Search Resources
 
Login เข้าระบบ
สมัครสมาชิกฟรี
ลืมรหัสผ่าน
 
  homenewsmagazinecolumnistbooks & ideaphoto galleriesresources50 managermanager 100join us  
 
 


bulletToday's News
bullet Cover Story
bullet New & Trend

bullet Indochina Vision
bullet2 GMS in Law
bullet2 Mekhong Stream

bullet Special Report

bullet World Monitor
bullet2 on globalization

bullet Beyond Green
bullet2 Eco Life
bullet2 Think Urban
bullet2 Green Mirror
bullet2 Green Mind
bullet2 Green Side
bullet2 Green Enterprise

bullet Entrepreneurship
bullet2 SMEs
bullet2 An Oak by the window
bullet2 IT
bullet2 Marketing Click
bullet2 Money
bullet2 Entrepreneur
bullet2 C-through CG
bullet2 Environment
bullet2 Investment
bullet2 Marketing
bullet2 Corporate Innovation
bullet2 Strategising Development
bullet2 Trading Edge
bullet2 iTech 360°
bullet2 AEC Focus

bullet Manager Leisure
bullet2 Life
bullet2 Order by Jude

bullet The Last page


ตีพิมพ์ใน นิตยสารผู้จัดการ
ฉบับ พฤษภาคม 2541








 
นิตยสารผู้จัดการ พฤษภาคม 2541
แผนฯ ปรับโครงสร้างอุตสาหกรรม 'เกิดแล้ว'             
 





อุตสาหกรรมเป็นภาคเศรษฐกิจที่มีบทบาทสำคัญในแง่การสร้างมูลค่าผลผลิตสูงถึง 29% ของ GDP และก่อให้เกิดการจ้างงานกว่า 4 ล้านคน นำเงินตราต่างประเทศเข้ามาในแต่ละปีคิดเป็นมูลค่าประมาณ 1 ล้านล้านบาทจากมูลค่าการส่งออกทั้งสิ้น 1.41 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็น 70% ของมูลค่าการส่งออก

"ดังนั้นภาคอุตสาหกรรมจึงเป็นบทบาทหลักในการนำเงินตราต่างประเทศ เข้ามาช่วยพยุงฐานะการขาดดุลการค้าและขาดดุลบัญชีเดินสะพัด และเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาประเทศภายใต้การแข่งขันเสรี" สมภพ อมาตยกุล ประธานคณะอนุกรรมการปรับโครงสร้างอุตสาหกรรม กล่าว

อย่างไรก็ตามในช่วงปี 2539 เป็นต้นมา การส่งออกของไทยมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง เห็นได้จากการขยายตัวการส่งออกเพิ่มขึ้นเพียง 0.30% ขณะที่การส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมกลับลดลงประมาณ 1% แม้ว่าการส่งออกโดยภาพรวมจะลดลงไม่มาก แต่ถ้าดูเป็นรายสินค้าแล้วปรากฏว่าสินค้าส่งออกหลักๆ ที่ในอดีตเคยทำรายได้ให้ประเทศอย่างมหาศาลได้ลดลงอย่างน่าใจหาย เช่น เสื้อผ้าสำเร็จรูปส่งออกลดลง 21% ผลิตภัณฑ์พลาสติกลดลง 58% รองเท้าและชิ้นส่วนลดลง 37% กุ้งสดแช่เย็นแช่แข็งลดลง 13% สาเหตุเกิดจากการชะลอตัวของภาคอุตสาหกรรม รวมทั้งวิกฤตการณ์ทางการเงินทำให้หลายกิจการต้องลดหรือชะลอการผลิต ขณะเดียวกันการตกต่ำของภาคอุตสาหกรรม ก็ส่งผลกระทบต่อตลาดเงินและตลาดทุนพอสมควร

"สิ่งที่เกิดขึ้นกับภาคอุตสาหกรรมมาจากหลายสาเหตุ แม้ว่าส่วนหนึ่งอาจกล่าวได้ว่าเป็นผลของการแข่งขันจากประเทศคู่แข่ง แต่ความจริง คือ ขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมได้ลดลง เพราะไม่ได้มีการพัฒนา อย่างต่อเนื่องโดยเฉพาะยุคเศรษฐกิจเฟื่องฟู" สมภพ กล่าวถึงปัญหาของภาคอุตสาหกรรมไทย

เขายังกล่าวต่อไปว่าความไม่แข็งแรงเกิดจากอุตสาหกรรมไทยยังใช้เทคโนโลยีเก่าล้าสมัย ไม่มีการพัฒนาทำให้ประสิทธิภาพและคุณภาพของสินค้าออกมาต่ำ ในขณะที่ค่าแรงกลับเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

"หลายๆ คนเข้าใจว่าค่าแรงเพิ่มขึ้นจะทำให้ประสิทธิ ภาพการผลิตเพิ่มขึ้นตามไปด้วย แต่ความเป็นจริงไม่เป็นเช่นนั้น ในแต่ละปีค่าแรงเพิ่มขึ้นเฉลี่ยประมาณ 7-12% ขณะที่คุณภาพของสินค้ากลับเพิ่มขึ้นเพียง 2-3% เท่านั้น ซึ่งเกิดขึ้นมาเป็นเวลาหลาย 10 ปีแล้ว"

นอกจากนี้ภาคอุตสาหกรรมไทยบางส่วนยังต้องนำเข้าวัตถุดิบมาผลิต สาเหตุเกิดจากขาดการพัฒนาอุตสาหกรรม สนับสนุนขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ที่เป็นรากฐานสำหรับการเติบโตของภาคอุตสาหกรรม อีกทั้งสินค้าไทยส่วนใหญ่เป็นสินค้าระดับกลางและระดับล่าง โดยเฉพาะสินค้าที่รับจ้างผลิตซึ่งมีหลายประเภทที่ยังไม่ได้มีการพัฒนา Brand Name ของตัวเอง ส่งผลให้ศักยภาพในการแข่งขันกับคู่แข่งลดลงเนื่องจากมีต้นทุนแรงงานสูงขึ้น ดังนั้นไทยจึงจำเป็นต้องย้ายเวทีขึ้นมา ในลักษณะที่ต้องใช้เทคโนโลยีการผลิตที่มีประสิทธิภาพสูงขึ้น

จากโครงสร้างที่อ่อนแอของอุตสาหกรรมไทย ทำให้ความสามารถในการแข่งขันค่อนข้างด้อยกว่าประเทศคู่แข่ง เช่น ในด้านผลิตภาพในการผลิตปรากฏว่าไทยอยู่อันดับ 32 ขณะที่สิงคโปร์ เกาหลีใต้ และมาเลเซียอยู่อันดับที่ 19, 32 และ 38 ตามลำดับ ความสามารถในการบริหารและการจัดการโดยรวมไทยอยู่อันดับ 20 ส่วนสิงคโปร์ มาเลเซีย และเกาหลีใต้อยู่อันดับ 7, 15 และ 22 ตามลำดับ การวางตลาดสินค้าไทยอยู่อันดับ 16 ส่วนสิงคโปร์ เกาหลีใต้ และมาเลเซีย อยู่ที่ 3, 9 และ 14 ตามลำดับ

"จากปัญหาเหล่านี้คือ ความจำเป็นที่ไทยต้องปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมให้มีความเข้มแข็งขึ้นอย่างเร่งด่วน" สมภพ กล่าว

แผนแม่บทการปรับโครงสร้างอุตสาหกรรม ได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการพัฒนาอุตสาหกรรม และได้รับความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีแล้วเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา โดยแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มแรก คือ การปรับปรุงความสามารถในด้านการแข่งขัน และการปรับปรุงในด้านสภาวะทางสังคม

"ในกลุ่มแรกมี 4 แผนงาน คือ การปรับปรุงคุณภาพและการผลิตเพื่อให้มีต้นทุนที่สามารถแข่งขันได้ การปรับเปลี่ยนเทคโนโลยีในอุตสาหกรรมเป้าหมาย ส่งเสริมให้มีการพัฒนาสินค้าใหม่ๆ และการชักชวนให้นักลงทุนต่างประเทศเข้ามาลงทุน เพื่อนำเทคโนโลยีเข้ามาด้วยเพื่อยกระดับสินค้าเราให้สูงขึ้น" สมภพ กล่าว

ส่วนแผนงานด้านสภาวะทางสังคมจะเน้นการยกระดับความสามารถของแรงงาน ไปสู่แรงงานฝีมือในอุตสาหกรรมในอนาคต การเสริมสร้างความเข้มแข็งของอุตสาหกรรมขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs)

"ในไทยมี SMEs เพียง 200-300 ราย ขณะที่ต่างประเทศอย่างญี่ปุ่นมี SMEs แต่ละสาขามากกว่าเราทั้งประเทศ ดังนั้นเราจำเป็นในการสนับสนุนและสร้าง SMEs ให้มีความเข้มแข็งมากขึ้น"

นอกจากนี้ยังจะพยายามกระจายโรงงานที่ใช้แรงงานเข้มข้นออกไปสู่ชนบท และเคลื่อนย้ายปรับปรุงอุตสาหกรรมที่เป็นมลภาวะต่อสิ่งแวดล้อมออกไป ซึ่งเป้าหมายของอุตสาหกรรมที่จะปรับปรุงมี 13 สาขาอุตสาหกรรม มีทั้งภาคอุตสาหกรรมเกษตรและภาคอุตสาหกรรม เช่น อาหาร สิ่งทอ พลาสติก ยานยนต์

อย่างไรก็ตามการดำเนินงานแผนปรับปรุงโครงสร้างอุตสาหกรรมครั้งนี้ จำเป็นต้องใช้งบประมาณมากพอสมควร โดยค่าใช้จ่ายในขั้นต้นประมาณ 1,192 ล้านเหรียญสหรัฐ คาดว่าจะกู้จากธนาคารโลกและธนาคารเพื่อการพัฒนาแห่งเอเชีย (ADB)

"ทั้งสองสถาบันมีนโยบายที่จะให้เงินกู้แก่ไทย เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและปรับปรุงทางด้านสังคม โดยจะเป็นการกู้ในระยะยาวที่มีเงื่อนไขผ่อนปรนในลักษณะ Program Loan" สมภพกล่าว

โดยเงินจำนวนนี้จะเป็นการให้สินเชื่อที่ปล่อยกู้ให้แก่เอกชน 995.1 ล้านเหรียญสหรัฐ ที่เหลืออีกจำนวน 196.7 ล้านเหรียญสหรัฐจะเป็นเงินที่ให้อุดหนุนแก่หน่วยงานต่างๆ ที่มีส่วนช่วยสนับสนุนในการปรับตัวของภาคอุตสาหกรรม ซึ่งโครงการใช้เงินจะเริ่มตั้งแต่ปี 2541-2545

"การปรับโครงสร้างครั้งนี้มีหลายหน่วยงานเข้ามาช่วย ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน นักวิชาการ นักลงทุน สถาบันวิจัย สถาบันการเงิน ดังนั้นเรามั่นใจว่าประสิทธิภาพอุตสาหกรรมไทยจะพัฒนาได้ดีในระยะยาว" สมภพกล่าว

   




 








upcoming issue

จากโต๊ะบรรณาธิการ
past issue
reader's guide


 



home | today's news | magazine | columnist | photo galleries | book & idea
resources | correspondent | advertise with us | contact us

Creative Commons License
ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย