Search Resources
 
Login เข้าระบบ
สมัครสมาชิกฟรี
ลืมรหัสผ่าน
 
  homenewsmagazinecolumnistbooks & ideaphoto galleriesresources50 managermanager 100join us  
 
 


bulletToday's News
bullet Cover Story
bullet New & Trend

bullet Indochina Vision
bullet2 GMS in Law
bullet2 Mekhong Stream

bullet Special Report

bullet World Monitor
bullet2 on globalization

bullet Beyond Green
bullet2 Eco Life
bullet2 Think Urban
bullet2 Green Mirror
bullet2 Green Mind
bullet2 Green Side
bullet2 Green Enterprise

bullet Entrepreneurship
bullet2 SMEs
bullet2 An Oak by the window
bullet2 IT
bullet2 Marketing Click
bullet2 Money
bullet2 Entrepreneur
bullet2 C-through CG
bullet2 Environment
bullet2 Investment
bullet2 Marketing
bullet2 Corporate Innovation
bullet2 Strategising Development
bullet2 Trading Edge
bullet2 iTech 360°
bullet2 AEC Focus

bullet Manager Leisure
bullet2 Life
bullet2 Order by Jude

bullet The Last page


ตีพิมพ์ใน นิตยสารผู้จัดการ
ฉบับ เมษายน 2548








 
นิตยสารผู้จัดการ เมษายน 2548
ภาพลักษณ์คำถามร้อยแปดกับภาพลวง             
โดย ธีรัส บุญ-หลง
 





ระยะหลังงานเขียนของผมมักไม่มีภาพประกอบ ไม่ใช่ว่าผมไม่อยากให้มีรูปนะครับ แต่เป็นเพราะว่าผมไม่รู้จะใส่รูปอะไรดี งานเขียนบางชิ้นเป็นตัวแสดงความคิดการวิเคราะห์ของผม ที่อาจจะไม่สามารถมีรูปที่เหมาะสมเอามาลงได้ จึงปล่อยให้ไม่มีรูปประกอบ เพราะว่าอ่านอย่างไม่มีรูปอาจจะได้อรรถรสเต็มที่แล้ว ถ้างานเขียนเกี่ยวข้องกับเทศกาลหรือสถานที่ใดที่หนึ่ง รวมถึงเกี่ยวกับบุคคลใดบุคคลหนึ่ง ผมจะพยายามอย่างถึงที่สุดที่จะนำรูปมาลง เพื่อให้บรรยากาศไม่แห้งแล้งเกินไป รวมถึงให้ท่านผู้อ่านได้เห็นภาพของสิ่งนั้นๆ ที่เกริ่นมาซะยาวไม่ใช่อะไรหรอกครับ แต่เป็นเพราะว่าหลายฉบับแล้วที่คอลัมน์ผมเป็นคอลัมน์เดียวใน Global link ที่ไม่มีภาพ จึงเขียนมาให้ท่านผู้อ่านทราบเท่านั้นเองครับ

บางทีภาพก็เป็นสิ่งสำคัญ ถ้าคนไม่ได้อ่านงานเขียนของผมเป็นประจำก็อาจจะพลิกผ่านงานของผมไปเลยก็ได้เพราะไม่มีภาพที่สะดุดตา แต่ที่สำคัญพอๆ กันคือ การวางภาพและใช้ภาพที่เหมาะสม จะเปรียบเปรยก็ได้เสมอเหมือนภาพลักษณ์ของไทยเราแหละครับ เรามีภาพลักษณ์ที่โดดเด่นในสายตาของคนต่างชาติ แต่ภาพลักษณ์ของเราเหมาะสมไหม? แล้วจริงๆ เรารู้หรือเปล่าว่าภาพลักษณ์กับความจริงเราแตกต่างกันแค่ไหน ?

เพื่อนฝรั่งของผมที่ผ่านมามีมาเมืองไทยกันก็บ่อย บางทีผมก็พาพวกเขาไปเที่ยว เป็นไกด์เฉพาะกิจบ้าง พวกเขาเมื่อมาถึงเป็นครั้งแรกก็ขอให้ผมพาไปในที่ที่เขาคิดว่าเขาอยากไป ที่ที่เขาฝันว่ามันเป็นก่อนที่จะมา ซึ่งก็ไม่พ้นวัด, เกาะต่างๆ โดยเฉพาะเกาะที่ถ่ายทำเรื่อง The beach (พงัน) เดินป่าแถวกาญจนบุรี เชียงใหม่ แหล่งขายของปลอม ถ้าเป็นผู้ชายก็อาจจะอยากไปดูโชว์แปลกๆ ที่พัฒนพงษ์ (ซึ่งผมก็ห้ามพวกเขาไปได้ทุกที เพราะมันเป็นการให้เห็นภาพลักษณ์ที่ไม่ดีของเรา ซึ่งก็อาจจะเป็นภาพจริงของสังคมในหมู่น้อย แต่ทำไมเราต้องโชว์ของไม่ดีด้วยล่ะ ทำมันจากสิ่งที่ดีไม่ดีกว่าหรือ) ไปๆ มาๆ ในสายตาของคนต่างชาติ เรามีวัด ของปลอม ธรรมชาติ ป่าเขา หาดสวรรค์ รอยยิ้ม อาหารไทย มวยไทย แล้วก็ Sex จริงๆ แล้ว เรามีแค่นั้นหรือ? ในสายตาของเขาที่ไม่ได้สัมผัสเรามากนักก็คงจะรู้สึกแค่นั้น เพราะนั่นคือภาพลักษณ์ที่เขาคิดที่เขาหวังจากโฆษณาจากการดูหนัง Holywood จากที่เขาอ่านที่เขาเชื่อจากหนังสือคัมภีร์ไบเบิ้ลฉบับท่องเที่ยวของ Lonely planet ที่มี information ของเกสต์เฮาส์ ร้านอาหารและทุกอย่างที่บางทีเราไม่เคยทราบมาก่อนว่ามี แต่เขาก็เลือกที่จะเชื่อในสิ่งที่เขาอ่านมากกว่าถามเรา

คนเรามักจะเชื่อพวกเดียวกันเสมอ โดยมักจะเชื่อมากกว่าเชื่อเจ้าถิ่นเสียอีกในบางครั้ง คนญี่ปุ่นเวลามาเที่ยวที่ต่างๆ ในโลกก็มักจะเชื่อ Guide book ของเขาว่าต้องทานที่ไหน พักที่ไหน ทำอะไร ที่ไหน ไม่แตกต่างจากฝรั่ง การเช่าบ้านกับการเช่าตึก เพื่อจะไปอยู่ทำงานก็ต้องใช้พวกบริษัทเอเยนซี่ของเขาที่ในที่สุดก็มา sub contract กับคนไทยอีกต่อหนึ่ง ภาพลักษณ์ต่างๆ จึงไม่ใช่ภาพจริงเสมอไปแต่เป็นภาพที่คนเชื่อ เมื่อคนเชื่อมีมากเข้า พวกเขาก็จะคิดกันว่าจริง คงไม่มีใครที่อยากจะรู้ว่าตัวเอง เข้าใจผิด

มีก็แต่ประเทศเราที่มักจะไม่ค่อยเชื่อกันเอง มักจะเชื่อฝรั่ง ญี่ปุ่น และชาติต่างๆ ค่อนข้างมาก อาจจะเป็นด้วยเหตุผลที่ว่าเราเป็นคนใจดี ง่ายๆ และไม่ค่อยมั่นใจ เนื่องจากมีค่านิยมในสังคมว่าเราไม่ใช่โลกที่ 2 แต่เป็นโลกที่ 3 อันด้อยพัฒนา เราชินในระบบที่มีผู้นำเพียงหนึ่งในสไตล์ know it all ถ้ามองในรูปนั้น เราก็มองเหมือนเขาเป็นลีดเดอร์ของเรา ที่เราต้องเชื่อต้องตามเทรนด์ของการพัฒนาแบบ Global Scale ของเราจึงไปตามเขาค่อนข้างจะเยอะ เราจำเป็นต้องพัฒนาบางอย่างให้ก้าวตามเขาครับ แต่บางอย่างที่เรารับเขามาก็ทำให้สังคมเราตกต่ำลง ของเขามีสิ่งที่ไม่ดีก็เยอะไม่อย่างนั้นเขาคงไม่ชอบที่จะมาอยู่เมืองไทย รักเมืองไทยกันอย่างนี้หรอกครับ

เรามีสิ่งที่ดีทางวัฒนธรรม ศิลปะ เยอะมาก เมื่อต่างชาติมาเห็นจริงๆ ก็ชื่นชม แต่ในขณะเดียวกันภาพลักษณ์ทางด้านนี้เราอาจจะไม่ได้เน้นมากนัก เมื่อเทียบกับธรรมชาติ (ซึ่งเรามีดีโดดเด่นอยู่แล้ว เเต่จริงๆ แล้ว เราสามารถเน้นวัฒนธรรมมากกว่านี้ทำให้โดดเด่นควบคู่กันไปได้) ปัจจุบันศักยภาพทางธรรมชาตินั้นนับวันเราจะลดลง เพราะ เราทำให้นักท่องเที่ยวเข้ามาเยอะการแข่งขันสูงขึ้น ของจึงเสื่อมราคาลง ปัจจุบันนักท่องเที่ยวหลายคนยังไม่มั่นใจกับเหตุการณ์ Tsunami ที่ผ่านมา ฟื้นฟูอันดามันไม่รู้จะได้แค่ไหน เราน่าจะทำด้านวัฒนธรรม ให้โดดเด่นมากขึ้นนะครับ ที่สำคัญเราต้องเชื่อในวัฒนธรรมตรงนั้นด้วยไม่ใช่มีวัด มีรำ มีศิลปะไทย เพื่อเหตุผลทางธุรกิจ แต่เป็นเพราะว่าเรารักและเชื่อในสิ่งนั้นจริงๆ การที่เราจะมีโรง Opera มี Tower of light ยิงแสงขึ้นฟ้า ตรงสยามพารากอน มีแกลเลอรี่ หรือห้างร้านขนาดใหญ่ Trendy ทั้งหลายนั้นเป็นการดี แต่เราต้องพัฒนาดนตรีไทย รำไทย ลายไทย วิถีชีวิตไทยเก่าออกมาในรูปแบบใหม่ที่ไม่ใช่ลืมของเก่าออกมาด้วย

เราต้องคิดว่าทำอย่างไรให้ตึกแถวสวยขึ้น คนยังประกอบการค้าได้ มีคนเดิน คงเอกลักษณ์ แต่ดีขึ้น ทำอย่างไรให้ผู้ประกอบการรายเล็กอยู่ได้ ไม่ต้องไปเป็นพนักงานบริษัทใหญ่อย่างเดียวถึงจะอยู่รอด? จะทำอย่างไรให้ภาพลักษณ์ของเราออกมาดีแล้วเราก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ ด้วย? จะทำอย่างไรให้ความฟุ้งเฟ้อซื้อของนอก ซื้อของไฮเทคที่เกินความจำเป็นน้อยลง? จะทำอย่างไรให้เราพัฒนาของดีๆ ของเราในรูปลักษณ์และคุณภาพที่ดี เอาเงินเข้าประเทศ? ทำอย่างไรให้เราไม่มี Sex trade ที่ใหญ่โต ให้เขาไม่ดูถูกเราได้? ทุกๆ คนครับขอให้ช่วยคิดกันหน่อยนะครับ ภาพลักษณ์กับภาพจริงที่งดงามของเรา (ภาพไม่ดีขอให้ค่อยๆ เปลี่ยนทิ้ง) จะได้ซ้อนทับกันให้เราภูมิใจและต่างชาติก็จะภูมิใจที่รู้จักคนไทยได้มาเมืองไทย   




 








upcoming issue

จากโต๊ะบรรณาธิการ
past issue
reader's guide


 



home | today's news | magazine | columnist | photo galleries | book & idea
resources | correspondent | advertise with us | contact us

Creative Commons License
ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย