Search Resources
 
Login เข้าระบบ
สมัครสมาชิกฟรี
ลืมรหัสผ่าน
 
  homenewsmagazinecolumnistbooks & ideaphoto galleriesresources50 managermanager 100join us  
 
 


bulletToday's News
bullet Cover Story
bullet New & Trend

bullet Indochina Vision
bullet2 GMS in Law
bullet2 Mekhong Stream

bullet Special Report

bullet World Monitor
bullet2 on globalization

bullet Beyond Green
bullet2 Eco Life
bullet2 Think Urban
bullet2 Green Mirror
bullet2 Green Mind
bullet2 Green Side
bullet2 Green Enterprise

bullet Entrepreneurship
bullet2 SMEs
bullet2 An Oak by the window
bullet2 IT
bullet2 Marketing Click
bullet2 Money
bullet2 Entrepreneur
bullet2 C-through CG
bullet2 Environment
bullet2 Investment
bullet2 Marketing
bullet2 Corporate Innovation
bullet2 Strategising Development
bullet2 Trading Edge
bullet2 iTech 360°
bullet2 AEC Focus

bullet Manager Leisure
bullet2 Life
bullet2 Order by Jude

bullet The Last page


ตีพิมพ์ใน นิตยสารผู้จัดการ
ฉบับ พฤษภาคม 2531








 
นิตยสารผู้จัดการ พฤษภาคม 2531
EASTERN SEABOARD กับขบวนการข่มขืนชำเราราคาที่ดินของโครงการ             
โดย ไพโรจน์ จันทรนิมิ
 

   
related stories

ดร.สาวิตต์ โพธิวิหค ซุปเปอร์แมนหรืออะไรกันแน่?

   
search resources

สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.)
Real Estate
โครงการอีสเทิร์นซีบอร์ด




ผลุบ ๆ โผล่ ๆ จนนักลงทุนแทบจะลาตายกันไปแล้วหลายคน ที่สุดหมอกควันของโครงการอีสเทิร์นซีบอร์ดก็ปรากฏรูปร่างพอที่จะมองเห็นความหวังอันบรรเจิดเพริดพริ้งกันได้ ผลประโยชน์ที่ประเทศจะได้รับกับความเป็นประเทศอุตสาหกรรมสมัยใหม่เป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลาพิสูจน์กันอย่างน้อย 5-7 ปี แต่ผลพลอยได้ที่กำลังหวือหวาสุดขีดกลับเป็นการปั่นราคาที่ดินของกลุ่มทุนต่าง ๆ ในเขตพื้นที่มาบตาพุดและแหลมฉะบัง เป็นเรื่องที่เห็นแดงกันแล้วในวันนี้

"มันเกิดอะไรขึ้น?" มันเป็นความจริงที่ต้องเชื่ออย่างสนิทใจเลยว่า เพียงระยะผ่านเดือนมีนาคมเดือนเดียวเท่านั้น ได้เกิดปรากฏการณ์ซื้อขายเปลี่ยนมือความเป็นเจ้าของที่ดินในจังหวัดเล็ก ๆ ที่มีพื้นที่เพียงหยิบมือเดียวอย่างจังหวัดระยองถึงวันละพันกว่าราย!!!

เป็นความพิลึกพิลั่นที่ยากจะปฏิเสธ ทั้งนี้วัดได้จากการจัดเก็บค่าธรรมเนียมที่ดินและภาษีอากรที่สามารถเก็บได้สูงถึง 19,241,368 บาท สูงกว่ายอดรวมปีที่แล้วทั้งปีที่เจ้าหน้าที่บอกว่า ถึงจะจัดเก็นอย่างเข้มงวดแค่ไหนก็ยังทำได้แค่ 18,817,161 บาท เท่านั้นเอง

ถึงแม้อะไรจะเกิดก็ต้องเกิด เรื่องอย่างนี้อาจดูเป็นเรื่องตลกเอาการ หากสามัญสำนึกจะมองจังหวัดระยองจากมุมที่ยังคงคาดหมายถึงจังหวัดเล็ก ๆ ชายฝั่งทะเลตะวันออกที่ค่อนข้างจะรักนวลสงวนตัว สงบเสงี่ยมเจียมตนปล่อยให้พัฒนาการต่าง ๆ เป็นไปตามกาลสมัยอย่างเช่นอดีตที่ผ่าน ๆ มา

แต่ที่เป็นไปอย่างนี้มิเป็นเช่นนั้น เพราะระยองในวันนี้กำลังถูกติวเข้มเพื่อบีบเค้นนำเอาศักยภาพของทรัพยากรต่าง ๆ ที่มีล้นเหลือมาใช้ให้เกิดประโยชน์มากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นเกษตรกรรม อุตสาหกรรม และการท่องเที่ยวที่พยายามปลุกปั้นให้กลายเป็น "เมืองท่องเที่ยวหลัก" อีกแห่งหนึ่ง

และที่ระยองกำลังร้อนแรงกลายเป็น "ขุมทรัพย์สุดขอบฟ้า" ไปจริง ๆ ด้านหนึ่งคงเป็นลูกส่งมาจากโครงการพัฒนาพื้นที่ชายฝั่งทะเลตะวันออก (EASTERN SEABOARD DEVELOPMENT PROGRAME) ที่ดูเป็นจริงเป็นจังมากขึ้น

ก็ในเมื่อโครงการแสนล้านนี้มิได้เป็นฝันโทรม ๆ ที่แทบจะปล่อยให้หลุดขั้วอีกต่อไปแล้วนั้น จึงไม่ใช่เรื่องแปลกอันใดที่จะพบเห็นปริมาณการซื้อขายที่ดินในระยองพลุ่งโพล่งสุดขีด ไม่ว่าเจตนารมณ์ชั้นต้นและบทสรุปของการซื้อขายจะเป็นเช่นไรก็ตามทีแต่ที่แน่ ๆ "ที่ดิน" เหล่านี้จะเป็นที่รองรับของโรงงานอุตสาหกรรมต่าง ๆ ที่จะทยอยกันเข้ามาจัดตั้ง

ทั้งระยะสั้นและระยะยาวนับจากนี้ไประยองและพื้นที่ชายฝั่งทะเลตะวันออกทั้งหมดย่อมมิใช่เมืองขี้ริ้วขี้เหร่อีกแล้ว!!!

สู่ฝันอันยิ่งใหญ่

ในปี 2524 รัฐบาล พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ก็ทำให้คนไทยทั้งประเทศงงเป็นไก่ตาแตก เมื่อจู่ ๆ ได้ประกาศแผนยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจฉบับใหม่ที่เรียกกันว่า "แผนพัฒนาพื้นที่ชายฝั่งทะเลตะวันออก" ซึ่งยังความสนใจแก่คนทั่วไป เพราะนี่ใช่ว่าจะเป็นเพียงมิติใหม่แห่งการพัฒนาที่ไม่เคยอุบัติขึ้นมาก่อนเลยในประเทศไทย หากยังเป็นโครงการที่ต้องลงทุนสูงถึงแสนล้านบาท

ภาพวาดอันสวยหรูของรัฐบาลที่ได้รับการทึกทักว่า "คงเป็นเรื่องเพ้อฝันลม ๆ แล้ง ๆ ตามประสาประเทศด้อยพัฒนา" นั้นวางไว้สวยหรูถึง 3 ประการด้วยกันคือ

หนึ่ง - เพื่อกระจายความเจริญ และกิจกรรมทางเศรษฐกิจออกจากกรุงเทพมหานครสู่ภูมิภาคอย่างเป็นระบบ

สอง - เพื่อปรับโฉมหน้าใหม่อุตสาหกรรมของประเทศ ให้เข้าสู่ยุคอุตสาหกรรมสมัยใหม่ด้วยการพึ่งพาทรัพยากรและตลาดภายในประเทศเป็นหลัก

สาม - เพื่อเป็นศูนย์กลางเชื่อมประสานกับการพัฒนาภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งรัฐบาลหวังมากว่าผลของแผนพัฒนาฉบับนี้จะช่วยยกระดับความเป็นอยู่ของประชากรภาคอีสานให้ดีขึ้นทันตาเห็น

ในการดำเนินการเพื่อให้บรรลุจุดประสงค์ทั้งมวล หลักงจากได้วิเคราะห์ความเป็นไปได้ทั้งหมดแล้วรัฐบาลก็ตกลงใจเลือกพื้นที่ชายฝั่งทะเลภาคตะวันออกเป็นยุทธภูมิ โดยได้มีการกำหนดเขตพัฒนาออกเป็น 2 เขตใหญ่คือ

หนึ่ง - พื้นที่บริเวณมาบตาพุดจังหวัดระยอง มีเนื้อที่ประมาณ 20,000 ไร่ ถูกกำหนดให้เป็นเมืองอุตสาหกรรมทันสมัยเป็นแหล่งที่ตั้งของอุตสาหกรรมสำคัญ ๆ คือ โรงแยกก๊าซ อุตสาหกรรมปิโตรเคมี อุตสาหกรรมปุ๋ยเคมี

สอง - เพื่อปรับโฉมหน้าใหม่อุตสาหกรรมของประเทศ ให้เข้าสุ่ยุคอุตสาหกรรมสมัยใหม่ด้วยการพึ่งพาทรัพยากรและตลาดภายในประเทศเป็นหลัก

สาม - เพื่อเป็นศูนย์กลางเชื่อมประสานกับการพัฒนาภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งรัฐบาลหวังมากว่าผลของแผนพัฒนาฉบับนี้จะช่วยยกระดับความเป็นอยู่ของประชากรภาคอีสานให้ดีขึ้นทันตาเห็น

ในการดำเนินการพื่อให้บรรลุจุดประสงค์ทั้งมวล หลังจากได้วิเคราะห์ความเป็นไปได้ทั้งหมดแล้วรัฐบาลก็ตกลงใจเลือกพื่นที่ชายฝั่งทะเลภาคตะวันออกเป็นยุทธภูมิ โดยได้มีกำหนดเขตพัฒนาออกเป็น 2 เขต ใหญ่คือ

หนึ่ง - พื้นที่บริเวณมาบตาพุดจังหวัดระยอง มีเนื้อที่ประมาณ 20,000 ไร่ ถูกกำหนดให้เป็นเมืองอุตสาหกรรมทันสมัย เป็นแหล่งที่ตั้งของอุตสาหกรรมสำคัญ ๆ คือ โรงแยกก๊าซ อุตสาหกรรมปิโตรเคมี อุตสหกรรมปุ๋ยเคมี

สอง - พื้นที่บริเวณแหลมฉบัง จังหวัดชลบุรี เนื้อที่ประมาณ 10,000 ไร่ กำหนดให้เป็นแหล่งที่ตั้งท่าเรือพาณิชย์ และอุตสาหกรรมขนาดกลางกับขนาดย่อม ที่ไม่มีปัญหามลพิษ

นอกจากจะวาดหวังอย่างยิ่งใหญ่ว่าแผนพัฒนาฉบับนี้จะช่วยให้เกิดการจ้างแรงงานเฉพาะภาคอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้น 300,000 คน หรืออุตสาหกรรมที่เกิดขึ้นจะช่วยประหยัดเงินตราต่างประเทศได้ถึงปีละ 40,000 ล้านบาทแล้วนั้น ผลติดตามด้านชุมชนยังมีความเป็นไปได้อีกว่า

เมืองชลบุรี - จะกลายเป็นศูนย์กลางของภูมิภาคที่ทวีความสำคัญมากยิ่งขึ้นทั้งในเชิงธุรกิจการค้าและการบริหารงานภาครัฐบาล

เมืองระยอง - จะพลิกบทบาทเป็นศูนย์กลางบริการและฐานการศึกษา และวิจัยด้านเทคโนโลยี

"เรียกได้ว่า ยุคนั้นใครไม่รู้จักโครงการอีสเทิร์นซีบอร์ดเป็นเรื่องเชยไม่รู้เสร็จและพูดถึงทีไรไม่เพียงคนภาคตะวันออกเท่านั้น คนทั้งประเทศก็แทบจะว่าได้ที่หัวอกหัวใจอยากจะให้มันเป็นจริงในเร็ว ๆ วัน"

เค้าโครงความคิดที่รอรับการปฏิบัติให้เป็นรูปธรรมนี้ต่อเนื่องมาในปี 2525 และยังคงเป็นภาพที่ยังพอดูได้ในปี 2526 แต่ครั้นย่างเข้าปี 2527 ภาพต่าง ๆ ก็ปรากฏรอยบิดเบี้ยวและเริ่มที่จะเบี่ยงเบนออกจากศูนย์รวมแห่งความหวังที่ตั้งใจเอาไว้ไปทุกที่ ๆ ???

นักธุรกิจ - นักลงทุน ที่เป็นปลื้มมาแต่แรกชักเริ่มลังเลใจกันถ้วนหน้าว่า ยังพอที่จะมีความหวังกับโครงการนี้ดีต่อไปหรือไม่? แม้ว่ารัฐบาลจะพยายามออกมายืนยันความเป็นไปได้เชิงปลอบประโลมอยู่ทุกระยะ ๆ แต่ว่าไปแล้ว ก็ไม่อาจเรียกความมั่นใจให้เกิดขึ้นกับนักลงทุน ได้อีกต่อไป!!!

เสถียรภาพมั่นคงทางเศรษฐกิจและการเงินที่เริ่มโยกคลอนอย่างหนักในช่วงปลายปี 2527 จนเป็นเหตุให้มีการปรับค่าเงินบาทเมื่อวันที่ 5 ธันวาคม 2528 ซึ่งส่งผลให้ธุรกิจการค้าและการลงทุนตกอยู่ในภาวะชงักงันทั่วทุกวงการ นักลงทุนหลายรายมีอันม้วนพับไปอย่างน่าเวทนา ซึ่งส่งผลให้เป้าหมายหลักของรัฐบาลในขณะนั้นที่มุงหวังใช้ "ธุรกิจส่งออก" เป็นตัวเจาะเกราะในการสร้างฐานรายได้เพื่อนำมาใช้ชำระยอดหนี้คงค้างของประเทศที่สูงถึง 269,000 ล้านบาท มีอันต้องมืดมนเอาเสียจริง ๆ

การเมืองและวิวาทะเรื่องอีสเทิร์นซีบอร์ดกลายเป็นเรื่องที่ถูกจถดพลุขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง แต่คราวนี้เป็นประเด็นถกเถียงกันว่า "จะรั้งเอาไว้ " หรือ "ปล่อยให้ตายเสียดีกว่า"

หลังจากยับยั้งชั่งใจอยู่นานว่า จะให้มีการทบทวนโครงการอีสเทิร์นซีบอร์ดดีหรือไม่? ในที่สุดเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2528 รัฐบาลที่มีคนชื่อ "เปรม" เป็นนายกรัฐมนตรีก็จำใจตัดงบประมาณโครงการลงทุนในโครงการสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจ (INFRASTRUCTURE) ลงไปถึง 30%

คำสั่งนี้เสมือนหนึ่งบอกใบ้การทบทวนโครงการอีสเทิร์นซีบอร์ดไปในตัว!!!

ผลของคำสั่งทำให้เกิดความขัดแย้งอย่างรุนแรงระหว่างหน่วยงานรัฐสองแห่ง คือ สำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒนฯ) กับกระทรวงการคลังในแง่ของการไม่เห็นชอบและเห็นชอบที่ต้องตัดไฟกันเสียต้นลม

สภาพัฒนฯ นั้นยืนกรานกระต่ายขาเดียวว่า ไม่ม่เหตุผลอะไรที่จะต้องชะลอหรือถึงขั้นเลิดยุบบางโครงการทิ้งไป ทั้งนี้หากหวังผลที่จะเห็นประเทศก้าวไปสู่ความเป็นประเทศอุตสาหกรรมใหม่ก็ต้องกล้าที่จะเสี่ยง ไม่ว่าภาระหนี้สินสองแสนกว่าล้านจะเป็นขื่อคาที่ค้ำคออยู่ก็ตามที

แต่จริง ๆ แล้วการยอมรับไม่ได้ของสภาพัฒนฯ นั้น "ผู้จัดการ" เชื่อว่าน่าจะมีมูลฐานมาจากการที่

หนึ่ง - โครงการนี้สภาพัฒนฯเป็นคนต้นคิด โดยมีคนชูธงสำคัญสองรายคือ ดร.สาวิตต์ โพธิวิหค ที่เป็นผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาพื้นที่ชายฝั่งทะเลภาคตะวันออก กับ เสนาะ อูนากูล เลขาธิการฯ

สภาพัฒนฯ นั้นวาดภาพฝันสวยหรูมาแต่ต้นแล้ว หากให้ยอมรับคำสั่งทบทวนก็เท่ากับเป็นการประจานความไร้น้ำยาของหน่วยงานแห่งนี้โดยปริยายว่า แท้ที่จริงหาได้มีกึ๋นเก่งฉกาจอะไรไม่???

สอง - เป็นวัฏจักรน้ำเน่าในเรื่องของผลประโยชน์ส่วนตัว เพราะโครงการอีสเทิร์นซีบอร์ดถ้าพิเคราะห์สืบค้นลงลึกจะพบว่าได้เปิดโอกาสให้ระบบนายทุนขุนนางข้าราชการกำเริบเสิบสานอีกครั้งหนึ่ง หลังจากที่ซบเซาไปนานภายหลังปี 2516 เป็นต้นมา

มีความเป็นจริงมากว่า เจ้าหน้าที่ระดับสูงของพัฒนฯ หลายคนที่กำลังกำความลับและรู้ข้อมูลโครงการนี้อย่างละเอียดได้ไปลงทุนกว้านซื้อที่ดินในเขตพื้นที่ไว้เรียบร้อยก่อนหน้านี้แล้วเพื่อรอวันเก็บเกี่ยวดอกผล หากให้มีการชะลอโครงการก็เท่ากับทำให้พวกเขาต้องแบกรับภาระดอกเบี้ยโดยไม่จำเป็น

ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องน่าประหลาดใจอันใดที่คนของสภาพัฒนฯ หลายคนต้องออกแรงลุ้นโครงการนี้อย่างสุดจิตสุดใจ และในช่วงระหว่างการรอคอยก็พวกเขาเหล่านี้แหละที่ "กินไม่ได้นอนไม่หลับ หลายคนต้องตื่นแต่เช้าเพราะเสียงดอกเบี้ยดังขึ้นมาปลุก"

คำตอบความเป็นจริงเหล่านั้นกำลังจะเป็นที่พิสูจน์ให้เห็นแล้วในปัจจุบัน!!!

"เขายอมไม่ได้หรอก เพราะคนของสภาพัฒนฯ บางคนในขณะนั้นยังทำตัวเป็นนายหน้าเชื่อมโยงระหว่างกลุ่มนายธนาคารพาณิชย์และนายทุนญี่ปุ่น เพื่อตักตวงผลประโยชน์จากงานก่อสร้างพื้นฐานไว้อย่างเป็นมั่นเป็นเหมาะแล้วด้วย" แหล่งข่าวคนหนึ่งทบทวนความหลัง

ด้านกระทรวงการคลังภายใต้การบริหารของปู่สมหมาย ฮุนตระกูล ในช่วงนั้นได้แจ้งเหตุผลถึงความเห็นชอบให้ทบทวนว่า ขณะนั้นสังคมไทยกำลังแบกรับภาระหนี้ต่างประเทศภายใต้โครงการอีสเทิร์นซีบอร์ด อาจทำให้ภาระหนี้ดังกล่าวก้าวสู่ขั้นวิกฤติ

ปู่สมหมายถึงกับระเบิดความรู้สึกอย่างเหลืออดว่า ทุกครั้งที่ต้องแบกหน้าไปเจรจาขอกู้เงินจากต่างประเทศก็ได้ให้ความไว้เนื้อเชื่อใจสภาพัฒนฯ มากว่า คงจะทำหน้าที่พื้นฐานอย่างสมบูรณ์ในการศึกษาโครงการต่าง ๆ ว่า จะเป็นประโยชน์ต่อประเทศอย่างแท้จริง

แต่แล้วหลายโครงการที่กระทรวงการคลังแทบกระอักเลือด ล้วนเป็นผลมาจากความไม่รอบคอบในการวิเคราะห์ของสภาพัฒนฯ เสียทั้งสิ้น กระทั่งมาเจอโครงการอิสเทิร์นซีบอร์ดที่พบว่า ในเบื้องลึกสภาพัฒนฯ ละเลยไม่ได้ศึกษาตัวแปรทางเศรษฐกิจเพื่อหาทางหนีทีไลเอาไว้เลย

เรื่องมันเป็นยังนี้ก็เลยเป็นเรื่องที่จะยอมให้กันไม่ได้อีกแล้ว!!!

มิฉะนั้นแล้วประเทศไทยอาจถูกจองจำเป็นทาสเศรษฐกิจที่ไม่มีวันโงหัวขึ้นมาได้เลย!??

สอดคล้องกับแนวคิดของปู่สมหมายหน่วยงานภาคเอกชนอย่างธนาคารกรุงเทพได้ทำการศึกษาพบว่า บางโครงการของอีสเทิร์นซีบอร์ดเช่นปุ๋ยเคมี ก็เป็นละครโรงใหญ่ที่สภาพัฒนฯ กำลังจะแหกตาประชาชนทั้งประเทศ

สภาพที่ถูกตอกหัวตะปูปิดฝาโลงอย่างแนบสนิทของโครงการปุ๋ยแห่งชาติที่ยังไม่ฟื้นง่าย ๆ ในปัจจุบันน่าที่จะเป็นประจักษ์พยานต่อกรณีดังกล่าวได้ดีที่สุด และควรอย่างยิ่งที่จะเป็นอุทาหรณ์ว่า ถึงวันนี้อีสเทิร์นซีบอร์ดจะเริ่มเป็นจริง ทว่าก็ยังตั้งตนอยู่ในความประมาทไม่ได้เลยแม้เสี้ยวนาที

แต่ถึงจะถูกสกัดกั้นอย่างหนักหน่วงเพียงใด ทว่าด้วยการประสานกำลังร่วมกันของสภาพัฒนากลุ่มทุนในประเทศ-ทุนต่างชาติ-พรรคการเมืองที่มีส่วนได้ส่วนเสียที่สุดในการประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2528 รัฐบาลก็มีอันผ่านโครงกานี้อย่างฉลุย!!!

นับเป็นของขวัญปีใหม่ที่ถูกใจหลาย ๆ คนมากเลยทีเดียว!!!

อย่างไรก็ตาม บทเรียนครั้งนั้นที่รัฐบาลไม่ว่ายุคไหนควรทบทวนความรู้สึกของภาคเอกชนที่เปลืองเนื้อเปลืองตัวไปกับความคิดของรัฐบาลกันเป็นอย่างมากด้วย เช่น กรณีอีสเทิร์นซีบอร์ดที่ถกเถียงกันไม่รู้จบนั้น ระหว่างการรอคอยภาคเอกชนต้องหมดเปลืองงบประมาณกันโดยไม่จำเป็นหลายร้อยล้าน

"รัฐบาลมัวแต่ลังเลไม่เป็นโล้เป็นพาย คนสภาพัฒนฯ ก็ดีแต่จะกว้านซื้อที่ดินเก็งกำไรโครงการนี้ถ้าไม่อืดอาดลงมือกันตั้งแต่ปี 2524 ปัญหาคงไม่รุนแรง ป่านนี้ความหวังที่จะเห็นประเทศไทยเป็นประเทศอุตสาหกรรมสมัยใหม่คงเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมาแล้ว" นักลงทุนคนหนึ่งกล่าว

"เขาชวนให้มาร่วมรับรองผมไม่หนีไปไหนหรอก เจ๊งก็ไม่ต้องไปรอพบที่สนามบิน แต่ผมนี่ล่ะที่จะไปชวน ดร.สาวิตต์ มากระโดดน้ำตายกันที่แหลมฉะบัง" นักลงทุนอีกคนหนึ่งกล่าว

เอาเถอะถึงยังไงเมื่อปลายปีที่แล้ว พล.อ. เปรม ติณสูลานนท์ ได้เดินทางไปวางศิลาฤกษ์โครงการอุตสาหกรรมปิโตรเคมี 1 ที่นิคมมาบตาพุดเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งเป็นสัญญาณหนักแน่นแน่นอนแล้วว่า สุ่ฝันอันยิ่งใหญ่กับโครงการพัฒนาพื้นที่ชายฝั่งทะเลภาคตะวันออกถึงเวลาเดินหน้าลุย!!!

ส่วนจะต้องไปกระโดน้ำตายกันหรือไม่นั้น ต้องอดใจคอยดูกันต่อไป!!!


อ้อยเข้าปากช้าง

ถ้าคำกล่าวที่ว่า "อำนาจและอิทธิพลของมนุษย์มีมากเพียงใดนั้นขึ้นอยู่กับขนาดหรือปริมาณการถือครองที่ดินเป็นปัจจัยสำคัญ" ยุทธศาสตร์การพัฒนาพื้นที่ชายฝั่งทะเลภาคตะวันออกก็น่าจะเป็นคำตอบดีที่สุดอีกกรณีหนึ่ง

ไล่มาจากเหตุการณ์วันที่ 25 ธันวาคม 2528 ที่โครงการนี้พลิกล๊อคผ่านมติ ครม. ออกมาได้นั้นย่อมปฏิเสธไม่ได้ว่า พลังอำนาจแฝงเร้นที่มีส่วนตัดสินใจขั้นสุดท้ายนั้นถูกำหนดมาจากกลุ่มนายทุนในประเทศ-นายทุนต่างชาติ และขุนนางศักดินา ที่ได้ถือครองกรรมสิทธิ์ที่ดินแถบนั้นเรียบร้อยไปแล้ว

หัวเด็ดตีนขาดคนพวกนี้ยอมไม่ได้ที่จะเห็นโครงการนี้เป็นหมัน!!!

พวกเขาใจไม่แข็งพอที่จะต้องทนใช้ดอกเบี้ยโดยไม่ได้ผลประโยชน์อะไรตอบแทน!!!

ก็อย่างที่รู้กันอยู่ว่า ผลประโยชน์ทางอ้อมมาจากโครงการนี้มันคือช่องทางทำมาหากินอีกอย่างหนึ่ง โดยเฉพาะการทำกำไรจากการซื้อขาย "ที่ดิน" ซึ่งปรากฏว่ามีทั้งข้าราชการระดับสูงของหน่วยงานที่ทำเรื่องนี้และกลุ่มทุนหลายกลุ่มได้ไปกว้านซื้อที่ดินแถบแหลมฉบัง-มาบตาพุด กันตั้งแต่ไก่โห่

ใครที่ปล่อยที่ดินออกไปอาจนึกเสียใจอยู่บ้าง เพราะถ้าเก็บมาถึงวันนี้อาจทำกำไรได้เป็นสิบเท่าตัว ยิ่งรัฐบาลประกาศเดินหน้าลุยโครงการนี้เต็มที่ ความปราถนาที่จะมาลงทุนตั้งโรงงานต่าง ๆ จึงเป็นสิ่งหลีกเลี่ยงไม่ได้ ความประสงค์ดังกล่าวนี้เองที่ทำให้มีการรุกเข้าไปซื้อที่ดินรอบ ๆ แหลมฉบังและมาบตาพุดกันอย่างเอิกเกริกนับตั้งแต่ปลายปีที่แล้วเป็นต้นมา

ส่วนใหญ่ก็หวังที่จะซื้อมาเพื่อขายต่อให้กับเจ้าของโรงงานต่าง ๆ

บริเวณที่มีการซื้อขายกันอย่างมากได้แก่รอบ ๆ พื้นที่แหลมฉบัง ในเขตตำบลบึงและตำบลขาม อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี กับพื้นที่รอบ ๆ นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด บริเวณบ้านมาบตาพุด บ้านห้วยโป่ง บ้านมาบข่า ห้วยน้ำริน เกาะยายชา พีเอ็มวาย. อ.เมือง จ.ระยอง และพื้นที่ อ.บ้านฉาง จ.ระยอง

จุดที่ราคาซื้อขายพุ่งขึ้นพรวดพราดและมีทีท่าว่าจะไม่มีวันลงง่าย ๆ ก็คือ เขต อ.บ้านฉาง จ.ระยอง ทั้งนี้ด้วยเหตุผลที่ว่า

หนึ่ง - พื้นที่ที่ใช้ทำประโยชน์ของอำเภอนี้มีเพียง 8 ตารางกิโลเมตร และเป็ฯจุดที่อยู่ใกล้กับนิคมมาบตาพุด และโครงการปิโตรเคมีมากที่สุด จึงเหมาะแก่การทำเป็นที่พัก

สอง - พื้นที่นี้เชื่อมต่อกับ อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี ที่จะมีสนามบินนานาชาติที่นั่น และยังเป็นทางออกสายใหม่ กรุงเทพฯ-มาบตาพุด ที่เหมาะแก่การขนส่งสินค้ามากที่สุด

"ผมว่าราคาที่ดินบริเวณบ้านฉางอีก 2-3 ปี ก็ยังวิ่งไม่หยุด เลยเป็นเหตุให้ชาวบ้านต่างไม่ยอมขายกันแล้วในเวลานี้ เอากันแค่ที่ดินในป่าหากจะซื้อก็ต้องว่ากันเป็นเงินแสน ส่วนที่ดินติดชายฝั่งทะเลจากราคาเมื่อ 3-4 ปีก่อนไม่กี่หมื่นบาท มันทะลุขึ้นไปถึงไร่ละล้านแล้ว" นักค้าที่ดินกล่าว

ส่วนที่ดินบริเวณอื่นอย่างบ้านมาบข่า บ้านห้วยโป่ง หรือห้วยน้ำริน ราคาซื้อขาย ณ ปัจจุบัน ก็มีอันเปลี่ยนแปลงไปในทางที่คล้ายคลึงกันคือ พุ่งขึ้นสูงจากเดิมร่วม 10 เท่าตัว เช่น ที่ห้วยโป่ง สมัยก่อนราคาสูงสุดไร่ละไม่เกิน 70,000 บาท แต่วันนี้กลับเป็น 200,000-300,000 บาท

"ผมอดเป็นห่วงอยูเหมือนกันที่เห็นการเล่นที่ดินเป็นการเล่นเพื่อเก็งกำไรกันมากเกินควร ซึ่งถึงที่สุดราคาอาจจะตกลงมาได้ เพราะคนที่จะมาลงทุนเขาคงไม่ผลีผลามซื้อที่กันในเวลานี้ ยังมีเวลาที่ต่อรองกันอีกนาน" สุวัฒน์ ฟ้าประทานชัย ประธานหอการค้า ระยองกล่าวกับ "ผู้จัดการ"

ทัศนะ "ผู้จัดการ" มองความวิตกกังวลนี้มีความเป็นไปได้สูงทีเดียว เพราะขณะนี้ทุกคนกำลังระเริงให้ความสำคัญเฉพาะพื้นที่มาบตาพุด บ้านฉาง และบางส่วนของอำเภอเมือง โดยอาจลืมไปว่า พื้นที่ที่เหลือของระยองไม่ว่าจะเป็นที่ อ.บ้านค่าย หรือ อ.ปลวกแดง

พื้นที่เหล่านี้ต่างมีศักยภาพในตัวและอยู่ใทำเลเหมาะสมที่พร้อมต่อการพัฒนาให้เป็นเขตอุตสาหกรรมขึ้นมาได้ทั้งนั้น!!!

ข้อสำคัญราคาที่ดินแถบนี้ก็ยังไม่โหดเหี้ยมเหมือนที่อื่น ๆ !!!

นักค้าที่ดินคนหนึ่งพูดถึงการปั่นราคาที่ดินให้สูงขึ้นว่า มีอยู่วิธีหนึ่งใช้กันมากคือ การนำเอาสับปะรดไปปักเพื่อให้เห็นว่าที่ดินบริเวณนี้เป็นที่ดินดี ซึ่งถ้าไม่สังเกตให้รอบคอบแล้วอาจโดนต้มได้ง่าย ๆ แต่ก็มีบางรายเหมือนกันที่หลอกไม่ขึ้นจนตัวเองถูกดัดหลังเจ๊งกันเป็นแถว ๆ

ก็ทารุณดีแล้วล่ะสำหรับมนุษย์ขี้ฉ้อเหล่านี้!!!

เป็นที่น่าสังเกตมากว่า ที่ดินซึ่งคาดว่าจะได้รับการพัฒนาให้เป็นเขตอุตสาหกรรมและเป็นที่พักอาศัยอย่างในเขตมาบตาพุด บ้านฉาง ห้วยน้ำริน ห้วยโป่ง และมาบข่า ของจังหวัดระยองนั้น ในขณะนี้ต่างตกไปอยู่ในมือของกลุ่มนายทุนชาติที่ไปจากกรุงเทพฯและกลุ่มนายหน้าค้าที่ดินซึ่งเป็นเศรษฐีย่านภาคตะวันออกเสียเกือบหมดแล้ว

นอกจากนี้แล้วยังมีการรุกที่น่ากลัวอีกรูปแบบหนึ่งของกลุ่มทุนต่างชาติ โดยเฉพาะญี่ปุ่น ที่ได้ตระเวณร่วมกันเป็นกลุ่มกว้านซื้อที่ดินตั้งแต่ย่านบางนา-ตราด ไปเขตพื้นที่จังหวัดฉะเชิงเทรา ชลบุรี แหลมฉบัง สัตหีบ และระยอง การสร้างอาณานิคมทางเศรฐกิจโดยใช้ที่ดินเป็นตัวรุกเบื้องต้นนี้เป็นการกระทำที่มีคนไทยบางกลุ่มให้การสนับสนุนเป็นอย่างดี

"นี่ก็มีนายหน้ากลุ่มหนึ่งต้องการติดต่อซื้อที่ดินชายทะเลแถวไหนก็ได้ของระยองพันกว่าไร่ ซึ่งเราระแคะระคายมาว่า เขาจะส่งมอบให้กับกลุ่มทุนจากญี่ปุ่นกลุ่มหนึ่งมันน่ากลัวมากเชียวนะครับ" เจ้าหน้าที่ที่ดิน จ.ระยอง เผยกับ "ผู้จัดการ"

ทำไงได้ล่ะแรกทีเดียวรัฐบาลมิใช่หรือที่จะชักชวนให้ต่างชาติเข้ามาลงทุนในประเทศไทยโดยพร้อมที่จะให้การสนับสนุนทุกรูปแบบ เมื่อมาถึงวันนี้ที่กลุ่มทุนต่างชาติเหล่านั้นไม่อาจหยุดความกระสันต์ที่เห็นประเทศไทยเป็นจุดที่ดีที่สุดของการลงทุนอย่างมากมายแล้วนั้น สมการข้อนี้หน่วยงานรัฐที่มีหน้าที่รับผิดชอบก็คิดเล่น ๆ เอาเองแล้วกันว่า ทำยังไงถึงจะไม่ให้เขาล่อหลอกเอาไปได้????


ใครเร็วใครได้

"โอ๊ยธุรกิจที่ดินเดี๋ยวนี้กำลังกลายเป็นธุรกิจหลักของคนระยองไปแล้วการเจรจาล่อกันตั้งแต่ร้านกาแฟไปจนถึงห้องอาหารใหญ่ ๆ ไปดูเถอะเช้า ๆ เขาจับกลุ่มคุยกันเรื่องนี้เท่านั้น" แหล่งข่าวคนหนึ่งบอกเล่ากับ "ผู้จัดการ" ถึงการเปลี่ยนแปลงในปัจจุบันของระยอง

ธุรกิจนายหน้าค้าที่ดินซึ่งสถาปนาขึ้นมาอย่างรวดเร็วนั้น หากเป็นการติดต่อซื้อขายที่ดินให้กับนักธุรกิจจากกรุงเทพฯ นายหน้าเหล่านี้จะขอส่วนแบ่ง 5-10% ของราคาที่ดินตามกฎหมาย แต่ก็มีบางรายที่ยกระดับตัวเองขึ้นเป็นนายทุนค้าขายเสียเอง ซึ่งเป็นที่รู้จักกันก็มี

หนึ่ง - กลุ่มเสี่ยแฉหรือพิพัฒน์ ตรีระพงศ์ กลุ่มนี้มีด้วยกันประมาณ 12 คน เป็นพ่อค้าระยองทั้งหมด โดยมีเสี่ยแฉเป็นหัวหน้าก๊ก กลุ่มนี้กว้านซื้อที่ดินย่านบ้านมาบข่าเก็บเอาไว้เป็นส่วนใหญ่ และยังไม่ปล่อยขายด้วยว่าหัวขบวนอย่างเสี่ยแฉมีประสบการณ์ด้านค้าที่ดินมาอย่างช่ำชอง มองว่าพื้นที่มาบข่าควรทำเงินสูงกว่าปัจจุบันอีกหลายเท่าตัวในอีกปีหรือสองปีข้างหน้า

"รู้สึกว่าที่แถวมาบข่าร่วมพันไร่ และยังแถว ๆ บ้านโขดที่เป็นของกลุ่มนี้หมดแล้ว" แหล่งข่าวคนหนึ่งบอกเล่ากับ "ผู้จัดการ"

เสี่ยแฉคนนี้เป็นคนระยองโดยกำเนิด อาชีพออกหน้าคือเป็นเจ้าของปั๊มน้ำมันเอสโซ่ แต่อาชีพลับหลังที่ทำมานานแล้วก็คือการค้าขายที่ดิน จนถูกยกให้เป็น "นักค้าที่ดินหมายเลข 1 ของระยอง" ปกติเป็นคนค่อนข้างจะเก็บตัว กล่าวกันว่าเขายังรับภาระเป็นนายหน้าให้กับพรรคการเมืองพรรคหนึ่งที่กระหายจะเป็นเจ้าของที่ดินในเขตจังหวัดระยองอีกด้วย

สอง - กลุ่มเสี่ยยี่หรือจรูญ กลุ่มนี้ส่วนใหญ่เป็นพวกผู้รับเหมาที่หันมาเอาดีด้านค้าที่ดินหลังจากที่โครงการอีสเทิร์นซีบอร์ดมีทีที่าเป็นจริง การเล่นที่ดินของกลุ่มนี้ยังไม่รุนแรงมากนักส่วนมากเป็นการซื้อไว้มากอยู่แถบมาบตาพุด ก็มีร่วม ๆ สิบคนเช่นกัน

เสี่ยยี่คนนี้ก็เป็นคนระยองแต่กำเนิด เรียนจบแค่ชั้นประถมปีที่ 4 แล้วออกมาช่วยทางบ้านทำการค้าขายวัสดุก่อสร้าง จากนั้นจึงกลายเป็นผู้รับเหมารายใหญ่ของภาคตะวันออก มีโรงไม้ งานก่อสร้างที่รับเป็นล่ำเป็นสันคือรับสร้างโรงเรียนไทยรัฐวิทยาจนทำให้สามารถสร้างสายสัมพันธ์กับนักการเมือง-นักธุรกิจ ชื่อดังระดับชาติได้หลายคน

"รายนี้ถ้ามาติดต่อเรื่องที่ดินแกจะมาด้วยตนเอง เป็นคนจีนวัยสี่สิบกว่า ๆ ที่ดูเอาจริงเอาจังมากขึ้นกับเรื่องนี้ ผมเชื่อว่าด้วยการมีฐานเงินทุนหนาจะทำให้แกพุ่งขึ้นมาได้ในไม่ช้า" เจ้าหน้าที่ที่ดินคนหนึ่งกล่าว

สาม - กลุ่มนายวิรัตน์ ตั้งสงค์เจริญ รายนี้ก็เป็นพ่อค้าที่ดินหน้าใหม่ที่เพิ่งเกิดขึ้นมาด้วยการรวมสมัครพรรคพวกได้ 12 คน ตัววิรัตน์เองเติบโตมาจากการขายทองและค้าโชวห่วย กลุ่มนี้อาจเป็นกลุ่มพ่อค้าระยองเพียว ๆ ที่ไม่มีเงินทุนจากกรุงเทพฯสนับสนุน ส่วนใหญ่การซื้อขายที่ดินไม่เน้นพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่งโดยเฉพาะหากซื้อขายทั่วไปทั้งย่านมาบตาพุด อำเภอเมือง และบ้านแพ

สี่ - กลุ่มไพโรจน์ เปี่ยมพงษ์สานต์ ไพโรจน์เคยเป็นนักธุรกิจชื่อดังร่วมงานกับบริษัทไทย-อาราเบียน ที่มียิ่งยศ อดิเรกสาร ลูกชาย พล.ต.ประมาณ อดิเรกสาร เป็นแกนสำคัญ ค่าที่ตระกูล "เปี่ยมพงษ์สานต์" ได้ชื่อว่าเป็นเจ้าที่ดินรายใหญ่ในเขตบ้านฉาง กอปรกับมองความเป็นไปได้ในธุรกิจนี้จากผลพวงของโครงการอีสเทิร์นซีบอร์ดทำให้ไพโรจน์ตัดสินใจตั้งบริษัทนายหน้าค้าที่ดินที่เป็นรูปเป็นร่างขึ้นมาเป็นแห่งแรกของระยอง

กลุ่มนี้ได้ชื่อว่าเป็นเจ้าของที่ดินรายใหญ่ของบ้านฉาง ไพโรจน์ใช้กลยุทธ์สร้างมวลชนร่วมกับกำนันผู้ใหญ่บ้านในการซื้อขายที่ดิน เขายังเป็นตัวกลางซื้อที่ดินเป็นพันๆ ไร่ให้กับกลุ่มชนัตถ์ ปิยะอุย เจ้าของโรงแรมดุสิตธานี และวิชัย กฤษฎาธรานนท์ เจ้าของหมู่บ้านกฤษดานครอีกด้วย

ไพโรจน์ยังได้ไพเราะ เปี่ยมพงษ์ศานต์ พี่สาวซึ่งเป็นแม่ค้าส่งผลไม้รายใหญ่ของระยองมาช่วยเหลืออีกแรงจึงทำให้คนหนุ่มที่ห่างบ้านเกิดไปนานพอควรอย่างเขาไม่ลำบากนักกับการเป็นเจ้าของที่ดินในระยะเวลาอันรวดเร็ว

ห้า - กลุ่มอินทุโสภณ หรือที่รู้จักกันในนาม "กลุ่มลูกหลานเสี่ยกัง" อดีตราชาโรงหมูชื่อดังที่หลังจากมีเรื่องกับจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ก็พาครอบครัวหนีมรสุมมาอยู่ที่ระยอง อาศัยที่เป็นคนมีเงินทำให้เสี่ยกังกว้านซื้อที่ดินในเขต อ.เมือง และบ้านแพ เก็บไว้ได้มากมาย

เสี่ยกังได้ชื่อว่าเป็นคนแรกที่สร้างโรงแรมชั้นหนึ่งให้ จ.ระยอง (โรงแรมโอตานี่) หลังจากที่เสียชีวิตมรดกตกทอดมาอยู่ในมือของลูก ๆ ที่มีเชิดชัย อินทุโสภณ เป็นหัวเรือใหญ่ เชิดชัยนั้นตั้งความหวังที่จะใช้ที่ดิน 53 ไร่ กลางเมืองระยองสร้างโรงแรมทันสมัยขึ้นมาแต่ก็มาตายไปเสียก่อน โครงการโรงแรมหลายร้อยล้านนี้จึงตกไปอยู่ในการครอบครองของเสี่ยจิต สุขนันตฤกษ์ เจ้าของ 35 โบวล์ ที่รู้จักกันดีในกรุงเทพฯ แต่เสี่ยจิตก็ยังไม่อาจสานต่อโครงการนี้ได้ เนื่องจากมีปัญหาพี่น้องบางคนของตระกูลอินทุโสภณ ยังไม่ยอมโอนที่ดินมาให้จนต้องมีการฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายร่วมร้อยล้านอยู่ในขณะนี้

"วันนี้ของลูกหลานเสี่ยกังอาจดูซบเซาลงไปบ้าง แต่ผมเชื่อว่าถ้าระยองปลุกขึ้นมาใน 4-5 ปีนี้ เขาคงฟื้นขึ้นมาได้ เพราะมีที่ดินมากมายเหลือเกิน โดยเฉพาะที่ดินริมหาดซึ่งราคาซื้อขายกันถึงไร่ละสองล้าน" แหล่งข่าวกล่าว

หก - สุวัฒน์ ฟ้าประทานชัย สุวัฒน์นั้นเป็นพ่อค้าที่ได้รับการยอมรับค่อนข้างสูง เป็นเอเยนต์คนสำคัญของปูนซีเมนต์ไทย เขาเพิ่งหันมาเล่นที่ดินด้วยการเข้ากลุ่มกับกลุ่มค้าที่ดินข้างต้นและยังตั้งบริษัทดำเนินธุรกิจที่ดินของตนขึ้นมาเองด้วยชื่อว่า "ระยองแลนด์แอนด์เฮาส์" ซึ่งมีโครงการสร้างคอนโดมิเนียมระดับห้าดาวบริเวณเกาะยายชา นอกจากนี้สุวัฒน์ยังมีเป้าหมายที่จะเข้าประมูลสร้างบ้านพักให้กับพนักงานปิโตรเคมีอีกด้วย

ด้วยฐานการเงินที่แน่นหนา และเครดิตส่วนตัวที่มีเหลือเฟือกลุ่มนี้ก็เป็นอีกกลุ่มหนึ่งที่น่าจับตา

ส่วนกลุ่มทุนชื่อดังจากกรุงเทพฯ ที่ไปกว้านซื้อที่ดินในเขต จ.ระยอง เพื่อทำโครงการต่าง ๆ นั้นก็มีอาทิเช่น กลุ่มดุสิตธานีของชนัตถ์ ปิยะอุย ที่มีที่ดิน 35 ไร่ บริเวณ อ.บ้านฉาง เพื่อทำโรงแรมชั้นหนึ่ง กลุ่มเนาวรัตน์ พัฒโนดม พ่อค้าอาวุธชื่อดัง ซึ่งมีที่ดินบริเวณหาดพะยูน อ.บ้านฉาง และพร้อมลงมือทำคอนโดมิเนียม กลุ่มไทยสมุทรพาณิชย์ประกันภัยของกฤษณ์ อัสสกุล ที่กว้านซื้อที่ดินแถบหาดพะลาและประกาศลงมือสร้างโรงแรม-คอนโดเรียบร้อยแล้ว กลุ่ม ป.เป็ดหรือทนง ศิริปรีชาพงศ์ อดีต สส.ชื่อดังที่เก็บที่ดินแถบบ้านแผ่นดินทองไว้ทั้งหมดหลายพันไร่

ในส่วนที่จะสร้างเป็นโรงแรมและคอนโดนี้ก็มีข่าวว่า ชวลิต ทั่งสัมพันธ์ แห่งแอมบาสซาเดอร์ ก็กำลังมองดูที่ดินแถบบ้านฉางเพื่อสร้าง "อัมเทล 2" ขึ้นมา นอกจากนี้สุทธิเกียรติ จิราธิวัฒน์ ก็กำลังศึกษาความเป็นไปได้ที่จะทำศูนย์การค้าในย่านนี้

สำหรับนักลงทุนอุตสาหกรรมที่เข้าไปจับจองที่ดินมากที่สุดเห็นจะเป็นกลุ่มทุนเทกซ์ของ โชติ โสภณพนิช ซึ่งซื้อที่บริเวณแหลมสนไว้เกือบทั้งหมดเพื่อสร้างเป็นบ้านพักคนงาน ทางด้าน ซีพี. ก็กำลังมองหาพื้นที่ที่เหมาะสมอยู่เช่นกัน

เส้นทางทุกสายกำลังมุ่งสู่ระยอง!!!


ช้ำนักเวนคืนที่ดิน

ปัญหาใหญ่ของกลุ่มค้าที่ดินในขณะนี้กลับมิใช่เรื่องความหวาดหวั่นที่ว่านักลงทุนจะมาไม้ไหน หากเป็นปัญหาเรื่องการเวนคืนที่ดินเสียมากกว่า เพราะขณะนี้ยังไม่มีข่าวที่แน่ชัดออกมาว่ารัฐบาลจะประกาศเวนคืนที่ดินแถบไหนเพิ่มเติมจากที่ประกาศไปแล้วสองพันกว่าไร่

ที่ดินซึ่งมีการเวนคืนนั้นนัยว่าเพื่อรองรับโครงการปิโตรเคมี 2 ซึ่งที่ดินที่ถูกมองมากว่าจะถูกประกาศให้เป็นเขตเวนคืนคือที่ดินแถบมาบตาพุด ห้วยน้ำรินด้านตรงข้ามกับโรงแยกก๊าซ ซึ่งมีเนื้อที่ประมาณ 8,000-10,000 ไร่

อันที่จริงการประกาศเวนคืนทำได้ไม่ยากเลย ถ้าที่ดินแถบดังกล่าวนี้ยังเป็นกรรมสิทธิ์ของชาวบ้าน ทว่าความเป็นจริงในวันนี้มันได้เปลี่ยนมือไปเป็นของนายทุนพรรคการเมืองพรรคหนึ่งโดยสมบูรณ์แล้ว ดังนั้นเรื่องนี้จึงยังคงคาราคาซังจนเป็นเหตุให้ราคาที่ดินที่เคยพุ่งพรวด ๆ เมื่อต้นปีอ่อนตัวลงชั่วขณะ

"ไม่มีใครแน่ใจว่าที่ไหนจะถูกเวนคืนกันแน่ เพราะขืนซื้อมาแพง ๆ แล้วต้องถูกเวนคืนมีหวังขาดทุนกันอานอย่างที่เคยเจอมาแล้วก่อนหน้านี้ สำหรับที่ดินตรงข้ามโรงแยกก๊าซนั้นคงเป็นไปไม่ได้ที่จะถูกเวนคืนเพราะถึงยังไงผู้ใหญ่ของพรรคการเมืองพรรคนั้นคงต้องยับยั้งสุดขีด" แหล่งข่าวกล่าว

ในขณะที่ยังไม่รูว่าพื้นที่ไหนจะถูกหวยก็ได้มีการพยายามสร้างข่าวปลุกม๊อบจากนักการเมืองบางคนที่ยืมมือชาวบ้านมาเป็นเครื่องมือต่อรองกับทางการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) ที่มีหน้าที่ในเรื่องการเวนคืนที่ดิน นักการเมืองและลูกน้องของเขาอ้างว่า "หากรัฐบาลประกาศเวนคืนจะสร้างความเดือดร้อนอย่างใหญ่หลวงต่อชาวบ้าน"

ก็ไม่รู้ว่าใครกันแน่ที่เดือดร้อน เพราะที่เห็นและเป็นอยู่ชาวบ้านแทบจะไม่ได้เป็เจ้าของที่ดินกันอีกแล้ว

ถ้าความจำเป็นเร่งด่วนในการหาพื้นที่สนองรับกับโครงการปิโตรเคมี 2 เป็นสิ่งที่จะต้องกระทำ ก็เป็นเรื่องที่ทาง กนอ. จะต้องตระเตรียมแผนการอย่างเร่งรีบ เพราะหากปล่อยให้เวลายืดออกไปนานเท่าใด ผลเสียจะมีมากกว่าผลดี เนื่องจากที่ดินจะถูกเร่งรัดไปอยู่ในมือกลุ่มทุนเพียงไม่กี่กลุ่มที่พยายามจะสร้างเงื่อนไขให้ล้มเลิกการเวนคืน

พวกนี้หวังที่จะตักตวงผลกำไรเอากับนักลงทุนทั้งหลายที่จะไปตั้งโรงงาน

ก็ในเมื่อโครงการอีสเทิร์นซีบอร์ดเกิดขึ้นเพื่อช่วยเหลือนักลงทุนให้มาร่วมกันพัฒนาประเทศ ก็ไม่น่าที่จะปล่อยให้พวกทากบางกลุ่มอาศัยช่องทางของการเป็นข้าราชการประจำและข้าราชการเมืองมาฉกชิงผลประโยชน์ ขูดรีดเลือดเนื้อเอากับพวกนักลงทุนเหล่านั้น!!!   




 








upcoming issue

จากโต๊ะบรรณาธิการ
past issue
reader's guide


 



home | today's news | magazine | columnist | photo galleries | book & idea
resources | correspondent | advertise with us | contact us

Creative Commons License
ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย