Search Resources
 
Login เข้าระบบ
สมัครสมาชิกฟรี
ลืมรหัสผ่าน
 
  homenewsmagazinecolumnistbooks & ideaphoto galleriesresources50 managermanager 100join us  
 
 


bulletToday's News
bullet Cover Story
bullet New & Trend

bullet Indochina Vision
bullet2 GMS in Law
bullet2 Mekhong Stream

bullet Special Report

bullet World Monitor
bullet2 on globalization

bullet Beyond Green
bullet2 Eco Life
bullet2 Think Urban
bullet2 Green Mirror
bullet2 Green Mind
bullet2 Green Side
bullet2 Green Enterprise

bullet Entrepreneurship
bullet2 SMEs
bullet2 An Oak by the window
bullet2 IT
bullet2 Marketing Click
bullet2 Money
bullet2 Entrepreneur
bullet2 C-through CG
bullet2 Environment
bullet2 Investment
bullet2 Marketing
bullet2 Corporate Innovation
bullet2 Strategising Development
bullet2 Trading Edge
bullet2 iTech 360°
bullet2 AEC Focus

bullet Manager Leisure
bullet2 Life
bullet2 Order by Jude

bullet The Last page


ตีพิมพ์ใน นิตยสารผู้จัดการ
ฉบับ มิถุนายน 2545








 
นิตยสารผู้จัดการ มิถุนายน 2545
เอ็ฟเฟ็คทีฟ แพลนเนอร์ส ภารกิจอีกยาวไกล             
โดย ฐิติเมธ โภคชัย
 


   
www resources

Asiamoney Magazine Homepage
Business Week Magazine Homepage
Petronews Homepage
Chemical Industry Homepage
ASEAN Support Industry Database Homepage

   
search resources

อุตสาหกรรมปิโตรเคมีกัลไทย, บมจ.
เอ็ฟเฟคทีฟ แพลนเนอร์ส
ปีเตอร์ โกธาร์ด




เอ็ฟเฟ็คทีฟ แพลนเนอร์ส ถูกมองในแง่ลบสำหรับการทำงานปรับโครงสร้างหนี้ในเมืองไทย ก่อนวิกฤติเศรษฐกิจระเบิดขึ้นไม่มีใครรู้จักองค์กรนี้ ปัจจุบันมีชื่อเสียงและเป็นที่ต้องการของเจ้าหนี้ เพื่อให้เข้าไปจัดการในบริษัทที่มีปัญหา

เอ็ฟเฟ็คทีฟ แพลนเนอร์ส เป็นที่รู้จักกันในวงกว้างจากการเข้าไปเป็นผู้บริหารแผน ใน บมจ.อุตสาหกรรมปิโตรเคมีกัลไทย หรือทีพีไอ บริษัทปิโตรเคมีรายใหญ่สุดของไทย ซึ่งในปี 2540 ประกาศพักชำระหนี้ชั่วคราวจำนวน 3.7 พันล้านเหรียญสหรัฐกับเจ้าหนี้ กว่า 150 แห่งที่กระจายอยู่ 40 ประเทศทั่วโลก ถือเป็นดีลปรับโครงสร้างหนี้ที่ยุ่งยากที่สุด ในภูมิภาคเอเชีย ยิ่งไปกว่านั้นหลังจากประชัย เลี่ยวไพรัตน์ ผู้ก่อตั้งและผู้บริหารสูงสุดทีพีไอไม่เห็นด้วยกับการดำเนินการฝ่ายเจ้าหนี้และเอ็ฟเฟ็คทีฟ แพลนเนอร์ส การทำงานจึงเพิ่มระดับความยากลำบากมากขึ้นไปอีก

เมื่อศาลล้มละลายประกาศให้เอ็ฟเฟ็คทีฟเป็นผู้ชนะในฐานะผู้บริหารแผนทีพีไอ เป็นเวลา 4 ปีนับตั้งแต่วันที่ 15 ธันวาคม 2543 เป็นต้นไป ทีพีไอต้องตกอยู่ ภายใต้การควบคุมของทีมงานเอ็ฟเฟ็คทีฟ ที่มีแอนโทนี่ นอร์แมน เป็นผู้นำ (ปัจจุบันถูกแทนที่โดยปีเตอร์ โกธาร์ด)

แม้ว่าการบริหารงานและการจัดการทางด้านการเงินเป็นความท้าทายอย่างมาก แต่ในปีแรกกลับได้รับความสำเร็จมากพอสมควร กระนั้นก็ดีความราบรื่นที่สมบูรณ์แบบยังไม่เกิดขึ้น โดยเมื่อปีที่ผ่านมา นอร์แมน, โกธาร์ด และผู้บริหารระดับสูงอีก 3 คนของเอ็ฟเฟ็คทีฟ ถูกกล่าวหาว่ายักยอกเงินในทีพีไอ 21 ล้านบาท (ประมาณ 4.85 แสน เหรียญสหรัฐ) แต่ทั้งหมดออกมาจัดการกับปัญหาได้

นอกจากนี้ ยังมีเรื่องขึ้นโรงขึ้นศาลกับฝ่ายผู้บริหารเดิมของทีพีไออีกเกือบ 20 คดี และเดือนเมษายนปีที่แล้วเจอระเบิดบริเวณชั้นสอง ณ อาคารทีพีไอบนถนนนราธิวาสราชนครินทร์ แต่ดูเหมือนว่าฝ่ายเอ็ฟเฟ็คทีฟมีความอดทนต่อเหตุการณ์เหล่านี้อย่างมาก

ด้วยความเข้าใจในสภาพแวดล้อมและความหลักแหลมในยุทธศาสตร์ เอ็ฟเฟ็คทีฟจึงได้ดึง ดร.ทองฉัตร หงศ์ลดารมภ์ หนึ่งใน คณะผู้ก่อตั้งการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย (ปตท.) เข้ามานั่งทำงาน ในทีพีไอในฐานะผู้จัดการใหญ่ รวมถึงการเข้ามาของพิชา ดำรงค์พิวัฒน์ อดีตกรรมการผู้จัดการธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธ.อ.ส.) ในฐานะผู้อำนวยการฝ่ายการเงิน ซึ่งจะช่วยสริมสร้างความแข็งแกร่งในการปฏิบัติงานแบบวันต่อวันได้

อย่างไรก็ตาม ทีมงานใหม่ภายใต้การนำของโกธาร์ดกลับทำงานได้ไม่ง่ายอย่างที่คิด เมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมาทีพีไอ ประกาศว่า ไม่สามารถขายทรัพย์สินที่ไม่ใช่สินทรัพย์หลัก (non-core assets) จำนวน 200 ล้านเหรียญสหรัฐ ได้ตามเป้าหมายจากข้อกำหนดของการปรับโครงสร้างหนี้

"ความจริงปีที่แล้วต้องขายทรัพย์สินให้ได้ 200 ล้านเหรียญสหรัฐ แต่พลาดเป้าจากภาวะเศรษฐกิจและเหตุการณ์ในอเมริกา เราจึงทำได้เพียง 30 ล้านเหรียญสหรัฐ" โกธาร์ดชี้

ทรัพย์สินที่ไม่ใช่สินทรัพย์หลักที่ว่า คือ โรงไฟฟ้าและหุ้นของ บมจ.ทีพีไอ โพลีน โดยสินทรัพย์แรกอยู่ในช่วงการเจรจากับบ้านปู พาวเวอร์ หลังจากล้มเหลวกับ บมจ. ผลิตไฟฟ้าราชบุรีโฮลดิ้งก่อนหน้า ส่วนสินทรัพย์ที่สองต้องรอให้ผู้บริหารแผนฟื้นฟูของทีพีไอ โพลีนตัดสินใจเท่านั้น "เราเองเป็นเพียงผู้สังเกตการณ์ว่าเมื่อไรจะจบเสียที" โกธาร์ดบอก "โรงไฟฟ้ามีความเป็นไปได้ว่าจะไม่สามารถขายได้ภายในปีนี้"

ความล้มเหลวกรณีดังกล่าวหมายถึงความผิดพลาดทางเทคนิค และมีการคาดคะเนกันตามมาว่า อาจจะนำมาซึ่งการยกเลิกแผนการทำงานทั้งหมด เหตุการณ์นี้ทำให้เจ้าหน้าที่ทีพีไอ 2 รายต้องการให้เอ็ฟเฟ็คทีฟอธิบายถึงเหตุผลความผิดพลาด อย่างไรก็ดี เจ้าหนี้ดังกล่าวออกมาปฏิเสธความต้องการ ให้ผู้บริหารแผนแก้ไขกรอบของกระบวนการขายทรัพย์สินที่ไม่ใช่สินทรัพย์หลัก

ดูเหมือนว่าเหตุการณ์จะบานปลายซึ่งโกธาร์ดเองเห็นลางร้ายที่จะเกิดขึ้น "ไม่เป็นความจริง" เขาบอก "พวกเรามีความก้าวหน้าจากแผนการทำงานที่ดีและได้รับการสนับสนุนเต็มที่จากเจ้าหนี้ พวกเราอาจจะมีปัญหาเป็นครั้งคราวแต่ในที่สุดก็มั่นใจว่า ทีพีไอจะกลับมาแข็งแกร่งได้"

ทุกวันนี้บรรยากาศได้สงบลงแล้วเมื่อเจ้าหนี้อนุมัติแก้ไขแผนฟื้นฟูกิจการของ ทีพีไอและเลื่อนระยะเวลาการจำหน่ายทรัพย์สินที่ไม่ใช่สินทรัพย์หลักออกไปเป็นภายในสิ้นเดือนมีนาคมปีหน้า ซึ่งการเปลี่ยนแปลงหรือแก้ไขแผนฟื้นฟูฯ ต้องได้รับความเห็นชอบจากเจ้าหนี้ที่มีสัดส่วนหนี้ของทีพีไอ ไม่ต่ำกว่า 75% ของมูลหนี้ที่เข้าร่วมการปรับโครงสร้างหนี้ทางการเงินทั้งหมดโดยไม่มีการคัดค้านจากเจ้าหนี้รายใดรายหนึ่ง

มติแรกที่ระบุไว้ในคำร้อง เพื่อขอแก้ไขแผนในครั้งนี้จะเป็นการขอความเห็นชอบให้มีการยกเลิกเงื่อนไขที่กำหนดว่า มติที่ลงคะแนนจะต้องตกไปหากมีการคัดค้านจากเจ้าหนี้รายใดรายหนึ่ง และให้ใช้หลักเกณฑ์การลงคะแนนเสียงที่กำหนดอยู่ในกฎหมายล้มละลาย

ผู้บริหารแผนได้พิจารณาเห็นว่าหลักเกณฑ์การลงคะแนนเสียงที่ระบุไว้ในแผนฟื้นฟูกิจการทีพีไอ ซึ่งให้สิทธิแก่เจ้าหนี้รายหนึ่งให้สามารถทำให้มติใดๆ ตก ไปด้วยเสียงของตนเพียงรายเดียวทำให้การแก้ไขเป็นไปได้ลำบากในทางปฏิบัติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับบริษัทที่มีเจ้าหนี้จำนวนมาก

"ทุกครั้งที่มีการลงคะแนนเสียงของเจ้าหนี้ทีพีไอ นับตั้งแต่เราได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้บริหารแผนได้รับเสียงสนับสนุนจากเจ้าหนี้ในสัดส่วนไม่ต่ำกว่า 89% มาโดยตลอด" โกธาร์ดกล่าว

การเลื่อนกำหนดเวลาดังกล่าวคำนึงถึงเวลาที่ใช้ไปในการแก้ไขแผนและเวลาที่ ผู้บริหารแผนประเมินว่าจะต้องใช้ในการสรุปการขายทรัพย์สินที่ไม่ใช่สินทรัพย์หลักทั้งหมด อย่างไรก็ดีทางเอ็ฟเฟ็คทีฟต้องพยายามจำหน่ายสินทรัพย์ที่ว่าออกไปให้เร็วที่สุด ซึ่งการกำหนดระยะเวลาใหม่เป็นสิ่งที่มีความจำเป็น เนื่องจากจะทำให้ความกังวลว่าภาระการผิดนัดชำระหนี้ทางเทคนิคที่ยังคงดำรงอยู่นั้นหมดไป และถือว่าเป็นสิ่งสำคัญที่จะต้องมีการกำหนดเป้าหมายของเวลาในการบริหารแผน

อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาถึงผลการดำเนินธุรกิจภายใต้การจัดการของเอ็ฟเฟ็ค ทีฟ ในช่วงปี 2544 ปรากฏว่ามีตัวเลขเป็นที่น่าพอใจพอสมควร คือ มีกำไรสุทธิ 8,945 ล้าน บาท ขณะที่งวดเดียวกันของปี 2543 ขาดทุนสุทธิถึง 39,276 ล้านบาท แม้ว่าจะเกิดจาก รายการพิเศษจากการสนับสนุนตัวแผนฟื้นฟูกิจการ ที่มีตัวเลขจำนวนสูงถึง 16,471 ล้าน บาท ขณะที่ปี 2543 มีมูลค่าเพียง 632 ล้านบาทเท่านั้น

ความโดดเด่นของรายการพิเศษเกิดจากทีพีไอมีกำไรจากการปรับปรุงดอกเบี้ยค้างจ่ายผิดนัด เฉพาะในปี 2544 เป็นจำนวน 3,644 ล้านบาท โดยเกิดขึ้นตั้งแต่บริษัทหยุดจ่ายหนี้ในช่วงวิกฤติช่วงแรกๆ ซึ่งระยะเวลาหยุดชำระหนี้แต่ละธนาคารจะเกิดขึ้นไม่พร้อมกัน แต่เป็นที่เข้าใจว่าเจ้าหนี้จะคิดอัตราดอกเบี้ยการผิดชำระหนี้ค่อนข้างสูง

"ถึงแม้ว่าเราไม่ได้จ่ายเงินออกไปจริงๆ แต่ในทางบัญชีจะต้องลงบันทึก จนกระทั่งแผนฟื้นฟูออกมาเรากำหนดอัตราดอกเบี้ยตรงนี้ต่ำลงมาอีกระดับหนึ่ง ดังนั้นเมื่อพวกเขารับแผนก็ต้องทำตามเงื่อนไข ทำให้เกิดมีกำไรจากตรงนี้เข้ามา" โกธาร์ดอธิบาย

อีกทั้งยังมีกำไรจากการแปลงดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียมค้างจ่ายเป็นหุ้นทุนจำนวน 12,826 ล้านบาท เป็นผลมาจากการแปลงหนี้เป็นทุน ณ ราคา 5.50 บาทต่อหุ้น แต่ช่วงนั้นราคาตลาดของหุ้นทีพีไอ อยู่ที่ระดับ 3.30 บาทต่อหุ้น ส่งผลให้หนี้ลดลงประมาณ 20% เป็นไปตามแผนการที่เอ็ฟเฟ็คทีฟวางเอาไว้

"ทั้งสองกรณีเป็นกำไรที่เกิดขึ้นจริงจากแผนฟื้นฟูกิจการ หลายคนมองว่าเป็นกำไรที่เกิดขึ้นทางบัญชี แน่นอนมันเป็นเช่นนั้นแต่กำไรที่เกิดขึ้นกับบริษัทจริงๆ เพราะขายหุ้นสูงกว่าราคาตลาดแล้วหนี้หายไป และการประหยัดดอกเบี้ยจ่ายผิด นัดชำระได้พอสมควร" โกธาร์ดชี้ "แต่รายการทั้งสองจะไม่มีอีกต่อไปเพราะเกิดขึ้นครั้งเดียวเมื่อปีที่แล้ว"

สำหรับงวดปี 2543 ทีพีไอมีดอกเบี้ยและดอกเบี้ยจ่ายจากการผิดนัดชำระจำนวน 14,124 ล้านบาท อย่างไรก็ตามในปีถัดมาบริษัทมีดอกเบี้ยจ่ายลดลงเหลือ 8,604 ล้านบาท การลดลงดังกล่าวเป็นผลมาจากมูลหนี้ที่ลดลงจากการดำเนินการตามแผนฟื้นฟูกิจการ ประกอบกับอัตราดอกเบี้ยทั้งในประเทศและในรูปดอลลาร์ในปีที่ผ่านมา ต่ำกว่าอัตราดอกเบี้ยในปี 2543 โดยเฉลี่ย

ปี 2544 ทีพีไอมีผลขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนเพียง 1,260 ล้านบาท ขณะที่งวดเดียวกันของปี 2543 ขาดทุนถึง 8,953 ล้านบาท "การที่บาทกับดอลลาร์คงที่ทำให้ผลการขาดทุนตรงนี้เกิดขึ้นน้อยมาก" โกธาร์ดบอก

นอกจากนี้ ในปี 2543 บริษัทขาดทุนจากการตีราคาและการด้อยค่าของสินทรัพย์ จำนวน 8,953 ล้านบาท แต่ในปีถัดมาขาดทุนเพียง 1,210 ล้านบาท เนื่องจากทรัพย์สินส่วนใหญ่ได้ถูกประเมินราคาไปในระหว่างปี 2543 ซึ่งเป็นผลให้มีการปรับลดมูลค่าตาม บัญชี และในปี 2544 จำนวนสินทรัพย์ที่มีการประเมินมีจำนวนลดลง

สำหรับการตั้งสำรองหนี้สูญและหนี้สงสัยจะสูญในปี 2543 ในจำนวนที่เป็นสาระสำคัญอย่างมาก สำหรับยอดคงเหลือในบัญชีลูกหนี้การค้า เงินให้กู้ยืมและเงินทดลองในกิจการที่เกี่ยวข้อง ซึ่งไม่รวมถึงกลุ่มบริษัทที่อยู่ภายใต้การฟื้นฟูกิจการไว้แล้วเป็นจำนวน 9,852 ล้านบาท ขณะที่งวดปีที่แล้วมียอดคงเหลือเพิ่มขึ้นเพียง 299 ล้านบาท

ที่สำคัญทีพีไอมีรายได้อื่นในปี 2544 สูงถึง 4,547 ล้านบาท เทียบกับงวดเดียวกัน ของปี 2543 มีเพียง 843 ล้านบาท เป็นผลมาจากการเปลี่ยนแปลงวิธีการบันทึกเงินลงทุนในทีพีไอ โพลีนจากวิธีส่วนได้เสียเป็นวิธีราคาทุนหรือตลาดที่ต่ำกว่าส่งผลให้บริษัทมีกำไร 2,209 ล้านบาท

อย่างไรก็ตาม หากพิจารณายอดขายในปี 2544 ที่มีจำนวน 72,152 ล้านบาท ขณะ ที่งวดเดียวกันของปีก่อนหน้าที่มียอดขาย 72,046 ล้านบาท นับว่าเป็นรายการที่ตัวเลขที่แทบจะไม่ขยับเลย ทำให้มาร์จินลดลงจากรายได้ที่เท่าเดิมแต่ต้นทุนขายสูงขึ้น

"อุตสาหกรรมปิโตรเคมีต่ำที่สุดในรอบ 10 ปีในแง่ของราคา เรายอมรับว่าสภาพโดยรวมปีที่แล้วแย่กว่าปีก่อนหน้า" โกธาร์ดบอก

นับตั้งแต่ปี 2544 เป็นต้นมาสถานการณ์ทางเศรษฐกิจของภูมิภาคต่างๆ ทั่วโลกมีแนวโน้มชะลอตัวลงและเข้าสู่ภาวะถดถอยอย่างเห็นได้ชัด ทั้งการทรุดตัวภาคการเงิน การชะลอการใช้จ่ายและการลงทุนจากภาวะขาดความเชื่อมั่น อัตราการขยายตัวผลิตภัณฑ์ มวลรวมประชาชาติของประเทศต่างๆ มีแนวโน้มลดลง และส่อเค้าให้เห็นว่าความพยายาม ในการฟื้นเศรษฐกิจของแต่ละประเทศอาจจะยังไม่สัมฤทธิผล จนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลายซึ่งคาดว่าต้องใช้เวลานานมากกว่าหนึ่งปี ปัจจัยดังกล่าวส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมปิโตรเคมีอย่างเห็นได้ชัด รวมไปถึงสถานการณ์ราคาน้ำมันซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อราคาผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมี

สำหรับแนวโน้มอุตสาหกรรมปิโตรเคมีคาดกันว่า ความต้องการบริโภคผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีจะซบเซาต่อไปอีกอย่างน้อยหนึ่งปี หรือจนกว่าเศรษฐกิจจะฟื้นตัวอย่างเห็นได้ชัด และวัฏจักรขาขึ้นของอุตสาหกรรมซึ่งคาดว่าจะเกิดขึ้นในปีหน้าอาจต้องเลื่อนออกไป อีก 1-2 ปี

"ปีนี้พวกเราคาดการณ์สภาวะลำบาก โดยเฉพาะผลประกอบการของทีพีไอเพราะต้องขึ้นอยู่กับสภาพตลาดซึ่งเปลี่ยนแปลงเร็วมาก โดยเฉพาะแง่ราคา แต่ช่วงปลาย ปีมั่นใจว่ามาร์จินจะดีขึ้น" โกธาร์ดกล่าว

หากสถานการณ์อุตสาหกรรมปิโตรเคมียังคงเป็นไปในลักษณะที่ไม่สดใส นั่นหมายถึงการส่งผลกระทบเข้าไปยังการดำเนินการในทีพีไอ โดยเฉพาะแผนการลดหนี้ เนื่องจากไม่สามารถขายทรัพย์สินที่ไม่ใช่สินทรัพย์หลักได้ตามเป้า เพราะนอก จากรายการพิเศษแล้วหนี้ที่เหลือจะแบ่งออกเป็น 2 ส่วน โดยหนี้ในส่วนแรก ซึ่งเรียก กันว่า Tier 1 จะยังคงค้างอยู่จนกระทั่งแผน ฟื้นฟูกิจการฉบับนี้สิ้นสุดลงเพราะในแผนไม่ได้บอกว่าจะต้องจ่ายหนี้คืนให้หมด

ขณะที่ส่วนที่สอง หรือ Tier 2 เอ็ฟ เฟ็คทีฟจะบริหารหนี้ด้วยการขายทรัพย์สินที่ไม่ใช่สินทรัพย์หลัก และเงินที่เหลือจากการดำเนินธุรกิจ แต่ถ้าหากเงินไม่เหลือก็ไม่ต้องจ่าย "มีเท่าไรจ่ายเท่านั้นเพราะไม่ได้กำหนดตายตัวเอาไว้ในแผนฟื้นฟูกิจการ" โกธาร์ดบอก

ดังนั้นความสามารถในการลดหนี้อีกหนทาง คือ เม็ดเงินที่ได้มาจากการดำเนินงาน ซึ่งหากพิจารณาถึงแนวโน้มบรรยากาศอุตสาหกรรมปิโตรเคมีโดยรวมแล้ว ได้สร้างความลำบากใจให้กับเอ็ฟเฟ็คทีฟมากพอสมควร "เงินที่ได้จากการดำเนินงานแล้วนำมาใช้หนี้มีไม่ค่อยมาก การลดหนี้ในปีนี้จึงมีเพียงเล็กน้อยเท่านั้น"

นับจากนี้ไปจนถึงสิ้นปี 2547 ซึ่งเป็นวันสิ้นสุดแผนเอ็ฟเฟ็คทีฟ จะต้องจัดการกับปัญหาเพื่อให้เป็นไปตามข้อกำหนดในเงื่อนไข อย่างไรก็ตามระยะเวลาที่กำหนดดังกล่าวสามารถขยายออกไปซึ่งกฎหมายก็เขียนไว้เช่นนั้นด้วย แต่ผู้บริหารเดิมของทีพีไอไม่ต้องการให้เป็นเช่นนั้นแน่

"จะแปลกมากเลยถ้าแผนนี้สำเร็จสิ้นปี 2547 เพราะหน้าที่ของพวกเรา คือ ทำให้ บริษัทกลับมาแข็งแกร่ง โดยเฉพาะในแง่การเงิน" โกธาร์ดชี้ "มันไม่เข้าท่าหากถึงเวลานั้นแต่ทีพีไอยังแย่แต่เรากลับเดินออกไป ซึ่งไม่ใช่จุดประสงค์ของการฟื้นฟูกิจการ ดังนั้นเราก็ต้องอยู่ต่อไปจนกระทั่งพวกเขาดีขึ้น ถ้าจะยืดเวลาออกไปก็ต้องทำหรือถ้าเร็วกว่านั้น ก็ยิ่งดี"

   




 








upcoming issue

จากโต๊ะบรรณาธิการ
past issue
reader's guide


 



home | today's news | magazine | columnist | photo galleries | book & idea
resources | correspondent | advertise with us | contact us

Creative Commons License
ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย