Search Resources
 
Login เข้าระบบ
สมัครสมาชิกฟรี
ลืมรหัสผ่าน
 
  homenewsmagazinecolumnistbooks & ideaphoto galleriesresources50 managermanager 100join us  
 
 


bulletToday's News
bullet Cover Story
bullet New & Trend

bullet Indochina Vision
bullet2 GMS in Law
bullet2 Mekhong Stream

bullet Special Report

bullet World Monitor
bullet2 on globalization

bullet Beyond Green
bullet2 Eco Life
bullet2 Think Urban
bullet2 Green Mirror
bullet2 Green Mind
bullet2 Green Side
bullet2 Green Enterprise

bullet Entrepreneurship
bullet2 SMEs
bullet2 An Oak by the window
bullet2 IT
bullet2 Marketing Click
bullet2 Money
bullet2 Entrepreneur
bullet2 C-through CG
bullet2 Environment
bullet2 Investment
bullet2 Marketing
bullet2 Corporate Innovation
bullet2 Strategising Development
bullet2 Trading Edge
bullet2 iTech 360°
bullet2 AEC Focus

bullet Manager Leisure
bullet2 Life
bullet2 Order by Jude

bullet The Last page


ตีพิมพ์ใน นิตยสารผู้จัดการ
ฉบับ มิถุนายน 2531








 
นิตยสารผู้จัดการ มิถุนายน 2531
เส้นทางมาเฟียหมื่นล้าน อหังการ์ของ "ทีพีไอ." ที่ต้องเพ่งมอง             
โดย ไพโรจน์ จันทรนิมิ
 

   
related stories

TPI ธนาพรชัยผูกขาดจนเราเป็นที่หนึ่ง!? รุ่นที่ 2 ของเลี่ยวไพรัตน์กับมรสุมลูกใหญ่

   
www resources

โฮมเพจ อุตสาหกรรมปิโตรเคมีกัลไทย (TPI) - ทีพีไอ

   
search resources

อุตสาหกรรมปิโตรเคมีกัลไทย, บมจ.
Chemicals and Plastics




โครงการอุตสาหกรรมปิโตรเคมีเป็นฐานรากสำคัญของอุตสาหกรรมพลาสติก ทันทีที่รัฐบาลประกาศสานต่อแผนนี้ให้ครบวงจนในระยะที่ 2 ซึ่งมีการผลิตเม็ดพลาสติกชนิดสำคัญๆ เพิ่มขึ้นหลายชนิด ประดานักลงทุนทั้งหลายก็สนองรับอย่างไม่รีรอ

แน่ล่ะว่า... "ทีพีไอ." ย่อมไม่พลาดที่จะร่วมมหกรรมงานใหญ่นี้ และก็เป็น "ทีพีไอ." อีกเช่นกันที่ถูกหมายหัวว่า จะเป็นผู้ได้รับการส่งเสริมในโครงการใหญ่ๆ มากที่สุด หากเป็นจริงดังคาดการณ์นี้ อนาคตส่วนหนึ่งของประเทศก็ถูกกำหนดโดย "ทีพีไอ." อย่างแม่นมั่น!!?

"ที่เคยออกทะเลลึกย่อมสัมผัสได้ถึงความอ้างว้างของแผ่นฟ้าและผืนน้ำ จะมีก็แต่เพียงปลาและนกที่เคลื่อนไหวได้เป็นเพื่อนเท่านั้น"

ความเงียบเหงาเป็นเช่นนั้นมานานนับปี แต่แล้วด้วยความพยายามของมนุษย์ที่จะเอาชนะธรรมชาติ ในที่สุดเมื่อปี 2516 บริษัทยูโนแคลฯ ที่ได้รับสัมปทานสำรวจหาแหล่งปิโตรเลี่ยมกลางทะเลอ่าวไทยบริเวณหมายเลข 12 และ 13 ซึ่งอยู่ไกลจากกรุงเทพฯ ประมาณ 500 กม. ก็ยังความปรีดาปราโมทย์แก่คนไทยทั้งมวล เมื่อได้ค้นพบแหล่งก๊าซธรรมชาติแหล่งใหญ่แห่งหนึ่งของโลก ที่มีปริมาณเชิงพาณิชย์คุ้มค่า ณ บริเวณดังกล่าว

ในเวลาต่อมาจึงขนานนามแหล่งก๊าซนั้นว่า "แหล่งก๊าซเอราวัณ" ดังชื่อช้างสามเศียรช้างทรงของพระอินทร์ที่มีอิทธิฤทธิ์พิชิตเหล่ามาร เช่นเดียวกับความหวังใหม่ว่า พลังงานก๊าซธรรมชาติที่จะได้รับการผลิตขึ้นจะเป็นการปลดแอกทางด้านพลังงานของประเทศไทยให้มีอิสระแท้จริงเสียที

รัฐบาลเองก็ลงมือเชิงปฏิบัติการอย่างรีบด่วนด้วยการวางนโยบายและแผนงานรองรับที่จะใช้ประโยชน์จากก๊าซธรรมชาติให้มากที่สุด ไม่เพียงแต่วางแท่นเจาะมหึมากลางทะเลหรือตั้งโรงแยกก๊าซทันสมัย หากยังคิดค้นวิธีการแยกส่วนของก๊าซชนิดต่างๆ ซึ่งเป็นสารประกอบอยู่ในก๊าซธรรมชาติออกมาใช้ให้เกิดคุณค่าแท้จริง อาทิเช่น แยกก๊าซมีเทน (CH4) ซึ่งเป็นก๊าซองค์ประกอบที่เบาที่สุดส่งไปเป็นเชื้อเพลิงผลิตกระแสไฟฟ้าและเป็นวัตถุดิบของโรงงานผลิตปุ๋ยเคมี

และก๊าซองค์ประกอบที่เป็น "หัวใจ" ในการจุดชนวนความโชติช่วงชัชวาลสมบูรณ์แบบคือ อีเทน (C2H6) และโปรเทน (C3H8) ก็มีกระบวนการแยกก๊าซสองตัวนี้ป้อนเป็นวัตถุดิบในโรงงานผลิตโอเลฟินส์ (Ethylene Cracker) ที่เรียกกันว่า "อุตสาหกรรมปิโตรเคมีขั้นต้น" จากนั้นโอเลฟินส์ที่ผลิตได้ก็จะเป็นวัตถุดิบพื้นฐานของการผลิตเอททิลีน (C2H4) และโปรโพลีน (C3H6) เพื่อส่งต่อไปยังอุตสาหกรรมปิโตรเคมีต่อเนื่องเพื่อเป็นวัตถุดิบในการผลิตเม็ดพลาสติกต่อไป

โรงงานโอเลฟินส์แห่งแรกของประเทศไทยผ่านการออกแบบด้านวิศวกรรมไปแล้วเมื่อเดือนธันวาคม 2529 เซ็นสัญญากับผู้รับเหมาเมื่อ 6 มกราคม 2530 และจะสร้างแล้วเสร็จสามารถดำเนินการผลิตเชิงพาณิชย์ได้ในวันที่ 20 ตุลาคม 2532 ที่จะมาถึงในอีกไม่ช้า

รุ่งอรุณของอุตสาหกรรมปิโตรเคมีกำลังจะมาถึง!!!!

พูดถึงเรื่องอุตสาหกรรมปิโตรเคมีสำหรับบางคนอาจยังไม่แจ่มชัด ทว่าในโลกของความเป็นจริงทุกวันนี้ที่อุตสาหกรรมพลาสติกได้เข้ามามีบทบาทสำคัญเหนือวิถีชีวิตประจำวันของมนุษย์ทุกรูปแบบนั้น มันก็คือ ผลลัพธ์ปลายสุดของอุตสาหกรรมปิโตรเคมี

และที่ผ่านมาอุตสาหกรรมผลิตผลิตภัณฑ์พลาสติกสำเร็จรูปของบ้านเราต้องอาศัยเม็ดพลาสติกจากต่างประเทศเสียร้อยละ 70 หรือคิดเป็นมูลค่าประมาณ 8,000 ล้านบาท เงินตราที่ต้องสูญเสียเหล่านี้ จะไม่มีอีกแล้วหากโรงงานปิโตรเคมีขั้นต้น (โอเลฟินส์) และปิโตรเคมีต่อเนื่องเปิดดำเนินการผลิตพร้อมกัน

หนำซ้ำด้วยปริมาณก๊าซธรรมชาติที่คาดว่าเหลือเฟือคงช่วยเพิ่มกำลังการผลิต สามารถส่งออกไปต่างประเทศได้อีกด้วย!!

ก็นี่แหละเป็นคำตอบง่ายๆ และดีที่สุดว่า ทำไมนักลงทุนจากหลายวงการจึงกระสันต์อยากที่จะเข้ามาดำเนินการในโลกของอุตสาหกรรมปิโตรเคมีและอุตสาหกรรมพลาสติกกันนักหนา!!!!

การพัฒนาอุตสาหกรรมปิโตรเคมีได้รับการฟูมฟักเป็นอย่างดีมาโดยตลอด เริ่มจากจัดตั้งคณะอนุกรรมการอุตสาหกรรมปิโตรเคมีขึ้นเมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2524 เพื่อเป็นการวางฐานของการก่อตั้งบริษัทปิโตรเคมีแห่งชาติ (ปคช.) ซึ่งเป็นการร่วมทุนกันของภาครัฐบาลและเอกชนที่เป็นกำลังสำคัญในอุตสาหกรรมเม็ดพลาสติกในปี 2527 โดยแบ่งสัดส่วนถือหุ้นดังนี้

1. การปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย (ปตท.) 49.0%

2. สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ 4.5%

3. บริษัทอุตสาหกรรมปิโตรเคมีคัลไทย (ทีพีไอ.) 14.4%

4. บริษัทปูนซิเมนต์ไทย 15.9%

5. บริษัทไทยพลาสติกและเคมีภัณฑ์ (ทีพีซี.) 5.4%

6. บริษัทเอชเอ็มซี. โพลิเมอร์ 10.1%

7. บริษัทเงินทุนระหว่างประเทศ (ไอเอฟซี.) 0.7%

บริษัทปิโตรเคมีแห่งชาติ ที่มี ดร.สิปนนท์ เกตุทัต เป็นกรรมการผู้จัดการใหญ่นี้ เป็นผู้ที่ทำหน้าที่ในอุตสาหกรรมปิโตรเคมีขั้นต้น (โรงงานโอเลฟินส์) ซึ่งการก่อตั้งโรงงานโอเลฟินส์อยู่ที่ตำบลมาบตาพุด จังหวัดระยอง ในเนื้อที่ 350 ไร่ ใช้งบประมาณ 5,000 ล้านบาท

สำหรับอุตสาหกรรมปิโตรเคมีต่อเนื่องที่เป็นการลงทุนของภาคเอกชนทั้งหมดก็มีผู้สนใจลงทุนในระยะแรก (NPC-1) 4 ราย ซึ่งทั้ง 4 รายนี้ มีโรงงานผลิตอยู่ที่ จ.ระยอง ใกล้โรงโอเลฟินส์ และเป็นโรงงานที่ได้รับบัตรส่งเสริมการลงทุนจาก BOI ทั้งสิ้น แต่ละโรงมีกำลังผลิตดังนี้

1. บริษัทอุตสาหกรรมปิโตรเคมีคัลไทย ผลิต LDPE ปีละ 65,000 ตัน ผลิต HDPE/LLDPE ปีละ 60,000 ตัน

2. บริษัทไทยโพลีเอททิลีน (ในเครือปูนซิเมนต์ไทย) ผลิตโพลีเอททิลีน PE ปีละ 137,500 ตัน

3. บริษัทไทยพลาสติกและเคมีภัณฑ์ (ทีพีซี.) ของตระกูล "เอื้อชูเกียรติ" ผลิตไวนิลคลอไรด์ VCM/PVC ปีละ 140,000 ตัน

4. บริษัทเอชเอ็มซี. โพลิเมอร์ บริษัทร่วมทุนของเครือศรีกรุงวัฒนา กับ บริษัท Himont Corporation ผลิตโพลีโพรไปลีน PP ปีละ 100,000 ตัน

เอกชนทั้ง 4 ราย ที่ลงทุนในโครงการปิโตรเคมีต่อเนื่องระยะแรก (NPC-1) คงมีเพียงบริษัทอุตสาหกรรมปิโตรเคมีคัลไทย (ทีพีไอ.) และไทยพลาสติกและเคมีภัณฑ์ (ทีพีซี.) เท่านั้นที่ได้ชื่อว่ามีประสบการณ์ในอุตสาหกรรมนี้มาบ้างแล้ว ส่วนเครือศรีกรุงวัฒนาฯ ได้ชื่อว่าเป็นผู้นำเข้าเม็ดพลาสติกรายใหญ่ที่สุดของประเทศไทย ซึ่งถ้าทีพีไอ.และทีพีซี. สามารถชี้เป็นชี้ตายในวงการนี้ได้แล้ว ศักยภาพด้านนี้ของเครือศรีกรุงฯ ก็คงไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน

"ทีพีไอ.นั้นเป็นไม้เบื่อไม้เมากับศรีกรุงฯ มาโดยตลอด เพราะการที่ทีพีไอ.ตั้งโรงงานผลิตเม็ดพลาสติกขึ้นมาเมื่อปี 2521 เท่ากับเป็นการตัดรายได้ก้อนใหญ่ของศรีกรุงฯ จะเห็นว่าทีพีไอ.สามารถรวมผู้จำหน่ายเม็ดพลาสติกได้หมด ยกเว้นศรีกรุงฯ รายเดียวที่ไม่ยอมเข้าร่วม เขาสู้กันมาตลอดกระทั่งเรื่องบัตรส่งเสริม" แหล่งข่าวบอกกับ "ผู้จัดการ"

ในโครงการปิโตรเคมีต่อเนื่องระยะแรก (NPC-1) มีโรงงานที่เปิดดำเนินการผลิตทันควันแล้ว 2 โรง คือ โรงงานของ ทีพีไอ.ที่ ต.เชิงเนิน อ.เมือง จ.ระยอง กับโรงงานของ ทีพีซี. ที่สมุทรปราการ ซึ่งเป็นเรื่องปกติเนื่องจากสองรายนี้มีพื้นฐานและโรงงานที่ทำการผลิตมาก่อนหน้านี้แล้ว

เพราะความเป็นไปได้สูงของอุตสาหกรรมปิโตรเคมี บวกกับความต้องการใช้เม็ดพลาสติกที่ยั้งไม่หยุดในประเทศไทย ทำให้รัฐบาลต้องเร่งรีบดำเนินการโครงการปิโตรเคมีต่อเนื่องในระยะที่สอง (NPC-2) อย่างทันที NPC-2 โครงสร้างโดยรวมก็คล้ายกับ NPC-1 เพียงแต่นำวัตถุดิบมาขยายผลต่อการผลิตเม็ดพลาสติกมากชนิดขึ้น

โครงการปิโตรเคมีต่อเนื่องระยะที่ 2 เริ่มขึ้นในราวปลายปี 2530

ความสงสัยของหลายคนที่ระบุว่า "ผลการศึกษาของ BOI ไม่ได้ตั้งอยู่บนความยุติธรรมและกระทำกันด้วยความบริสุทธิ์ใจ" นั้นกล่าวโดยสรุปแล้วมีดังนี้คือ หนึ่ง-ทำไมต้องให้การส่งเสริม ทีพีไอ. ถึง 4 โครงการ ทั้งๆ ที่บางโครงการเช่น PS, PP, PE, ABJ ทีพีไอ. ก็ผลิตแล้วในระยะที่ 1 (NPC-1) การให้ส่งเสริมเช่นนี้อาจนำไปสู่การผูกขาดตลาดได้

สอง - ทำไมต้องดำเนินการขอมติอย่างรวบรัดเกินกว่าความจำเป็น

นอกจากนี้ยังมีการพูดถึงอีกด้วยว่ากลุ่มโซลเว เบลเยียมที่ได้รับส่งเสริมผลิตแบบครบวงจรนั้นแท้ที่จริงเป็นเพียงภาพจำลอง ขณะที่ของแท้ผู้ถือหุ้นรายใหญ่คนหนึ่งก็คือ กลุ่มทีพีไอ. ของตระกูลเลี่ยวไพรัตน์

ซึ่งถ้าเป็นเช่นนี้เท่ากับว่า ทีพีไอ. ได้รับการส่งเสริมถึง 5 โครงการ!!!!

และแต่ละชนิดล้วนเป็นตัวหลักของอุตสาหกรรมพลาสติกที่จำเป็นต่อชีวิตประจำวันทั้งสิ้น การตัดสินที่ปรากฏออกมาในรูปนี้จึงสร้างความไม่เชื่อมั่นให้หลายคนว่าหากทีพีไอ. คิดเล่นไม่ซื่ออาศัยความได้เปรียบสร้างผลประโยชน์ทางการตลาดโดยที่ผู้บริโภคไม่มีอำนาจใดๆ จะต่อรอง!!

บาปกรรมทำเข็ญที่อาจจะเกิดขึ้นนั้นใครเล่าจะเป็นผู้รับผิดชอบ!!?

"ทำไมจะต้องมองกันว่า ทีพีไอ. จะต้องเป็นคนผูกขาด บอกกันได้เลยว่าหากเราคิดจะขึ้นราคาเม็ดพลาสติกที่ขายอยู่เดี๋ยวนี้ก็ทำได้ แต่ทีพีไอ.ไม่ทำอย่างนั้นเด็ดขาด ทุกวันนี้เราเข้ามามีส่วนช่วยเหลือมากแค่ไหน ด้วยการขายเม็ดพลาสติกที่ถูกกว่าต่างประเทศมากมาย" ประชัยชี้แจงกับ "ผู้จัดการ"

สุดแท้แต่จะว่ากันไป!!!!

เบื้องลึกของการตัดสินดังกล่าว "ผู้จัดการ" ทราบมาว่า จุดที่คนใน BOI ถูกโจมตีมากที่สุดในแง่ของความไม่เป็นธรรมเพราะ

หนึ่ง - มีบางคนบอกว่าคนนั้นมีสัมพันธ์ที่ค่อนข้างแนบแน่นเป็นพิเศษกับคนๆ หนึ่งในกลุ่มโซลเว

สอง - มีสายสัมพันธ์ลึกซึ้งกับผู้ใหญ่ของพรรคชาติไทยคนหนึ่งซึ่งเกี่ยวข้องกันเป็นอย่างมากกับคนของตระกูลเลี่ยวไพรัตน์มาตั้งแต่ครั้งรุ่นพ่อประชัย "พร เลี่ยวไพรัตน์"

สาม - ผู้ถือหุ้นสำคัญๆ ของทีพีไอ. ล้วนเป็นฐานเสียงที่ดีของพรรคชาติไทย

"ที่คนๆ นั้นใน BOI กล้าตัดสินใจอย่างนี้เพราะเชื่อมั่นมากว่า คนของพรรคชาติไทยที่เป็นใหญ่จะช่วยปกป้องได้ อีกอย่างหนึ่งอาจคิดว่าทั้งตัวเองและพี่ชายล้วนเป็นคนที่ป๋าเปรมไว้เนื้อเชื่อใจคงเห็นคล้อยตามความคิด" แหล่งข่าวท่านนี้บอกกับ "ผู้จัดการ"

ในประเด็นเดียวกันนี้ประชัยได้ชี้แจงกับ "ผู้จัดการ" เป็นการตอบโต้ว่า การเข้าหา BOI ของทีพีไอ. นั้นไม่เคยอาศัยความสัมพันธ์ส่วนตัว และทีพีไอ.ก็ไม่เคยได้ใช้คนสนิทของคนใหญ่ใน BOI ที่กล่าวกันว่าอยู่ในกลุ่มโซลเวหรืออยู่ในทีพีไอ.เป็นนกต่อของการได้รับการส่งเสริมใดๆ ทั้งสิ้น ส่วนความสัมพันธ์กับผู้ใหญ่ของพรรคชาติไทย เขายอมรับว่า "มีอยู่บ้าง"

ชีระนั้นมีความมั่นใจเหลือล้นว่า การนำผลการศึกษาที่ผ่านมติบอร์ดเล็กเสนอให้บอร์ดใหญ่ที่มีนายกฯ เป็นประธานในวันที่ 30 มีนาคมนั้น จะต้องผ่านโดยไม่มีอุปสรรคใดๆ "เขามั่นใจมาก เพราะตั้งแต่มาเป็นเลขาฯ ป๋าก็ไม่ค่อยขัดแย้งกับความคิดของชีระมากนัก จนมองกันว่าชีระเป็นคนที่ป๋าส่งลงมา" แหล่งข่าวท่านหนึ่งบอก

ถ้าความแน่นอนบางครั้งคือความไม่แน่นอนยังศักดิ์สิทธิ์อยู่ ย่อมต้องใช้ในกรณีนี้ได้ดีที่สุด!!!!

ฝันของชีระล่มสลายอย่างไม่เป็นท่า เพราะที่ประชุมของคณะกรรมการชุดใหญ่มีมติให้แต่งตั้งคณะอนุกรรมการเฉพาะกิจซึ่งมี สุธี สิงห์เสน่ห์ รัฐมนตรีคลังเป็นประธาน ขึ้นมาทำการวิเคราะห์คำขอรับการส่งเสริมในโครงการนี้ใหม่ทั้งหมด โดยมีกำหนดระยะเวลา 60 วัน

"เชื่อว่าการพิจารณาของคณะอนุกรรมการเฉพาะกิจชุดนี้จะเพ่งไปที่ 5 โครงการใหญ่ ซึ่งกลุ่มทีพีไอ.ได้รับการส่งเสริมนั้นว่าสมเหตุสมผลมากน้อยเพียงใด ส่วนโครงการอื่นๆ คงไม่เข้าไปแตะต้องอะไรมากนัก อาจจะยืนกรานตามมติเดิม" แหล่งข่าวคนหนึ่งบอกกับ "ผู้จัดการ"

ถึงจะไม่มีทีท่าว่าจะเข้าไปแตะต้อง แต่ก็แว่วๆ ว่าได้มีนักลงทุนหลายรายที่ผิดหวังจากการตัดสินในครั้งแรก วิ่งเต้นเข้าหาคณะอนุกรรมการเฉพาะกิจนี้กันจ้าละหวั่น เพื่อหวังผลพลิกฟื้นโครงการของตนขึ้นมา

การต่อสู้คงอีกยาวนาน...

"มันยุ่งยากตรงไหนกับการส่งหนังสือเวียนไปยังคน 700-800 คน ของง่ายๆ อย่างนี้ต้องทำให้ได้ เออ...แล้วรีบๆ หน่อยล่ะ ชักช้าไม่ได้ ส่งไปให้โรงงานต่างๆ เขาเซ็นชื่อกันมา จะได้เอาไปเสนอให้ผู้ใหญ่เขาพิจารณา....แล้วอย่าให้พลาดล่ะ" ประชัย เลี่ยวไพรัตน์ หัวขบวนใหญ่ของทีพีไอ. สำทับอย่างหนักแน่นกับคนๆ หนึ่ง ซึ่งคาดว่าคงเป็น ประทีป เลี่ยวไพรัตน์ น้องชายคนหนึ่งของเขาทางโทรศัพท์ในบ่ายของวันเสาร์ที่ 7 พฤษภาคม 2531

คำพูดประโยคนี้บอกความหมายได้เป็นอย่างดีว่า ทีพีไอ. ไม่มีวันถอยเป็นอันขาด แม้ว่าในภาวะปัจจุบันกำลังถูกรุมเร้าอย่างหนักปานใดก็ตาม

หนังสือเวียนที่ประชัยกำชับว่า "ไม่ให้พลาด" นั้น เป็นหนังสือเวียนที่ทีพีไอ.มีไปยังบรรดาโรงงานผู้ใช้เม็ดพลาสติกทั้งหลายซึ่งเป็นลูกค้าทางอ้อมของทีพีไอ. ขอร้องให้ร่วมกันสนับสนุนโครงการของทีพีไอ. โดยให้เหตุผลว่า ภาระหน้าที่ปัจจุบันทีพีไอ.ได้เกื้อกูลประโยชน์ต่อวงการอุตสาหกรรมพลาสติกเป็นอันมาก

หนังสือเวียนที่จะห้อยท้ายรายชื่อผู้ใช้เม็ดพลาสติกดังกล่าวนี้ จะถูกส่งผ่านโดยตรงถึงตัวนายกรัฐมนตรี กลยุทธ์การจัดตั้งมวลชนของทีพีไอ.นี้ไม่รู้ว่ามีข้อแลกเปลี่ยนอันใดกับกลุ่มผู้ใช้เม็ดพลาสติกหรือเปล่า แต่นับว่าการเดินหมากนี้ชาญฉลาดไม่น้อย

เพราะอำนาจที่ถือครองอยู่ในปัจจุบัน ไม่ยากนักที่ทีพีไอ.จะขอร้องให้ผู้ใช้เม็ดพลาสติกสนับสนุน....

"ผมไม่ยอมแพ้ง่ายๆ คุณดูสิ การตั้งคณะอนุกรรมการเฉพาะกิจขึ้นมานั้นให้ความเป็นธรรมกับเราหรือไม่ ผู้ใหญ่หลายคนที่ถูกแต่งตั้งล้วนมีความสนิทสนมชอบพอกับผู้บริหารของปูนซิเมนต์ไทยทั้งสิ้น เล่นกันไม่แฟร์นี่ ปูนซิเมนต์เองไม่ใช่หรือที่ทิ้งโครงการนี้ไปแล้ว พอเราทำได้จะอาศัยอำนาจทางการเมืองมาบีบกันอย่างนั้นใช่ไหม เอาสิถ้าชนะได้อีกไม่ช้าเราคงต้องขายโรงงานให้ปูนฯ" ประชัยกล่าวอย่างเหลืออด

เหตุผลของทีพีไอ.กับความพยายามแก้ปัญหาด้วยการจัดตั้งคณะอนุกรรมการเฉพาะกิจขึ้นมานั้นมีเหตุผลอยู่ในตัวเองไม่น้อย คงไม่อาจถกเถียงกันได้ว่ากรรมการบางท่านนั้นมีสายสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งกับกลุ่มนักลงทุนบางกลุ่มอย่างแยกไม่ออก

และนี่เป็นปัญหาใหญ่ของการจัดวาง Position ภายในคณะอนุกรรมการชุดนี้ ซึ่งพูดประสาชาวบ้านบางคนอาจบอกว่า "แค่อ้าปากก็เห็นลิ้นไก่" แล้วนั้น จะสามารถสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนกลุ่มอื่นๆ ได้อย่างสนิทใจอย่างไรเล่า!?

หากไม่คิดอะไรกันมาก ก็ถือเสียว่าเป็นเวรกรรมสำหรับการแก้ปัญหาแบบไทยๆ ที่เรื่องอย่างนี้จะต้องยืดเยื้อต่อไปไม่มีที่สิ้นสุด!!!!

ทีพีไอ.ดั่งจะรู้ชะตากรรมของตนได้เป็นอย่างดีว่า มีความเป็นไปได้สูงที่จะถูกบั่นทอนศักยภาพลงมาในโครงการ NPC 2 ดังนั้นจึงไม่เพียงแต่จะทำหนังสือเวียนถึงผู้ใช้เม็ดพลาสติกเพื่อขอแรงสนับสนุนให้นายกรัฐมนตรีเห็นถึงข้อเท็จจริงต่างๆ เท่านั้น อีกด้านหนึ่งทีพีไอ.ยังร่อนเบื้องหลังโครงการให้คนทั่วไปรับรู้

ทีพีไอ.ต้องการที่จะกระชากหน้ากากของคู่แข่งขันที่เล่นนอกเกมกับตัวเอง!!!!

ในหนังสือฉบับนี้ ทีพีไอ.ระบุว่ากลุ่มปูนซิเมนต์ไทยที่ถูกตัดสิทธิ์ในการยื่นคำขอ PP ในนามของกลุ่มเองนั้น แท้ที่จริงแล้ว กลุ่มปูนซิเมนต์ไทยได้แฝงยื่นคำขอไว้อีก 2 ราย ในนามบริษัทเชลล์ และในนามกลุ่มศรีเทพไทย ส่วนกลุ่มศรีกรุงวัฒนา ก็แฝงยื่นคำขอ PE ไว้ในนาม ชาติศิริ โสภณพนิช

หากทีพีไอ.จะต้องถูกตัดสิทธิ์ใน NPC 2 ทางทีพีไอ.ก็เห็นว่าไม่เป็นธรรมเพราะ

หนึ่ง - หลักการใหม่นี้ไม่สอดคล้องกับแผนแม่บทที่ว่า ปิโตรเคมีที่มีผู้ผลิตรายเดียวในปัจจุบันจะให้ระดับความสำคัญในการพิจารณาข้อเสนอการลงทุนของผู้ลงทุนรายอื่นก่อน ซึ่งคณะอนุกรรมการบริหารของ BOI ใช้หลักเกณฑ์นี้พิจารณา

สอง - หากทีพีไอ.ได้รับการส่งเสริม PP และ PE ก็มิได้หมายความว่า ทีพีไอ.จะสามารถผูกขาดตลาดได้ เนื่องจากทีพีไอ.ไม่ได้เป็นผู้ผลิต PP ในปัจจุบัน และสำหรับ PE ก็มีผู้ผลิตมากกว่ารายเดียวอยู่แล้ว และผู้ใช้ยังสามารถนำเข้าจากต่างประเทศได้อีกด้วย

"เมื่อเป็นอย่างนี้เราจะไปสร้างระบบผูกขาดขึ้นมาได้อย่างไร" ประชัยกล่าวซ้ำอีกครั้ง

สาม - ตามแผนแม่บทที่เน้นการผลิตและเทคโนโลยีที่มีประสิทธิภาพและต้นทุนต่ำ ซึ่งเป็นเรื่องที่ถูกต้อง ทีพีไอ.ย้ำนักหนาว่าจุดประสงค์ข้อนี้ ทีพีไอ.สามารถทำได้ดีที่สุด เพราะทีพีไอ.ศึกษาแล้วพบว่า ต้นทุนคงที่/หน่วยของโรงงานขนาดกำลังการผลิตปีละ 160,000 ตัน/ปี จะได้เปรียบโรงงานขนาดปีละ 80,000 ตัน/ปี ถึงร้อยละ 31

จากความเชี่ยวชาญ ทีพีไอ.เชื่อมั่นว่าจะเป็นผู้ผลิตที่มีประสิทธิภาพสูงและต้นทุนต่ำที่สุด และการที่ทีพีไอ.มีฐานการผลิตใหญ่อยู่แล้วจะทำให้สามารถแข่งขันในตลาดโลกได้เป็นอย่างดี

สรุปแล้วยังไงๆ ทีพีไอ.ก็บอกกับตัวเองว่า "ตนนั้นแหละคือผู้เหมาะสมที่สุด"!!!!

ไม่รู้ว่าคณะอนุกรรมการเฉพาะกิจจะเห็นดีด้วยหรือเปล่าเท่านั้น????

แต่ล่าสุดข่าวยืนยันค่อนข้างแน่ชัดแล้วว่า การพิจารณาของคณะอนุกรรมการเฉพาะกิจมีความคิดเห็นคล้อยตามการพิจารณาตัดสินในครั้งแรกของ BOI เสียเป็นส่วนใหญ่

ทีพีไอ.เส้นใหญ่หรือไม่อย่างไรนั้น คำตัดสินดังกล่าวนี้ย่อมเป็นคำตอบได้ดีที่สุด!!!!

และนี่เท่ากับเป็นการประกาศชัยชนะเบื้องต้นของทีพีไอ. เป็นสัญญาณที่ชี้บอกถึงความยิ่งใหญ่อย่างสมบูรณ์แบบของ "ผู้ยิ่งใหญ่" ในอุตสาหกรรมนี้อย่างยากจะหาใครมาเปรียบเทียบ....

เฮ้อ...ก็ได้แต่คาดหวังว่า "ทีพีไอ." จะรักษาสัจจะคำมั่นสัญญาที่บอกไว้ตลอดเวลา จะไม่กระทำตัวเป็น "ผู้ผูกขาด" และข่มเหงน้ำใจผู้บริโภคทั้งหลายไปตลอดกาลนะ!!!!   




 








upcoming issue

จากโต๊ะบรรณาธิการ
past issue
reader's guide


 



home | today's news | magazine | columnist | photo galleries | book & idea
resources | correspondent | advertise with us | contact us

Creative Commons License
ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย