Search Resources
 
Login เข้าระบบ
สมัครสมาชิกฟรี
ลืมรหัสผ่าน
 
  homenewsmagazinecolumnistbooks & ideaphoto galleriesresources50 managermanager 100join us  
 
 


bulletToday's News
bullet Cover Story
bullet New & Trend

bullet Indochina Vision
bullet2 GMS in Law
bullet2 Mekhong Stream

bullet Special Report

bullet World Monitor
bullet2 on globalization

bullet Beyond Green
bullet2 Eco Life
bullet2 Think Urban
bullet2 Green Mirror
bullet2 Green Mind
bullet2 Green Side
bullet2 Green Enterprise

bullet Entrepreneurship
bullet2 SMEs
bullet2 An Oak by the window
bullet2 IT
bullet2 Marketing Click
bullet2 Money
bullet2 Entrepreneur
bullet2 C-through CG
bullet2 Environment
bullet2 Investment
bullet2 Marketing
bullet2 Corporate Innovation
bullet2 Strategising Development
bullet2 Trading Edge
bullet2 iTech 360°
bullet2 AEC Focus

bullet Manager Leisure
bullet2 Life
bullet2 Order by Jude

bullet The Last page


ตีพิมพ์ใน นิตยสารผู้จัดการ
ฉบับ เมษายน 2545








 
นิตยสารผู้จัดการ เมษายน 2545
42 ปี บางกอกอินเตอร์คอนติเนนตอลโฮเต็ลส             
โดย อรวรรณ บัณฑิตกุล
 

   
related stories

Siam Paragon The Pride of Bangkok
ชฎาทิพ จูตระกูลผู้หญิงคนนี้ไม่ธรรมดา

   
search resources

บางกอกอินเตอร์คอนติเนนตัลโฮเต็ล, บจก.




พื้นที่ 72 ไร่ ติดวังสระปทุมแห่งนี้ เมื่อ 40 ปีก่อนเป็นเพียงสวนฝรั่งที่ห่างไกลจากความศิวิไลซ์ทั้งหลาย ถนนด้านหน้ายังคงเป็นถนนสายเล็กๆ มีรถรางวิ่งผ่าน และยังเต็มไปด้วยลำคลองและสวนฝรั่ง แต่เป็นเพราะการมองการณ์ไกลของนักลงทุน ทำให้สถานที่แห่งนี้แปรเปลี่ยนเป็นย่านใจกลางเมืองศูนย์กลางแห่งความเจริญในเวลาต่อมา

10 มกราคม พ.ศ.2502

บริษัทบางกอกอินเตอร์คอนติเนน ตอลโฮเต็ลส ได้ก่อตั้งขึ้นโดยมีที่มาจากสายการบินแพนแอม (Pan American Airline) สายการบินระดับโลกในอเมริกา เจ้าของอินเตอร์คอนติเนนตอลโฮเต็ลส มีความสนใจที่จะมาสร้างโรงแรมระดับ 5 ดาว ที่มีเครือข่ายรอบโลกเป็นแห่งแรกในเมืองไทย และได้เข้ามาติดต่อขอเช่าที่ดินบริเวณวังสระปทุม อันเป็นที่ดินส่วนพระองค์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช

ซึ่งการดำเนินการในครั้งนั้นจำเป็นต้องมีผู้ร่วมทุนเป็นคนไทยด้วย และในช่วงนั้นตรงกับสมัยรัฐบาลจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ที่มีความเห็นว่าการมีโรงแรมดีๆ เกิดขึ้นในประเทศไทยเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวอีกทางหนึ่งด้วย จึงอนุมัติเงินจากสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลกระทรวงการคลังมาร่วมลงทุน นอกจากนั้นก็ยังมีสถาบันใหญ่ๆ ระดับชาติอีกหลายรายที่มาร่วมกันลงขัน เพื่อก่อตั้งบริษัทร่วมทุนนี้ขึ้น

สิ่งก่อสร้างแรกบนที่ดินผืนนี้ ก็คือโรงแรมสยามอินเตอร์คอนฯ โรงแรมระดับ 5 ดาว ขนาด 400 ห้อง ซึ่งบริหารโดยบริษัทบางกอกอินเตอร์คอนติเนนตอล โฮเต็ลส คอร์ปอเรชั่น ตั้งแต่ปี 2509

โมเดลสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินผืนนี้ทั้งหมดมีมากกว่าโรงแรม เพราะจะเป็นการพัฒนาที่ดินภายใต้แนวความคิด ที่ว่า "The Complex of New Discoveries" หรือศูนย์รวมแห่งการค้นพบสิ่งใหม่ๆ

ต้องบันทึกไว้ด้วยว่า ผู้ที่มีส่วนสำคัญอย่างยิ่งในการพัฒนาโครงการนี้ตั้งแต่แแรกเริ่ม คือพลโทเฉลิมชัย จารุวัสตร์ ประธานกรรมการบริษัทบางกอกอินเตอร์คอนติเนนตอลโฮเต็ลส จำกัด คนปัจจุบัน พลโทเฉลิมชัยจบการศึกษาจากโรงเรียนเทคนิคทหารบก รุ่นที่ 2 (โรงเรียนนายร้อย พระจุลจอมเกล้า) พ.ศ.2483

จบการศึกษาจากโรงเรียนเสนาธิการทหารบกรุ่นที่ 27 พ.ศ.2490 จบการศึกษาโรงเรียนเสนาธิการทหารบกจากประเทศอังกฤษ หลักสูตรประจำปี พ.ศ. 2492 และจบการศึกษาจากวิทยาลัยป้องกัน ราชอาณาจักร รุ่นที่ 4 พ.ศ.2505 และได้รับพระราชทานยศเป็นพลโทในปีนั้นเอง

ตำแหน่งทางราชการ พลโทเฉลิมชัยเข้ารับราชการครั้งแรกยศว่าที่ร้อยตรี เหล่าทหารปืนใหญ่ เคยเป็นผู้ช่วยทูตทหารบกประจำประเทศสหรัฐอเมริกา พ.ศ.2496-พ.ศ.2499 และมีบทบาททางด้านงานโรงแรม ก่อนที่จะเป็นประธานบริษัทบางกอกอินเตอร์คอนติเนนตอล ที่น่าสนใจหลายแห่งเช่น เคยเป็นประธานบริษัทสหโรงแรมแห่งประเทศไทยและการท่องเที่ยว เคยเป็นนายกสมาคมการโรงแรมแห่งประเทศไทย ประธานสมาคมส่งเสริมการท่องเที่ยวภาคแปซิฟิกและเอเชีย และยังเคยเป็นผู้อำนวยการองค์การส่งเสริมการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (อสท.) นานถึง 16 ปี (พ.ศ.2503-2519)

ประสบการณ์ทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับการโรงแรมและการท่องเที่ยว ผนวกกับวิสัยทัศน์ทางธุรกิจที่กว้างไกล ทำให้พลโทเฉลิมชัย สามารถกำหนดทิศทางเดินของบริษัทบางกอกอินเตอร์คอนติเนนตอลได้อย่างแม่นยำ และที่สำคัญสามารถหล่อหลอมชฎาทิพ ลูกสาวคนเดียว ให้กลายเป็นผู้บริหารคนสำคัญของบริษัทแห่งนี้ในเวลาต่อมาได้อีกด้วย

ปี 2516 สยามเซ็นเตอร์ ศูนย์การค้าแห่งแรกของเมืองไทยที่ออกแบบโดย Mr.Louis Berger สถาปนิกชาวอเมริกันก็ได้เกิดขึ้น ตัวอาคารมีทั้งหมด 4 ชั้น พื้นที่ทั้งหมด 40,000 ตารางเมตร

ปี 2528 มาบุญครอง กับเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ เริ่มเปิดตัวและเป็นคู่แข่งการค้าที่สำคัญมาก ทั้งสองห้างยักษ์ใหญ่นี้ส่งผลกระทบให้ห้างเล็กอย่างเดอะมอลล์ ราชดำริสาขาแรก ต้องยอมแพ้ล่าทัพไปตั้งหลักใหม่ย่านชานเมืองบนถนนรามคำแหง ในขณะที่สยามเซ็นเตอร์ยังปักหลักสู้

ช่วงเวลานั้น ชฎาทิพ จูตระกูล กรรมการผู้จัดการ บริษัทบางกอกอินเตอร์คอนติเนนตอล คนปัจจุบันมีตำแหน่งเพียงพนักงานฝ่ายบัญชี และได้ขออาสาเข้าไปทำเรื่อง ส่งเสริมการขาย

เธอเคยเล่าไว้ในหนังสือแพรว ฉบับเดือนสิงหาคม 2544 ว่า "ยากมากเลยค่ะ วิธีที่จะเรียนรู้การทำงานให้ได้ดีที่สุดคือ เรียนจากคนที่ค้าขายอยู่ในตึก แต่ความที่ไม่เคยมีแผนกนี้ แถมเรายังเป็นเด็ก จึงลำบากตั้งแต่เริ่มต้น โดนว่าเด็กอย่างนี้จะโปรโมตตึก ให้เขาได้อย่างไร พื้นฐานก็ไม่มี

...แต่ด้วยนิสัยที่ว่าทำอะไรแล้วต้องทำให้ดีให้ได้ จึงเอาอุปสรรคมาตั้งให้เป็นพลังใจ ตอนนั้นเครื่องติดมากๆ ยิ่งโดนสบประมาทยิ่งต้องพิสูจน์ตัวเอง ยิ่งทำยิ่งต่อเนื่อง

...เป็นการทำงานด้วยลำแข้ง ต้องใช้คำนั้น คิดก็ต้องคิด แรงก็ต้องออก เวลานักข่าวมายืนไหว้แจกนามบัตร ยิ้มหวานรับแขก ไปจนถึงเก็บเก้าอี้ก็ทำมาแล้วเหมือนกัน ทุกอย่าง all in one เหมือนแชมพู แต่สนุกนะคะ"

อุปสรรคแรกดูเหมือนจะผ่านไปด้วยดี เมื่อกิจกรรมส่งเสริมการขายต่างๆ ที่เกิดขึ้นและประสบความสำเร็จในขณะศูนย์การค้าใหม่ๆ แห่งอื่นๆ ไม่ทันได้ตั้งรับ ชื่อของ ชฎาทิพ ที่รู้จักกันว่าเป็นลูกสาวท่านประธาน เริ่มถูกจับตามองอย่างสนใจของคณะกรรมการบริหารบริษัทตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ส่วนชฎาทิพเองก็ได้ลงมารับรู้ปัญหาร่วมทุกข์ร่วมสุขกับบรรดาเจ้าของร้านค้าอย่างเต็มที่ เป็นบทเรียนแรกในการทำงานที่เป็นฐานให้เธอแกร่งขึ้นในเวลาต่อมา

พ.ศ.2529 เกิดเหตุการณ์ลดค่าเงินบาท ในสมัยพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ร้านค้าในสยามเซ็นเตอร์ เริ่มได้รับผลกระทบเต็มๆ หลายรายเริ่มถอนตัวออกไป ชฎาทิพถูกผู้บริหารสั่งลงมาให้ดูในเรื่องการตลาดนอกเหนือจากงานทางด้านโปรโมชั่นด้วย

"พอมาทำมาร์เก็ตติ้งด้วยจึงรู้ว่าการทำศูนย์การค้าต้องศึกษา ทำรีเสิร์ช วางแพลนนิ่งให้รู้ก่อนว่าต้องการมีอะไรในตึก แล้วค่อยออกไปหาลูกค้า อย่านั่ง เฉยๆ โดยถือว่ามีโลเกชั่นที่ดีอย่างสยามฯ แล้วทุกอย่างจะเดินเข้ามาหา จากประสบการณ์ของตัวเอง ขอยืนยันเลยว่าไม่ใช่"

แล้วทุกอย่างต้องใจเย็น และรู้จักรอคอย อย่างเช่น ประสบการณ์ในวันหนึ่ง ที่เธอมักจะเล่าให้ใครฟังอย่างภูมิใจอยู่เสมอๆ ว่า ต้องไปนั่งรอผู้บริหารของร้านกาแฟ UCC ตั้งครึ่งค่อนวัน จนผู้บริหารคนไทยสงสารยอมออกมาพบ และก็ต้องคุยกันนานถึง 8 เดือนถึงจะยอมมาเปิดสาขาที่สยามเซ็นเตอร์

พ.ศ.2538 เกิดเหตุการณ์ไฟไหม้สยามเซ็นเตอร์ ที่หลายคนอาจจะลืมไปแล้ว แต่สำหรับผู้หญิงคนนี้ เธอยังจำความรู้สึกแรกที่เกิดขึ้นในช่วงเวลานั้นได้อย่างไม่มีวันลืม ความรู้สึกที่ว่าทุกอย่างที่ทุ่มเททำมาตลอด 10 ปี กำลังพังลงมา ต่อหน้าต่อตา แต่เวลาสำหรับความเสียใจ และโกรธแค้นในโชคชะตามีอยู่ได้ไม่นาน เธอต้องตั้งสติแล้วลุยกันใหม่ ซ่อมและสร้างสองตึกไปพร้อมๆ กัน (ขณะนั้นกำลังสร้างตึกสยามดิสคัฟเวอรี่ด้วย)

เวลานั้นเป็นช่วงที่วัดใจระหว่างศูนย์กับร้านค้า ร้านค้าเองเขาก็ดูว่าเกิดเหตุหนักขนาดนี้บริษัทช่วยอะไรได้บ้าง บริษัทก็วัดใจลูกค้าเหมือนกันว่าร่วมทุกข์ร่วมสุขกันขนาดนี้แล้วจะอยู่กันต่อไหม ซึ่งปรากฏว่า ทุกคนก็ช่วยกันอย่างเต็มที่ ใครที่เสียหายมากก็หยุดเพื่อทำการซ่อมแซม ใครที่ไม่เสียหายก็พยายามตกแต่งร้านใหม่ให้สวยกว่าเดิม ผลของการรวมพลังของเจ้าของศูนย์การค้าและร้านค้าย่อย ทำให้สยามเซ็นเตอร์สามารถฝ่าวิกฤติมาได้อีกครั้งหนึ่ง

.....

อุปสรรคทุกอย่างที่เคยผ่านๆ มา กลายเป็นเรื่องเล็กไปโดยทันที เมื่อเกิดวิกฤติการณ์ลดค่าเงินบาทเมื่อปี 2540

เมษายน 2540 สยามดิสคัฟเวอรี่ Life Style Center ศูนย์การค้าแห่งใหม่ของบริษัทเปิดตัว ท่ามกลางกระแสเศรษฐกิจที่กำลังผันผวน และหลังจากนั้น 3 เดือนโครงการรถไฟฟ้าบีทีเอส ที่ล่าช้ามานาน เพราะอุปสรรคต่างๆ นานาก็ประกาศปูพรมตอกเสาเข็มเพื่อวางทางเดินรถ และสถานีใหญ่หน้าสยามเซ็นเตอร์ และสยามดิสคัฟเวอรี่

"ทุกอย่างสาหัสมาก รถไฟฟ้ามาลงทั้งทางด้านพญาไท และพระราม 1 ซึ่งเป็นทางเข้า-ออกหลักของศูนย์ เป็นโชคสองชั้นที่ไม่มีใครได้เจอ ศูนย์อื่นเจอแต่เรื่องค่าเงินบาท ของเราพอเปิดประตูขายของได้แป๊บเดียวก็เจอทั้ง 2 อย่าง คนที่มาหาเรา รถติดอยู่ 3 ชั่วโมง มาแล้วออกไม่ได้ รถติดแบบสุดโลก กลับบ้านก็ลำบากมาก ลูกค้าหายไปครึ่งหนึ่ง โลเกชั่นที่ว่าดีเยี่ยมอยู่กลางเมืองช่วยอะไรไม่ได้เลย"

เธอเล่าว่า ใครจะคิดบ้างว่าจากศูนย์การค้าที่อยู่ในทำเลทอง จะมีวันที่พอบอกใครให้มาเช่าตึก จะโดนย้อนกลับมาว่า

"ที่ของคุณไม่ใช่แค่ให้ผมอยู่ฟรีอย่างเดียว แต่คุณต้องจ่ายเงินให้ด้วย ผมจึงจะยอมไปเปิดร้าน"

โชคดี สยามเซ็นเตอร์ และสยามดิสคัฟเวอรี่ ไม่ได้ใช้ระบบเซ้งห้อง แต่ทำเป็นสัญญาเช่าทุก 3 ปี ลูกค้ารายใดทนไม่ไหวก็สามารถปิดร้านเดินหิ้วกระเป๋าออกไปได้เลย

"อะไรที่ว่าร้ายๆ ที่เจอมายังไม่เท่าครั้งนี้ เมื่อก่อนรับมือแค่ตึกเดียว คราวนี้สองตึก ข้างหน้าเป็นทะเลโคลน น้ำท่วมเศรษฐกิจแย่ ลูกค้าหายไปเลย"

จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้ลูกค้าของศูนย์หายไปถึง 30 เปอร์เซ็นต์ บางร้านบริษัทแม่จากต่างประเทศถึงกับบินมาดูสถานการณ์และปิดร้านด้วยตัวเอง

ชฎาทิพ จูตระกูล ซึ่งเพิ่งได้รับการโปรโมตเป็นกรรมการผู้จัดการคนใหม่หมาดๆ ในช่วงนั้นมีเวลามึนงงกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้เพียงไม่นาน เธอก็เริ่มตั้งสติ และคิดหาทางออกด้วยการสร้างแผนตลาดฉุกเฉินขึ้นมาทันที โดยฉวยโอกาสนี้ปรับปรุงพื้นที่ของศูนย์ใหม่อีกครั้งเพื่อรับกับการเปลี่ยนแปลงในอนาคต

จดหมายฉบับหนึ่งที่ออกไปจากบริษัทถึงลูกค้าในช่วงวิกฤตินี้ก็คือ หากผู้เช่ารายใดไม่สามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้ จะขอคืนพื้นที่กับบริษัทๆ ก็จะรับคืนทั้งหมด สำหรับผู้เช่ารายใดที่อยู่ต่อ บริษัทก็จะมีมาตรการช่วยเหลือผ่อนผันค่าเช่าเป็นกรณีไป

และยังยอมลดค่าเช่าในสยามเซ็นเตอร์ลง 20 เปอร์เซ็นต์ และลดค่าเช่าในสยามดิสคัฟเวอรี่ลง 30 เปอร์เซ็นต์ ในช่วงเวลานั้น สยามดิสคัฟเวอรี่มีอัตราค่าเช่าตารางเมตรละ 1,500-2,500 บาท ส่วนสยามเซ็นเตอร์ค่าเช่าอยู่ที่ 950-2,000 บาท เป็นอัตราที่สูงที่สุดในพื้นที่ศูนย์การค้าในเมืองไทย

จากส่วนลด 2 ปีเต็มในช่วงเวลานั้น ทำให้บริษัทสูญเสียรายได้ไม่ต่ำกว่า 100 ล้านบาท และจากพื้นที่ว่างที่ได้กลับมา ชฎาทิพก็เริ่มลงมือหาผู้เช่ารายใหม่ ที่มีศักยภาพพอที่จะฟันฝ่าวิกฤตินี้ไปได้

และเธอก็ได้ตัวเลขหนึ่งจากทีมงานของบริษัทว่าในประเทศญี่ปุ่น และอเมริกา หลังเกิดวิกฤติเศรษฐกิจว่า มีธุรกิจ 3 ประเภทที่ได้รับผลกระทบน้อยมากคือ ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการเสริมความงาม ธุรกิจประเภทอาหาร และธุรกิจทางด้านเครื่องสำอาง ซึ่ง 3 ประเภทนี้มีในสยามเซ็นเตอร์ และสยามดิสคัฟเวอรี่น้อยมากๆ ดังนั้น 3 กลุ่มนี้ คือ กลุ่มลูกค้าเป้าหมายหลักของเธอ

ในขณะเดียวกัน บนสยามเซ็นเตอร์ที่มีแฟชั่นถึง 75 เปอร์เซ็นต์นั้น ถูกลดเนื้อที่ลง เพื่อไปเปิดร้านค้าทางด้านบริการอื่นๆ ที่หลากหลายขึ้น เพื่อรองรับไลฟ์สไตล์ของคนทุกกลุ่มทุกระดับที่จะหลั่งไหลมากับการใช้รถไฟฟ้าที่จะเกิดขึ้น

ชฎาทิพแบกรับภาระอยู่ 3 ปีเต็มๆ จนกระทั่งการก่อสร้างรถไฟฟ้าเสร็จและเปิดใช้เดือนมิถุนายน 2543 เหตุการณ์ที่เธอและทีมงานคิดไม่ถึงก็เกิดขึ้น ภาพของผู้คนที่หลั่งไหลเข้ามาในบริเวณนี้ โดยเฉพาะจุดที่มีการเชื่อมประตูศูนย์การค้าไปยังทางออกรถไฟฟ้า เรียกได้ว่า "ทะลักทลาย" เข้ามาทุกเพศ ทุกวัย ทุกกลุ่มอายุ เป็นการขยายฐาน ลูกค้าที่รวดเร็วที่สุด คุ้มค่ากับการรอคอยอย่างมากทีเดียว

สยามเซ็นเตอร์ สยามดิสคัฟเวอรี่ กลายเป็นทำเลทองย่านใจกลางเมือง ที่นักลงทุนทุกคนต้องหันมาให้ความสำคัญอีกครั้งหนึ่ง

   




 








upcoming issue

จากโต๊ะบรรณาธิการ
past issue
reader's guide


 



home | today's news | magazine | columnist | photo galleries | book & idea
resources | correspondent | advertise with us | contact us

Creative Commons License
ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย