Search Resources
 
Login เข้าระบบ
สมัครสมาชิกฟรี
ลืมรหัสผ่าน
 
  homenewsmagazinecolumnistbooks & ideaphoto galleriesresources50 managermanager 100join us  
 
 


bulletToday's News
bullet Cover Story
bullet New & Trend

bullet Indochina Vision
bullet2 GMS in Law
bullet2 Mekhong Stream

bullet Special Report

bullet World Monitor
bullet2 on globalization

bullet Beyond Green
bullet2 Eco Life
bullet2 Think Urban
bullet2 Green Mirror
bullet2 Green Mind
bullet2 Green Side
bullet2 Green Enterprise

bullet Entrepreneurship
bullet2 SMEs
bullet2 An Oak by the window
bullet2 IT
bullet2 Marketing Click
bullet2 Money
bullet2 Entrepreneur
bullet2 C-through CG
bullet2 Environment
bullet2 Investment
bullet2 Marketing
bullet2 Corporate Innovation
bullet2 Strategising Development
bullet2 Trading Edge
bullet2 iTech 360°
bullet2 AEC Focus

bullet Manager Leisure
bullet2 Life
bullet2 Order by Jude

bullet The Last page


ตีพิมพ์ใน นิตยสารผู้จัดการ
ฉบับ ธันวาคม 2526








 
นิตยสารผู้จัดการ ธันวาคม 2526
สุรอมัตซิงห์             
 


   
search resources

ไทยประสิทธิประกันภัย
กระทรวงอุตสาหกรรม
สุระ จันทร์ศรีชวาลา
กุรดิษฐ์ จันทร์ศรีชวาลา
Financing
โรงแรมรามาการ์เดนส์
มิตแลนด์เงินทุนเพื่อการพาณิชย์




ชื่อไทย : สุระ จันทร์ศรีชวาลา

อายุ : 41 ปี

อาชีพ : ซื้อมาขายไป แต่ก่อนขายต้องเก็บให้ขึ้นราคาเสียก่อน

ชอบ : อะไรที่มันหนักๆ เช่น ที่ดิน ตึกราม บ้านช่อง

เป้าหมายของชีวิต : กำไร กำไร และกำไร

เพื่อนในอดีต : ภิวัฒน์ นันทาภิวัฒน์ (อดีตทายาทธนาคารแหลมทอง-เสียไปแล้ว) สุธี นพคุณ (ผู้มีส่วนผลักดันให้สุระ เป็นสุระทุกวันนี้ รวมทั้งสร้างความปวดหัวให้ด้วย) สุพจน์ เดชสกุลธร (ผู้ซึ่งสุระฝากตัวเป็นลูกบุญธรรม)

ผู้มีพระคุณตลอดไป : เล็ก นันทาภิวัฒน์ (มารดาภิวัฒน์ ผู้ซึ่งโทรศัพท์ไปขอร้องให้สมบูรณ์ นันทาภิวัฒน์ ช่วยผ่านพีเอ็นที่สุระออกให้ในการซื้อตึกโชคชัย โดยธนาคารแหลมทองเป็นผู้อาวัลตั๋ว)

อารมณ์ : ดีเป็นพิเศษ เมื่อรู้ว่าฮอลิเดย์ อินน์ กับ ฮาริ ฮาริเลลา นักธุรกิจอินเดียในฮ่องกงเข้ามาร่วมแล้ว

: เสียทุกที ถ้าใครเอ่ยชื่อ สุขุม นวพล

ความฝัน : อยากจะหมุนเวลากลับไปใหม่แล้วเริ่มโดยไม่รู้จัก สุธี นพคุณ

ความจริง : หืดกำลังขึ้นคอ

ถ้าจะมอง สุระ จันทร์ศรีชวาลาว่าเป็นนักเล่นแร่แปรธาตุแล้วละก็ คงจะผิดไปมากพอสมควร เพราะสุระไม่ใช่นักเล่นแร่ แต่สุระเป็นเพียงนายหน้าเท่านั้น การเป็นนายหน้าก็ต้องเป็นการติดต่อให้คนซื้อแล้วชักเปอร์เซ็นต์ หรืออาจซื้อมาถูกอาวัลก็ขายไปแพง หรืออาจจะซื้อขายถูกเพื่อหวังจะขายแพงในชิ้นต่อไป

มีคนเขียนถึงสุระมากพอสมควร แต่ละผู้เขียนก็บอกว่า สุระร่ำรวยมาก่อน แล้วใช้ฐานซึ่งตัวเองมีที่ดินมากขยายตัวเองออกไป

ความจริงแล้ว สุระที่เป็นสุระอยู่ทุกวันนี้เป็นเพราะคนเพียง 2 คนเท่านั้น

คนแรกคือ ภิวัฒน์ นันทาภิวัฒน์ อดีตทายาทธนาคารแหลมทอง ที่เพิ่งเสียชีวิตไปเมื่อไม่นานมานี้เอง

อีกคนคือ สุธี นพคุณ ผู้ซึ่งกำลังตกอยู่ในภาวะของความยากลำบากจากการล้มของพัฒนาเงินทุน

สุระเริ่มโตจริงๆ เมื่อประมาณปี 2518 เป็นต้นมา

ปี 2518 เป็นช่วงภาวะที่พอล สิทธิอำนวย และสุธี นพคุณ เริ่มก่อสร้างพีเอสเอขึ้นมาโดยมีบุญชู โรจนเสถียร เป็นผู้ใหญ่ที่ทั้งสองพึ่งพาอาศัย ในช่วงนั้นเป็นช่วงที่ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ การลงทุนหรือการขยายงานนั้นอยู่ในภาวะที่ไม่ค่อยมีใครอยากจะทำ

ปี 2519 เป็นช่วงปีที่บริษัทหลายแหล่งต้องประสบภาวะใกล้จะล้มละลายกัน รวมทั้งบริษัทการเงินหลายแห่ง แม้แต่ของที่ต่างประเทศเป็นเจ้าของ เช่น เงินทุนหลักทรัพย์ ซี.ซี.ซี ซึ่ง CITI BANK ถือหุ้นใหญ่ และต่อมาก็โอนยกทั้งบริษัทให้พีเอสเอเข้าไปดำเนินการ ในระหว่างปีนั้นก็มีบริษัทเงินทุนโฮ้วป่า ที่เป็นของนายจิม สเลเดอร์ นักเล่นแร่แปรธาตุชาวอังกฤษ ที่กำลังประสบปัญหาอย่างหนัก

และนี่คือจุดเริ่มแรกจริงๆ ของสุระ จันทร์ศรีชวาลา หลังจากเป็นพ่อค้าระดับนั่งรอหน้าห้อง เพื่อขอพบคนใหญ่คนโตมานานแล้ว

สุระและครอบครัวเข้าสู่โฮ้วป่าในปี พ.ศ. 2520 ส่วนหนึ่งเพราะได้รับการยุยงส่งเสริมจากสุธี นพคุณ อีกส่วนหนึ่งเพราะภิวัฒน์ นันทาภิวัฒน์ เป็นผู้ให้การสนับสนุนในเรื่องเครดิต

จากโฮ้วป่าซึ่งเดิมทีมีทุนจดทะเบียนเพียง 20 ล้านบาท ได้ถูกสุระและครอบครัวเพิ่มทุนอีกเท่าตัวเป็น40 ล้านบาท โดยกลุ่มสุระถือหุ้นไว้ 99.75% ในปี 2521 และได้เปลี่ยนชื่อบริษัทเป็น บริษัท มิตแลนด์เงินทุนเพื่อการพาณิชย์

เมื่อสุระมีฐานทางการเงินซึ่งได้มีการหนุนหลังจากธนาคารแหลมทองโดยภิวัฒน์ นันทาภิวัฒน์ แล้ว สุระก็เปรียบเสมือนเสือติดปีกที่เริ่มบุกเข้าสู่ยุทธจักรได้อย่างไม่ต้องเกรงกลัวใครเท่าใดนัก

จากฐานของเงินทุนมิตแลนด์ ซึ่งสามารถจะระดมเงินฝากจากประชาชนได้ สุระก็เริ่มออกเดินชอปปิ้งอย่างเต็มที่

ในฐานะที่เขาเป็นคนรักที่ดิน สุระจะมองแต่บริษัทที่มีทรัพย์สินมากๆ เท่านั้น ถึงแม้จะขาดทุน เช่น ยนตรภัณฑ์ สุระไม่สนใจ และนี่คือที่มาของไทยประสิทธิประกันภัย

ไทยประสิทธิประกันภัยก่อนที่สุระจะเข้าไป take over นั้น เริ่มกิจการประมาณปี พ.ศ .2510 โดยมีชาวสิงคโปร์ชื่อ เงี๊ยก เอ็ง แซ่ตัน ถือหุ้นอยู่ สุระเข้าไปซื้อไทยประสิทธิประกันภัยในปี 2521 หนึ่งปีหลังจากที่ได้บริษัท เงินทุนมิตแลนด์มาเป็นฐาน

กิจการประกันชีวิตและประกันภัยก็เป็นสถาบันระดมทุนได้ประเภทหนึ่งเหมือนกัน ฉะนั้นการเข้าไปในไทยประสิทธิประกันภัยของสุระ สำหรับนักลงทุนทั่วไปก็ไม่มีใครคิดว่าเป็นการเดินหมากที่ผิด สำหรับสุระแล้วการซื้อไทยประสิทธิซึ่งก็มีที่ดินเป็นทรัพย์สินอยู่พอสมควรนั้น เป็นเพียงแค่หมากซื้อชิ้นเดียวในสองชิ้นที่เขาจ้องอยู่

หมากอีกชิ้นที่ลึกกว่านั้นและน้อยคนจะรู้อยู่ตรงที่ว่า ไทยประสิทธิเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของบริษัทยนตรภัณฑ์ ซึ่งยนตรภัณฑ์คือตัวยักษ์ที่นอนหลับอยู่ ถึงแม้ตามงบดุลบัญชีของยนตรภัณฑ์จะขาดทุนก็ตาม แต่ยนตรภัณฑ์เป็นเจ้าของที่ดินชิ้นงามๆ ที่นักเล่นที่อย่างสุระเห็นแล้วน้ำลายไหล เช่น ที่ทำการของบริษัทยนตรภัณฑ์ และสาขาไทยประสิทธิประกันภัยตรงถนนสี่พระยา ใกล้ถนนนเรศ ที่ดินกับตัวอาคารก็ร่วมร้อยกว่าล้านเข้าไปแล้ว ปัจจุบันธนาคารเอเชียเช่าไว้เป็นสำนักงานใหญ่ เพียงค่าเช่าที่เกือบจะพอส่งดอกเบี้ยของการขาดทุนได้สบายๆ นอกจากนั้น ยนตรภัณฑ์ยังเป็นเจ้าของที่ดินผืนงามที่กำลังจะสร้างเป็นออฟฟิศ คอนโดมิเนียมในซอยอโศกอีก ที่แถวต่างจังหวัดของยนตรภัณฑ์ก็มีเช่น แถวอุดรธานี นครราชสีมา หาดใหญ่ ฯลฯ

สรุปแล้ว การเข้ามาในไทยประสิทธิประกันภัยของสุระเป็นหมากที่เดินได้ถูกต้องที่สุด

ในช่วงของปี 2520/2521/2522 เป็นปีที่ตลาดหลักทรัพย์ยังคงสภาพคล่อง และการหมุนเวียนของเงินไม่มีอะไรติดขัด ดอกเบี้ยทั้งในประเทศและต่างประเทศไม่ขึ้นจนสูงเกินไป

พูดได้ว่า ช่วงการขยายงานของสุระนั้น ก็เป็นช่วงการขยายของธุรกิจส่วนใหญ่ด้วย และการขยายงานของกลุ่มตึกดำก็เริ่มขยายในช่วงนี้ไปพร้อมกัน ในขณะที่สุระมุ่งมั่นที่จะขยายฐานของตัวเองในสถาบันระดมทุน เช่นบริษัทเงินทุนและประกันชีวิตประกันภัย บริษัทสยามวิทยาของสุระและครอบครัว ทำธุรกิจซื้อขายที่ดินที่ทำกำไรให้กับสุระได้เป็นกอบเป็นกำทีเดียว แม้แต่การซื้อขายกับบริษัท ไทยประสิทธิประกันภัย สุระก็อยู่ในสภาพที่ได้เปรียบ ทั้งนี้เพราะสุระเป็นผู้บริหารงานทั้งสองแห่งพร้อมกัน ตัวอย่างก็คือ การที่สยามวิทยาขายที่ดินบางส่วนพร้อมตึก 5 ชั้น บนเนื้อที่ 15 ไร่ ของบริษัทสยามวิทยา ซึ่งมีสำนักงานใหญ่อยู่ที่ 82 ซอยสุขุมวิท 62 เป็นเงิน 36,700, 000 บาท โดยไทยประสิทธิมัดจำไว้ 16 ล้านบาท และผ่อนชำระค่าที่ดิน เป็น 3 งวด งวดละ 6 ล้าน 9 แสนบาท งวดสุดท้ายชำระในปลายปี 2524

หรือจากการที่สุระขายที่ดินของไทยประสิทธิประกันภัย ให้กับบริษัทบ้านและที่ดินไทย ที่สุธี นพคุณ เป็นประธานกรรมการ และวัฒนา ลัมพะสาระ เป็นกรรมการผู้จัดการ ในราคา 58 ล้านบาท

บริษัทบ้านและที่ดินไทย ก็ขายที่นั้นต่อให้รามาทาวเวอร์ เพื่อสร้างเป็นโรงแรมรามาการ์เด้นในราคา 140 ล้านบาท ในเวลาไม่ถึงปีส่วนต่างของราคาเกือบ 100 ล้านบาทนั้น ไม่ทราบว่าไปแจ็กพ็อตกับใครบ้าง ก็เป็นเรื่องที่ผู้ถือหุ้นรายย่อยของรามาทาวเวอร์ต้องกัดฟันกรอด แล้วเอามือชกกำแพงกันเองก็แล้วกัน และที่น่าตลกที่สุดก็ตรงที่ในที่สุด สุระก็ได้กลับเข้ามาบริหารรามาทาวเวอร์ ซึ่งเป็นเจ้าของรามาการ์เด้น ซึ่งในอดีตสุระเป็นคนขายที่ดินไปให้เมื่อ 3-4 ปีที่แล้ว

การที่สุระใช้ connection ทำธุรกิจให้มีกำไรกับตนนั้นเป็นความสามารถพิเศษของสุระจริงๆ

แม้แต่ที่ดินที่บริษัทบ้านและที่ดินไทยเอามาทำหมู่บ้านต่างๆ ตั้งแต่ธารทิพ ทับแก้ว หรือสำนักงานใหญ่ของข้าวแกงรามาในซอยกล้วยน้ำไท ก็ล้วนแต่มาจากการเสนอขายของสุระ จันทร์ศรีชวาลา คนนี้ ซึ่งบริษัทบ้านและที่ดินไทยซื้อมาแล้วก็ขายต่อให้กับรามาทาวเวอร์ทั้งสิ้น

ชีวิตสุระในช่วงปี 20/21/22 ซึ่งเป็นระยะที่มีความสุขที่สุดที่สุระสามารถจะเล่นที่ดินได้เต็มที่ ในขณะที่ตัวเองแทบจะไม่ต้องห่วงเรื่องฐานการเงินมากนัก เพราะมีเงินมิตแลนด์กับไทยประสิทธิฯ ช่วยค้ำจุนไว้ พร้อมทั้งธนาคารแหลมทองยืนประกบดูคอยช่วยเหลือเมื่อเพลี่ยงพล้ำ

ช่วงนั้นเป็นช่วงที่สุระสนิทสนมกับสุธี นพคุณ เป็นพิเศษ และจากการที่สุธีเคยให้ธุรกิจกับสุระก็เป็นสาเหตุหนึ่งที่สุระกระโดดเข้ามาช่วยสุธีในยามยาก ถึงแม้ว่าการช่วยของสุระจะเข้าไปเฉพาะอันที่สุระคิดว่าพอจะมีทรัพย์สินเอาไว้ดูเล่นกันบ้าง ก็ยังนับว่าสุระเป็นคนมีน้ำใจพอสมควร

ความมีน้ำใจของสุระซึ่งเป็นเรื่องที่ผิดปกติของแขกทั่วไปๆ ก็มีบุคคลหนึ่งพอจะเป็นประจักษ์พยานให้ได้ คนนั้นคือ เสรี ทรัพย์เจริญ เสรีเล่าให้ฟังว่า “ตอนที่ราชาเงินทุนมีปัญหา และมีการประชุมเจ้าหนี้พวกสถาบันการเงิน ซึ่งก็มีการพูดว่า จะเอาเงินลงขันมาช่วยราชาเงินทุน คุณสุระเขาอยู่ด้วย เขาลุกขึ้นมาพูด ซึ่งผมก็ยังจำได้จนทุกวันนี้ เขาบอกว่า เขาเชื่อผม และเขาพร้อมที่จะเอาทรัพย์สินเขามาค้ำประกันผมให้ ตอนนั้นราชาเงินทุนมีคณะกรรมการควบคุมอยู่ซึ่งไม่ยอม เพราะต้องการจะล้มราชาเงินทุนท่าเดียว เรื่องก็เลยพับไป”

กับสุธีก็เช่นกัน สุระเข้าร่วมวงศ์ไพบูลย์ด้วยตั้งแต่เริ่ม ด้วยการขายที่ดินให้กลุ่มสุธี แล้วค่อยๆ ถลำเข้ามา จนกระทั่งต้องมา TAKE OVER รามาทาวเวอร์ แม้กระทั่งพัฒนาเงินทุนเอง สุระก็ปล่อยเงินเข้าไปช่วย จนกระทั่งวันสุดท้ายที่พัฒนาเงินทุนหมดลมหายใจ เมื่อพนักงานคนหนึ่งของพัฒนาเงินทุนขอร้องให้สุระมาช่วย สุระได้แต่ถอนหายใจแล้วพูดว่า “ผมช่วยเสียจนไม่รู้จะช่วยอย่างไรอีกแล้ว”

การซื้อมาแล้วขายไปของสุระนั้น ได้ทำมาตลอดตั้งแต่เมื่อ 2-3 ปีที่แล้ว ที่เขาซื้อบริษัทเงินทุน นามทอง และในไม่ถึง 2 เดือน เขาขายต่อให้กับสถาบันการเงินในลักเซมเบิร์ก ซึ่งเปลี่ยนชื่อบริษัทเป็น บี.บี.ซี ข่าวแจ้งว่า งานนี้สุระกำไรประมาณ 20 ล้านบาทได้

บางครั้งสุระก็โชคดีเป็นพิเศษ อย่างเช่นกรณีของเงินทุนหลักทรัพย์ชาร์เตอร์ ซึ่งตั้งแต่ต้นสุระก็ไม่ได้พิศวาสที่จะเข้าไปแข่งซื้อ เป็นเพียงแต่เมื่อกลุ่มบริษัท2 แห่ง (แห่งหนึ่งคือเบอร์ลี่ยุคเกอร์) เห็นว่าราคาแพงเกินไป ก็เลยไม่ตกลง ธนาคารชาร์เตอร์ที่ฮ่องกงก็ต้องหารายใหม่

ฝ่ายผู้ซื้อคนไทยก็มีหลายรายที่สนใจ แต่ธนาคารชาร์เตอร์ต้องการเลือกคนที่พอมีชื่อเสียงในวงการพอสมควร ชื่อของพอล สิทธิอำนวย กับสุระก็อยู่ในลิสต์ แต่ชาร์เตอร์เห็นว่าพอลมีบริษัทเงินทุนอยู่มากแล้ว ก็เลยเลือกสุระ สุระเองเห็นโอกาสและรู้อยู่แล้วว่าชวลิต หล่อไพบูลย์ ต้องการ แต่ชาร์เตอร์ก็ไม่คุยกับชวลิต เพราะในสายตาของชาร์เตอร์แล้ว ชวลิตไม่ได้อยู่ในระดับที่ชาร์เตอร์จะมองเลย สุระรวบรวมเงินก้อนหนึ่งจากกลุ่มตัวเอง และคนรู้จักมาจากชาร์เตอร์ ชาร์เตอร์เองก็สบายใจที่ขายให้สุระเอาไปทำกิจการต่อ แต่แขกก็คือแขก สุระซื้อมาหมึกที่เซ็นเช็คจ่ายชาร์เตอร์ยังไม่ทันแห้งดี ก็ขายต่อให้ชวลิตได้กำไรมา 10 ล้านทันที

สุระเป็นคนปากหวานในการซื้อเจแอนด์เจโฮนั้น สุระให้คำมั่นสัญญญาและพูดเสมอว่าจะทำกิจการต่อไป เพราะสองคนตายายเจ้าของบริษัทเก่าได้เป็นผู้ริเริ่มมา ก็อยากจะสืบเนื่องต่อไป แต่ที่สุระซื้อเจแอนด์เจโฮนั้น เพราะเจแอนด์เจโฮมีทรัพย์สิน กลิ่นดอกไม้ยังไม่ทันหมดจากปาก สุระก็ขายโรงงานทำขนมปังไปให้นักลงทุนชาวอินเดียที่สุระเอาเข้ามาซื้อ

ในปี 2522 ที่สุระเริ่มขยายตัวอย่างมหาศาลนั้น จากความสัมพันธ์กับภิวัฒน์ สุระใช้ฐานการเงินของแหลมทองในการขยายตัว สุระมีบริษัทเงินทุนในฮ่องกง ชื่อ GSP ซึ่ง G คือ กุรดิษฐ์ จันทร์ศรีชวาลา S คือ สุระ จันทร์ศรีชวาชลา และ P คือ ภิวัฒน์ และในปี 2524 สุระได้เอาภิวัฒน์และแม่เข้ามาเป็นกรรมการของบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์มิตแลนด์

การหนุนของธนาคารแหลมทองที่มีต่อสุระนั้น เป็นการหนุนแบบทุ่มแทบจะสุดตัวเลย สินทรัพย์ของธนาคารแหลมทองที่มี ตกประมาณ 3 พันกว่าล้านบาท แต่ exposure ที่แหลมทองมีกับกลุ่มสุระก็ไม่ต่ำกว่า 300-400 ล้านบาท หรือ 10 กว่าเปอร์เซ็นต์ของยอดสินทรัพย์ ซึ่งนับว่าสูงมาก บางแหล่งข่าวแจ้งว่า exposure สูงถึง 600 ล้านบาท เป็นที่รู้กันว่า ตั๋วสุระที่แหลมทองอาวัลไว้ปลิวว่อนในท้องตลาด คนในแหลมทองเองก็ไม่สบายใจกับเรื่องนี้มาก เพราะ “คุณเหน่ง (ภิวัฒน์) ไปพูดไว้เยอะ ต้องค่อยๆ สาง” แหล่งข่าวในแหลมทองเล่าให้ “ผู้จัดการ” ฟัง

แม้แต่การซื้อตึกโชคชัย สุระเองแทบจะไม่ได้ใช้เงินเลย เพราะส่วนใหญ่จ่ายเป็นตั๋วโดยแหลมทองเป็นผู้อาวัล และหลังจากที่ภิวัฒน์ตาย ตั๋วสุระที่จ่ายตึกโชคชัยก็มีปัญหา สุระถึงกับต้องวิ่งเข้าไปหาแม่ของภิวัฒน์ ขอร้องให้แม่ภิวัฒน์ช่วยพูดกับสมบรูณ์ นันทาภิวัฒน์ ให้ผ่านตั๋วเงินให้ แต่ปัญหานี้เป็นปัญหาที่เกิดในปี 2526

ก่อนหน้าปี 2526 หลังจากที่สุระซื้อมาขายไป หรือซื้อมาเก็บไว้แล้วค่อยขายอยู่พักหนึ่ง สุระก็เริ่มบุกนอกประเทศ จากสาขาไทยประสิทธิประกันภัยในฮ่องกง สุระได้ไปลงทุนในฮ่องกงและผลพวงจาก capital gain ทำให้สุระมีทรัพย์สินขึ้นมาอีก โดยมีโรงแรมขนาดเล็กโรงแรมหนึ่งชื่อ นิวฮัมพรีย์ (new humphrey) สุระมีโรลสรอยซ์ 2 คัน และเบนซ์ 500 อีกคันหนึ่งในฮ่องกง

การบุกฮ่องกงครั้งนี้ทำให้ความสัมพันธ์ของสุระกับกลุ่มธุรกิจชาวอินเดียในฮ่องกงใกล้ชิดแน่นแฟ้นมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับกลุ่มฮาริ ฮาลิเลอล่า (HARI HALILELA) ซึ่งทำกิจการด้านสิ่งทอ และเป็นเจ้าของโรงแรม ฮอลิเดย์อินน์ ในฮ่องกง

ความเป็นขิงแก่และฝีไม้ลายมือของพวกฮารี เลอล่า เอง แม้แต่สุระเองก็คงจะกลัวเหมือนกัน เพราะคนที่ทำธุรกิจในฮ่องกงพอเอ่ยถึงกลุ่มนี้ก็พากันส่ายหน้า บางคนถึงกับบอกว่า “สุระเจอคู่ปรับที่มือใกล้เคียงกัน”

ฮ่องกงในปี 2525 เป็นช่วงของความสงบ ก่อนพายุจะพัดมา

พายุนั้นคือการล้มของแคเรียน และการที่จีนประกาศจะเอาฮ่องกงคืน ในช่วงนั้นทั้งสุระและฮารี เลอล่าเองก็ไม่คิดว่าต่างฝ่ายต่างจะถูกหวยด้วยกันทั้งคู่

หวยรางวัลที่หนึ่งของสุระ คือการเสียชีวิตของภิวัฒน์ นันทาภิวัฒน์ ซึ่งทำให้สุระต้องวิ่งหัวปั่นทุกวันนี้เพราะขาดแหล่งเงิน

ส่วนฮารีเลอล่า ก็ไม่คิดว่าแคเรียนจะล้ม และไม่คิดว่าจีนจะแข็งกร้าวกับอังกฤษในเรื่องฮ่องกง

ในปี 2525 เป็นปีที่สุระคงคิดว่าเป็นปีทองของตนเอง เพราะสุธีกำลังมีปัญหาหนัก รามาทาวเวอร์ไปไม่รอดภายใต้สุธีแน่ๆ สุธีจะต้องทำอะไรอย่างใดอย่างหนึ่งกับรามาฯ และอะไรก็ไม่ดีไปกว่าการขายโรงแรมรามาทิ้งเสีย เพื่อใช้หนี้ แบ่งเบาภาระดอกเบี้ยไปเสีย แล้วหาทางเลี้ยงรามาการ์เด้นไว้

เวลาสุธี นพคุณ จะซื้อก็นึกถึงสุระ จันทร์ศรีชวาลา พอจะขายมั่งก็ต้องเป็นสุระอีก เพราะสุพจน์นั้นยังบินต่ำกว่าสุระมาก ฉะนั้นสุพจน์ก็มาเล่นกับอินเตอร์ไลฟ์ก็แล้วกัน ส่วนสุระนั้นเหมาะกับระดับรามาฯ

แล้วสุธีก็ได้ตัดสินใจทำอะไรลงไปอย่างหนึ่ง พอจะทำให้คนในวงการงงกันจนทุกวันนี้ นั่นก็คือแทนที่จะประกาศให้มีการประมูลโรงแรมรามา ในฐานะที่รามาทาวเวอร์เป็นบริษัทมหาชน สุธีกลับใช้ “option agreement” กับสุระ โดยให้เวลาสุระ 120 วัน ในการหาเงินมา 700 ล้านบาท ซื้อโรงแรมรามาไป สุระเพียงแต่มัดจำเงินแค่ 45 ล้านบาทไว้กับธนาคารกรุงไทย (ได้ดอกเบี้ย 9%) ก็ใกล้ความจริงเข้าไปแล้ว

อันนี้ก็เป็นสาเหตุหนึ่งที่สุระต้องหมุนเงินหนักในช่วงปลายปี 2525 และทำให้บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์มิตแลนด์ ต้องเป็นหนึ่งในสิบของผู้ขอกู้เงิน ในวงเงินกู้เงินจากบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ เงินทุนสากล จำกัด เป็นจำนวนเงิน 100 ล้านบาท เพื่อเอามารักษาสภาพคล่อง

แต่ราคา 700 ล้านบาท ที่มีที่ดินร่วม 15 ไร่ เป็นผืนเดียวกัน บวกกับโรงแรมอีก 541 ห้อง ซึ่งถึงจะเก่าแต่ทั้งที่ทั้งโรงแรม ราคาไม่ควรต่ำกว่า 900 ล้านบาท ก็พอจะทำให้สุระมีกำลังใจวิ่งเต้นต่อไปได้

(จนทุกวันนี้ ผู้ถือหุ้นรายย่อยของรามาทาวเวอร์ยังไม่เข้าใจว่าสุธีทำไมขายแค่ 700 ล้านบาท และทำไมถึงต้องงุบงิบขายกับสุระเท่านั้น)

ต้นปี 2526 เป็นช่วงที่สุระมีความหวังอย่างเต็มเปี่ยม ถ้างานนี้สำเร็จสุระก็คงจะสบายไปอีกนาน เพราะทุกอย่างเข้าซองหมดเหมือนที่วางไว้

สำหรับสุระแล้ว รามาเป็นของฮารีเลอล่า น่าจะเข้าร่วมได้ทันที เพราะเป็นทรัพย์สินที่มีคุณค่าดี อยู่ในด้านธุรกิจโรงแรมที่ฮารีเลอล่าถนัดอยู่แล้ว สุระถึงขนาดพูดให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์ว่า ฮอลิเดย์อินน์ได้ตกลงเข้ามาแล้ว และพร้อมที่จะบริหาร ในเวลาเดียวกันข่าวก็ลือกันให้แซ่ดไปหมดว่า ฮารีเลอล่าได้ซื้อรามาฯ และร่วมกับสุระแล้ว

ฮารีเลอล่าเองก็อยากจะเข้ามากถึงกับเป็นกรรมการให้โรงแรมรามาเพื่อเข้ามาสังเกตการณ์ก่อน แต่ข้อเท็จจริงมีว่า ในต้นปี 2526 นั้น ฮารีเลอล่ายังไม่ได้เข้ามา เพราะสาเหตุสองประการ

ประการแรก ภาวะราคาที่ดินของฮ่องกงตกต่ำมาก อันเป็นผลให้แคเรียนอยู่ในสภาพจะล้มมิล้มแหล่ ซึ่งผลกระทบทั้งหมดนี้ทำให้เกิดการตื่นตระหนกในตลาดเงินทุน

ประการที่สอง จีนได้ประกาศกร้าวออกมาว่า จะชิงฮ่องกงคืนจากอังกฤษแน่นอน ใน ค.ศ. 1997

เพียงแค่นี้ก็พอจะทำให้ตลาดฮ่องกงปั่นป่วนมาก และประกอบราคาดอลลาร์ฮ่องกงตกลง ธนาคารในฮ่องกงล้ม ทั้งหมดนี้ทำให้ฮารีเลอล่าต้องป้องกันตัวเอง ก่อนที่จะเข้ามาข้ามทะเลไปขยับขยายกิจการ

ในที่สุด สุระก็ต้องดิ้นต่อไปอย่างสุดฤทธิ์ และเมื่อเป็นที่แน่นอนแล้วว่า ฮารีเลอล่ายังเข้ามาตอนนี้ไม่ได้ สุระไม่มีทางออกอย่างอื่น นอกจากจะน้อมรับไว้เอง โดยโอนหนี้ออกจากรามาทาวเวอร์มาให้สุระแบกเอาไว้ ด้วยความช่วยเหลือของธนาคารกรุงไทย (ธนาคารกรุงไทยตอนนั้นก็แทบจะชักดิ้นชักงอกับรามาทาวเวอร์มานานพอสมควร เพราะได้ไปค้ำประกันเงินกู้ของรามาการ์เด้นกับธนาคารเคร้กเกอร์ไว้เกือบห้าร้อยล้านบาท นอกจากนั้นแล้ว ตามใจ ขำภโต มักจะเป็นผู้ปกป้องรามาทาวเวอร์ตลอดเวลาในยุคที่สุธีบริหาร ฉะนั้นในปี 2526 พอรามาโอนหนี้ให้สุระซึ่งเครดิตดีกว่าสุธีมารับแทน ก็แทบจะทำให้ตามใจต้องถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก)

สรุปแล้วสุระได้โรงแรมรามามาโดยแทบไม่ต้องใช้เงิน นอกจากรับโอนหนี้มา

แต่รามาฯ ไม่เหมือนตึกโชคชัยที่สุระซื้อมาแล้วใช้ค่าเช่าเป็นค่าดอกเบี้ย รอให้ราคาทรัพย์สินขึ้นค่อยขายต่อออกไปอีก 2-3 ปีข้างหน้า ก็ยังใช้ได้ เพราะโชคชัยราคาเพียงร้อยกว่าล้าน แต่รามาฯ ราคา 700 ล้านบาท เฉพาะดอกเบี้ยอย่างเดียวก็เล่นสุระไปร่วมเดือนละ 7 ล้านบาท จากวันนั้นที่สุระรับรามาฯ มาถึงวันนี้ สุระรับภาระดอกเบี้ยไปแล้วร่วม 40-50 ล้านบาท

ฮารีเลอล่าเองก็ไม่ใช่จะไม่ต้องการเข้ามาเพียงแต่ว่ารอให้เรื่องของตัวเองสงบก่อนจึงค่อยเข้ามา

การพลาดจากฮารีเลอล่าครั้งนั้น ทำให้สุระเกือบจะเข้าตาจนเหมือนกัน เพราะสุระเองก็ไปซื้อหุ้นของสุธีในรามาทาวเวอร์ ในราคา 70 บาทต่อหุ้น โดยผ่อนชำระ 5 ปี เพื่อเอารามาการ์เด้นและโรงแรมในต่างจังหวัดเข้าไปในเครือฮอล์ลิเดย์อินน์พร้อมกันทีเดียว

ความจริงทุกอย่างก็ไม่น่าจะเลวร้ายนัก เพราะสถานการณ์สุระถึงจะฝืดหน่อย แต่ก็พอจะกล้ำกลืนไปได้ แต่การล้มของพัฒนาเงินทุน และการซวนเซของบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์อีกหลายแห่งในเดือนกันยายน ทำให้บริษัทเงินทุนมิตแลนด์ของสุระต้องโดนหางเลขไปด้วย สุระในช่วงนั้นต้องวิ่งหาเงินอุดให้วุ่นไปหมด สุระและกุรดิษฐ์เลยต้องเป็นแขกประจำบ้านตามใจ ขำภโต ในซอยไชยยศ สุขุมวิท แทบจะทุกเย็นสุระกับกุรดิษฐ์จะต้องแวะเวียนไปหาตามใจตลอดเวลา

บริษัทเงินทุนของสุระซึ่งมีมิตแลนด์และเชียงใหม่ทรัสต์ ถูกรุมถอนเงินจนหน้ามืดตาลายไปพักหนึ่ง ในที่สุดสุระไปได้เงินกู้ชั่วคราวมาช่วยในเรื่องสภาพคล่องจากธนาคารหลายแห่งเป็นเงิน 600 ล้านบาท

“สุระยังโชคดีที่มีที่ดินอยู่มาก ก็พอจะแก้ปัญหาไปได้ เพราะลูกค้าเมื่อถอนเงินแล้วเห็นว่า มิตแลนด์หรือเชียงใหม่ทรัสต์ไม่มีปัญหาอะไร ก็จะเอากลับมาฝากอีก” แหล่งข่าวคนหนึ่งเล่าให้ฟัง

แต่เป็นธรรมดาในการถอน 10 ราย จะมีคนเอากลับมาฝากไม่ถึง 10 ราย มิหนำซ้ำสถานการณ์ทางการเงินทั่วไปยังไม่ดีนัก เพราะฉะนั้นสุระก็รู้ว่า 600 ล้านที่ได้มาช่วยนั้น จะช่วยได้ไม่นานถ้าไม่หาทางลดทางเสี่ยงของตัวเอง

และความเสี่ยงนั้นคือโรงแรมรามา ซึ่งต้องรับหาคนซื้อด่วน ความจริงสุระเองก็พร้อมจะขายหลายอย่างแม้แต่ตึกโชคชัย แต่ไม่มีใครสนใจตึกโชคชัย มิหนำซ้ำภาวะน้ำท่วมย่านสุขุมวิท พระโขนง คลองตัน ซึ่งที่ดินส่วนใหญ่ของสุระอยู่แถบนี้พลอยทำให้การตีราคาที่ดินของสุระต้องตกไปด้วย

ในรอบ 2 เดือนที่ผ่านมา แทนที่สุระจะรอกลุ่มฮารีเลอร่าฝ่ายเดียว สุระก็เริ่มเจรจาขายโรงแรมรามาฯ กับสามกลุ่ม ซึ่งมีกลุ่มเดิม คือ ฮารีเลอล่า กลุ่มพวกฝรั่งเศส และกลุ่มสวิส

ฮารีเลอล่าเองก็คงเห็นว่า ตัวเองจะต้องเดินหน้าแล้ว เพราะถ้าสุระขายให้กลุ่มอื่นไป โอกาสที่ตัวเองจะเข้ามาร่วมในทรัพย์สินแบบโรงแรมรามาฯ นี้คงหายาก และฮารีเลอล่าเองก็เห็นว่าอนาคตของคนอินเดียภายใต้ปกครองของจีนคงไม่สนุกแน่ ก็เลยต้องเดินหน้าเข้าร่วมกับสุระ

“ความจริงแล้ว ฮารีเลอล่าเองก็ต้องถึงเกมไว้ เพราะรู้ว่ายิ่งนานเข้าสุระคงทนแบกดอกเบี้ยไม่ไหว พอพูดกันอีกทีเงื่อนไขอาจจะเข้าข้างฝ่ายฮารีเลอล่า แต่พอฮารีเลอล่าเห็นว่าสุระจะขายให้ใครก็ได้ก็เลยต้องรีบเข้า” วงในของรามาฯ เล่าให้ฟัง

สุระเองหลังจากเซ็นข้อตกลงกับฮอลิเดย์อินน์เมื่อเดือนที่แล้ว ได้ให้สัมภาษณ์ว่า เขาจะขายหุ้น 40% ให้กลุ่มฮอลิเดย์อินน์ ตามราคาที่ซื้อมา 700 ล้านบาท แต่สุระคงไม่ได้บอกฮอลิเดย์อินน์ว่า โรงแรมรามาฯ ที่ฮอลิเดย์อินน์จะเข้ามานั้น เนื้อที่อาจจะหายไปสัก 5 ไร่ เพราะสุระจะขายออกไปในวงเงินประมาณ 300 กว่าล้านบาท และถ้าเป็นเช่นนั้นจริงก็เท่ากับว่าสุระได้หุ้น 60% ในรามาฯ ด้วยเงินเพียงไม่ถึง 100 ล้าน บาท ในที่สุด ฮารีเลอล่าอาจจะเจอคู่ปรับที่แท้จริงในครั้งนี้แหละ

สิ่งหนึ่งที่สุระมี แต่สุธีกับสุพจน์ไม่มีคือ การถ่อมตัว และอ่อนน้อม ถึงสุระจะเป็นอินเดียที่เกิดเมืองไทย แต่สุระกลับเข้าใจสภาพสังคมไทยดีกว่าสุธีและสุพจน์

สุระไม่เคยทำตัวให้คอลัมนิสต์ต้องนั่งนินทาในเรื่องส่วนตัว “สุระเป็นคนทำมาหากินจริงๆ เขาเป็นคนไม่ฟุ่มเฟือย ผมเชื่อว่าเขาไม่ล้มหรอก เพราะสุระมีของจริง เช่นที่ดิน ในขณะที่สุธีและสุพจน์มีแต่อากาศ” ผู้ฝากเงินกับบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์มิตแลนด์เล่าให้ฟัง

จะเห็นว่าสิ่งที่สุระขาดอยู่อย่างเดียว คือคุณธรรมในการลงทุน เมื่อดูการทำธุรกิจของสุระแล้ว เป็นการทำธุรกิจแบบเก็งกำไรอย่างเดียว สุระไม่ได้เป็นผู้สร้างสรรค์อะไรขึ้นมา หรือเป็นผู้ก่อสร้างอุตสาหกรรมประเภทใดประเภทหนึ่งขึ้นมาเพื่อประโยชน์ของสังคมในการสร้างวิทยาการ หรือการทำการค้าเพื่อส่งออกไปแข่งขันกับสินค้าต่างประเทศ สุระเพียงแต่ซื้อมาแล้วขายไปซึ่งเป็นลักษณะของการ strip asset เหมือนอย่างบรรดานักซื้อนักขายในต่างประเทศได้ทำกันมาตลอด

ถ้าจะเทียบระหว่างธุรกิจของกลุ่มสุระกับกลุ่มของธานินทร์อุตสาหกรรมเป็นเพียงตัวอย่างหนึ่งแล้ว จะเห็นได้ชัดเลยว่า คุณธรรมของธานินทร์อุตสาหกรรมในการสร้างสรรค์มีมากกว่าสุระมาก

แต่ถ้าสุระจับบริษัทในกลุ่มตัวเองแล้วพัฒนาบริษัทนั้นให้เจริญเติบโตขึ้น พร้อมทั้งสร้างคุณภาพในบุคลากรให้ดีในสาขานั้น แทนที่จะมัวแต่หาคนมาซื้อต่อแล้วละเลยในการสร้างสรรค์ ถ้าทำเช่นนี้ได้ สุระก็คงจะเป็นนักธุรกิจที่สมควรแก่การยกย่องเป็นอย่างมาก

ซึ่งถ้าสุระยังมัวแต่ยุ่งกับการซื้อมาแล้วขายไปแล้ว คุณค่าของสุระก็ไม่ต่างไปกว่าคนที่ขายของหลุดจากโรงจำนำ เลยแม้แต่น้อย ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าเสียใจสำหรับคนที่จับงานใหญ่ถึงขนาดนี้มิใช่หรือ?

จากนี้ต่อไปแล้วสุระจะไปทางไหน

อย่างไรก็ตาม เราเห็นจะต้องยอมรับกันว่าสุระ จันทร์ศรีชวาลา เป็นคนมีความรู้สึกไวต่อช่องทางธุรกิจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งธุรกิจอันเกี่ยวกับทรัพย์สินถาวร อันได้แก่ ที่ดิน ตัวอาคาร ซึ่งไม่น่าจะมีอะไรที่น่าประหลาดใจนัก เพราะงานหลักดั้งเดิมของครอบครัวสุระก็เป็นนักเล่นที่ดินอยู่แล้ว

ว่ากันว่า ทรัพย์สินส่วนใหญ่ของสุระที่อยู่ในรูปของที่ดินจะอยู่แถวพระโขนง คลองตัน และหัวหมาก

นโยบายของสุระตั้งแต่ไหนแต่ไรมาแล้ว ก็เป็นนโยบายค่อนข้างจะมั่นคงพอสมควร นั่นคือการที่จะสร้างฐานทางการเงินของตัวเองให้แน่น แล้วใช้ฐานทางการเงินเป็นตัวสนับสนุนการซื้อขายทรัพย์สิน โดยใช้ปฏิภาณและไหวพริบของตัวเองที่มีพรสวรรค์ในด้านการพิจารณาทรัพย์สิ เข้ามาร่วมเพื่อทำให้มีกำไร

ความจริงแล้ว ปี 2526 น่าจะเป็นปีทองของสุระ เพราะถ้าทุกอย่างที่สุระวางหมากเอาไว้ และได้เดินตามหมากที่ตัวเองวางอย่างไม่ติดขัดแล้ว ปี 2526 น่าจะเป็นปีที่ทำให้สุระมีรายได้ไม่ต่ำกว่า 150 ล้านบาทแน่ๆ

เหมือนกับพอล สิทธิอำนวย เคยพูดไว้ว่า จะเก่งแค่ไหนก็ตาม มันก็ขึ้นอยู่กับดวงเสียส่วนใหญ่

ดวงของสุระในปีนี้เริ่มอับเฉา เมื่อธุรกิจในฮ่องกงและตลาดหลักทรัพย์ รวมทั้งตลาดการเงินได้ปั่นป่วนอย่างมากในปีนี้ และเมื่อความเป็นไปได้ของธุรกิจของสุระส่วนหนึ่งจำเป็นต้องผูกไว้กับทางฮ่องกงด้วย ก็เลยทำให้หมากสำคัญที่ตัวเองวางเอาไว้ไม่สามารถจะเดินได้ หมากตัวนั้นคือการเข้ามาของกลุ่มของฮารีเลอล่า

ถ้าฮารีเลอล่าสามารถเข้ามาร่วมกับสุระ และผู้ใกล้ชิดสุระยืนยันว่า “ถ้าสุระสามารถจะขายโรงแรมรามาฯ ให้กับฮารีเลอล่าทั้งโรงแรม คุณสุระก็จะเอา” ซึ่งถ้าเป็นเช่นนี้จริงแล้ว เครดิตของสุระในวงการก็จะสูงขึ้นอย่างมาก และบรรดาสถาบันเงินทุนใหญ่ๆ รวมทั้งธนาคารที่มีบริษัทที่มีปัญหาซึ่งต้องดูแลอยู่หลายๆ แห่ง ก็จะหันเข้ามาหาสุระให้ช่วยเป็นนายหน้า ซื้อมาแล้วขายไป

นอกเหนือจากรามาทาวเวอร์และโรงแรมรามาฯ ที่สุระต้องแบกไว้นั้น ดูเหมือนว่าจะมีเพียงตึกโชคชัยเท่านั้นเองที่สุระคาดการณ์ผิด เพราะเมื่อตอนซื้อมาใหม่ๆ สุระคิดว่าเขาคงจะขายตึกโชคชัยนั้นต่อไปในระยะเวลาไม่นานนัก แต่ตอนนี้ดูเหมือนว่าตึกโชคชัยคงจะต้องอยู่กับสุระอีกนานพอสมควร

ส่วนรามาการ์เด้นนั้น ถึงแม้คนในวงการจะพูดกันว่า เป็นโรงแรมที่ไม่สามารถจะเห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ได้ก็ตาม แต่กับสุระแล้วกลับไม่เป็นเรื่องที่เขาจะอนาทรร้อนใจเลย เพราะรามาการ์เด้นเป็นโรงแรมในบริษัทมหาชน และอีกประการหนึ่ง หุ้นที่เขาซื้อมาจากสุธีที่มีการผ่อนส่งกันในระยะยาวถึง 5 ปี ในราคาหุ้นละ 70 บาทนั้น ส่วนหนึ่งของหุ้นที่เขาซื้อมาก็เป็นการหักลบหนี้เก่าที่พัวพันกันอย่างอีนุงตุงนังอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นเท่ากับว่าสุระจ่ายเงินเพียงไม่กี่สิบล้านบาทก็สามารถจะซื้อหุ้นในมูลค่าเกือบ 200 ล้านบาท มิหนำซ้ำผ่อนได้ถึง 5 ปี อีกด้วย

ปี 2526 ก็เป็นปีที่โชคไม่ได้เข้าข้างสุระเลย เพราะสุธีล้ม และถัดจากสุธีก็เป็นการหยุดชะงักของสุพจน์ เดชสกุลธร แห่งเยาวราชไฟแนนซ์ และรุ่งเรือง จันทภาษา แห่งตะวันออกฟายแนนซ์ วิกฤตการณ์ทางการเงินช่วงนี้ประกอบกับการที่ฮารีเลอล่าในขณะนั้นยังไม่เข้ามา ทำให้สุระ จันทร์ศรีชวาลา ถึงกับต้องยกเลิกการเดินทางไปสหรัฐอเมริกาอย่างกะทันหัน และต้องวิ่งเอาทรัพย์สินที่ตัวเองมีอยู่ซึ่งเป็นที่ดินไปวางไว้ เพื่อดึงเอาเงินออกมาช่วยกลุ่มบริษัทในเครือของตัวเอง

แต่ภาวะน้ำท่วมปี 2526 ที่ท่วมอย่างหนัก ก็มีส่วนที่ทำให้มูลค่าที่ดินของสุระ ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในเขตน้ำท่วม ไม่ได้ราคาเท่าที่ควร ประกอบกับธนาคารแหลมทองเองก็ไม่ได้หันเข้ามาทุ่มให้กับสุระอย่างเต็มตัวเหมือนแต่ก่อน ทำให้สุระต้องหน้ามืดตาลาย

แต่สุระก็ยังมีตามใจ ขำภโต ที่ทั้งสุระและกุรดิษฐ์แวะเวียนไปหาทุกเย็นที่บ้าน อย่างน้อยตามใจก็พอจะช่วยให้สุระได้มีลมหายใจอีก

ภาวการณ์ในตลาดหลักทรัพย์เอง ก็ไม่ได้เอื้ออำนวยอะไรให้กับกลุ่มบริษัทของสุระที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ เพราะโอกาสของการกู้สถานการณ์คืนมาในปีหน้านั้น อาจจะดูค่อนข้างไม่ง่ายนัก สุระอาจจะต้องเสียสละทรัพย์สินบางอย่างไปเพื่อแลกกับความอยู่รอดของบริษัทหลักๆ เช่น บริษัทเครดิตฟองซิแอร์ ยูนิโก้ บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์มิตแลนด์ บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์เชียงใหม่ทรัสต์ และบริษัทไทยประสิทธิประกันภัย

แต่นั่นก็หมายความว่า ทุกๆ สิ่ง ทุกๆ อย่าง จะต้องอยู่ภายในเงื่อนไขที่ว่า วิกฤตการณ์การเงินในปีนี้ จะไม่ลุกลามยืดเยื้อนานจนเกินไป เพราะถ้าสภาวะทางการเงินยังมีอาการขมึงตึงเครียดอยู่เช่นนี้ เชื่อได้ว่าสุระก็คงจะไม่ได้พักผ่อนอีกเป็นเวลานานพอสมควร   




 








upcoming issue

จากโต๊ะบรรณาธิการ
past issue
reader's guide


 



home | today's news | magazine | columnist | photo galleries | book & idea
resources | correspondent | advertise with us | contact us

Creative Commons License
ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย