Search Resources
 
Login เข้าระบบ
สมัครสมาชิกฟรี
ลืมรหัสผ่าน
 
  homenewsmagazinecolumnistbooks & ideaphoto galleriesresources50 managermanager 100join us  
 
 


bulletToday's News
bullet Cover Story
bullet New & Trend

bullet Indochina Vision
bullet2 GMS in Law
bullet2 Mekhong Stream

bullet Special Report

bullet World Monitor
bullet2 on globalization

bullet Beyond Green
bullet2 Eco Life
bullet2 Think Urban
bullet2 Green Mirror
bullet2 Green Mind
bullet2 Green Side
bullet2 Green Enterprise

bullet Entrepreneurship
bullet2 SMEs
bullet2 An Oak by the window
bullet2 IT
bullet2 Marketing Click
bullet2 Money
bullet2 Entrepreneur
bullet2 C-through CG
bullet2 Environment
bullet2 Investment
bullet2 Marketing
bullet2 Corporate Innovation
bullet2 Strategising Development
bullet2 Trading Edge
bullet2 iTech 360°
bullet2 AEC Focus

bullet Manager Leisure
bullet2 Life
bullet2 Order by Jude

bullet The Last page


ตีพิมพ์ใน นิตยสารผู้จัดการ
ฉบับ ตุลาคม 2527








 
นิตยสารผู้จัดการ ตุลาคม 2527
“การบริหารงานในแนวทางข้าพเจ้า”             
โดย บัญชา ล่ำซำ
 


   
search resources

บัญชา ล่ำซำ
Knowledge and Theory




ผมเรียนมาทางสายวิทยาศาสตร์บริสุทธิ์สาขาเคมีอินทรีย์ ดังนั้นที่มาพูดวันนี้จึงไม่มีทฤษฎีการบริหารมาเลย เพราะไม่ได้เรียนไม่เคยเรียนมา เพราะฉะนั้นงานที่จะมาถ่ายทอดให้ฟังผมจึงไม่มีด้านทฤษฎี ผมใช้จากประสบการณ์ชีวิตจริงๆ ตามแนวบริหารที่ผมใช้มา เรียกว่าประสบความสำเร็จพอสมควรในการดำเนินการธุรกิจใดๆ เรียกว่ามีอุปสรรคทั้งนั้นไม่มีอะไรที่เรียกว่าราบรื่น ต้องต่อสู้ถากถางไปสู่ความสำเร็จทั้งนั้น ไม่มีทางที่โรยกุหลาบธุรกิจใดที่ประสบความสำเร็จ อย่าไปคิดว่ามันมาโดยง่ายดาย

เบื้องหลังแล้วมันมีปัญหามากมาย เมื่อมีการตัดสินใจมีปัญหามากมายที่ติดตามมา

ปัญหาบางอย่างก็คาดไม่ถึง ต้องแก้กันเฉพาะหน้า

สำหรับแนวทางคร่าวๆ ก็มี 5 ประการ ด้วยกัน คือ :-

1. ต้องศึกษางานให้รู้ซึ้งอย่างถ่องแท้ คือเริ่มงานจากพนักงานชั้นต้น คือเสมียนเมื่อเรียนงานชั้นต้นแล้วก็จะรู้สิ่งแวดล้อมในที่ทำงาน นิสัยของผู้ร่วมงาน ผู้บังคับบัญชา และสายงานต่างๆ ว่าเดินไปอย่างไรถึงจะเดินไปอย่างราบรื่น

2. ต้องมีความมานะบากบั่นในการทำงานอย่างจริงจัง พูดกันง่ายๆ คือ งานหนักก็เอางานเบาก็สู้ไม่เลือกงาน เพราะถ้าเลือกงานโอกาสที่จะได้งานก็น้อยและประสบการณ์ที่ได้ก็น้อย เมื่อเขามอบงานอะไรก็รับไปทำ

3. ให้มีปณิธานในการตั้งใจในการทำงานอย่างดีที่สุด ซึ่งฟังแล้วก็ดูธรรมดาๆ แต่ถ้าเรามีปณิธานในการทำงานแล้วก็จะทำให้เราสู้งาน

4. ต้องเป็นผู้ที่มีความคิดริเริ่ม และกล้าแสดงให้ผู้ร่วมงานหรือผู้บังคับบัญชาเห็น แต่สิ่งที่เห็นมา ผู้มีความคิดริเริ่มไม่กล้าแสดงออก หรือแสดงออกไปแล้วเจอผู้บังคับบัญชาที่ไม่ยอมรับก็ท้อถอย กลัวผู้บังคับบัญชาเมื่อถูกโต้แย้ง จนเกิดความท้อแท้ ก็ขออย่าเพิ่งท้อแท้ เพราะวันหนึ่งความริเริ่มถ้าเป็นสิ่งที่ดีก็จะได้รับการตอบสนองเอง

5. พยายามมีการศึกษาที่ต่อเนื่อง แต่ไม่ได้หมายความว่าเรียนเศรษฐศาสตร์แล้วต้องศึกษาเศรษฐศาสตร์ต่อ หมายถึงไปเรียนศึกษาต่อด้านอื่นเพื่อให้มีสายตาที่กว้างและยาวออกไปอีก เช่นไปเรียนคอมพิวเตอร์ กฎหมายหรืออะไรก็ได้ที่ไม่ใช่ในแนวที่เรียนมาเดิม

สำหรับผมเองผมอยากจะเอาประสบการณ์ที่บริหารจริงๆ หยิบยกมาเป็นกรณีเพื่อศึกษาแล้วนำไปประยุกต์กับทฤษฎีที่เรียนอยู่

ผมจะแยกเป็น 3 กรณี คือ :-

1. การบริหารกิจการที่ก่อตั้งใหม่ ผมเริ่มงานครั้งแรก ผมไม่ได้เริ่มงานด้านวิทยาศาสตร์ตามที่เรียนมา ผมเริ่มงานด้านประกันชีวิต ซึ่งผมไม่มีความรู้เลย

เขาแต่งตั้งให้ผมเป็นรองกรรมการผู้จัดการ แต่ผมก็โชคดีเพราะประกันชีวิตเมื่อ 30 ปีก่อน ยังเป็นธุรกิจที่ล้าหลังมากในประเทศไทยไม่มีใครที่รู้จริงจัง หรือนักวิชาการ ดังนั้นสิ่งที่จะได้จากงานประกันชีวิตก็คือไปซื้อหนังสือมาอ่านเอง ซึ่งผมก็ใช้วิธีนี้ ทำให้รู้ถึงขั้นตอนต่างๆ ของการประกันชีวิต กลยุทธ์ในการขาย รู้จักนิสัยของตัวแทนในการขายประกันชีวิต เพราะตำแหน่งที่เข้าไปก็คล้ายกับเสมียนนั่นเอง ไม่มีใครมาสอน แล้วก็ไม่เคยทำมาก่อน ซึ่งผมก็รู้หมด เพราะเป็นเหมือนพนักงานคนหนึ่ง เมื่อบริษัทขยายตัวขึ้น ผมก็สามารถถ่ายทอดให้คนรุ่นหลังซึ่งมีศรัทธาในตัวผม บอกอะไรไปแล้วเขาทำตาม ทำให้ยิ่งทำงานง่าย เราก็กำหนดเป้าหมายในการดำเนินการได้

กิจการประกันชีวิตนั้นผมเริ่มก็เป็นกิจการเล็กๆ ก็ทำได้ง่าย

เราตั้งปณิธานจะทำประกันชีวิตของบริษัทนี้ คือบริษัทเมืองไทยประกันชีวิตให้เป็นเลิศ ก็ทำไปตามนั้น พร้อมทั้งพนักงานมีจิตศรัทธาหล่อหลอมไปในทางเดียวกัน

การให้บริการที่ดีเลิศแก่ลูกค้า ก็ทำได้ ซึ่งไม่จำเป็นต้องเป็นกิจการที่ใหญ่ที่สุด

คนโดยมากคิดว่าที่ใหญ่ที่สุดเป็นกิจการที่ดีมาก ผมเห็นว่าไม่จำเป็น บริษัทกลางหรือเล็กอาจดีกว่าก็ได้หากมีการให้บริการที่ซื่อตรงรวดเร็ว

2. การบริหารกอบกู้กิจการที่ประสบความล้มเหลว ผมก็ผ่านมามาก

กิจการที่ล้มเหลวมีได้ทุกขนาดบริษัท ซึ่งกิจการที่จะต้องกอบกู้

แต่ก่อนที่จะกอบกู้ก็ต้องค้นหาสาเหตุว่าจะสามารถกอบกู้ได้หรือไม่ ถ้ากอบกู้ไม่ได้ผมก็ใช้วิธีฉีดยาให้มันตายไปเสียเร็วๆ เพราะเสียเวลาเปล่าๆ

เมื่อรู้สาเหตุที่แท้จริง บริษัทประสบความล้มเหลวก็เหมือนกับคนที่ไปประสบบาดแผลโลหิตไหล สิ่งแรกที่ผมจะทำ ไม่ใช่ใส่โลหิตไปเพราะทนไม่อยู่

สิ่งแรกที่ทำคือห้ามเลือดเพราะถ้าใส่เข้าไปก็ไหลออกมาหมด

ธุรกิจก็เช่นกันสิ่งแรกที่จะต้องทำก็ต้องอุดสิ่งที่รั่วไหลเสียก่อน เพราะธุรกิจจะล้มเหลวจะมีการรั่วไหลที่มาก แต่จะทำอย่างไรก็มีได้หลายอย่าง เช่นตัดทอนรายจ่าย ลดขนาดบริษัทแล้วก็มาถึงการจัดระบบใหม่ให้ดี แล้วถึงจะเติมเลือดหรือเงินเข้าไปให้บริษัทนั้นฟื้นคืนตัวมา

อย่างบริษัทประกันภัยรายหนึ่งที่ผมเข้าไปกอบกู้ความล้มเหลว ผมเข้าไปครั้งแรกผมก็เข้าไปหาสาเหตุดังว่า ผมก็พบว่าผู้บริหารในขณะนั้นเขาไม่ได้ใช้หลักของการกระจายความเสี่ยงตามหลักของการประกันภัย แต่เนื่องจากความไม่รู้หรือความโลภ เขาไม่กระจาย เขาพยายามอยากจะได้เบี้ยประกันมากที่สุด ไม่แบ่งให้คนอื่น ซึ่งอย่างนั้นไม่ดีเพราะเหมือนการเล่นการพนัน ถ้าปีไหนไม่มีไฟไหม้ก็ได้ดีไป ถ้าปีไหนไฟไหม้ก็หมดตัว ผิดหลักประกันภัย

ผมก็ไปแก้ให้มีการกระจายความเสี่ยงในชั้นต้น บริษัทก็จะลดขนาดไปทันที แต่มีการกระจายความเสี่ยง

สอง ผมก็พบว่าไม่มีปริมาณการขายพอ ก็กลับมาที่จุดต้น เพราะกระจายความเสี่ยงไม่ออกยังรวมกันอยู่

สาม ไม่มีการพัฒนาบุคคล หัวใจของผมอยู่ที่การพัฒนาบุคคล ตลอดเวลาไม่ว่าจะทำกิจการอะไรก็ตาม บุคลากรเป็นสิ่งที่สำคัญมาก แต่บริษัทนั้นไม่มีเลย มีแต่คนแก่อยู่กันแล้วอยู่กันอีก ก็ต้องยอมให้เขาด่า เอาออกให้นุ่มนวล หลังจากนั้นก็เริ่มฟื้นตัวขึ้นมา

3. การดำเนินธุรกิจที่เจริญรุ่งเรืองอยู่แล้วให้ก้าวเจริญไปกว่าที่เป็นอยู่ ผมก้าวเข้าไปยังธนาคารกสิกรไทย กิจการของธนาคารดีอยู่แล้วแต่ถ้าจะเติบโตอย่างรวดเร็วมั่นคงกว่าที่เป็นอยู่ หรือให้ก้าวล้ำกว่าคู่ต่อสู้ได้ต้องมีการปรับปรุงนโยบายการดำเนินการเสียใหม่ สมัยนั้นก็ง่ายเพราะกิจการธนาคารไม่ได้แข่งขันกันอย่างปัจจุบัน แล้วก็ไม่มีขอบข่ายกว้างขวาง การให้บริการก็ทำกันน้อย ทำแบบโรงรับจำนำเป็นส่วนใหญ่

ผมเข้าไปในธนาคาร ผมเข้าไปในระดับสูง คือกรรมการผู้จัดการเลย ซึ่งเป็นจุดอ่อนของผมที่อยากจะชี้ให้เห็น เพราะผมเข้าไปเปิดแอล.ซี.เปิดอย่างไร ผมเปิดไม่เป็น เพราะผมไม่เคยทำก็ต้องหน้าด้านไปถามลูกน้อง เรื่องพื้นฐานจึงเป็นเรื่องสำคัญ เราต้องปักหลักด้านพื้นฐานให้แน่นเสียก่อนถึงค่อยก้าวไปข้างหน้า

ดังนั้น เมื่อผมเข้าไปก็คิดว่าจะทำให้ธนาคารนี้ก้าวหน้าและล้ำหน้าคนอื่นออกไป อาจจะล้ำหน้าคนอื่นไปไกลแล้วเขาตามไม่ทันก็ได้ ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญอยู่ในชีวิตธุรกิจ คุณอย่าให้ใครล้ำหน้าไปไกล หากไปไกลแล้วตามกันไม่ทันถึงแม้จะสู้กันอย่างไรก็ตาม ผมก็ใช้นโยบายว่าให้ธนาคารนี้ขยายตัวแล้วต้องขยายตัวตามกว้าง ยึดพื้นที่ให้มากแล้วเปิดสาขาใน กทม. และภูมิภาคให้มากที่สุดเท่าที่ทรัพยากรในขณะนั้นมีอยู่ ซึ่งที่มีอยู่ก็ไม่ค่อยดีนัก เพราะตอนที่เข้านั้นมีคนที่จบปริญญาตรีอยู่ 6 คน เท่านั้น แต่ในตอนนี้มีไม่ต่ำกว่า 3-4 พันคน

ประการที่สองผมก็กระจายอำนาจและการบริหารออกไป แล้วก็สร้างกลไกในการควบคุมการกระจายอำนาจออกไป แล้วก็มีการประเมินผลการกระจายอำนาจ หากกระจายอำนาจออกไปแล้วไม่มีกลไกที่จะควบคุมเพราะผู้ที่ได้รับอำนาจแล้วใช้ไม่ถูกต้อง ถ้าไม่ติดตามให้ดีก็มีผลเสียกลับมา

ดังนั้น เมื่อกระจายอำนาจออกไปแล้ว ขอย้ำว่าจะต้องมีกลไกการควบคุมอย่างใกล้ชิด เดี๋ยวนี้ก็ยังใกล้ชิดอยู่และยิ่งกว่าเดิมด้วย

และเมื่อดำเนินการดังกล่าวแล้ว ถ้าอยากจะให้ได้ผลอย่างจริงจัง ก็ต้องสร้างบุคลากรให้มีประสิทธิภาพ ซึ่งเราก็ใช้วิธีเริ่มรับผู้ที่จบปริญญาตรีเข้าไปเพื่อยกมาตรฐานขึ้นมา แต่ก่อนก็จบ ม.8 แล้วก็ใช้วิธีส่งไปศึกษาต่างประเทศบ้าง

อันหนึ่งที่ผมใช้และจะใช้ต่อไปก็คือผมจะไม่ซื้อบุคคลจากภายนอก ผมจะสร้างคนจากภายใน เพราะผมใช้มาแล้วและได้ผล คือการกระทบกระทั่ง การน้อยอกน้อยใจมีน้อย ถึงแม้การซื้อตัวบุคคลมาจะเร็วกว่า แต่ในกรณีของผมมันมีปัญหาถ้าทำอย่างนั้น

การพัฒนาบุคคลนั้นก็คือสิ่งแรกก็สร้างให้มีวัฒนธรรมขององค์การคือให้เป็นพนักงานที่มีระเบียบวินัย มีความรักกลมเกลียว มีความรอบรู้ ความศรัทธาต่อสถาบัน

สอง สร้างให้มีความสามารถในการกระทำด้านต่างๆ เช่น มีการศึกษาอบรมเฉพาะเรื่องให้มีความชำนาญเชี่ยวชาญในธุรกิจมากขึ้น และให้พนักงานทุกระดับชั้นมีการอบรมสม่ำเสมอโดยทั่วกัน และในขณะนี้เราก้าวมาถึงขั้นใหม่ คือถ้าใครไม่ได้รับการอบรมปีละ 30 ชั่วโมงจะไม่ได้รับการพิจารณา แต่จะทำได้หรือไม่ยังไม่รู้ เป็นเพียงความคิดใหม่ที่ตั้งใจจะทำเพราะได้มาจากไอบีเอ็ม ที่ไปติดต่อซื้อเครื่องคอมพิวเตอร์

ไปคุยกับประธานกรรมการของเขา เขาว่าพนักงานไอบีเอ็มนั้นถ้าไม่ได้รับการอบรม 42 ชั่วโมง/ปี ไม่มีทางได้เลื่อนตำแหน่ง แต่ของเรา 30 ชั่วโมงก็พอใจแล้ว 20 ก็ยังพอใจ เพราะพวกเราไม่ค่อยสนใจเท่าไร

สาม เราจะไม่เลือกว่ามาจากสถาบันการศึกษาไหน ถือว่าเมื่อจบมาแล้วเหมือนกัน ศาสนาก็เช่นกัน เราถือเท่ากันหมด

สี่ คือการสร้างการทำงานร่วมกันเป็นหมู่คณะ

ห้า พยายามให้พนักงานได้ผลตอบแทนไม่ด้อยหรืออย่างน้อยก็ไม่ด้อยกว่า ถ้าเป็นไปได้ก็ให้ดีกว่าธุรกิจประเภทเดียวกัน

หก ก็ให้ความยุติธรรมในการเลื่อนตำแหน่งหน้าที่การทำงาน ขึ้นเงินเดือน

เจ็ด สร้างความมั่นคงในหน้าที่การงานให้แก่พนักงาน จะได้ทุ่มเทร่างกายความคิดให้แก่หน้าที่การงานได้

แปด สร้างแบบฉบับให้คนรุ่นหลังยึดถือเป็นตัวอย่าง

นอกจากการพัฒนาพนักงานที่กล่าวไปแล้ว การปกครองพนักงานให้มีขวัญกำลังใจก็มีส่วนสำคัญ

ผมทำอย่างนี้คือ ผู้บังคับบัญชาต้องมีความจริงใจต่อผู้ใต้บังคับบัญชา อย่าไปสร้างความหวังมาก เมื่อรู้ว่าเป็นไปไม่ได้ เพราะถ้าไม่ได้ลูกน้องก็ขาดความศรัทธา

สอง อย่าประเมินคนโดยผิวเผิน ดูแต่รูปร่างหน้าตา ต้องดูอุปนิสัยใจคอด้วย

สาม ผู้บังคับบัญชาต้องฟังความคิดเห็นของพนักงานต่างๆ ด้วยว่ามีความคิดเห็นอย่างไร

สี่ พยายามอย่าให้มีคนล้นงาน เพราะทำให้เกิดความขี้เกียจ อันนี้สำคัญ เพราะมีเวลาว่างมากไม่ต้องขวนขวาย คนดีก็ไม่มีโอกาสแสดงฝีมือ เพราะงานแบ่งกันไปหมด

ห้า ควรจะให้มีผลตอบแทนพิเศษ สำหรับคนที่ได้รับมอบหมายงานพิเศษ สำคัญๆ ไป ซึ่งไม่จำเป็นจะต้องเป็นเงินเพื่อให้เขารู้ว่าเรามีความภูมิใจในงานที่เขาทำ

หก เปิดให้มีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันภายในโดยใช้สื่อกลางเช่น วารสาร

เจ็ด ให้พนักงานได้รับความก้าวหน้าในหน้าที่การงาน

แปด สร้างความผูกพันทางจิตใจให้แก่ผู้ร่วมงาน ไม่ว่าจะเป็นผู้น้อยหรือใหญ่

เก้า ให้ความยกย่องพอสมควร อย่าให้เขารู้สึกต่ำต้อย แม้ตำแหน่งของเขาจะต่ำ

เขาว่าคุณบัญชาเก่งด้านพัฒนาบุคคล ผมไม่ได้เก่ง แต่วิธีพัฒนาของผมที่ใช้ได้ผลคือการบริหารเวลา ที่ไม่เคยมีใครสนใจ เช่น สามี-ภรรยา มักจะมีปัญหาทะเลาะเบาะแว้งกันเรื่อย

ในฐานะที่ผมเป็นผู้ใหญ่ ก็มีคนมาปรึกษาปัญหาหัวใจเยอะ ตั้งแต่เรื่องที่ใหญ่ที่สุดไปจนถึงเรื่องที่ไม่เป็นสาระเลย มีคู่หนึ่งขัดแย้งกันเรื่องแย่งส้วมใช้ สามีว่าตนเองทำงานมาเหนื่อยทั้งวัน กลับมาถึงบ้าน 2 ทุ่ม จะเข้าส้วม ภรรยาก็นั่งอยู่ไม่ยอมจะเสร็จซักที ฝ่ายภรรยาก็ว่าตนเองทำงานบ้านมาทั้งวัน เมื่อเข้าไปแล้วยังไม่เสร็จจะออกได้อย่างไร

แค่นี้ก็ทะเลาะกันได้ และเกิดเกือบทุกเดือนอันนี้ถ้ารู้จักบริหารเวลา ว่าใครต้องการใช้เวลาไหนก็เลี่ยงกันเสียก็หมดปัญหา

การบริหารเวลานี้มันช่วยมาก ซึ่งเราควรจะบริหารเวลาตั้งแต่ต้น เพราะถ้าบริหารเวลาเป็นเวลาจะไม่เป็นผู้บังคับบัญชาเรา เราจะเป็นผู้บังคับบัญชาเวลา

อย่างสมัยใหม่ ถ้าไปเห็นโต๊ะทำงานผมจะเห็นว่ามันเล็กนิดเดียว ถามสถาปนิกยุคใหม่มีทฤษฎีใหม่ให้โต๊ะมันเล็กเพื่อให้ตั้งหนังสือมันกองอยู่เป็นการเร่งให้ต้องรีบเอาออก ไม่เช่นนั้นก็กองอยู่นั่นเอาของใหม่เข้ามาไม่ได้ ถ้าเป็นคนบริหารเวลาไม่เป็นก็ไม่ยากอะไร เอาจากข้างบนไปไว้ข้างล่างใส่ลิ้นชักไป มันก็จบกัน ไม่มีการบริหารเวลาแต่อย่างใด

ผมเองอยากจะเสนอให้อ่านหนังสือ 5 เล่ม คือ รีดเดอร์ ไดเจสต์ ซึ่งเป็นหนังสือที่มีเรื่องต่างๆ มากทั้งที่เป็นวิชาการ และเรื่องอื่นที่ย่อมาทำให้อ่านได้ง่าย ถ้าคนไหนต้องการเข้าไปให้ลึกในด้านธุรกิจจริงๆ ก็อ่าน ฟอร์จูน แมกกาซีน ของฝรั่งนะครับ และถ้าใครอยากรู้ผู้บริหารเขาทำงานกันอย่างไรก็อ่าน เอ็กเซคิวตีฟ ไดเจสต์ ส่วนความรู้ทั่วไปเหตุการณ์บ้านเมืองก็อ่าน ไทม์ กับ นิวสวีค ผมรับรองว่าถ้าอ่าน 5 อย่างนี้แล้ว ความรู้จะมีทุกอย่างและสามารถประยุกต์ใช้ได้ทั่วทุกอย่าง

ในช่วงท้ายหลังการปาฐกถา นายบัญชา ล่ำซำ ได้ตอบคำถามจากผู้ฟังบางคำถามดังนี้

แชร์แม่ชม้อยนี้ ท่านคิดว่ากระทบต่อธนาคารกสิกรไทยอย่างไร มีความเห็นอย่างไรกับการจัดตั้งเงินนอกระบบจำนวนมากเช่นนี้ รมต.การคลังควรจะจัดการอย่างไร

ผมแนะนำรัฐมนตรีกระทรวงการคลังไม่ได้ คุณก็รู้อยู่แล้ว ใครไปแนะนำท่านได้ สำหรับเงินนอกระบบนั้นไม่ควรจะมีเพราะโกงกันง่าย

ถ้ามีปัญหาการบริหารและเกิดอุปสรรค มีวิธีผ่อนคลายอย่างไร

ผมมักจะใช้วิธีระดมพลังงานสมองเพื่อนร่วมงานมาช่วยกันคิด แต่ก็ไม่พ้นคนที่เป็นประธาน ที่จะต้องใช้การตัดสินใจจากผู้ที่ร่วมระดมสมอง ซึ่งเขาจะให้มาหลายอย่าง เหมือนกับข้อสอบ ในที่สุดก็สุดแล้วแต่ท่านประธานจะเอาตรงไหน

จากการที่ธนาคารกสิกรไทยเป็นผู้เริ่มการพัฒนาด้านบุคลากร เมื่อเกิดปัญหาด้านการแย่งตัวบุคลากร เมื่อเกิดปัญหาด้านการแย่งตัวบุคลากร เช่นประมูลซื้อตัวไป ท่านจะป้องกันปัญหานี้อย่างไร

คำตอบก็อยู่ที่กล่าวมาแล้วทั้งหมด แต่ว่าวิธีที่จะไม่ให้ซื้อคนไปเลยไม่มีทาง เมื่อจะทำอย่างนี้ต้องทำใจว่าวันหนึ่งจะต้องถูกซื้อไป ปัญหาอยู่ที่ว่าเรารักษาคนไว้ได้เท่าไร เท่าที่เป็นมาคนของผมถูกซื้อไปบ้างแต่ที่เหลืออยู่มีมากกว่าที่หายไปเยอะ อันนี้เป็นสิ่งที่ธนาคารกสิกรไทยยังภาคภูมิใจว่าเราเสียค่าใช้จ่ายส่งไปเรียนสูงๆ แต่เรายังสามารถรักษาคนที่เราส่งไปอยู่ได้   




 








upcoming issue

จากโต๊ะบรรณาธิการ
past issue
reader's guide


 



home | today's news | magazine | columnist | photo galleries | book & idea
resources | correspondent | advertise with us | contact us

Creative Commons License
ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย