Search Resources
 
Login เข้าระบบ
สมัครสมาชิกฟรี
ลืมรหัสผ่าน
 
  homenewsmagazinecolumnistbooks & ideaphoto galleriesresources50 managermanager 100join us  
 
 




ตีพิมพ์ใน นิตยสารผู้จัดการ
ฉบับ พฤษภาคม 2548








 
นิตยสารผู้จัดการ พฤษภาคม 2548
Rosslyn Chapel…โบสถ์ปริศนาแห่งศาสนาคริสต์      
โดย วิไลลักษณ์ ถิรนุทธิ
 





ใครได้อ่าน The Da Vinci Code นิยายขายดีของ Dan Brown ก็คงจะรู้จัก Rosslyn Chapel โบสถ์เล็กๆ ทางตอนใต้ของเอดินเบอระในสกอตแลนด์ ซึ่ง Dan Brown บรรยายเอาไว้ว่าเต็มไปด้วยรหัสลับที่ช่างโบราณแกะสลักไว้ตามผนังและหลังคาโบสถ์ทั้งหลัง เป็นปริศนาให้คนรุ่นหลังไปคลายปมเอง

ฉันเองพอได้อ่าน The Da Vinci Code แบบรวดเดียวจบภายใน 3 วัน (เพราะวางไม่ลงจริงๆ) ก็เลยรีบหาโอกาสไปแกะรอย โบสถ์ Rosslyn ตาม Dan Brown สักหน่อย เผื่อโชคดีอาจจะเจอ The Holy Grail ที่ตำนานบอกว่าถูกซ่อนอยู่ในโบสถ์นี้กับเขาบ้าง The Holy Grail นี้โดยทั่วไปหมายถึงถ้วยศักดิ์สิทธิ์ที่พระเยซูเจ้าใช้ดื่มไวน์กับสาวกระหว่างการกินอาหารมื้อสุดท้าย ก่อนพระองค์จะถูกจับตรึงไม้กางเขน ส่วน Dan Brown กับนักวิชาการอีกหลายคนกลับตีความไปว่า The Holy Grail คือเลือดเนื้อเชื้อไขของพระเยซูที่สืบทอดวงศ์ตระกูลของพระองค์มาจนถึงปัจจุบัน!

Dan Brown อ้างว่าชื่อ Rosslyn ของโบสถ์มาจากคำว่า The Rose Line ซึ่งหมายถึงเส้นเมอริเดียนเก่าแก่ที่ลากจากขั้วโลกเหนือมาจรดใต้ตามวงโคจรของดวงอาทิตย์ โดยตัดผ่านปารีส ก่อนจะถูกย้ายมาตัดผ่านกรีนนิชในลอนดอนแทน เจ้าของนิยายเล่มดังยังตีความต่อไปอีกว่า The Rose Line หรือ The Line of Rose นั้นหมายถึงลูกหลานของพระเยซูที่เกิดกับ Mary Magdalene สาวกหญิงของพระองค์ที่ทางศาสนาคริสต์ประกาศว่าเป็นโสเภณีกลับใจ แต่หลายคนกลับเชื่อว่า พระนางเป็นเจ้าหญิงที่พระเยซูทรงรักและอภิเษกด้วยจนมีพระธิดาด้วยกัน และขณะที่พระเยซูทรงถูกตรึงไม้กางเขนนั้น Mary Magdalene ซึ่งกำลังตั้งครรภ์พอดี ได้ล่องเรือหนีการถูกจับกุมจากอิสราเอลมาขึ้นบก และตั้งรกรากอยู่ที่ฝรั่งเศส มีผู้สืบสกุลเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน ซึ่งหลายคนเชื่อว่าราชวงศ์ Merovingians ของฝรั่งเศส ก็คือสายเลือดของพระเยซูกับ Mary Magdalene นั่นเอง

แต่ตามข้อมูลที่ทางโบสถ์ Rosslyn บันทึกไว้นั้น ไม่ได้ระบุเอาไว้ว่าโบสถ์ Rosslyn นั้น เกี่ยวข้องกับ The Holy Grail พระเยซู และ Mary Magdalene หรือไม่อย่างไร ตามประวัติของทางโบสถ์บอกแต่เพียงว่า โบสถ์ถูกสร้างขึ้นโดย Sir William St Clair เจ้าชายราชวงศ์ซินต์แคลร์แห่งโอคนีย์ (Oakney) องค์สุดท้าย เมื่อปี ค.ศ.1446 หรือ 550 กว่าปีมาแล้ว หนังสือหลายเล่มที่เขียนออกมาวิจารณ์ Dan Brown กล่าวว่าชื่อ Rosslyn ไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับ The Rose Line เลยสักนิด เช่นใน The Rough Guide to the Da Vinci Code ของ Michael กับ Veronica Haag นั้น ผู้แต่งอธิบายว่า Rosslyn เป็นแค่ชื่อสถานที่เท่านั้น โดย Ross หมายถึงส่วนหนึ่งของภูเขา ที่เป็นแหลมยื่นลงไปในทะเล (และพื้นที่ของสกอตแลนด์ก็เป็นภูเขาเสียส่วนใหญ่) ส่วน Lynn หมายถึงสระน้ำหรือลำธาร ซึ่งผู้เขียนทั้งสองคิดว่าน่าจะหมายถึงแม่น้ำ Esk ที่ก่อตัวเป็นวังวนรอบๆ ภูเขาไฟใกล้ๆ กับปราสาท Rosslyn ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากโบสถ์มากกว่า ดังนั้นผู้แต่งทั้งสองจึงท้วงว่าชื่อ Rosslyn ไม่ได้มีความหมายลี้ลับอย่างที่ Dan Brown อ้างแต่อย่างใด

แต่ถ้าใครได้ไปเยี่ยมโบสถ์แห่งนี้แล้ว จะเห็นได้ว่าทาง Rosslyn Chapel Trust ผู้ดูแลโบสถ์ กลับไม่ได้ออกมาปฏิเสธอย่างเต็มปากว่า โบสถ์ Rosslyn กับ The Rose Line นั้น ไม่มีความเกี่ยวข้องกันเลย เพราะในร้านขายของที่ระลึกของทางโบสถ์ กลับมีนิยายของ Dan Brown และหนังสือเล่มอื่นๆ ที่นำเสนอความคิดที่ว่าพระเยซูกับพระนาง Mary Magdalene มีความสัมพันธ์เป็นสามีภรรยากัน วางขายอยู่เต็มร้าน อีกทั้งยังมีหนังสือที่เขียนเกี่ยวกับกลุ่มคนที่ใช้ชื่อ The Freemasonry ขายอยู่ด้วย ซึ่ง The Freemasonry1 นี้ เป็นสมาคมลับของคนกลุ่มหนึ่งที่มีความเกี่ยว พันกับ The Knights Templar อัศวินผู้ปกป้อง ความลับสุดยอดเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างพระเยซูกับ Mary Magdalene พอฉันลองถามเจ้าหน้าที่ของโบสถ์ดูว่าเรื่องราวของ The Freemasonry นี้มันมาเกี่ยวอะไรกับโบสถ์ ก็ได้รับคำตอบว่า เซอร์วิลเลียม ซินต์แคลร์ ผู้ก่อตั้งโบสถ์หลังนี้เป็นผู้นำของกลุ่ม Freemason ในสกอตแลนด์ เมื่อห้าร้อยกว่าปีก่อนนั่น แต่หนังสือ The Rough Guide กลับปฏิเสธว่าโบสถ์กับสมาคมลับที่ว่าไม่มีความเกี่ยวข้องกันแม้แต่น้อย แต่เมื่อลองมาคิดดูแล้ว ถ้าเรื่องสมาคมลับนี้ไม่มีมูลความจริง ทำไมเจ้าหน้าที่ของทางโบสถ์เอง (ซึ่งก็น่าจะรู้เรื่องโบสถ์พอสมควรเพราะทำงานอยู่ที่นั่น) ถึงบอกว่าเซอร์ วิลเลียมเป็นหัวหน้าของกลุ่ม Freemason ล่ะ?

นอกจากนี้ภายในบริเวณพิพิธภัณฑ์เล็กๆ ของโบสถ์ ก็ยังมีการนำเรื่องของอัศวิน The Knights Templar มาจัดแสดงให้นักท่องเที่ยวได้อ่านได้ดูกันอีก เพราะฉะนั้นถ้าแม้แต่ทางโบสถ์เองยังไม่ออกมาปฏิเสธกันอย่างเต็มปากว่า ความเชื่อเรื่องอัศวินและเรื่อง The Rose Line นั้นไม่เป็นจริงแล้ว จะให้ประชาชนเชื่อได้อย่างไรว่าเรื่องลูกหลานของพระเยซูกับ Mary Magdalene นั้นไม่มีทางเป็นจริงไปได้เลย แต่นี่ก็คงต้องให้คนที่สนใจไปตามล่าหาความจริงกันเอาเอง เพราะถ้าจะถกกันก็คงไม่มีวันจบแน่ๆ

โบสถ์ Rosslyn นี้ทำด้วยหินทั้งหลังเหมือนโบสถ์ทั่วไป จะต่างกันก็ตรงรายละเอียดภายในที่ช่างสมัยก่อนแกะสลักเอาไว้จนลานตา เต็มทั้งหลัง ตั้งแต่เพดานอันสูงโปร่งเรื่อยลงมาจนถึงหน้าต่างเสาหินเล็กๆ ที่พยุงหน้าต่างไว้ แท่นบูชาตลอดจนผนังทั่วทั้งโบสถ์ ถูกสลักลายไว้จนเกือบไม่เหลือที่ไว้ให้หายใจเลย เสาใหญ่ลายงดงามที่พยุงตัวโบสถ์ไว้มีอยู่สองต้น แต่ต้นที่สวยที่สุดนั้นคือเสาของช่างฝึกงาน (Apprentice Pillar) บริเวณฐานของเสาต้นนี้ ถูกแกะเป็นรูปมังกร 8 ตัว โดยมีใบองุ่นงอกออกจากปากของมังกรแต่ละตัว เลื้อยพันเสาทั้งต้นไว้โดยรอบ (ดูรูปได้ที่ www.rosslyn-chapel.org.uk) เสานี้มีตำนานเล่าว่านายช่างใหญ่ที่รับผิดชอบแกะลายโบสถ์นั้นได้รับแบบแปลงของลวดลายมาจากผู้ก่อตั้งโบสถ์ซึ่งดูแล้วยากมาก เห็นแล้วก็หนักใจไม่กล้าลงมือแกะจนกว่าตัวเองจะได้ไปดูตัวอย่างการสลักลายในโบสถ์แห่งอื่นๆ ที่กรุงโรมเสียก่อน ระหว่างที่นายช่างใหญ่ไม่อยู่นั้น ช่างฝึกงานคนหนึ่งฝันว่าตัวเองแกะลายเสาได้สำเร็จ พอตื่นขึ้นเลยเริ่มตั้งหน้าตั้งตาแกะสลักเสาจนเสร็จ ลายงดงามอ่อนช้อยจนนายช่างใหญ่กลับมาเห็นก็อิจฉา ถามว่าใครเป็นคนแกะ พอรู้ว่าคนแกะไม่ใช่ใครอื่นแต่เป็นลูกศิษย์ของตัวเองก็โกรธถึงขนาดเอาค้อนฟาดช่างฝึกงานจนตายคาที่ ตัวเองก็ต้องรับโทษทัณฑ์ไปตามระเบียบ

หลายคนที่มาเยือน Rosslyn ต่างก็พยายามแกะความหมายของหินสลักภายในโบสถ์ เจ้าหน้าที่ของโบสถ์เล่าให้ฟังว่า นักประวัติศาสตร์บางคนอ้างว่าลวดลายดอกไม้สลักบนหินแต่ละตุ่มแต่ละเม็ดตามซุ้มโค้งหรือ Arch ภายในโบสถ์ทั่วทั้งหลังนั้น เป็นโน้ตเพลง แต่เพลงอะไรก็ยังไม่มีใครแกะออกเสียที นักท่องเที่ยวอีกคนที่กำลังชมโบสถ์อยู่ในขณะนั้นเลยโพล่งขึ้นมาว่า จะเป็นเพลงหรือเปล่าก็ไม่รู้ เพราะเห็นโน้ตหายไป 2-3 ตัว

ปริศนาของโบสถ์ Rosslyn เป็นเสน่ห์ดึงดูดนักท่องเที่ยวมากหน้าหลายตาให้มาเยือน เพราะใครๆ ก็ชอบเรื่องลึกลับเงื่อนงำทั้งนั้น ยิ่งเรื่องปริศนาคัมภีร์ไบเบิลด้วยแล้ว เถียงกันกี่ศตวรรษก็ไม่มีวันจบ เพราะอย่างที่ Dan Brown บอกเอาไว้นั่นแหละว่า Everyone loves conspiracy.

1 Mason แปลว่า ช่างหิน เหมือนกับ Carpenter ที่แปลว่า ช่างไม้ แต่ Dan Brown อธิบายเอาไว้ว่าเพราะช่างหินสมัยก่อนปกป้องความลับทางวิชาชีพของตัวเองไว้อย่างเหนียวแน่น จนกลายเป็นสมาคมวิชาชีพลับๆ ดังนั้น Freemason ก็เลยมีความหมายว่าสมาคมลับ   




 








current issue

จากโต๊ะบรรณาธิการ
past issue
reader's guide


 



home | today's news | magazine | columnist | photo galleries | book & idea
resources | correspondent | advertise with us | contact us

Creative Commons License
ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย