Search Resources
 
Login เข้าระบบ
สมัครสมาชิกฟรี
ลืมรหัสผ่าน
 
  homenewsmagazinecolumnistbooks & ideaphoto galleriesresources50 managermanager 100join us  
 
 


bulletToday's News
bullet Cover Story
bullet New & Trend

bullet Indochina Vision
bullet2 GMS in Law
bullet2 Mekhong Stream

bullet Special Report

bullet World Monitor
bullet2 on globalization

bullet Beyond Green
bullet2 Eco Life
bullet2 Think Urban
bullet2 Green Mirror
bullet2 Green Mind
bullet2 Green Side
bullet2 Green Enterprise

bullet Entrepreneurship
bullet2 SMEs
bullet2 An Oak by the window
bullet2 IT
bullet2 Marketing Click
bullet2 Money
bullet2 Entrepreneur
bullet2 C-through CG
bullet2 Environment
bullet2 Investment
bullet2 Marketing
bullet2 Corporate Innovation
bullet2 Strategising Development
bullet2 Trading Edge
bullet2 iTech 360°
bullet2 AEC Focus

bullet Manager Leisure
bullet2 Life
bullet2 Order by Jude

bullet The Last page


ตีพิมพ์ใน นิตยสารผู้จัดการ
ฉบับ มีนาคม 2531








 
นิตยสารผู้จัดการ มีนาคม 2531
ปิโตรเคมีแห่งชาติ จากเลวร้ายกำลังจะกลายเป็นดี             
 


   
www resources

โฮมเพจ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)
โฮมเพจ บริษัท ปิโตรเคมีแห่งชาติ จำกัด (มหาชน)

   
search resources

ปตท., บมจ.
ปิโตรเคมีแห่งชาติ, บมจ.
Chemicals and Plastics




คงไม่แปลกอะไรที่จะกล่าวว่าโครงการปิโตรเคมีขั้นต้น (NPC-1) และปิโตรเคมีระยะที่ 2 (NPC-2) ที่กำลังดำเนินการอยู่ในขณะนี้ กว่าจะผ่านการเติบโตในแต่ละขั้นมาได้ ก็ต้องฟันฝ่ามรสุมมา ไม่น้อยเลยทีเดียว

เมื่อปี 2516 มีการสำรวจพบก๊าซธรรมชาติแหล่งใหญ่ที่มีปริมาณเชิงพาณิชย์อย่างมหาศาล ทำให้เกิดลู่ทางในการลงทุนในอุตสาหกรรมใหม่ ๆ ที่จะนำแก๊ซธรรมชาติมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด

แต่ขณะนั้นถึงแม้จะมีคนคิดถึงอุตสาหกรรมปิโตรเคมีแต่ก็ยังเป็นความฝันอันสวยงามว่ามีความเป็นไปได้ในการลงทุน แต่ยังไม่มีแผนงานที่เป็นจริงแต่อย่างใด

มีการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการปิโตรเคมี ขึ้นในเดือนตุลาคมปี 2524 ซึ่งตอนนั้นมีการเริ่มวางท่อก๊าซธรรมชาติจากแหล่งผลิตในอ่าวไทย ขณะเดียวกันปตท. ซึ่งเป็นแกนนำและเป็นผู้ผลักดัน ให้เกิด โครงการนี้ก็มีการพิจารณาขยายโรงกลั่นไทยออยล์อยู่ด้วย

ความพยายามที่จะนำเอาแก๊ซธรรมชาติมาใช้ประสบปัญหาตั้งแต่ก่อนโครงการปิโตรเคมีจะเกิดขึ้นเสียอีก

ปัญหาที่เกิดขึ้นเนื่องจากรัฐบาลซึ่งมีพลเองเปรม ติณสูลานนท์เป็นประธานคณะกรรมการพัฒนาก๊าซธรรมชาติเพื่อการส่งออกไม่ประสงค์ให้เอกชนที่มีสัมปทานการผลิตและมีกฎหมายรับรองสิทธิว่าจะทำอย่างไรก็ได้กับสินค้าของตนส่งก๊าซธรรมชาติออกไปจำหน่ายยังต่างประเทศ

ปตท.เองก็ยังมีปัญหากับบริษัท FLUOR ซึ่งเป็น PROJECT MANAGING CONSULTANT เรื่องราคาค่าจ้างและค่าก่อสร้างรวมทั้งเครื่องจักรโรงงานสำหรับโรงงานแยกแก๊ซที่จะตั้งขึ้น ซึ่งบริษัท FLUOR เสนอราคาสูงกว่าที่ควรจะเป็นถึงกว่า 1,000 ล้านบาท ในที่สุดปตท.ยกเลิกการจ้างโดยจ่ายค่าจ้างแก่บริษัท FLUOR เท่าที่ได้ดำเนินการไปแล้วจนถึงวันที่เลิกจ้าง และปตท.ดำเนินโครงการต่อไปในลักษณะ TURNKEY PROJECT นอกจากนั้น ภาวะเศรษฐกิจของประเทศกำลังอยู่ในภาวะซบเซา การพิจารณาความเป็นไปได้ของโครงการรวมทั้งแผนการพัฒนาจึงจำเป็นต้องรัดกุมที่สุดเพื่อให้เป็นที่พอใจของทั้งภาครัฐบาลและเอกชน

ในครั้งแรกเนื่องจากโครงการดังกล่าวเป็นโครงการใหญ่ใช้เงินลงทุนสูงและความมั่นใจในการลงทุนในช่วงเวลานั้นยังมีน้อยบริษัทที่ปรึกษาโครงการจากต่างประเทศจึงเสนอรูปแบบในลักษณะเล็กลงกว่าเดิม โดยมุ่งหวังเพียงการผลิตเพื่อใช้สนองความต้องการภายในประเทศ

แต่เมื่อพิจารณาโครงสร้างทั้งหมดแล้วพบว่า อุตสาหกรรมที่จะสร้างต้องฉีกแนวจากสมัยก่อน ที่สร้างเล็ก ๆ พอมีตลาดในประเทศแล้วค่อยขยายตัว เป็นการสร้างเพื่อรองรับการพัฒนาเศรษฐกิจอุตสาหกรรมของประเทศโดยต้องสร้างในลักษณะที่ใหญ่พอจะแข่งขันกับต่างประเทศได้ในระดับกำลังการผลิตหรือที่เราเรียกว่ามี ECONOMICS OF SCALE

โครงการดังกล่าวสำเร็จโดยตั้งเป็นบริษัทร่วมทุนระหว่างภาครัฐบาลกับเอกชนขึ้นเป็นบริษัท ปิโตรเคมีแห่งชาติ จำกัด ในปี 2527 ซึ่งมีการประมาณการว่าการลงทุนทั้งสิ้นในโครงการปิโตรเคมี เบื้องต้นจะต้องใช้เงินลงทุนทั้งสิ้นประมาณ 300 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เพื่อก่อสร้างโรงโอเลฟินส์และสาธารณูปการต่าง ๆ โครงการเริ่มพัฒนา เริ่มโครงสร้างกว้าง ๆ ใช้เวลาประมูลและจัดการรายละเอียด อื่น ๆ ประมาณ 2-3 ปี และเริ่มก่อสร้างเมื่อประมาณเดือนธันวาคม 2529

ต้นปีใหม่ปัญหาต่าง ๆ ก็ประดังเข้ามาให้ผู้บริหารของปคช. (ปิโตรเคมีแห่งชาติ) รับมืออย่าง ไม่หยุดหย่อน

เริ่มจาก 6 ธนาคารพาณิชย์ไทยอันมี กรุงเทพฯ กสิกรไทย กรุงไทย ไทยพาณิชย์ ทหารไทย และกรุงศรีอยุธยา ยื่นข้อเสนอแก่ปคช.จากกรณีที่แบงก์ทั้ง 6 จะเข้ามาค้ำประกันเงินกู้ให้ ปคช. โดยแบงก์จะขอสิทธิในการสั่งหยุดโครงการ ให้โอนหุ้นของผู้ถือหุ้นให้แบงก์ เรื่องของค่าธรรมเนียมที่แบงก์จะคิดกับปคช. และการขอให้ปคช. ฝากเงินกับแบงก์ที่ค้ำประกันทั้ง 6 ซึ่งสามารถตกลงกันได้ในระดับหนึ่ง

ต่อมาก็มีข่าวว่าบรรษัทเงินทุนระหว่างประเทศ (IFC) ผู้ถือหุ้นเดิมรายหนึ่งของปคช. เกิดถอนตัวไม่ยอมเพิ่มทุนในงวดใหม่ ซึ่งดร.สิปนนท์ เกตุทัต ผู้จัดการใหญ่ของปคช. ได้ออกมาชี้แจงบทบาทและหน้าที่ที่แท้จริงของ IFC ปัญหาผ่านไปอย่างเรียบร้อยอีกเปลาะ

เวลาผ่านไปไม่นาน คณะกรรมการของปคช.ก็นำเอาสัญญาซื้อขายก๊าซ-วัตถุดิบเชื้อเพลิงกับปตท.ขึ้นมาพิจารณาอีกครั้งเพราะเกิดปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับการเสียภาษีสรรพสามิตที่มิได้ระบุ ในสัญญานั้น

ในส่วนของโครงการปิโตรเคมี 1 ภาพในขณะนั้นก็ชัดเจนว่าอุตสาหกรรมปิโตรเคมีจะยืนอยู่ด้วยขาเดียวซึ่งก็คือการผลิตเอททิลีน และโพรไพลีนไม่ได้ แต่ต้องมีขั้นที่ 2 ที่เรียกว่า อาโรเมติกส์ด้วยเพื่อผลิตภัณฑ์อีกหลายประเภทขึ้นมา

และเนื่องจากเศรษฐกิจดีขึ้นมาก มีผู้สนใจลงทุนที่มีความมั่นใจมากเปลี่ยนแปลงจาก 3-4 ปีที่แล้วจึงร่นระยะของการพัฒนาได้เร็วขึ้น ปิโตรเคมี 2 จึงเกิดขึ้นเร็วกว่าที่วางแผนไว้แต่ต้น

ปัญหาที่ถกเถียงกันอย่างมากสำหรับการเกิดโครงการปิโตรเคมีขั้นที่ 2 นี้ก็คือเป้าหมายหรือตลาดที่จะรองรับผลผลิตที่จะเกิดขึ้นอย่างมากมายทั้งวัตถุดิบและผลิตภัณฑ์สำเร็จรูป

คณะกรรมการของปคช. ได้ศึกษาและวางแผนโดยการไปดูงานและพูดคุยกับนักธุรกิจที่ญี่ปุ่น เกาหลี และไต้หวัน ที่เป็นผู้นำตลาดในด้านปิโตรเคมี ซึ่งพบว่าแนวทางที่กำลังจะดำเนินการในขั้นต่อไป มีความเป็นไปได้สูงมาก โดยเฉพาะในการแข่งขันกับต่างประเทศ

สำหรับประเทศญี่ปุ่นหลังจากเกิดสถานการณ์ประมาณปี 2523-2524 ที่เกิดจาก OVER CAPACITY มาก ทำให้ญี่ปุ่นลดกำลังการผลิตลงเหลือหนึ่งในสามและมีนโยบายที่จะไม่ขยายปิโตรเคมีประเภทนี้ เนื่องจากเห็นว่าเป็นผลิตภัณฑ์ธรรมดา ซึ่งประเทศอื่นในแถบนี้ก็เริ่มมีเทคโนโลยีที่จะผลิต ได้แล้ว

นอกจากนี้ยังเป็นเพราะญี่ปุ่นขาดศักยภาพที่จะทำให้สามารถแข่งขัน ไม่มี COMPETITIVE ADVENTAGE เพราะต้นทุนสูงกว่าประเทศอื่นอย่างเช่นเกาหลี ไต้หวัน และไทย แต่ญี่ปุ่นก็กำลังจะ ก้าวไปในเทคโนโลยีที่สูงกว่านี้และปล่อยให้ธุรกิจนี้ดำเนินโดย 3 ประเทศข้างต้น

สำหรับเกาหลีและไต้หวันวัตถุดิบที่ใช้สำหรับผลิตปิโตรเคมีก็ยังไม่พอใช้สำหรับในประเทศเอง เพราะฉะนั้นจึงไม่ได้ส่งออกไม่ได้เป็นคู่แข่งขันกับประเทศไทย

แต่ทั้งประเทศไทย และ เกาหลี ไต้หวัน ก็ยังต้องนำเข้าส่วนหนึ่ง ถึงแม้บางส่วนจะมีประโยชน์ ที่ว่าราคาวัตถุดิบที่ซื้อเป็นราคาเดียวกันทั่วโลกคือ INTERNATIONAL PRICE แต่ถ้าไม่มีฐานการผลิตวัตถุดิบที่สำคัญเหล่านี้ การส่งออกก็จะเป็นการส่งออกระยะสั้น

ดังนั้นโครงการปิโตรเคมีระยะที่ 2 จึงเกิดขึ้นเพื่อรองรับช่องว่างดังกล่าว ทำให้สามารถผูกพัน วางแผนการส่งออกระยะยาวได้จำนวนมากขึ้น เนื่องจากสามารถทำสัญญามีการตกลงกับผู้ใช้ปิโตรเคมี เพื่อผลิตผลิตภัณฑ์สำเร็จรูปเพื่อส่งออกได้

หากคิดถึงปริมาณการนำเข้า วงเงินในเชิงเศรษฐกิจประมาณว่าอยู่ระหว่าง 50,000 -60,000 ล้านบาทต่อปี แต่หากพูดถึงผลิตภัณฑ์สำเร็จรูปที่ประเทศไทยจะสามารถผลิตเอง ใช้ในประเทศเอง ส่งออกเอง วงเงินดังกล่าวจะสูงเกินกว่า 100,000 ล้านบาท ที่เมื่อคิดแล้วยังไม่ถึง 1% ของความต้องการด้าน ปิโตรเคมีทั้งหมดของโลก

แต่ปัญหาที่สำคัญยิ่งนอกเหนือไปจากการติดต่อกับหน่วยงาน ทั้งทางราชการและเอกชนก็คือ การที่ต้องทำงานแข่งกับเวลาเพื่อให้บรรลุเป้าหมายตามแผนที่วางไว้ในแต่ละขั้น

"ช่วย ๆ กันหน่อยนะพวกเรา ช่วงนี้ห้ามลา ห้ามป่วย ห้ามตายด้วยนะ แล้วผมจะให้ผลัดกันหยุดคนละ 2-3 วันแล้วกลับมาทำงานใหม่" ดร. สิปปนนท์ เกตุทัต ผู้จัดการใหญ่ของปคช. เคยสัพยอกทีมงานของเขาในช่วง 1-2 เดือนก่อนงานวางศิลาฤกษ์ที่ระยองจะมาถึง

โครงการปิโตรเคมีขั้นต้นได้ทำการก่อสร้างไปเกือบ 50% แล้ว ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จและสามารถผลิตเชิงพาณิชย์ได้ในวันที่ 20 ตุลาคม 2532

โครงการปิโตรเคมีระยะที่ 2 จะพิจารณาคัดเลือกผู้ลงทุนภาคเอกชนเสร็จในเดือนมีนาคมหลังจากได้รับอนุมัติ การก่อสร้างคงจะเริ่มขึ้นแล้วเสร็จภายใน 2-3 ปี เพราะฉะนั้นอุตสาหกรรมต่อเนื่อง ขั้นต้นที่คล้ายกับปิโตรเคมีจะเริ่มผลิตไปก่อน

ส่วนปตท.ก็จะศึกษาโครงการในรายละเอียด ทำการประมูล เจรจาผู้รับเหมานำเข้าวัตถุดิบรอไว้ก่อน ซึ่งจะใช้เวลาทั้งหมดประมาณ 5-6 ปี

แม้ภาพที่พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ นายกรัฐมนตรีวางศิลาฤกษ์บริษัททั้ง 5 ในโครงการปิโตรเคมีในขั้นที่ 1 เมื่อวันที่ 23 มกราคมที่ผ่านมา เป็นสัญลักษณ์ที่แสดงให้เห็นว่าประเทศไทยเราได้ก้าวเข้าไปใกล้กับการเป็นประเทศอุตสาหกรรมใหม่อีกขั้นหนึ่งแล้ว

แต่ก็หมายความถึงการที่จะต้องติดตาม และจับตามองก้าวต่อไปของโครงการทั้ง 2 นี้อย่างใกล้ชิดมากกว่าที่ผ่านมาเช่นกัน   




 








upcoming issue

จากโต๊ะบรรณาธิการ
past issue
reader's guide


 



home | today's news | magazine | columnist | photo galleries | book & idea
resources | correspondent | advertise with us | contact us

Creative Commons License
ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย