Search Resources
 
Login เข้าระบบ
สมัครสมาชิกฟรี
ลืมรหัสผ่าน
 
  homenewsmagazinecolumnistbooks & ideaphoto galleriesresources50 managermanager 100join us  
 
 


bulletToday's News
bullet Cover Story
bullet New & Trend

bullet Indochina Vision
bullet2 GMS in Law
bullet2 Mekhong Stream

bullet Special Report

bullet World Monitor
bullet2 on globalization

bullet Beyond Green
bullet2 Eco Life
bullet2 Think Urban
bullet2 Green Mirror
bullet2 Green Mind
bullet2 Green Side
bullet2 Green Enterprise

bullet Entrepreneurship
bullet2 SMEs
bullet2 An Oak by the window
bullet2 IT
bullet2 Marketing Click
bullet2 Money
bullet2 Entrepreneur
bullet2 C-through CG
bullet2 Environment
bullet2 Investment
bullet2 Marketing
bullet2 Corporate Innovation
bullet2 Strategising Development
bullet2 Trading Edge
bullet2 iTech 360°
bullet2 AEC Focus

bullet Manager Leisure
bullet2 Life
bullet2 Order by Jude

bullet The Last page


ตีพิมพ์ใน นิตยสารผู้จัดการ
ฉบับ เมษายน 2545








 
นิตยสารผู้จัดการ เมษายน 2545
Andrew Fastow พ่อมดการเงินแห่ง Enron ผู้ตกสวรรค์             
 

   
related stories

เมื่อน้ำลดตอก็ผุด

   
search resources

ENRON




เหล่าพนักงานของ Enron ต่างทยอยเดินเข้าสู่ห้องจัดประชุมของโรงแรม เมื่อวันที่ 23 ตุลาคมปีที่แล้ว ด้วยใจคอที่ไม่ค่อยสบายนัก เพราะเมื่อไม่กี่วันก่อนหน้านั้น บริษัทยักษ์ใหญ่ค้าพลังงานแห่งนี้ เพิ่งจะประกาศผลขาดทุนถึง 618 ล้านดอลลาร์ ในไตรมาสที่ 3 ของปีกลาย

สาเหตุส่วนหนึ่งของการขาดทุน มาจากการที่กิจการนอกบัญชีของ Enron แห่งหนึ่งถูกเปิดโปง ทำให้ Ken Lay ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Enron ต้องเรียกประชุมด่วนพนักงานทุกระดับ เพื่อให้ความมั่นใจแก่พนักงานถึงอนาคตของบริษัท Lay ผู้เป็นที่รักใคร่ของพนักงานเสมอมา กล่าวต่อพนักงานในการประชุมดังกล่าวว่า หากบริษัทยังคงสามารถทำผลกำไรจากการดำเนินงานได้ตามเป้าที่ตั้งไว้ พนักงานก็จะยังคงได้รับโบนัสเหมือนเดิม คำยืนยันของ Lay ดูจะทำให้พนักงานสบายอกสบายใจขึ้น คำถามที่เกิดขึ้นหลังจากนั้นจึงเป็นคำถามเล็กๆ น้อยๆ ที่ไม่สำคัญเช่น เรื่องงานปาร์ตี้คริสต์มาสที่จะถึงเรื่องสิทธิในการจอดรถ จนกระทั่ง trader ค้าพลังงานคนหนึ่งของบริษัท เริ่มตั้งหน้าตั้งตายิงคำถามเจาะลึกเกี่ยวกับบรรดากิจการลึกลับนอกบัญชี ที่มีอยู่นับพันแห่งของ Enron อย่างไม่ลดละ

Jim Schwieger คือ trader คนดังกล่าว คำถามเด็ดที่เขายิงเข้าใส่ Lay อย่างไม่เกรงอกเกรงใจ คือ ทำไม Andrew Fastow ประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายการเงิน (CFO) ค่าตัวแพงของ Enron ซึ่งยืนอยู่ข้าง Lay บนเวทีด้วยในวันนั้น จึงกำลังจะสรุปว่า ตัวเองทำให้บริษัทต้องสูญเสียเงินไปถึง 500 ล้านดอลลาร์ จากการบริหารกิจการนอกบัญชีของ Enron หลายแห่งอย่างผิดพลาด แต่ในขณะเดียวกันก็กลับได้รับรายได้จากกิจการเหล่านั้นถึง 30 ล้านดอลลาร์ Lay ยื่นมือไปโอบไหล่ของ Fastow ก่อนที่จะตอบคำถามของ Schwieger ด้วยการประกาศว่า เขาไว้วางใจอย่างไร้ความเคลือบแคลงใดๆ ในตัว CFO คนนี้ แม้ว่าการทำบัญชีของกิจการนอกบัญชีของ Enron เหล่านั้น จะเป็นเรื่องที่ซับซ้อนมาก แต่มือขนาด Fastow สามารถจะควบคุมได้อย่างไม่มีปัญหา แต่แล้วเพียงวันรุ่งขึ้นของการโอบไหล่ Fastow ก็กลายเป็นประวัติศาสตร์

และไม่นานหลังจากนั้น Enron ก็กลายเป็นประวัติศาสตร์เช่นกัน การขอเข้ารับความคุ้มครองภายใต้กฎหมายล้มละลาย (Chapter 11) ทำให้บรรดาธนาคารเจ้าหนี้ และเจ้าหนี้รายอื่นๆ ของ Enron รวมไปถึงกองทุนบำเหน็จบำนาญต่างๆ ที่ร่วมลงทุนในโครงการลงทุนต่างๆ ของ Enron ต้องเสี่ยงกับการสูญเสียเงินเป็นจำนวน อย่างน้อย 5 พันล้านดอลลาร์ พนักงานมากกว่า 4,000 คนของ Enron ต้องสูญเสียงานและเงินบำนาญตามกฎหมาย 401(k) การล้มละลายของ Enron ยังคงส่งผลสะเทือนต่อตลาดหุ้นสหรัฐฯ จนกระทั่งทุกวันนี้ มูลค่ารวมของตลาดลดลงไปแล้วถึง 200 พันล้านดอลลาร์ นับตั้งแต่ Enron ยื่นขอล้มละลาย เมื่อวันที่ 2 ธันวาคมปีที่แล้ว ด้วยความที่นักลงทุนต่างพากันหวาดผวาว่า จะมี Enron 2 หรือ 3 หรือ 4 แอบแฝงอยู่ในตลาดอีกหรือไม่

Fastow และคนสนิทของเขาอีกอย่างน้อย 6 คนที่พัวพันกับเกมการเงินที่ Fastow เป็นคนริเริ่มทำเงินได้อย่างน้อย 42 ล้านดอลลาร์ บางครั้งเพียงชั่วข้ามคืน จากเงินลงทุนทั้งหมดเพียง 161,000 ดอลลาร์เท่านั้น แต่บรรดาโครงการลงทุนต่างๆ ที่ Fastow และพวกได้ชักชวนใครต่อใครตั้งแต่มูลนิธิ MacArthur Foundation จนถึงกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการครูเกษียณ แห่งรัฐ Arkansas (Arkansas Teacher Retirement System) ให้มาลงทุนนั้น กลับมีมูลค่าลดลงอย่างฮวบฮาบจนแทบไม่เหลือค่าอะไรเลย

เมื่อเร็วๆ นี้ Fastow ถูกเรียกตัวไปเคลียร์ตัวเองต่อหน้าคณะกรรมาธิการรัฐสภา ที่ตั้งขึ้นมาเพื่อสอบสวนกรณี Enron โดยเฉพาะ แต่เขาปฏิเสธที่จะให้การใดๆ โดยอ้างสิทธิได้รับการคุ้มครองตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ ที่ให้สิทธิบุคคลไม่ต้องกล่าวข้อเท็จจริงใดๆ ที่เป็นการกล่าวหาตัวเองในทางอาญา (Fifth Amendment) Gordon Andrew โฆษกประจำตัวของ Fastow แถลงว่า Fastow ยืนยันว่า ได้กระทำการใดๆ โดยได้รับการรู้เห็นและเห็นชอบจากคณะกรรมการของ Enron สำนักประธานบริษัท ซึ่งได้แก่ Lay และ Jeffrey Skilling อดีต CEO ของ Enron ผู้ตรวจสอบบัญชีทั้งภายในและภายนอก และที่ปรึกษาทางกฎหมายทุกครั้ง ในขณะที่ Fastow และผู้บริหารคนอื่นๆ ของ Enron ต่างขอใช้สิทธิคุ้มครองตาม Fifth Amendment แต่ Skilling อดีตนายใหญ่ของ Fastow ซึ่งลาออกจาก Enron เมื่อเดือนสิงหาคมปีที่แล้ว เลือกที่จะไม่ใช้สิทธิดังกล่าว และกล้าที่จะให้การต่อหน้าคณะกรรมาธิการรัฐสภายืนยันว่า เขาบริหาร Enron อย่างประสบความสำเร็จและไม่มีปัญหาใดๆ เลยตลอดเวลาที่เขานั่งบริหารจนถึงวันที่เขาจากไป

จากนักบัญชีธรรมดาๆ ผู้มานะบากบั่นไต่เต้าจนกลายเป็นอัจฉริยะทางการเงิน Fastow ได้ชื่อว่าเป็นพ่อมดการเงิน ผู้สรรค์สร้างโครงการลงทุนใหม่ๆ อันซับซ้อน ซึ่งส่งให้ Enron กลายเป็นบริษัทที่เจริญเติบโตอย่างไม่หยุดยั้ง Skilling ต้องการ ให้ Enron เป็นบริษัทที่ "asset-light" เพื่อให้สามารถตักตวงประโยชน์ให้ได้อย่างรวดเร็ว จากการที่ตลาดค้าพลังงานน้ำ และธุรกิจสื่อสารภาพและเสียงตามสาย (broadband) กำลังได้รับการผ่อนคลายกฎเกณฑ์ และจากการคิดโครงการลงทุนทุกชนิดที่สามารถจะนำมาค้าล่วงหน้าได้ ดังนั้น เริ่มตั้งแต่ในปี 1993 Fastow จึงได้คิดรูปแบบกิจการนอกบัญชีที่เรียกว่า "special-purpose entity" (SPE) ขึ้น และจัดตั้งขึ้นเป็นจำนวนถึงหลายร้อยแห่ง เพื่อให้กิจการเหล่านี้เป็นที่รองรับหนี้สินที่โยกย้ายมาจาก Enron โดยเฉพาะเป็นการกำจัดรายการหนี้สินเหล่านั้นออกจากบัญชีของ Enron โดยที่ Enron ยังคงครอบครองสินทรัพย์ต่างๆ ที่เป็นหลักประกันหนี้สินเหล่านั้นอยู่เช่นเดิม

ความท้าทายในขณะนั้นของ Enron คือ การเข้าสู่ตลาดค้าพลังงานที่อนาคตกำลังสดใส อันเป็นผลมาจากการผ่อนคลายกฎเกณฑ์ แต่ขณะเดียวกันก็ไม่ต้องการจะถูกลดอันดับความน่าเชื่อถือ เนื่องจากการมีหนี้สินในบัญชีสูงเกินไป ดังนั้น Fastow จึงเกิดไอเดียขึ้นมา เขาเพิ่มทีมงานฝ่ายการเงินเป็น 3 เท่า จากไม่กี่สิบคนเป็นมากกว่า 100 คน แต่ละคนเป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่องการเงินการธนาคารในด้านต่างๆ งานที่พวกเขาได้รับมอบหมายจาก Fastow คือ การซื้อขายตราสารอนุพันธ์อันหวือหวา "พวกเขาล้วนเป็นคนหนุ่มอายุระหว่าง 28-32 ปีเท่านั้น แต่ละคนพกดีกรีการศึกษาชั้นเยี่ยม" Tom Bilek ทนายความ จาก Houston ซึ่งได้พูดคุยกับอดีตทีมการเงินของ Fastow หลายสิบคน ก่อนที่จะฟ้องผู้บริหาร Enron เล่า "แต่ Fastow นับเป็นอัจฉริยะที่สามารถคิดรูปแบบกิจการนอกบัญชี SPE ขึ้นมาได้"

อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นอัจฉริยะทางการเงินสักปานใด ไม่ว่าลูกค้าหรือลูกน้องของ Fastow ต่างไม่เคยรู้สึกประทับใจในตัวเขา เหมือนที่พวกเขารู้สึกกับ Skilling นายเก่าและพี่เลี้ยงของ Fastow เพราะ Skilling คือผู้ที่อยู่เบื้องหลังความรุ่งโรจน์ในอดีตของ Enron เขาคือ ผู้วางวิสัยทัศน์เชิงยุทธศาสตร์ให้แก่ Enron และพลิกโฉม Enron จากบริษัทที่มีวัฒนธรรมองค์กรแบบบริษัทท่อส่งก๊าซในยุคเศรษฐกิจเก่า มาเป็นบริษัทที่มีวัฒนธรรมชอบแหวกกฎเกณฑ์แบบมั่นใจสุดๆ กับการริเริ่มโครงการลงทุนใหม่ๆ ที่แปลกแหวกแนว กระทั่งถึงกับล้ำเส้นหลักเกณฑ์การวิเคราะห์ความเสี่ยง และจริยธรรมในการดำเนินธุรกิจในที่สุด

ในขณะที่ Skilling ผู้สำเร็จ M.B.A. จาก Harvard และอดีตที่ปรึกษาของบริษัท McKinsey & Co. มักทำให้ใครๆ รู้สึกประทับใจในความเฉลียวฉลาดและความมีไฟแรงของเขามาตั้งแต่ครั้งยังเป็นนักเรียน และมักจะได้รับการคาดหมายว่า เขาจะต้องทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่อย่างแน่นอนเมื่อเจริญวัยขึ้น Fastow กลับไม่เคยถูกมองว่า จะเป็นคนที่สามารถทำงานใหญ่ได้ ไม่ว่าจะเป็นในขณะที่เขากำลังเรียนอยู่ในมหาวิทยาลัย หรือแม้แต่ในโรงเรียนมัธยมชานเมือง New Jersey ครูคนหนึ่งที่นั่นจำ Fastow ได้แต่เพียงว่า เป็นเด็กขี้เกียจคนหนึ่งที่ชอบมาตื๊อขอเกรดเท่านั้นเอง แทบจะไม่มีใครเลยใน Kellogg School of Management แห่งมหาวิทยาลัย Northwestern University ที่จำ Fastow ในสมัยที่เขาเรียน M.B.A. อยู่ที่นี่ได้ ปฏิกิริยาของเพื่อนนักศึกษาที่มหาวิทยาลัย Tufts ซึ่ง Fastow เคยไปเรียนภาษาจีนกับเศรษฐศาสตร์ และทำกิจกรรมเล่นเทนนิสกับทรอมโบน ก็ยังคงเป็นเช่นเดียวกัน พนักงานส่วนใหญ่ของ Enron ไม่เคยรู้จักเขามาก่อน จนเมื่อเขาได้รับแต่งตั้งเป็น CFO และอยู่ในตำแหน่งนั้นในช่วงปี 1997-98 ตรงข้ามกับ Lay ซึ่งดูเป็นผู้บริหารสไตล์คุณลุงใจดี และ Skilling ผู้มีภาพลักษณ์เป็นผู้บริหารที่ฉลาดเฉลียว Fastow เป็นผู้บริหารที่เชี่ยวชาญการใช้ PowerPoint และเคี้ยวตัวเลขเป็นอาหาร ทักษะในเรื่องตัวเลขของเขาทิ้งห่างทักษะทางการบริหารและมนุษยสัมพันธ์อย่างไม่เห็นฝุ่น Fastow เคยได้รับการแต่งตั้งให้เป็นกรรมการผู้จัดการใหญ่ของ Enron Energy Services ในปี 1996 แต่แล้ว Skilling ก็ต้องรีบรับเขากลับเข้ามาทำงานด้านการเงินอย่างเดิม หลังจากที่พบว่า Fastow ไม่สามารถบริหารธุรกิจจริงๆ ได้เลย อดีตผู้บริหารคนหนึ่งของ Enron เล่าว่า Fastow แทบจะไม่เคยคิดอะไรอื่นเลยนอกจากว่าโครงการใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นจะมีผลกระทบต่องานของเขาอย่างไรเท่านั้น ส่วนอดีตผู้จัดการอีกคนหนึ่งใน Enron บอกว่า ถึงอย่างไรก็ตาม Fastow ก็เป็นคนโปรดของ Skilling

Fastow แต่งงานกับ Lea Weingarten เพื่อนนักศึกษาสาวที่เขาพบที่ Tufts Lea มาจากครอบครัวผู้ดีเก่าเจ้าของกิจการซูเปอร์มาร์เก็ต และอาณาจักรอสังหาริมทรัพย์ใน Houston อย่างไรก็ตาม ในช่วงทศวรรษ 1990 สองสามีภรรยา Fastow มิได้ทำตัวโดดเด่นแต่อย่างใด แต่ใช้ชีวิตเหมือนกับคนชั้นกลางทั่วๆ ไปที่อาศัยอยู่ในย่าน West University และมีลูก 2 คน ทั้งคู่ทำงานด้วยกันที่ฝ่ายการเงินของ Enron ในช่วงต้นทศวรรษ 1990 ก่อนที่ Lea จะลาออกเพื่อให้เวลากับลูกมากขึ้น ครอบครัว Fastow เพิ่งจะเริ่มใช้ชีวิตแบบคนรวย เมื่อไม่นานมานี้เอง เมื่อพวกเขาเริ่มสร้างบ้านราคา 1.3 ล้านดอลลาร์ ในแถบ River Oaks ย่านผู้ดีเก่าของ Houston และ Fastow เริ่มขับรถ Porsche 911 โฉบเฉี่ยวไปทั่วเมือง

ทั้งคู่ต่างหลงใหลในศิลปะสมัยใหม่ พวกเขาบริจาคเงิน 25,000 ดอลลาร์ให้แก่ Menil Collection พิพิธภัณฑ์ศิลปะร่วมสมัยแห่งหนึ่งใน Houston และสะสมงานศิลปะร่วมสมัย Lea รับผิดชอบการซื้องานศิลปะ เพื่อนำไปประดับตกแต่งในอาคาร Cesar Pelli อาคาร 40 ชั้นหลังใหม่ของ Enron สองสามีภรรยาได้วางแผนเป็นผู้บริจาครายใหญ่ให้แก่วงการศิลปะ โดยก่อตั้งมูลนิธิ Fastow Family Foundation ด้วยเงินจำนวน 4.5 ล้านดอลลาร์ ซึ่งเป็นผลกำไรที่ได้จากการลงทุนด้วยเงินเพียง 25,000 ดอลลาร์ ในโครงการลงทุนโครงการหนึ่งที่เกิดขึ้นจากมันสมองของ Fastow

ไม่ว่าจะเป็นเพื่อนสนิทหรือแค่คนรู้จักต่างเห็นว่า Fastow เป็นแฟมิลี่แมนที่เก็บตัว อ่อนน้อมถ่อมตน ไม่ชอบทำตัวเด่น และไม่บ้ายศบ้าอำนาจเลย Skilling พบ Fastow ในปี 1990 ขณะที่ Fastow ทำงานอยู่กับ Continental Illinois สถาบันการเงินแห่งหนึ่งใน Chicago ซึ่งกำลังจะปิดกิจการ ในช่วงวิกฤติการณ์สถาบันการเงิน savings and loan ที่เกิดขึ้นช่วงกลางทศวรรษ 1980 ในสหรัฐฯ Skilling จ้าง Fastow เพราะเขามีทักษะที่ Skilling กำลังต้องการพอดี นั่นคือ Fastow เชี่ยวชาญในการทำ asset securitization กล่าวคือ การขายตราสารการเงินออกไป ในรูปแบบของหลักทรัพย์ที่มีอสังหาริมทรัพย์จำนอง หรือทรัพย์สินอื่นๆ เป็นประกัน ซึ่งเป็นวิธีการที่ธนาคารนิยมใช้

แรกๆ บรรดากิจการ SPE ที่ใช้วิธีนี้ดำเนินไปด้วยดี และลูกค้านักลงทุนรายแรกๆ ของ Enron ต่างก็ได้รับผลตอบแทนที่งดงามกันทั่วหน้า เพราะกิจการมีความตรงไปตรงมา ยกตัวอย่าง เช่น CalPERS กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการเกษียณรัฐแคลิฟอร์เนีย ซึ่งเป็นนักลงทุนสถาบันที่ใหญ่ที่สุดรายหนึ่งของสหรัฐฯ ได้ลงทุนเป็นจำนวนเงิน 250 ล้านดอลลาร์ในกิจการ SPE กิจการหนึ่งของ Enron ที่เรียกชื่อว่า JEDI 1 ซึ่งเป็นโครงการลงทุนในธุรกิจค้าก๊าซธรรมชาติ CalPERS ได้รับผลตอบแทนกลับมาถึง 433 ล้านดอลลาร์ หรือ 73% ตลอดเวลา 4 ปี แต่เมื่อปริมาณการลงทุนยิ่งเพิ่มมากขึ้น เพื่อเร่งให้บรรลุเป้าหมายการเติบโตของ Enron ที่ Skilling ตั้งไว้สูงลิ่ว ผลตอบแทนที่ได้รับกลับยิ่งลดน้อยลงและต่อมา อสังหาริมทรัพย์และทรัพย์สินที่มีตัวตนอื่นๆ ที่ใช้เป็นหลักประกันกิจการ SPE รุ่น แรกๆ ก็กลับถูกเปลี่ยนไปเป็นหุ้นของ Enron หรือการค้ำประกันจาก Enron แทน

Fastow ทำงานหนักเพื่อเพิ่มพูนความร่ำรวยให้แก่ตัวเอง และคนที่อาจเป็นประโยชน์ต่อเขา หนึ่งในนั้น คือ Kristina Mordaunt อดีตนักกฎหมายของ Enron ทนายความสาวได้รับการชักชวนในเดือนมีนาคม 2000 ให้ลงทุนในกิจการ SPE แห่งหนึ่งที่ Fastow ตั้งขึ้นชื่อว่า Southampton Place เธอลงทุนไปเพียง 5,800 ดอลลาร์ และหวังแค่ว่าจะได้กำไรเล็กน้อยเท่านั้น แต่เพียงไม่กี่สัปดาห์หลังจากนั้น เธอก็ได้รับโทรศัพท์จาก Michael Kopper หนึ่งในทีมงานของ Fastow แจ้งว่า โครงการลงทุนดังกล่าวได้ปิดตัวลงแล้ว เมื่อ Mordaunt เปิดสมุดบัญชีธนาคารของเธอดูก็พบว่ามีเงินเข้าบัญชีถึง 1 ล้านดอลลาร์ Powers ซึ่งเป็นรายงานที่จัดทำโดยคณะกรรมการที่จัดตั้งขึ้นเป็นพิเศษ โดยคณะกรรมการบริษัท Enron ระบุว่า การดึง Mordaunt เข้ามาเกี่ยวข้องน่าจะเป็นการวางแผนเพื่อจะใช้เงิน 1 ล้านแลกกับความภักดีของ Mordaunt ตัว Fastow เองและ Kopper ต่างก็ได้กำไรจากโครงการลงทุน Southampton นี้ไปคนละ 4.5 ล้านดอลลาร์จากเงินลงทุนเพียง 25,000 ดอลลาร์

เมื่อ Fastow และ Skilling หวนกลับไปชักชวน CalPERS มาลงทุนในโครงการ JEDI 2 ในปี 1997 โครงการดังกล่าวไม่ได้ลงทุนในธุรกิจก๊าซธรรมชาติอีกต่อไป แต่เปลี่ยนเป็นธุรกิจค้าพลังงานที่ไม่มีการระบุแน่ชัด CalPERS จึงถอนการลงทุนจาก JEDI 2 ในเดือนตุลาคมปี 2000 เพื่อไปลงทุนในโครงการอื่นๆ ที่เข้าใจง่ายและโปร่งใสมากกว่า ทำให้ Fastow ต้องตั้งกิจการใหม่ขึ้นมาเพื่อแทนที่ CalPERS ที่ถอนการลงทุนไป กิจการใหม่นี้ชื่อว่า Chewco เป็นห้างหุ้นส่วนที่ควบคุมโดยพนักงานของ Enron ซึ่งในจำนวนนี้มี Kopper ด้วย รายงาน Powers ระบุว่า Chewco และห้างหุ้นส่วนอื่นๆ ที่มีลักษณะคล้ายกัน เป็นกิจการที่ตั้งขึ้นมาเพื่อทำการโยกย้ายสินทรัพย์ เพื่อปกปิดผลขาดทุนและสร้างผลกำไรลวง ผลก็คือ Enron สามารถแถลงรายได้เกินกว่าความเป็นจริงถึง 1 พันล้านดอลลาร์ นับตั้งแต่ไตรมาสที่สามของปี 2000 จนถึงไตรมาสที่สามของปี 2001

การตี 2 หน้าของ Fastow ทำให้ขัดแย้งกับ Richard Buy ผู้จัดการแผนกประเมินความเสี่ยงของ Enron ตลอดมา เพราะในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา หลักเกณฑ์การประเมินความเสี่ยงที่ตั้งไว้ถูกละเมิดครั้งแล้วครั้งเล่า แต่ผลการงัดข้อกับ Fastow คือ Buy เป็นฝ่ายถูกเขี่ยออกไป เช่นเดียวกันอำนาจของ Fastow ในขณะนั้น มีล้นเหลือเกินพอที่จะปิดปากผู้ที่อาจจะปากโป้งอย่าง Jordan Mintz อดีตนักกฎหมายของ Enron ได้ Mintz เพิ่งจะให้การต่อคณะกรรมาธิการรัฐสภาที่สืบสวนกรณี Enron ว่า เขาได้เคยเตือน Fastow แล้วถึงประเด็นผลประโยชน์ทับซ้อนขัดแย้งที่ Fastow อาจต้องเผชิญจากการจัดตั้งกิจการนอกบัญชีเหล่านั้น

รายงาน Powers ยังระบุต่อไปว่า Fastow เชื่อมั่นในความสำคัญของตนมาก จนถึงกับกล่าวต่อคณะกรรมการบริษัทว่า กิจการนอกบัญชีเหล่านั้นจะไม่อาจคงอยู่ได้ หากเขาไม่เป็นทั้งผู้บริหารและลูกค้าของกิจการเหล่านั้น "เขาพูดเหมือนกับว่าการเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับกิจการเหล่านั้น หาใช่เพื่อผลประโยชน์ส่วนตัวไม่ แต่เป็นสิ่งจำเป็นเพื่อทำให้กิจการเหล่านั้นสามารถดึงดูดใจนักลงทุนได้" รายงาน Powers กล่าว

ถ้าหากกิจการนอกบัญชีของ Fastow ดีจริง และโปร่งใสจริงแล้วล่ะก็ นักลงทุนคงจะแห่กันมาลงทุนอย่างมากมาย และหุ้นของ Enron ก็คงจะยังพุ่งขึ้นไปเรื่อยๆ ไม่ต่ำติดดินเหมือนทุกวันนี้ นี่คือความจริงง่ายๆ ที่ไม่จำเป็นต้องเป็นอัจฉริยะทางการเงินก็สามารถเข้าใจได้

แปลและเรียบเรียงจาก Time, February, 18, 2002
โดย เสาวนีย์ พิสิฐานุสรณ์

   




 








upcoming issue

จากโต๊ะบรรณาธิการ
past issue
reader's guide


 



home | today's news | magazine | columnist | photo galleries | book & idea
resources | correspondent | advertise with us | contact us

Creative Commons License
ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย