Search Resources
 
Login เข้าระบบ
สมัครสมาชิกฟรี
ลืมรหัสผ่าน
 
  homenewsmagazinecolumnistbooks & ideaphoto galleriesresources50 managermanager 100join us  
 
 


bulletToday's News
bullet Cover Story
bullet New & Trend

bullet Indochina Vision
bullet2 GMS in Law
bullet2 Mekhong Stream

bullet Special Report

bullet World Monitor
bullet2 on globalization

bullet Beyond Green
bullet2 Eco Life
bullet2 Think Urban
bullet2 Green Mirror
bullet2 Green Mind
bullet2 Green Side
bullet2 Green Enterprise

bullet Entrepreneurship
bullet2 SMEs
bullet2 An Oak by the window
bullet2 IT
bullet2 Marketing Click
bullet2 Money
bullet2 Entrepreneur
bullet2 C-through CG
bullet2 Environment
bullet2 Investment
bullet2 Marketing
bullet2 Corporate Innovation
bullet2 Strategising Development
bullet2 Trading Edge
bullet2 iTech 360°
bullet2 AEC Focus

bullet Manager Leisure
bullet2 Life
bullet2 Order by Jude

bullet The Last page


ตีพิมพ์ใน นิตยสารผู้จัดการ
ฉบับ มิถุนายน 2529








 
นิตยสารผู้จัดการ มิถุนายน 2529
ความซวยของคนชื่อ “สมศักดิ์” อุตส่าห์หนีเช็คเด้งมาเล่นที่ดินกลับถูกตุ๋นเสียยุ่ย             
 


   
search resources

Real Estate
สมศักดิ์ ตรงรัตนวงศ์




เป็นเศรษฐีมีเงินเดี๋ยวนี้มันช่างลำบากใจจริงๆ จะรับแลกเช็คเอาดอกเบี้ยก็มีแต่เช็คเด้ง หันไปเล่นที่ดินก็ดันเจอขบวนการแสบสันต์ตุ๋นทั้งตัวเองและกรมที่ดินเสียเปื่อยยุ่ยไปเลย …ก็พี่ท่านเล่นปลอมตั้งแต่บรรพบุรุษ จนถึงตัวโฉนดทั้งฉบับหลวง-ฉบับราษฎร์ ทั้งร่วมมือกับเจ้าหน้าที่กรมที่ดินเห็นแก่ได้บางคน จนสูญเงินไปทันที 11 ล้าน แถมยังจะถูกกรมที่ดินเล่นงานฐานสมรู้ร่วมคิดกันฉ้อโกงกรมที่ดินด้วยอีกแน่ะ…

สมศักดิ์ ตรงรัตนวงศ์ นักธุรกิจเชื้อจีน เจ้าของตำแหน่งกรรมการผู้จัดการบริษัท โอฬารชัย ทรานสปอร์ต จำกัด ซึ่งทำธุรกิจด้านการรับขนส่งสินค้าลงเรือเป็นหลัก มีสำนักงานอยู่แถววัดพระยาไกร

ปัจจุบันสมศักดิ์ อายุ 42 ปี ยังหนุ่มแน่นเต็มที่ และต้องนับว่าเป็นนักธุรกิจหนุ่มที่ประสบความสำเร็จคนหนึ่ง

นอกจากงานประจำแล้ว ก่อนหน้านี้เขารับแลกเช็คจากเพื่อนฝูงกินดอกเบี้ย แต่มาเจอเอาภาวะเฮงซวยเมื่อปีที่แล้ว เจอเอาเช็คเด้งเป็นปึกนอนแอ้งแม้งอยู่ในตู้เซฟ รอวันให้เพื่อนฝูงมาเปลี่ยนเป็นเงิน

เขาก็เลยหันมาเก็บเงินไว้ในรูปแบบอื่นด้วยการหาซื้อที่ดินผืนงามๆ เก็บไว้เป็นหลักทรัพย์ ว่ากันว่ามีอยู่หลายสิบใบเหมือนกัน

จนกระทั่งเขามีความจำเป็นต้องรับซื้อฝากที่ดินรายหนึ่งไว้ เพราะคิดว่ามันจะทำกำไรให้กับเงินก้อนนี้มากกว่าที่เอาไปฝากทรัสต์เอาไว้เฉยๆ

“ปกติผมไม่เคยซื้อฝากที่ดินเลย แต่ที่รับเพราะผมอยากช่วยคุณวิชาญ ซึ่งผมเผอิญไปรู้จักสนิทสนมกับน้องเมียแกขนาดกินเที่ยวด้วยกันอยู่บ่อยๆ แกต้องการเงินใช้หนี้ แล้วผมก็ได้ดอกเบี้ยด้วยก็เลยรับไว้” สมศักดิ์ทบทวนจุดเริ่มต้น

วิชาญ จำรูญเวศารัตน์ (50 ปี) เป็นเถ้าแก่คนจีนของโรงงานผลิตเครื่องทำเส้นก๋วยเตี๋ยว และอุปกรณ์ต่างๆ เกี่ยวกับก๋วยเตี๋ยว เป็นโรงงานใหญ่โรงงานหนึ่ง แถวสามแยกไฟฉายชื่อ “ห้างหุ้นส่วนจำกัดกังซ้งหลีการช่าง”

วิชาญมีลูกหนี้อยู่คนหนึ่ง ชื่อนายไฮ้ หรือวิวัฒน์ กิตติวงศ์ ซื้อเครื่องจักรทำเส้นก๋วยเตี๋ยวไปเปิดโรงงานอยู่ที่สามชุก สุพรรณบุรี ติดหนี้วิชาญอยู่ล้านกว่าบาท วิชาญกำลังจะฟ้องศาลอยู่แล้วเพราะปล่อยเช็คเด้งมาให้ถึง 3 ใบมาชำระค่าเครื่องจักร

“นายไฮ้นี่เป็นลูกพี่ลูกน้องของเพื่อนผมที่อยู่ที่สุพรรณบุรี ผมเห็นเขาไปรับเซ้งโรงงานมาจากเจ้าของเก่าและมาซื้อเครื่องผมด้วย ก็คิดว่าทำโรงงานแน่ แต่เขาก็ทำๆ หยุดๆ พอมีฝนทีเขาก็หยุดเครื่อง” วิชาญย้อนอดีตเมื่อกลางปี 28 ให้ฟัง

ในช่วงที่วิชาญกำลังจะฟ้องวิวัฒน์หรือไฮ้อยู่นั้น วิวัฒน์ก็มาหาวิชาญบอกว่ามีที่ดินอยู่แปลงหนึ่งอยากจะให้วิชาญช่วยขายฝากให้ เพราะจะได้เอาเงินมาใช้หนี้วิชาญได้

วิชาญก็ปรึกษากับญาติๆ พอดีน้องเมีย ซึ่งสนิทกับสมศักดิ์ก็ให้เบอร์โทรของสมศักดิ์มาเพราะสมศักดิ์เล่นทางนี้อยู่แล้ว คงจะช่วยเหลือได้

และสมศักดิ์ก็เกิดสนใจจะช่วยเหลือขึ้นมาจริงๆ ประมาณเดือนตุลาคมปี 28 นายไฮ้ก็พานายฮวดกับนางบุญเรือง บุญยรักษ์ ซึ่งอ้างว่าเป็นหุ้นส่วนกันอยู่ในที่ดินผืนนั้น มาพบกับวิชาญ ซึ่งวิชาญก็บอกเบอร์สมศักดิ์ไปให้ติดต่อกันเอง

ช่วงนั้นนายฮวดกับนายศักดิ์สิทธิ์ ลาภอุไรเลิศ ซึ่งสมศักดิ์มารู้ทีหลังว่าเป็นผู้รับจำนองที่ดินของนางบุญเรืองเอาไว้ ในวงเงินเพียง 1 ล้านบาท ก็มาพบสมศักดิ์อยู่หลายครั้ง

ทุกครั้งที่ทั้ง 2 คนมาพบที่สำนักงานของสมศักดิ์นั้นก็เอาโฉนดที่ดินแปลงที่จะขายฝากมาให้ดูด้วยทุกครั้ง จนถึงขั้นพาสมศักดิ์ไปดูที่ดินแปลงนั้นเมื่อประมาณต้นเดือน พ.ย. ปีที่แล้ว

ในที่สุดก็ตกลงจะทำสัญญาขายฝากกันในวงเงิน 13,950,000 ล้านบาท

ที่ดินแปลงนั้นเป็นที่ดินที่ถนนสุขาภิบาล 1 ผ่านกลาง อยู่ย่านบางกะปิ ส่วนหนึ่งติดกับโรงเรียนเบนจามิน อีกส่วนหนึ่งอยู่ตรงข้ามกับโรงเรียน มีเนื้อที่ทั้งหมด 27 ไร่ 3 งาน 65 ตารางวา

ราคาตลาดของที่ดินผืนนี้ นักค้าที่ดินประเมินว่าไม่ต่ำกว่า 30 ล้านบาท หรือตารางวาละ 2,700 บาท โดยเฉลี่ย แต่นำมาขายฝากในราคาเฉลี่ยเพียงตารางวาละ 1,250 บาทเท่านั้น ซึ่งก็ยังต่ำกว่าราคาประเมินของกรมที่ดินที่ประเมินไว้ 14,630,000 ล้านบาท

แต่สมศักดิ์เองนั้นก็รอบคอบพอตัวทีเดียว เพราะแม้ที่ดินจะเป็นหลักทรัพย์ที่ดีที่สุด แต่ก็อาจมีปัญหาได้ถ้าไปได้ที่ที่ไม่มีราคา หรืออาจจะไม่ใช่ที่ที่ไปดูกันมาจริงก็ได้

“ผมก็เลยให้เพื่อนช่วยจัดการให้ โดยไปหาเจ้าหน้าที่จากสำนักงานที่ดินสาขามีนบุรี มาช่วยตรวจสอบหมุดหลักเขตที่ดินข้างเคียงให้ เพื่อจะได้รู้ว่าที่ดินที่จะซื้อฝากนั้นอยู่ในตำแหน่งตามโฉนดหรือไม่ ซึ่งก็ถูกต้อง แล้วหลักฐานต่างๆ ที่คุณบุญเรืองใช้นั้นก็ถูกต้องครบถ้วน ท่าทางของเขาไม่มีพิรุธอะไรเลย”

29 พ.ย. 28 สมศักดิ์กับทนายประจำตัว นายดำรง ทองมาก ก็ไปพบกับ นายฮวด นายศักดิ์สิทธิ์ และนางบุญเรือง ที่สำนักงานที่ดินกรุงเทพมหานคร สาขาบางกะปิ นายฮวดก็จัดการพาไปพบกับนายสุทธิพงศ์ อยู่ดี เจ้าหน้าที่ที่ดิน ให้คิดค่าธรรมเนียมและค่าภาษีเงินได้ที่จะต้องหัก ณ ที่จ่ายตามกฎหมาย

หลังจากรู้ยอดเงินที่แน่นอนแล้วสมศักดิ์ก็ออกไปซื้อแคชเชียร์เช็คจากธนาคารไทยพาณิชย์ สาขาลาดพร้าว และภรรยาของสมศักดิ์ก็ไปซื้อจากธนาคารสยามเอเชีย และกสิกรไทย รวมทั้งหมดเป็นเงิน 11 ล้านบาท ดังมีรายละเอียดดังนี้

ฉบับที่ 1 แคชเชียร์เช็คธนาคารไทยพาณิชย์ ลงวันที่ 29 พ.ย. 28 จ่ายนางบุญเรือง เงิน 1,558,560 บาท

ฉบับที่ 2 แคชเชียร์เช็คธนาคารไทยพาณิชย์ ลงวันที่ 29 พ.ย. 28 จ่ายนางบุญเรือง เงิน 3,000,000 บาท

ฉบับที่ 3 แคชเชียร์เช็คธนาคารไทยพาณิชย์ ลงวันที่ 29 พ.ย. 28 จ่ายนางบุญเรือง เงิน 112,690 บาท

ฉบับที่ 4 แคชเชียร์เช็คธนาคารไทยพาณิชย์ ลงวันที่ 29 พ.ย. 28 จ่ายกระทรวงการคลัง 1,536,150 บาท

ฉบับที่ 5 แคชเชียร์เช็คธนาคารไทยพาณิชย์ ลงวันที่ 29 พ.ย. 28 จ่ายกระทรวงการคลัง 292,600 บาท

ฉบับที่ 6 แคชเชียร์เช็คธนาคารสยาม ลงวันที่ 29 พ.ย. 28 จ่ายนางบุญเรือง 1,500,000 บาท

ฉบับที่ 7 แคชเชียร์เช็คธนาคารเอเชีย ลงวันที่ 29 พ.ย. 28 จ่ายนางบุญเรือง 2,000,000 บาท

ฉบับที่ 8 แคชเชียร์เช็คธนาคารกสิกรไทย ลงวันที่ 28 พย. 28 จ่ายนางบุญเรือง 1,000,000 บาท

เช็คทุกใบ สมศักดิ์สั่งจ่ายแบบ “A/C PAYEE ONLY” ทั้งหมด อันหมายถึงจะต้องนำเข้าบัญชีชื่อผู้ถูกสั่งจ่ายเสียก่อนถึงจะเบิกเอาไปใช้ได้

ฉบับที่ 1 นั้นใช้หนี้ให้กับนายวิชาญ ที่เป็นค่าเครื่องจักรที่นายไฮ้ติดหนี้อยู่

ฉบับที่ 4 นั้นเป็นค่าภาษีหัก ณ ที่จ่ายที่นางบุญเรืองให้สมศักดิ์หักจ่ายไปแทน

ฉบับที่ 5 นั้นเป็นค่าธรรมเนียมที่ดิน

ส่วนที่เหลือนางบุญเรืองกับพวกจะเอาไปจัดสรรปันส่วนกันอย่างไรนั้นไม่อาจรู้ได้

ที่สมศักดิ์จ่ายเพียง 11 ล้านทั้งๆ ที่สัญญาระบุไว้ 13,950,000 บาทนั้นเพราะหักดอกเบี้ยที่สมศักดิ์จะต้องได้เอาไว้แล้ว

แต่ก่อนที่สมศักดิ์จะจ่ายแคชเชียร์เช็คออกไปนั้น ทั้งสมศักดิ์และดำรงทนายคู่หูก็ได้ขอดูโฉนดที่ดินและสารบบที่ดินกับนายสมพร สั้นศรี ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ที่ดินอีกคนหนึ่ง เมื่อตรวจดู แล้วเห็นหลักฐานตรงกันก็เลยตกลงดำเนินการจดทะเบียนเมื่อเวลา 15.00 น.เศษของวันที่ 29 พ.ย.นั่นเอง

ขั้นตอนนั้นมีตั้งแต่การไถ่ถอนที่ดินจากการจำนองไว้กับนายศักดิ์สิทธิ์ แล้วเอามาขายฝากให้กับนายสมศักดิ์อีกต่อหนึ่ง

สรุปว่า สมศักดิ์ จ่ายเงินไป 11 ล้านบาท ได้โฉนดที่ดินมา 1 ใบ หากถึงกำหนดขายฝาก 28 พ.ย. 29 เขาก็จะได้ดอกเบี้ยทันที 2,950,000 บาท ดีกว่าฝากทรัสต์แน่นอน หรือถ้าไม่ไถ่ถอนคืนเขาก็จะได้ที่ดินที่เมื่อขายต่อจะได้ไม่ต่ำกว่า 20 ล้านบาทแน่นอน

แต่เขาไม่ทันได้เฉลียวใจหรอกว่านางบุญเรืองไม่เคยคิดที่จะมาไถ่ถอนที่ดินผืนนี้คืนไปเลยแม้แต่น้อย

เวลาผ่านมาเพียง 40 วัน สมศักดิ์ก็ต้องประหลาดใจเมื่อได้รับหนังสือจากสำนักงานที่ดิน กทม. สาขาบางกะปิ เมื่อวันที่ 7 ม.ค. 29 ให้นำโฉนดที่สมศักดิ์เพิ่งซื้อฝากมาไม่นานไปตรวจสอบกับเจ้าพนักงานที่ดิน

13 ม.ค. 29 สมศักดิ์แทบช็อก เมื่อได้พบกับนางวราภรณ์ ชุมพล ณ อยุธยา เจ้าของที่ดินที่แท้จริง ที่ถือโฉนดมาตรวจสอบด้วย นั่นแหละเขาถึงรู้ว่าถูกต้มเสียแล้ว

“ความจริงที่ดินผืนนี้เราได้มาตั้งแต่ปี 02 แล้วไม่เคยทำนิติกรรมใดๆ เลยเพราะเป็นที่มรดก และไม่เคยคิดขายใครแต่อยู่ๆ ก็มีคนข้างเคียงที่เขาคุ้นเคยกับเราเห็นเจ้าหน้าที่มารังวัดที่ดิน เขาก็โทรมาบอกเรา ถึงได้สงสัยขึ้นมาก็เลยให้คนไปตรวจสอบโฉนดก็เลยรู้ว่ามีโฉนดอื่นออกมาซ้ำกับที่ดินของเราเข้า”

วราภรณ์ ชุมพล ณ อยุธยา ที่มาในวันนั้นถือโฉนดที่ยังระบุชื่อเธอเป็น ด.ญ.วราภรณ์ บุญยรักษ์ และน้องสาวเธอก็มีชื่อถือร่วมด้วย วราภรณ์เป็นลูกสาวของพิทักษ์ บุญยรักษ์ เจ้าของพิทักษ์คอร์ตที่ซอยอรรถการประสิทธิ์ และยังเป็นกรรมการคนหนึ่งของอาคเนย์ประกันภัยในปัจจุบันด้วย

พอเรื่องแดงขึ้นมาอย่างนี้ สำนักงานที่ดิน กทม. สาขาบางกะปิ ก็ตรวจสอบโฉนดอีกครั้งหนึ่งจึงพบว่าหลักฐานต่างๆ ถูกทำขึ้นมาใหม่โดยใส่ชื่อของนางบุญเรือง บุญยรักษ์ลงไป ทั้งโฉนดฉบับกรมที่ดินมี และฉบับที่สมศักดิ์ ถืออยู่ก็เป็นฉบับที่ทำปลอมขึ้นมาจากกระดาษโฉนดของจริง นอกจากนี้หลักฐานบัตรประจำตัวประชาชน และสำเนาทะเบียนบ้านของนางบุญเรืองก็เป็นของปลอมทั้งสิ้น

วราภรณ์เองก็ยืนยันกับ “ผู้จัดการ”ว่า เธอไม่มีญาติพี่น้องคนใดเลยที่มีชื่อว่าบุญเรือง

ถึงขั้นนี้มันก็ต้องมีการทุจริตเกิดขึ้นแน่นอน

สมศักดิ์นั้นแทบจะออกตามล่านางบุญเรืองกับพวก แต่ก็คว้าน้ำเหลวเพราะเปิดหายไปแล้วพร้อมๆ กับเงิน 11 ล้านบาทที่สมศักดิ์จ่ายเป็นค่าที่ดินผ่านธนาคารก็ถูกถอนออกไปหมด ทั้งนายวิชาญก็ออกติดตามอีกสายหนึ่งทางสุพรรณบุรีด้วย แต่ก็ไม่เห็นแม้เงานายไฮ้ เพราะแกย้ายโรงงานไปแล้ว

สมศักดิ์เองเอาเรื่องนี้แจ้งความกับกองปราบและ ปปป. เมื่อวันที่ 15 และ 16 ม.ค. 29 ตามลำดับ ให้ช่วยสืบสวนเอาความจริงออกมาให้ได้ ในขณะที่กรมที่ดินเองก็เข้าแจ้งความกับกองบัญชาการสืบสวนกลาง ให้ช่วยสืบเรื่องนี้เช่นกัน แต่หลังจากนั้นร่วมเดือน ซึ่งกองบัญชาการสืบสวนกลางก็มอบหมายให้กองปราบปราม เป็นเจ้าของเรื่อง

ตกลงตอนนี้ทั้งกองปราบและ ปปป. ก็กำลังควานหาตัวแก๊งปลอมโฉนดรายนี้กันอย่างเต็มที่

พอเริ่มสืบเข้าไปเท่านั้นก็เจอดีทันที

“เราตรวจสอบพบว่ามีโฉนดเปล่าๆ หายไปถึง 300 ฉบับ เมื่อปี 2513 ซึ่งอาจหายระหว่างการนำส่งสำนักงานที่ดินจังหวัดก็เป็นได้ แต่ที่แน่ๆ ก็คือเราเพิ่งพบแค่ 2 ฉบับเท่านั้นเอง ฉบับหนึ่งเมื่อ 3-4 ปีก่อน พบที่พระโขนง ถึงกับเจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบต้องเชือดคอตัวเองตายไปคนหนึ่งแล้ว พบครั้งนี้อีก 1 ฉบับ 13 ล้านบาท แล้วคิดดูว่าที่เหลือนี่มันจะกระจายไปอยู่ที่ไหนบ้าง ยังไม่มีใครบอกได้” พนักงานสอบสวนกล่าวด้วยเป็นห่วง

แต่ขณะเดียวกันกับเมื่อมีข่าวโฉนดหาย 300 ใบ แพร่ออกไป อธิบดีกรมที่ดิน ศิริ เกวลินสฤษดิ์ ก็ออกมาแก้เกี้ยวทันทีว่า โฉนดที่หายไป 300 ฉบับนั้นเป็นโฉนดใหม่ที่หายไปตั้งแต่ปี 2522 และแจ้งอายัดไว้แล้วที่ สน.พระราชวัง ซึ่งเป็นคนละชุดกับที่เจอในเรื่องนี้ เพราะโฉนดชุดนี้เป็นโฉนดที่ออกมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 ซึ่งหากจะหายก็น่าจะหายไปจากห้องเก็บของที่เคยเก็บโฉนดเก่าพวกนี้เอาไว้แล้วก็ไม่ได้ทำลายทิ้ง จนทำให้เป็นเครื่องมือหากินของวายร้ายสมองใสจนได้

แต่ไม่ว่าจะเป็นโฉนดจากที่ไหนก็ตามแนวทางการสอบสวนที่ออกมาแล้วปรากฏว่าวิธีการของวายร้ายแก๊งนี้ก็คือ จะต้องเป็นการร่วมมือระหว่างเจ้าหน้าที่กรมที่ดินเอง ซึ่งไม่น่าจะเป็นระดับสูงนัก เพราะต้องเป็นคนที่พัวพันใกล้ชิดกับสารบบโฉนดเป็นอย่างดี ร่วมมือกับแก๊งปลอมแปลงเอกสารมืออาชีพ แล้วอาศัยเวลาคอยเฝ้าหาโอกาสอย่างใจเย็นนั่นเอง

วิธีการที่ว่าก็คือในระหว่างที่มีการถ่ายเอกสารโฉนด ซึ่งมีการทำกันอยู่เป็นจำนวนมากทุกวันนั้น เจ้าหน้าที่ของกรมที่ดินเป็นพรรคพวกของแก๊งวายร้ายนี้ก็จะลอบถ่ายเอาโฉนดฉบับที่ว่างเว้นการทำนิติกรรมมานานๆ เพื่อที่จะได้ไม่เป็นที่สงสัยหรือจับได้เสียก่อน เมื่อต้องทิ้งช่วงเวลาไปนานๆ อย่างรายของวราภรณ์นั่นแหละ

เมื่อได้โฉนดฉบับถ่ายเอกสารที่ต้องการแล้วก็เอาไปทำปลอมแปลงขึ้นมา 2 ฉบับ เหมือนกันโดยใส่ชื่อใครก็ได้ที่จะยกขึ้นมาเป็นเจ้าของโฉนด ..อย่างรายนี้ก็อุปโหลกชื่อนางบุญเรือง บุญยรักษ์ ขึ้นมา แน่นอนบัตรประจำตัว สำเนาทะเบียนบ้านในชื่อนางบุญเรืองนั้นเป็นของหมู่ของแก๊งนี้อยู่แล้ว

มันฉลาดพอที่จะอุปโหลกให้มีนามสกุลเหมือนกับเจ้าของเดิมเสียด้วยซิ

ทำเสร็จมันก็เอาฉบับหนึ่งสอดกลับเข้าต้นขั้วแล้วดึงเอาต้นขั้วตัวจริงของกรมที่ดินออกทิ้งไป

ส่วนอีกฉบับหนึ่งนั้นเท่าที่สืบทราบมาได้ มันก็เอาไปทดลองจดจำนองดูก่อนหน้าที่จะไปติดต่อสมศักดิ์เพียงไม่กี่วันในราคา 1 ล้านบาท ซึ่งก็ผ่าน มันได้ใจก็เลยทำขายฝากต่อถึง 13 ล้านบาท เพื่อหาเหยื่อที่อยากได้ที่ดินสวยๆ ราคาถูกๆ

ก็ต้องนับว่าเป็นแก๊งที่ใจเย็นและรอบคอบดีจริงๆ พับผ่า

เจ้าหน้าที่เชื่อว่ามันใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 2-3 ปีในการคอยเวลาเพื่อหาจังหวะเหมาะๆ

ประกอบกับวิธีการจดทะเบียนของกรมที่ดินบ้านเรานั้นต้องทำให้เสร็จใน 1 วัน บางครั้งขั้นตอนต่างๆ ก็อาจลดหายไปโดยไม่ได้ตั้งใจ

อย่างเช่นกรณีนี้หากได้มีการตรวจสอบโฉนดกับหน้าระวางใหญ่เสียแต่ครั้งแรกก็คงไม่มีเรื่องช้ำใจกรมที่ดินอย่างนี้หรอก เพราะในหน้าระวางใหญ่จะตรวจสอบได้ว่าที่ดินใกล้เคียงเป็นของใคร ถ้ามีการเปลี่ยนแปลงแก้ไขก็จะเคลื่อนกันหมด

ไม่ช้ำได้ยังไงในเมื่อรูปคดีแบบนี้หากครบกำหนดซื้อฝากขึ้นมา สมศักดิ์ก็ต้องทำได้ทางเดียวคือ ฟ้องกรมที่ดินเรียกเงิน 13 ล้านบาทของเขาคืน เพราะฝ่ายวราภรณ์นั้นถึงแม้จะไม่มีโฉนดตัวจริงอยู่กับกรมที่ดิน แต่เมื่อเช็กกับหน้าระวางใหญ่แล้วก็คือของที่ถูกต้อง ฟ้องคดีกันกี่ศาล สมศักดิ์ก็ชนะคดีวันยังค่ำ

แต่ที่น่าเกลียดเอามากๆ ก็คือการที่กรมที่ดินบอกกับเจ้าหน้าที่ตำรวจที่สอบสวนคดีนี้ให้จับตาสมศักดิ์เอาไว้ด้วย ในฐานะที่เป็นคนรับซื้อฝากโฉนดรายนี้ อาจจะสมรู้ร่วมคิดกับแก๊งนางบุญเรืองด้วยก็ได้ เพราะถ้าหากครบกำหนดซื้อฝาก นายสมศักดิ์ก็ต้องได้เงินจากกรมที่ดินแน่ๆ ร่วม 14 ล้านบาท แล้วอีกอย่างนายสมศักดิ์มีเงินมากๆ เป็นสิบๆ ล้านเอามาจากไหน ฯลฯ

“ผมจะไปทำอย่างนั้นได้ยังไง ผมเป็นคนทำมาหากินแท้ๆ โดนเรื่องนี้เข้านี่ผมต้องค้าความอีกไม่น้อยกว่า 5 ปีถึงจะชนะกรมที่ดินทั้ง 3 ศาล แล้วเงินของผมนั้นน่ะ ไม่มีคนมีเงินที่ไหนเขาจะฝากเงินไว้กับแบงก์เดียวหรอกครับ ถ้าคุณไม่เชื่อก็ลองเช็กกับแบงก์ต่างๆ ดูก็ได้นี่ว่าบัญชีผมเดินอย่างไร ผมว่าที่กรมที่ดินเล่นไม้นี้กับผมเพราะคงต้องการที่จะปัดความผิดออกจากตัวมากกว่าทั้งๆ ที่กรมที่ดินนั่นแหละที่เป็นผู้จดทะเบียนให้ผมถูกต้องตามกฎหมายทุกอย่าง…” สมศักดิ์โอดครวญ

“นี่ผมก็รอคำตอบจากทั้งกองปราบและ ปปป.อยู่นะครับ ถามไปทางกรมที่ดินหลายครั้งแล้ว เขาก็ยังไม่ตอบมาเลยว่าโฉนดของผมปลอมหรือไม่ เพราะฉะนั้นผมก็ต้องถือว่าของผมเป็นของจริงเพราะกรมที่ดินจดถูกต้องและมีโฉนดตัวจริงยืนยันอยู่ในต้นขั้วของกรมที่ดินด้วย เพียงแต่ผมยังทำอะไรกับโฉนดนี้ไม่ได้ เพราะอยู่ระหว่างการซื้อฝาก …แหมถ้าผมได้พบกับคุณวราภรณ์ก่อนทำสัญญา ก็คงไม่มีปัญหาอย่างนี้หรอก” สมศักดิ์ระบายกับ “ผู้จัดการ”

“กรมที่ดินเขาก็บอกมาตลอดว่าไม่มีปัญหาอะไรนี่คะ แต่ก็ไม่ได้ถามกรมที่ดินเหมือนกันว่าสืบไปถึงไหนแล้วเห็นเขาไปแจ้งกองปราบกล่าวหานางบุญเรือง บุญยรักษ์และพวก แต่เราเองคงไม่ฟ้องหรอกค่ะ เพราะเราก็ไม่ได้เสียหายอะไร และไม่อยากมีเรื่องราวกับใครด้วย แค่มีชื่อออกไปนี่ก็ไม่รู้ฝ่ายตรงข้ามเขาจะทำอะไรกับเราหรือเปล่า” วราภรณ์บอกกับเราอย่างหวาดหวั่น

เชื่อว่าในไม่ช้านี้ก็คงได้เบาะแสและตามตัวแก๊งมหาภัยรายนี้ได้ ซึ่งนั่นก็ให้เป็นหน้าที่ของตำรวจก็แล้วกัน

แต่เรื่องที่น่าหวาดหวั่นและสมควรจะต้องเร่งตรวจสอบให้ได้ก็คือโฉนดที่หายไปและถูกปลอมกลับมาในลักษณะนี้มีอีกเท่าใด อยู่ที่ไหนบ้าง

- เอาไปค้ำประกันศาลสักกี่ฉบับ?

- เอาไปค้ำประกันหนี้แบงก์สักกี่ฉบับ?

- เอาไปค้ำประกันโอดีที่ขอเพิ่มวงเงินจากแบงก์อีกสักเท่าไร?

- เอาไปจำนองและฝากขายตามสถาบันการเงินพวกเงินทุนหลักทรัพย์และเครดิตฟองซิเอร์อีกกี่ใบ? ซึ่งพวกหลังนี่มีระยะเวลาไถ่ถอนคืนตั้งแต่ 3-15 ปี จะตรวจสอบพวกนี้ได้อย่างไรกัน?

แล้วพวกที่ชอบสะสมโฉนดเอาไว้เยอะๆ เต็มกระเป๋าเอกสารหลายๆ ใบอย่างเฮียสุระ

จันทร์ศรีชวาลา อีกล่ะ ไม่รู้ว่ามีโฉนดเก๊นี่สักกี่ใบ

แต่ช่างเถอะถึงแม้โฉนดเหล่านี้จะไปอยู่ที่ไหนก็ตาม ในที่สุดคนที่จะต้องรับผิดชอบลูกเดียวก็คือกรมที่ดินนั่นเอง ถ้าหากเป็นในกรณีปลอมทั้งตัวเจ้าของและตัวฉบับหลวง

คุณศิริ เกวลินสฤษดิ์ เห็นจะกระอักเป็นโลหิตก็คราวนี้ละมัง.   




 








upcoming issue

จากโต๊ะบรรณาธิการ
past issue
reader's guide


 



home | today's news | magazine | columnist | photo galleries | book & idea
resources | correspondent | advertise with us | contact us

Creative Commons License
ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย