุนแรงมากกว่าที่ควรจะเป็น และยังเป็นปัญหาที่นับวันจะทวีความรุนแรงและมีวิธีการซับซ้อนมากขึ้น ซึ่งในแต่ละปีคนไทยต้องแบกรับภาระจ่ายต้นทุนที่เกิดจากปัญหานี้เป็นเงินจำนวนมหาศาล

"ปัญหาคอร์รัปชั่นเป็นตัวแปรที่ทำให้เรามองปัญหาไปในลักษณะของการเปลี่ยนแปลงพื้นฐาน หรือรากฐานจริงๆ คือเรามองว่ามันเป็นผล มันต้องมีเหตุ ทีนี้เหตุส่วนหนึ่งที่เราดูแล้วจะมาจากระบบการให้ผลตอบแทนที่ไม่ดี ซึ่งทำให้เราไม่สามารถนำคนเก่งคนดีเข้ามาในระบบได้ ในจุดนี้เราจึงได้มีการเสนอ executive agency ขึ้นมาคือเริ่มให้หน่วยงานสามารถดำเนินการเอง มี incentive เอง มี performance base incentive มีเรื่องการให้ compensation โดยวัดจาก performance และอื่นๆ ที่จะทำให้เขารู้สึกว่าเขาทำงานเหมือนเอกชน ทำงานต้องถูกวัดผลงานเหมือนเอกชน ไม่ใช่เช้าชามเย็นชาม ตรงนี้จะทำถ้ามันมีหน่วยงานนี้ขึ้นมาจะทำให้รัฐไม่มีความแตกต่างจากเอกชนในแง่ของการทำงาน มันอยู่ใน competitive edge หมดเลย เพราะฉะนั้นมันก็จะอยู่ในกลไกตลาดที่ว่าคุณทำงานไม่ดี มีปัญหาไม่ได้ตามเป้าก็ต้องออก ถึงจะอยู่ในระดับสูงก็ตาม ส่วนคนเราก็ต้องเทรน นั่นเป็นบทบาทของ ก.พ.ในการสร้าง HRD (Human Resource Development) ต้องเทรนอีกเยอะ เราเชื่อว่าคนที่ทำงานอยู่ในภาครัฐมีความสามารถเยอะ แต่ไม่มีระบบ incentive ที่ทำให้เขาดึงเอาศักยภาพของเขามาใช้งานมากขึ้น และเขาก็ไม่อยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีการแข่งขัน" ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์ ในฐานะ Associate ของบูชแอลเลน ที่ได้รับมอบหมายให้เข้าไปดูแลโครงการของสำนักงาน ก.พ. หลังจากที่โครงการของกรมสรรพากรและกรมที่ดินสำเร็จลุล่วงไปแล้ว กล่าวถึงวิธีที่จะจัดการกับปัญหาคอร์รัปชั่นที่กำลังแพร่ระบาดอย่างหนัก

ภาวะผู้นำ (Leadership) เป็นตัวแปรที่สำคัญที่สุดต่อความสำเร็จและความล้มเหลวของประเทศ ซึ่งจากการทำงานและคลุกคลีกับภาครัฐมาโดยตลอดตั้งแต่ทศวรรษ 1970 ของบูซแอลเลน พบว่าประเทศไทยมีปัญหาในเรื่องของภาวะผู้นำ เพราะที่ผ่านมาผู้นำของไทยไม่มีเคยมีการกำหนดปัญหาขึ้นก่อนที่ปัญหาจะเกิดขึ้นจริง และก็มีผู้นำไม่มากนักที่รู้ว่าปัญหาที่เกิดขึ้นมีสาเหตุมาจากอะไร นั่นก็หมายความว่าประเทศไทยกำลังขาดผู้นำที่มีวิสัยทัศน์ที่ชัดเจน

ในสถานการณ์วิกฤติเช่นนี้ ตามการวิเคราะห์ของบูช แอลเลน ประเทศไทยจำเป็นต้องมีผู้นำที่สามารถสร้างสรรค์วิสัยทัศน์ และคุณค่าให้เกิดแก่สังคมโดยรวม ขณะเดียวกันยังต้องสร้างเงื่อนไขที่จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลง และสามารถให้รางวัลจูงใจแก่ผู้อื่นได้ตามความเหมาะสม นอกจากนี้ ผู้นำยังต้องเป็นผู้ที่สร้างวัฎจักร (cycle) ที่ดีให้เกิดขึ้นในระบบ ซึ่งวัฎจักรดังกล่าวจะต้องสามารถกระตุ้นให้คนมีการเปลี่ยนแปลง มีการพัฒนาขีดความสามารถและปฏิบัติงานให้เกิดผลเป็นรูปธรรมให้ได้ ซึ่งคงเป็นเรื่องที่ไม่ง่ายนักที่จะสรรหาบุคคลในระบบการเมืองปัจจุบันที่มีคุณสมบัติดังกล่าว เข้ามานั่งบริหารประเทศเพื่อฟันฝ่ามรสุมเศรษฐกิจที่กำลังโหมกระหน่ำประเทศไทยได้

นอกจากนี้ ความเสื่อมโทรมของระบบราชการส่วนหนึ่งเกิดจากการแทรกแซงของฝ่ายการเมือง โดยเฉพาะการแต่งตั้งผู้บริหารระดับสูงของหน่วยงานราชการต่างๆ ซึ่งในช่วงที่ผ่านมาเห็นได้ชัดเจนว่าการเข้าแทรกแซงของฝ่ายการเมือง ได้สร้างความเสียหายต่อประเทศชาติจนไม่สามารถประเมินมูลค่าได้ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการแต่งตั้งบุคคลไม่ตรงกับความสามารถ ดังนั้นแทนที่ปัญหาจะได้รับการแก้ไขกลับกลายเป็นการสะสมปัญหาจนลุกลามเป็นวิกฤตในที่สุด

"ระบบ SES (Senior Executive System) เราตั้งขึ้นมาเพื่อป้องกันปัญหาการเมืองแทรกแซง ซึ่งเราตั้งขึ้นมาให้กับสำนักงาน ก.พ. โดยเราจะใช้ระบบคณะกรรมการในการเลือกสรรผู้ที่จะเข้ามาเป็นผู้บริหารของภาครัฐ แทนที่จะแต่งตั้งโดยตรงจากฝ่ายการเมือง จริงๆ แล้วทาง ก.พ.มีแนวคิดนี้มานานแล้ว เพราะว่าเราได้ศึกษาจากที่อื่นๆ ที่เขามีการทำแบบนี้แล้ว แต่ว่าจะได้ผลหรือไม่ก็ต้องขึ้นอยู่กับบรรดานักการเมืองทั้งหลายๆ ดร.สุวิทย์ อธิบายถึงคอนเซ็ปต์ที่จะนำมาแก้ไขปัญหาการใช้อำนวจแทรกแซงของนักการเมือง

การปฎิรูปจะสัมฤทธิผลหรือไม่ปัญหาใหญ่อยู่ที่การนำคอนเซ็ปต์มาปฏิบัติให้เกิดผลเป็นรูปธรรม (Implementation) เพราะผู้ที่จะต้องลงมือทำก็คือนักการเมือง และบรรดาผู้บริหารระดับสูงของรัฐ ซึ่งแน่นอนการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นย่อมหมายถึง การลดทอนอำนาจและผลประโยชน์ของพวกเขาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้เสมือนหนึ่งหยิกเล็บเจ็บเนื้อ

"ในคอนเซ็ปต์ตรงนี้ไม่ใช่เรื่องที่ใหม่มาก และทำไม่ยาก แต่ปัญหาคือ Buy-IN จะให้นักการเมืองซื้อได้อย่างไร การยอมรับของนักการเมืองในระบบเป็นเรื่องใหญ่ ถ้านักการเมืองซื้อ แล้วผู้บริหารระดับสูงของภาครัฐซื้อหรือไม่ เท่านั้นเองปัญหามันกลายเป็นเรื่อง implementation ปัญหาบางส่วนเราเสนอไปไม่ยาก แต่การนำไปปฏิบัติมันยากกว่า มันต้องใช้เวลา" ดร.สุวิทย์สรุปถึงอุปสรรคอันยิ่งใหญ่ของการปฏิรูป

ประเทศไทยจะไปหรืออยู่….. คราวนี้ต้องรอวัดใจบรรดาผู้ทรงเกียรติแห่งรัฐสภาไทย ว่าจะทำใจยอมรับบทบาทของฝ่ายบริหารใหม่ที่กำลังจะเกิดขึ้นได้มากน้อยแค่ไหน…. ยิ่งในยุคหน้าสิ่งหน้าขวานเงินหายากอย่างนี้ไซร้

   




 








upcoming issue

จากโต๊ะบรรณาธิการ
past issue
reader's guide


 



home | today's news | magazine | columnist | photo galleries | book & idea
resources | correspondent | advertise with us | contact us

Creative Commons License
ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย