Search Resources
 
Login เข้าระบบ
สมัครสมาชิกฟรี
ลืมรหัสผ่าน
 
  homenewsmagazinecolumnistbooks & ideaphoto galleriesresources50 managermanager 100join us  
 
 




ตีพิมพ์ใน นิตยสารผู้จัดการ
ฉบับ เมษายน 2541








 
นิตยสารผู้จัดการ เมษายน 2541
หลักสูตรปริญญาตรีภาษาอังกฤษ โปรดักส์ชิ้นใหม่ในตลาดการศึกษาไทย      

 


   
search resources

Education




ภาษาอังกฤษถือเป็นปัจจัยสำคัญอย่างหนึ่ง ในความเจริญก้าวหน้าทางวิชาชีพของคนทำงานปัจจุบัน แต่พื้นฐานภาษาอังกฤษของคนไทยค่อนข้างอ่อนมาก ซึ่งเป็นเหตุให้ต้องมีการเรียนพิเศษกันมากในโรงเรียนสอนภาษา ปัจจุบันมหาวิทยาลัยจำนวนมาก เห็นความสำคัญของการเรียนการสอนเป็นภาษาอังกฤษในระดับปริญญาตรี ซึ่งมีการเปิดหลักสูตรนี้กันเกือบ 20 มหาวิทยาลัยแล้ว หลักสูตรปริญญาตรีภาษาอังกฤษถือเป็น educational product ชิ้นใหม่ในตลาดการศึกษาไทย ซึ่งในขั้นนี้ยังเป็นจุดเริ่มต้นอยู่ในหลายแห่ง แต่ในบางแห่งเริ่มพิสูจน์ได้แล้วว่าให้ผลดีเยี่ยม และในบางแห่งก็ตั้งเป้าหมายให้เป็น export product ดึงเม็ดเงินต่างประเทศเข้ามาในไทยได้ด้วย

เรื่องโดย ภัชราพร ช้างแก้ว

แม้ว่ามหาวิทยาลัยหลายแห่งในประเทศไทย จะเปิดให้มีการเรียนการสอนเป็นภาษาอังกฤษในหลายแขนงมาเป็นเวลานานแล้วก็ตาม แต่วิธีนี้เพิ่งจะขยายตัวมากขึ้นในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ซึ่งนักศึกษารุ่นแรกที่จบออกไปนั้นพิสูจน์ตนเองได้อย่างดีว่า โปรแกรมนี้ช่วยให้พวกเขาประสบความสำเร็จในระดับต่อไปได้อย่างดี ไม่ว่าจะเป็นการเรียนต่อหรือการสมัครงาน

นอกจากนี้ หลักสูตรปริญญาตรีภาษาอังกฤษยังสามารถรองรับนักศึกษาไทยในต่างประเทศ ที่ประสบปัญหาเรื่องค่าเงินบาท และวิกฤตเศรษฐกิจของประเทศไทย ทำให้มีค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้นอันเนื่องมาจากค่าเงินบาทอ่อนลงมาก ไม่สามารถเรียนต่อในต่างประเทศได้ ก็สามารถกลับเข้ามาเรียนในโปรแกรมเหล่านี้ได้ โดยทำเรื่องขอเทียบโอนหน่วยกิต ซึ่งโปรแกรมนี้ได้รับความสนใจจากผู้ปกครองที่มีลูกหลานเรียนในต่างประเทศจำนวนมาก

อีกมุมมองหนึ่งของหลักสูตรนี้คือ การเปิดโอกาสให้นักศึกษาต่างชาติ ไม่ว่าจะเป็นในประเทศเพื่อนบ้านในเอเชียด้วยกัน หรือจากทวีปอเมริกาและยุโรปเข้ามาศึกษาในประเทศไทยได้ ซึ่งปัจจุบันมีผู้ให้ความสนใจเข้ามาศึกษาหรือมีประสบการณ์ด้านเอเชียกันมาก จนอาจขยายตลาดการศึกษานี้เป็น export product ตัวหนึ่งที่ทำเงินให้ประเทศ ไม่แพ้สินค้าส่งออกตัวอื่นๆ


BBA Eng.Program ม.หอการค้าไทย
จบรุ่นแรกประเดิมผลสำเร็จทุกคน

มหาวิทยาลัยหอการค้าไทยเปิดหลักสูตรปริญญาตรีบริหารธุรกิจ สาขาการบริหารธุรกิจระหว่างประเทศ ภาคภาษาอังกฤษ (Bachelor of Business Administration in International Business Management) เป็นหลักสูตรหนึ่งของคณะบริหารธุรกิจ และเป็นหลักสูตรแรกในระดับปริญญาตรี ที่ใช้ภาษาอังกฤษเป็นสื่อในการเรียนการสอน โดยเริ่มเปิดดำเนินการตั้งแต่ปี 2536 และหลักสูตรนี้ได้รับการอนุมัติและรับรองมาตรฐานจากทบวงมหาวิทยาลัย

มหาวิทยาลัยฯ เปิดหลักสูตรนี้ภายใต้หลักการที่ว่า ปัจจุบันการดำเนินธุรกิจและการติดต่อธุรกิจระหว่างประเทศ ได้ขยายตัวออกไปอย่างกว้างขวางทั่วโลก ประกอบกับความเจริญก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ที่ทำให้นักลงทุนสามารถเข้าถึงข้อมูลข่าวสารได้อย่างรวดเร็วและกว้างไกล เป็นผลให้การแข่งขันทางธุรกิจเพิ่มมากขึ้น ดังนั้นธุรกิจจึงต้องอาศัยนักบริหารที่มีความรอบรู้ มีความสามารถในการจัดการธุรกิจระหว่างประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ และสามารถใช้เทคโนโลยีใหม่ๆ ให้บังเกิดผลได้อย่างเต็มที่

อภิรดี ภัทรกานต์ รักษาการผู้อำนวยการ BBA English Program กล่าวกับ "ผู้จัดการรายเดือน" ว่า "แนวโน้มทางธุรกิจที่เติบโตและมีการเปลี่ยนแปลงอย่างมาก ทำให้เราคิดว่าน่าจะมีการเปิดหลักสูตรปริญญาตรีที่ใช้ภาษาอังกฤษในการเรียนการสอน และก็เลือกเอาสาขาการบริหารธุรกิจระหว่างประเทศขึ้นมาเปิดก่อน เพราะเห็นว่าโลกในอนาคตเป็นโลกที่ต้องติดต่อสื่อสารกับคนต่างประเทศ การเรียนปริญญาตรีที่ใช้ภาษาอังกฤษเป็นสื่อ จะเป็นพื้นฐานที่ดีสำหรับการประกอบอาชีพและการเรียนต่อต่างประเทศ"

หลักสูตรการบริหารธุรกิจระหว่างประเทศภาคภาษาอังกฤษนี้ ดัดแปลงจากหลักสูตรภาคภาษาไทยที่มีการเปิดสอนมาเป็นเวลานานแล้ว โดยนักศึกษาต้องเรียนทั้งหมด 144 หน่วยกิต แบ่งเป็นหมวดวิชาพื้นฐานทั่วไป 36 หน่วยกิต หมวดวิชาแกนธุรกิจ 69 หน่วยกิต หมวดวิชาเอก 30 หน่วยกิต และหมวดวิชาเลือก 9 หน่วยกิต ซึ่งในหมวดวิชาเลือกนี้มีภาษาญี่ปุ่นและภาษาเกาหลีให้เลือกเพิ่มได้ด้วย หากนักศึกษามีเป้าหมายที่จะไปทำงานในบริษัทสัญชาติดังกล่าว

ด้านค่าใช้จ่ายในการศึกษานั้น ที่นี่คิดค่าหน่วยกิตละ 1,200 บาท มีค่าบำรุงการศึกษาปีละ 15,000 บาท ซึ่งอาจจะดูเป็นค่าใช้จ่ายที่ค่อนข้างสูง แต่บริการสำหรับนักศึกษาในโปรแกรมนี้ค่อนข้างพร้อมคือ มีเครื่องคอมพิวเตอร์ให้ใช้งานแยกเป็นสัดส่วน มีห้อง commom room สำหรับพักผ่อน อ่านหนังสือ และล็อกเกอร์เก็บของ นอกจากนี้ชั้นเรียนยังอยู่ใน floor เดียวกันที่จัดเป็นสัดส่วนแยกจากนักศึกษาทั่วไปด้วย รวมค่าใช้จ่ายต่อปีก็ประมาณ 60,000 กว่าบาท

อภิรดีกล่าวว่า "ค่าใช้จ่ายนี้เรายืนมาตั้งแต่เปิดโปรแกรม ไม่มีการปรับเลย ซึ่งในบางแห่งนั้นคิดหน่วยกิตละ 2,000 บาทแล้ว ของเรายังเรียกว่าอยู่ในขั้นที่เหมาะสมอย่างมากสำหรับโปรแกรมภาษาอังกฤษ"

บัณฑิตรุ่นแรกของโปรแกรมเพิ่งจบไป จำนวน 15 คน มี 2 คนที่เรียนต่อ และ อีก 13 คนได้งานทำแล้ว ในปีการศึกษาใหม่นี้มหาวิทยาลัยฯ จะเปิดรับรุ่นใหม่จำนวน 40-50 คน ส่วนที่มีอยู่ในโปรแกรมซึ่งศึกษาอยู่ในชั้นปีที่ 2-4 จำนวน 80 คน

อภิรดีกล่าวว่า "จุดเด่นของโปรแกรมอย่างหนึ่งคือ ในชั้นเรียนหนึ่งจะมีนักศึกษาไม่เกิน 40 คน ทำให้ได้รับการสอนการดูแลอย่างทั่วถึง"

ด้านการรับสมัครนั้น มหาวิทยาลัยเปิดรับสมัคร 2 แบบคือผ่านการสอบคัดเลือกที่จัดโดยทบวงมหาวิทยาลัย ซึ่งปีนี้จัดสอบเป็นปีที่ 2 และผ่านทางมหาวิทยาลัยที่จัดสอบเองซึ่งจะทำหลังการสอบเอนทรานซ์ โดยวิชาหลักที่จัดสอบมี 4 วิชาคือ คณิตศาสตร์, ภาษาอังกฤษ, ภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารหรือ Business English, และสอบสัมภาษณ์เป็นภาษาอังกฤษ

สัดส่วนการสอบผ่านทบวงฯ และมหาวิทยาลัยจัดสอบเองนั้น 50:50 การสอบคัดเลือกผ่านช่องทางทั้งสองนี้ ไม่จำเป็นต้องมีคะแนนสอบอย่างอื่นคือ IELTS หรือ TOEFL แต่หากมีคะแนนการสอบนี้แล้วก็สอบสัมภาษณ์และคณิตศาสตร์เท่านั้น

นักศึกษาที่สอบผ่านต้องเข้าเรียนหลักสูตรภาษาอังกฤษก่อนเปิดภาคการศึกษา ซึ่งเป็นโปรแกรม intensive course ประมาณ 60 ชั่วโมง และในระหว่างที่ศึกษาอยู่และยังมีปัญหาในเรื่องภาษาอังกฤษอยู่ ก็จะมีการพิจารณาว่าจะช่วยเหลือได้อย่างไรหรือดำเนินการอย่างไรต่อไป

นอกจากนี้ มหาวิทยาลัยฯ ยังมีความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยในต่างประเทศ ที่เน้นคือมหาวิทยาลัยในออสเตรเลีย ได้แก่ Swinburne University of Technology และมหาวิทยาลัย Royal Melbourne University of Technology ที่เมลเบิร์น ในลักษณะของการแลกเปลี่ยนทั้งในระดับอาจารย์ (ในโครงการ brush up) และนักศึกษา โดยมีนักศึกษาออสเตรเลียนมาเรียนที่หอการค้าฯ 8 คน และนักศึกษาไทยไป 4 คน เป็นโครงการแลกเปลี่ยนมีระยะเวลา 1 เทอม ซึ่งมหาวิทยาลัยได้ออกทุนค่าใช้จ่าย ค่าเดินทาง ค่าประกันสุขภาพ และค่าหนังสือให้นักศึกษาด้วย

นักศึกษาสามารถโอนหน่วยกิตมาใช้ในมหาวิทยาลัยของตัวได้ ทั้งนักศึกษาไทย (เฉพาะวิชาเลือกสามารถโอนได้เลย แต่วิชาหลักต้องผ่านการอนุมัติจากทบวงฯ) และออสเตรเลีย ซึ่งอภิรดีมองว่าในโครงการแลกเปลี่ยนนี้ นักศึกษาไทยยังได้ประโยชน์ไม่เต็มที่ "เพราะเราต้องมีการสอบคัดเลือก ดูผลการศึกษา ซึ่งต้องมีความเข้าใจภาษาอังกฤษ ในระดับที่สามารถเข้าชั้นเรียนในต่างประเทศได้โดยไม่มีปัญหา และต้องดูทัศนคติในการพบปะผู้อื่น ทัศนคติต่อโลกภายนอก ซึ่งจุดเหล่านี้ทำให้เรามีนักศึกษาไทยไปน้อยกว่าที่มีนักศึกษาจากต่างประเทศมาเรียนกับเรา"

ส่วนความร่วมมือกับสถานศึกษาอื่นๆ เช่น มหาวิทยาลัย DePaul ในเมืองชิคาโก สหรัฐฯ มีการเชิญอาจารย์จากที่นั่นมาสอน และในเร็วๆ นี้จะเชิญอาจารย์จากที่นั่นมาสอน และในเร็วๆ นี้ จะเชิญอาจารย์จากมหาวิทยาลัย Auckland Institute of Technology (AIT) เมืองโอ๊คแลนด์ นิวซีแลนด์ เป็นต้น

มหาวิทยาลัยฯ มีอาจารย์ประจำชาวต่างชาติ 2 คน อาจารย์ประจำคนไทย 3 คน นอกจากนั้นใช้อาจารย์พิเศษทั้งภายในและนอกมหาวิทยาลัย

การเรียนการสอนในโปรแกรมนี้ค่อนข้างหนักมาก อย่างในชั้นปีที่สองนั้น ต้องเรียนเทอมละ 7 วิชา 21 หน่วยกิต ซึ่งนักศึกษาต้องเครียดมาก แต่อภิรดีเล่าว่า "ภาคเรียนที่หนักคือชั้นปีแรกมากกว่า เพราะต้องมีการปรับตัวให้เข้ากับระบบใหม่" อย่างไรก็ดี หากมีนักศึกษาภาคภาษาไทยต้องการมาเรียนในภาคภาษาอังกฤษ ต้องผ่านการคัดเลือกตั้งแต่ขั้นต้นของการรับสมัคร แต่ในกรณีนี้ไม่ค่อยปรากฏ ที่มีคือนักศึกษาในโครงการนี้ที่เรียนไม่ไหวสามารถโอนไปเรียนภาคภาษาไทยได้ โดยมหาวิทยาลัยมีวิธีเทียบหน่วยกิตคิดเกรดให้และดูผลประโยชน์ของนักศึกษาเป็นหลัก

ข้อที่น่าสนใจอย่างหนึ่งของที่นี่ อภิรดีเล่าว่า "เรามีนักศึกษาจากทั่วประเทศในโปรแกรมนี้ คือมีตั้งแต่เชียงใหม่ ยะลา อุบลราชธานี ขอนแก่น กาญจนบุรี ซึ่งภาษาอังกฤษของพวกเขาอยู่ในเกณฑ์ที่ใช้ได้ทีเดียว ระบบการสอบของเราก็พัฒนาขึ้นมาก ซึ่งนักศึกษาที่เข้ามามีคุณภาพดีมาก"

มหาวิทยาลัยฯ เริ่มเปิดภาคการศึกษาใหม่ของโปรแกรมภาษาอังกฤษในเดือนมิถุนายน ศกนี้ โดยเริ่มขายใบสมัครตั้งแต่ 1-30 เม.ย. และมหาวิทยาลัยฯ จัดสอบเองในวันที่ 10 พ.ค. (สอบข้อเขียน) วันที่ 11 พ.ค. ประกาศผล วันที่ 12 พ.ค. ช่วงเช้าสอบวิชา Business English ช่วงบ่ายสอบสัมภาษณ์ ส่วนผู้ที่สอบเอนทรานซ์ผ่านทบวงฯ จะมีการสอบสัมภาษณ์วันที่ 13 พ.ค. ช่วงเช้า และประกาศผลได้ทั้งหมดในบ่ายวันที่ 13 พ.ค. ซึ่งถือว่าเป็นขั้นตอนที่รวดเร็วมาก

ด้านนักศึกษาที่ศึกษาอยู่ในต่างประเทศ และต้องการกลับมาเรียนต่อในประเทศโดยมาเข้าโปรแกรมนี้ อภิรดีกล่าวว่า "ทบวงฯ อนุญาตให้มีการเทียบโอนหน่วยกิตได้มากที่สุด 108 หน่วยกิต หรือ 36 วิชาสำหรับระดับปริญญาตรี โดยต้องมีการเทียบรายละเอียดหรือลักษณะวิชาด้วย ซึ่งมหาวิทยาลัยฯ เป็นผู้ดำเนินการพิจารณาและรายงานให้ทบวงฯ รับทราบ และหากเรียนในมหาวิทยาลัยที่ ก.พ. รับรองอยู่แล้ว ก็ไม่ต้องสอบเข้าใหม่"

อภิรดีมองแนวโน้มของการเรียนการสอนด้วยภาษาอังกฤษว่า "ในอนาคตทางมหาวิทยาลัยฯ ก็มีโครงการจะเปิดสาขาการตลาดเพิ่มขึ้นอีก 1 สาขาในปีการศึกษาหน้า แนวโน้มน่าจะดีขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งมหาวิทยาลัยก็มีชื่อเสียง เพราะบัณฑิตที่จบแล้วก็มีงานทำแล้วทุกคน ส่วนมากทำด้านการส่งออกและการท่องเที่ยว และมีเรียนต่อ 2 คน"

แม้โปรแกรมนี้จะดำเนินมาไม่นาน แต่อภิรดียืนยันว่า "โปรแกรมนี้สามารถทำกำไรเลี้ยงตัวเองได้ ซึ่งเรายังคงปริมาณนักศึกษาไว้ในระดับ 40-50 คนต่อรุ่น แต่จะใช้วิธีเปิดวิชาเอกเพิ่มขึ้น"

นอกจากเรื่องการเรียนการสอนแล้ว มหาวิทยาลัยฯ เน้นกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการเรียนและการทำงานค่อนข้างมาก เช่น มีการจัดกิจกรรมปฐมนิเทศพานักศึกษาไปเยี่ยมชมโรงงานและสถาบันธุรกิจต่างๆ เพื่อให้ได้เห็นสภาพการทำงานจริงของโลกธุรกิจ มีการเชิญวิทยากรพิเศษมาบรรยายในหัวข้อทางธุรกิจที่น่าสนใจ เป็น hot issue มีการจัดปัจฉิมนิเทศก่อนจบ แนะนำเรื่องการเขียนจดหมายสมัครงาน การเขียนประวัติ (resume) แนะนำบุคลิกภาพ การแต่งตัวในการทำงาน เป็นต้น

มหาวิทยาลัยสยามเน้นนานาชาติ
สร้างสินค้าตัวนี้เพื่อการส่งออก

มหาวิทยาลัยสยามเริ่มเปิดโครงการนี้ขึ้นเมื่อ 4 ปีที่ผ่านมา ตอนนี้มีนักศึกษารวมประมาณ 30 คน และในปีการศึกษานี้จะรับเพิ่มอีกประมาณ 40 คน

เริงสันต์ มวลชนธรรม ผู้ช่วยคณบดี คณะบริหารธุรกิจ และผู้อำนวยการโครงการนานาชาติ มหาวิทยาลัยสยาม กล่าวว่า "ปกติมหาวิทยาลัยมีคณะบริหารธุรกิจอยู่แล้ว แต่โปรแกรมนี้เราไปขออนุมัติจากทบวงฯ ต่างหากในลักษณะเป็นสินค้าทางการศึกษาตัวใหม่หรือ educational product ที่เมืองไทยจำเป็นต้องมี ซึ่งตอนนี้ก็บังเอิญมาเจอเรื่องวิกฤตทางการเงิน โปรแกรมนี้ก็อาจจะช่วยรองรับได้กับคนที่ไปเรียนต่างประเทศและประสบปัญหาเศรษฐกิจ สามารถกลับมาเรียนต่อไปในโปรแกรมนี้ในประเทศได้"

ในโปรแกรมนี้มหาวิทยาลัยมีวิชาเอก 2 วิชา คือบริหารธุรกิจและการโรงแรม โดยที่เอกบริหารธุรกิจจะมีสัดส่วนนักศึกษาประมาณ 75-80% และที่มีมีนักศึกษาจากต่างประเทศมาเรียนในโปรแกรมนี้เป็นจำนวน 20-25% โดยมาจากอินเดีย จีน ฟินแลนด์ แคนาดา อเมริกา บังคลาเทศ พม่า และแนวโน้มที่นักศึกษาต่างชาติจะเข้ามาเรียนนั้นมีสูงมาก ซึ่งถือเป็นกลุ่มเป้าหมายหนึ่งของโปรแกรมทีเดียว

โดยเริงสันต์มองว่า "โปรแกรมนี้เป็นเหมือนสินค้าส่งออกของไทย คือเราขายสินค้าบริการเหมือนกับการที่นักศึกษาไทยเรียนที่สหรัฐฯ เขา export สินค้าการศึกษามาให้เรา เราต้องโอนเงินค่าเรียนไปให้เขา ก็เหมือนในไทยที่เขาต้องโอนเงินเป็นค่าเรียนมาให้เรา"

แต่กลุ่มเป้าหมายของเริงสันต์พบอุปสรรคพอสมควรในการเดินทางเข้ามาศึกษาในโปรแกรมนี้ พวกเขามีปัญหาเรื่องการขอวีซ่านักศึกษาจากสถานฑูต/สถานกงสุลไทยในต่างประเทศ ที่ไม่ยอมรับเอกสารของมหาวิทยาลัย ซึ่งรับรองการสมัครและลงทะเบียนเรียนของนักศึกษา ทำให้นักศึกษาเหลานี้ ไม่สามารถเดินทางเข้ามาสอบได้ทันตามหมายกำหนดการของมหาวิทยาลัย

ในประเทศที่เจริญแล้ว ระบการส่งออกบริการอันนี้มีขั้นตอนที่ชัดเจน แต่ในไทยยังไม่มี อย่างสหรัฐฯ นั้น หากเราจะไปเรียนต่อ เขามีระบบ I20 แต่เราไม่มี ผมเจอปัญหาว่ากงสุลไทยในต่างประเทศมีขั้นตอนที่ยุ่งยากมาก เขาไม่ยอมรับเอกสารที่มีตรามหาวิทยาลัยที่เราส่งให้นักศึกษา เขาต้องการบัตรประชาชน ทะเบียนบ้านของผม ซึ่งเป็นผู้อำนวยการโปรแกรมอยู่ ต้องการงบดุลของมหาวิทยาลัย ซึ่งมันเป็นเรื่องที่ยุ่งยากมาก" เริงสันต์กล่าว

ขณะที่ระบบของสหรัฐฯ สถานฑูตยอมรับเอกสารของโรงเรียนหรือสถานศึกษาต่างๆ และยอมออก I20 ให้นักศึกษาเดินทางเข้าไปเรียนได้โดยง่าย

"สินค้าตัวนี้เราสามารถส่งออกได้เยอะมาก เพราะปัจจุบันประเทศที่อยู่ในแถบนี้ การศึกษาของเราจำกัดมาก มีคนที่มีสตางค์และอยากมาเมืองไทย เพราะเราเป็นประเทศที่เจริญพอสมควร อย่างจีนแผ่นดินใหญ่นี่จะมามาก ถือเป็นลูกค้ารายใหญ่ ประชาชนของเขาพันล้านคน แค่ 0.1% ที่มีเงินมีจำนวนมหาศาล หากจะไปอเมริกาก็จะไปยาก ไทยนี่มาง่ายกว่ามาก และนักศึกษาจีนเป็นผู้ที่เรียนดีมาก" เริงสันต์กล่าว

หลักสูตรของมหาวิทยาลัยสยามได้รับการอนุมัติจากทบวงมหาวิทยาลัย โดยข้อสอบทุกเทอม ไม่ว่าจะเป็น mid term หรือ final เจ้าหน้าที่ทบวงฯ จะมาเป็นผู้ตรวจสอบและอนุมัติเกรดทุกครั้ง ส่วนค่าใช้จ่ายในการศึกษาคิดหน่วยกิตละ 1,200 บาท ซึ่งปีหนึ่งมีค่าใช้จ่ายรวมทั้งสิ้นประมาณ 60,000 บาท

นอกจากนี้มหาวิทยาลัยก็มีความร่วมมือกับสถานศึกษาในต่างประเทศ ทางด้านออสเตรเลีย ยุโรป และสหรัฐฯ ซึ่งเป็นความร่วมมือในลักษณะเดียวกับมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย คือการแลกเปลี่ยนนักศึกษา

"เทอมที่แล้วมีนักศึกษาฟินแลนด์เข้ามา 4 คน ปีนี้จะเข้ามาเพิ่มอีก ของเราก็มีออกไปบ้างแต่น้อย เพราะความสามารถของนักศึกษาเราอยู่ในระหว่างการพัฒนา" เริงสันต์กล่าว

ส่วนแนวโน้มของโปรแกรมนี้ เริงสันต์มองว่าจะขยายได้มาก หากได้คนที่มีความสามารถทางการจัดการ การบริหารงานเข้ามาดำเนินการ ซึ่งจุดนี้เป็นเรื่องที่นักการศึกษาไทยขาด "ผมมองว่าเราสามารถเพิ่มสาขาวิชาได้ง่ายาก แต่ตอนนี้คือต้องให้ขั้นตอนของการเข้ามาเรียนนั้น นักศึกษาสามารถเข้ามาได้สะดวก มีคนที่อยากจะเข้ามาเรียนในไทยเยอะมาก โดยเฉพาะคนในภูมิภาคนี้"

ม.ศรีปทุม เสนอหลักสูตรพิเศษ
การสื่อสารธุรกิจระหว่างประเทศ

มหาวิทยาลัยศรีปทุมเป็นมหาวิทยาลัยเอกชนอีกแห่งหนึ่ง ที่เริ่มเปิดหลักสูตรการศึกษาระดับปริญญาตรี โดยใช้ภาษาอังกฤษเป็นสื่อในการศึกษา โดยเพิ่งเริ่มจัดทำหลักสูตรนี้เมื่อปี 2540 เป็นหลักสูตรศิลปศาสตรบัณฑิต สาขาการสื่อสารธุรกิจระหว่างประเทศ (BA. In International Business Communication) โดยมีจุดมุ่งหมายที่จะผลิตบัณฑิตที่มีความสามารถในการสื่อภาษา โดยเฉพาะภาษาอังกฤษได้ดี มีความรู้ในเรื่องเทคโนโลยีสารสนเทศ มีความเข้าใจในความแตกต่างทางวัฒนธรรมนานาชาติ เพื่อนำไปประกอบการดำเนินการด้านธุรกิจ ซึ่งขยายตัวอย่างเสรีมากขึ้น

สุนันทา ชุตินันท์ ผู้อำนวยการโครงการหลักสูตรนานาชาติ มหาวิทยาลัยศรีปทุม กล่าวกับ "ผู้จัดการรายเดือน" ว่า "หลักสูตรที่เราจัดนั้น ได้รับความร่วมมือจากอาจารย์ชาวต่างประเทศ ทำให้เรามีความเป็นสากลมาก ซึ่งเปิดมา 1 ปีแล้ว และปีนี้เราเริ่มทำหลักสูตรเพิ่มเติมคือ หลักสูตรบริหารธุรกิจ มี 4 สาขา ซึ่งคิดว่าจะผ่านทบวงฯ ได้ในปีนี้ ซึ่งหากทันเราก็สามารถรับได้ในปีนี้ หากไม่ทันก็ต้องเป็นปีการศึกษาหน้า"

ทั้งนี้ มหาวิทยาลัยศรีปทุม จัดภาคการศึกษาแตกต่างจากมหาวิทยาลัยอื่น แต่เหมือนในต่างประเทศ คือ ภาคการศึกษาแรกเริ่มเดือน ส.ค.-ธ.ค. ภาคการศึกษาสองเริ่ม ม.ค.-พ.ค. และภาคซัมเมอร์ เดือน มิ.ย.-ก.ค.

มหาวิทยาลัยฯ คิดอัตราค่าเล่าเรียนหน่วยกิตละ 2,000 บาท ซึ่งรวมค่าใช้จ่ายในการเรียนประมาณปีละ 92,000 บาท ซึ่งราคานี้ถูกกว่าในต่างประเทศมาก โปรแกรมการสื่อสารธุรกิจระหว่างประเทศสามารถรับนักศึกษาได้ปีละ 60 คน ส่วนหลักสูตรบริหารธุรกิจที่จะเปิดใหม่นั้น อาจจะรับได้ประมาณ 100 คน เพราะสาขานี้มีความต้องการค่อนข้างสูง

สุนันทากล่าวว่า "โปรแกรมของเรา เน้นเรื่องคุณภาพมาก เพราะนักศึกษาที่เข้ามาเรียนต้องมีการเตรียมตัวในเรื่องภาษาอังกฤษอย่างดี ทางโครงการมีการสอนภาษาอังกฤษเพิ่มเติมแบบเข้มข้น เพื่อให้นักศึกษาสามารถเข้ามาอยู่ในจุดที่สามารถเรียนวิชาการเป็นภาษาอังกฤษได้"

จุดเด่นของโครงการนี้คือ พยายามที่จะผสมผสานสิ่งที่คิดว่านักศึกษามีความจำเป็นต้องใช้เมื่อไปประกอบอาชีพ เช่น การใช้ภาษาอังกฤษในการสื่อสารธุรกิจ ซึ่งต้องมีความเข้าในภาษาในระดับที่สามารถสื่อสารเพื่อธุรกิจได้ ไม่ใช่ความเข้าใจในระดับใช้งานประจำวัน นอกจากนั้นก็ต้องนำความรู้ทางธุรกิจเข้ามารวมด้วย นักศึกษาจะรู้เกี่ยวกับภาพรวมทางธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นการจัดการ การตลาด หรือการเงิน นั่นหมายความว่า นักศึกษาจะมีความรอบรู้เกี่ยวกับองค์กรธุรกิจว่ามีแผนกไหน ความสำคัญแต่ละอันเป็นอย่างไร เพราะนักศึกษาไม่ทราบว่าตนจะได้งานทำอยู่ในระดับใด ดังนั้นจึงต้องมีความรู้เกี่ยวกับภาพรวมขององค์กร

นอกจากนี้หลักสูตรก็เน้นเรื่องเทคโนโลยีสารสนเทศ ซึ่งเป็นเทคโนโลยีสมัยใหม่นักศึกษาต้องเผชิญด้วยในชีวิตการทำงานต่อไปในอนาคต ดังนั้นจึงได้มีการสอนในมหาวิทยาลัยเพื่อเตรียมความพร้อมแก่นักศึกษา

มหาวิทยาลัยศรีปทุมมีความร่วมมือกับสถานศึกษาในต่างประเทศ เช่นเดียวกับมหาวิทยาลัยเอกชนอื่นๆ รูปแบบได้แก่ เชิญอาจารย์ต่างชาติมาช่วยสอน อาจารย์ของมหาวิทยาลัยไปศึกษาเพิ่มเติมหรือทำวิจัย นักศึกษาสามารถไปเรียนในมหาวิทยาลัยต่างประเทศที่ ม.ศรีปทุมมีความร่วมมือด้วย โดยมีระดับคะแนนและผ่านหลักสูตรตามที่กำหนด หรือนักศึกษาไทยที่เรียนต่ออยู่ในต่างประเทศอาจกลับมาเรียนที่นี่ โดยการโอนหน่วยกิตมาเป็นการชั่วคราว และอาจกลับไปเรียนต่อเพื่อให้จบในมหาวิทยาลัยต่างประเทศได้ เป็นต้น

ด้านการรับสมัคร มีทั้งผ่านระบบการสอบคัดเลือกที่จัดโดยทบวงฯ และมหาวิทยาลัยจัดสอบเอง ทั้งนี้เพื่อเอื้อให้นักเรียนที่จบจากโรงเรียนนานาชาติสามารถเข้ามาเรียนได้

มหาวิทยาลัยมีแผนงานที่จะสร้าง International Campus ขึ้นในปี ค.ศ.2000 แต่ยังต้องรอดูสภาพเศรษฐกิจด้วยว่าจะสามารถเริ่มทำได้หรือไม่ เพราะต้องใช้งบประมาณจำนวนมาก

สุนันทามองว่าในอนาคตซึ่งประเทศไทยจะเป็นจุดศูนย์กลางในการดำเนินธุรกิจในภูมิภาคนี้ ประเทศไทยต้องมีบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถ และใช้ภาษาอังกฤษเป็นสื่อในการติดต่อธุรกิจและประกอบกิจการต่างๆ ได้ เพราะว่าองค์กรต่างประเทศที่จะเข้ามาลงทุนในเอเชีย จะใช้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางในการดำเนินการ เพราะว่าประเทศอื่นไม่มี Infrastructure เท่าประเทศไทย อุปกรณ์ต่างๆ ที่จะใช้ก็ต้องนำเข้ามาจากต่างประเทศ ซึ่งภาษาสากลที่ใช้คือภาษาอังกฤษ "เราจึงต้องมีบุคลากร ไม่ใช่เฉพาะระดับอุดมศึกษาเท่านั้น ที่มีความรู้ความสามารถในหลักสูตรนานาชาติ มีภาษาอังกฤษดี แต่ต้องมีพื้นฐานการศึกษาทุกระดับชั้น ไม่ว่าจะเป็นด้านพาณิชยการช่างกล ปวช. หรืออุดมศึกษา ควรมีหลักสูตรนานาชาติในทุกระดับชั้น" สุนันทาให้ข้อคิด

SCIENTIA เน้นความร่วมมือ
กับ Imperial College
สร้างความเป็นเลิศด้านวิทยาศาสตร์
เทคโนโลยีและการบริหาร

มหาวิทยาลัย Asian University of Science and Technology หรือ SCIENTIA เป็นมหาวิทยาลัยเอกชนแห่งใหม่ที่เกิดจากการร่วมทุนขององค์กรใหญ่ๆ ทั้งภาครัฐและเอกชนกว่า 20 แห่ง และที่สำคัญคือเกิดจากการจุดประกายองศิษย์เก่า Imperial College of Science, Technology and Medicine ซึ่งปัจจุบันล้วนแล้วแต่มีตำแหน่งหน้าที่การงานระดับสูงในบริษัทใหญ่ๆ และหน่วยงานราชการสำคัญในสังคมไทย

ดร.วิพรรธ์ เริงพิทยา กรรมการสภามหาวิทยาลัย SCIENTIA คือผู้จุดประกายคนนั้น โดยท่านเล่าว่าได้มีโอกาสคุยกับอธิการบดีใหญ่ของ Imperial College ครั้งหนึ่ง และได้หยอกกับท่านว่าน่าจะมาดำเนินงานขยายการศึกษาที่เมืองไทย ซึ่งหลังจากการสนทนาครั้งนั้นแล้วก็ได้มีการเจรจาต่อเนื่อง จนในที่สุดก็ก่อรูปขึ้นเป็นบริษัท Imperial Technology Management Service PCL. มีผู้ถือหุ้นทั้งภาครัฐและเอกชน มีทุนจดทะเบียนเรียกชำระแล้ว 750 ล้านบาท และบริษัทนี้จะให้การสนับสนุนลงทุนในการสร้างมหาวิทยาลัย SCIENTIA ระยะเวลาในการก่อรูปมหาวิทยาลัยจนสามารถรับนักศึกษาได้นั้นประมาณ 4 ปีครึ่งทีเดียว

SCIENTIA มีวัตถุประสงค์ในการก่อตั้งก็เพื่อให้เด็กไทยที่เก่งๆ มีโอกาสได้เรียนในประเทศไทย ในมหาวิทยาลัยไทยที่มีระบบนานาชาติ ที่มีคุณภาพและมาตรฐานทัดเทียมมหาวิทยาลัยชั้นนำของยุโรปและอเมริกา โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายมาก และมีโอกาสได้รับวัฒนธรรมพร้อมคุณธรรมของโลกตะวันออกด้วย

หลักสูตรที่เปิดในปีการศึกษาแรกนี้มีเปิดด้านวิศวกรรมศาสตร์ 3 สาขา และบริหารธุรกิจ ระดับปริญญาตรีและโท โดยมหาวิทยาลัยเป็นผู้จัดสอบเอง เปิดขายใบสมัครตั้งแต่ตอนนี้จนถึง 9 พ.ค. กำหนดวัดสอบ 16-17 พ.ค. 2541

มหาวิทยาลัยมีการจัดหาทุนให้นักศึกษาด้วยแบ่งเป็น 3 ประเภท 30 ทุน คือ ให้ทุนตลอดปีการศึกษาประมาณ 400,000 บาท ให้ครึ่งหนึ่งคือ 200,000 บาท และให้ 1 ใน 4 หรือ 100,000 บาท ซึ่ง ดร.วิพรรธ์กล่าวว่า "ใครที่เก่งๆ นั้นให้สมัครมาสอบชิงทุนได้เลย เราท้าเด็กเก่งด้วยว่าเด็กสมัยเก่ากับใหม่ ใครจะเก่งกว่ากัน" ที่พูดเช่นนี้เพราะ ดร.วิพรรธ์นั้นเป็นนักเรียนทุนรุ่นประมาณปี 2500 หรือก่อนหน้าเล็กน้อย และคณบดีที่ SCIENTIA ไม่ว่าจะเป็น ดร.ชนะ กสิภาร์, ดร.พินัย สุขวรรณ ล้วนแต่เป็นนักเรียนติดบอร์ดและนักเรียนทุนรัฐบาลไทยรุ่นแรกๆ ทั้งสิ้น

ด้านความร่วมมือกับ Imperial College นั้น ดร.วิพรรธ์อธิบายว่า "เป็นความร่วมมือทางด้านวิชาการในลักษณะที่ใกล้ชิดมาก ทั้งนี้ SCIENTIA ใช้หลักสูตรหลักของ Imperial และสอนเป็นภาษาอังกฤษ ซึ่งก็เท่ากับนักศึกษาได้เรียนที่ Imperial College ที่เมืองไทย โดยมีอาจารย์จาก Imperial College สามารถมาสอนที่ SCIENTIA ตามที่มหาวิทยาลัยขอไป"

การเปิดมหาวิทยาลัยในช่วงนี้ก็เป็นการรองรับนักศึกษาไทย และประเทศเพื่อนบ้านที่กำลังศึกษาอยู่ในต่างประเทศ โดยเฉพาะในอังกฤษ และครอบครัวประสบปัญหาอันเนื่องมาจากวิกฤตทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นทั่วภูมิภาคเอเชีย ดร.ชนะ กสิภาร์กล่าวว่า "มีนักศึกษาบางท่านที่ลงจากเครื่องบินแล้วมุ่งตรงมาหาเราโดยทันที เพื่อสอบถามเรื่องการรับสมัครนักศึกษาและมีผู้ปกครองชาวมาเลเซียจำนวนมากโทรฯ มาถามไถ่ว่าอยากจะนำบุตรหลานกลับจากอังกฤษมาเรียนที่ SCIENTIA จะเป็นไปได้หรือไม่ ซึ่งเราถือว่าการเปิดรับนักศึกษาในเวลานี้ไม่ได้เป็นการสวนกระแสเศรษฐกิจแต่อย่างใด ทว่าเป็นการเสริมมากกว่า"

นอกจากนี้ ดร.วิพรรธ์กล่าวว่า "มีเศรษฐีอเมริกันและยุโรปจำนวนหนึ่งที่อยากส่งลูกมาทางตะวันออก เพื่อให้ได้ประสบการณ์ทางด้านเอเชียสัก 1 ปี ผมจึงคิดว่าเราสามารถเปิดคอร์สเกี่ยวกับเอเชียเพื่อรับเด็กอเมริกันกับยุโรปได้ มาเรียนที่นี่สัก 1 ปี เพราะว่าโลกในช่วง 5-10 ปีที่ผ่านมานี้ ความสำเร็จทางด้านเอเชียมีมากมายมหาศาล เป็นที่ประทับใจของยุโรปและอเมริกา ว่าพวกเราทำได้อย่างไร แต่ตอนนี้เราอย่าเพิ่งพูดมาก เพราะว่าเศรษฐกิจเราชะงักงัน แต่อันนี้เป็นบทเรียนของภาพพื้นเอเชีย เมื่อเราฟื้นแล้วภายใน 2-3 ปีข้างหน้า ก็จะทำให้เศรษฐกิจในภูมิภาคนี้แข็งกว่าแต่ก่อน แล้วก็จะเป็นที่ประทับใจมาก มองไปข้างหน้า 5-10 ปี ประเทศตะวันตกต้องคิดว่ามีอะไรที่ดีบ้างในประเทศตะวันออก" ซึ่งก็เป็นอีกทัศนะหนึ่งในการตั้ง SCIENTIA

ด้านค่าใช้จ่ายนั้น เทียบง่ายๆ ว่า ค่าใช้จ่ายในการเรียนที่ SCIENTIA 1 คน สามารถเรียนในมหาวิทยาลัยระดับเดียวกันในสหรัฐฯ ได้ 5 คน ซึ่งประมาณค่าใช้จ่ายต่อนักศึกษา 1 คน ปีละ 400,000 บาท ซึ่งรวมถึง ค่าที่พัก ค่าเล่าเรียน ค่าบำรุงการศึกษา ค่าอาหาร ฯลฯ

การลงทุนในเรื่องการศึกษานั้น เป็นเรื่องทุกครัวเรือนต้องลงทุนเพื่อความเจริญก้าวหน้าของบุตรหลาน หากจะมองเรื่องนี้ในเชิงธุรกิจก็ย่อมทำได้ และน่าจะทำได้อย่างดี เพราะประเทศไทยมีศักยภาพในด้านนี้อยู่ไม่น้อย หลักสูตรปริญญาตรีภาษาอังกฤษที่เริ่มทำกันในหลายมหาวิทยาลัยในเวลานี้ อาจจะยังมองไม่เห็นดอกผลชัดเจน แต่ในอนาคตจะเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติอย่างยิ่ง

   




 








current issue

จากโต๊ะบรรณาธิการ
past issue
reader's guide


 



home | today's news | magazine | columnist | photo galleries | book & idea
resources | correspondent | advertise with us | contact us

Creative Commons License
ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย