Search Resources
 
Login เข้าระบบ
สมัครสมาชิกฟรี
ลืมรหัสผ่าน
 
  homenewsmagazinecolumnistbooks & ideaphoto galleriesresources50 managermanager 100join us  
 
 


bulletToday's News
bullet Cover Story
bullet New & Trend

bullet Indochina Vision
bullet2 GMS in Law
bullet2 Mekhong Stream

bullet Special Report

bullet World Monitor
bullet2 on globalization

bullet Beyond Green
bullet2 Eco Life
bullet2 Think Urban
bullet2 Green Mirror
bullet2 Green Mind
bullet2 Green Side
bullet2 Green Enterprise

bullet Entrepreneurship
bullet2 SMEs
bullet2 An Oak by the window
bullet2 IT
bullet2 Marketing Click
bullet2 Money
bullet2 Entrepreneur
bullet2 C-through CG
bullet2 Environment
bullet2 Investment
bullet2 Marketing
bullet2 Corporate Innovation
bullet2 Strategising Development
bullet2 Trading Edge
bullet2 iTech 360°
bullet2 AEC Focus

bullet Manager Leisure
bullet2 Life
bullet2 Order by Jude

bullet The Last page








 
ผู้จัดการรายวัน2 มิถุนายน 2548
โกลเด้นแลนด์เล็งออกบอนด์ 1,500 ล้าน ระบุ Q3 ช่วงเวลาเหมาะสมหวังรีไฟแนนซ์หุ้นกู้เดิม             
 


   
www resources

โฮมเพจ โกลเด้นแลนด์ พร็อพเพอร์ตี้ ดีเวลลอปเม้นท์

   
search resources

แผ่นดินทอง พร็อพเพอร์ตี้ ดีเวลลอปเม้นท์, บมจ.
Real Estate




โกลเด้นแลนด์ เตรียมออกหุ้นกู้ 1,500 ล้านบาท ไตรมาส 3 ปีนี้ เพื่อนำมารีไฟแนนซ์หุ้นกู้เดิม พร้อมเดินแผนพัฒนาตึกสูงย่านใจกลางเมืองภายใน 2 ปี ก่อนปรับเป้ารายได้จากเช่าและขายโครงการเป็น 50 ต่อ 50 ภายใน 5 ปีข้างหน้า แจงมีโครงการที่อยู่ระหว่างดำเนินการ 22,900 ล้านบาท ปัจจุบันมียอดขายแล้ว 7,700 ล้านบาท

นายเลียแค็ท สุลต่าน แดนจี้ ประธานกรรมการ บริษัท แผ่นดินทอง พร็อพเพอร์ตี้ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือโกลเด้นแลนด์ กล่าวว่า ที่ประชุมคณะกรรมการบริหารบริษัทได้มีมติออกหุ้นกู้ (บอนด์) จำนวน 3,000 ล้านบาท รองรับความต้องการใช้เงินที่สูงขึ้นในอนาคต โดยจะเป็นการทยอยออกซึ่งในไตรมาส 3 ของปีนี้ บริษัทมีแผนที่จะออกหุ้นกู้ในล็อตแรกจำนวน 1,500 ล้านบาท เพื่อนำมาชำระเงินหุ้นกู้ที่จะครบกำหนดชำระในช่วงครึ่งหลังของปีจำนวน 1,100 ล้านบาท และส่วนที่เหลือเพื่อใช้ในการลงทุน ส่วนจำนวนหุ้นกู้ที่เหลือนั้นคาดว่าจะออกในภายหลัง อย่างไรก็ตาม แม้ว่าจะมีภาวะความผันผวนของตลาดแต่เชื่อว่าการออกหุ้นกู้ยังถือว่าเป็นแหล่งเงินทุนที่ดีอยู่

สำหรับเงินลงทุนในปัจจุบันบริษัทได้ใช้เงินกู้จากสถาบันการเงิน เนื่องจากมีอัตราดอกเบี้ยอยู่ในระดับต่ำ ซึ่งเงินลงทุนส่วนใหญ่จะนำมาเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับดำเนินการในตึกสูง เช่น โครงการ The Infinity แยกสาทร-นราธิวาสฯ มูลค่า 1,800 ล้านบาท ซึ่งได้เปิดขาย ไปแล้วมียอดขายกว่า 90% และจะเปิด The Infinity 2 อีก 1 แห่ง และในปี 2549 จะปรับโครงการรามคำแหงคอมเพล็กซ์เนื้อที่ 35 ไร่ ที่หมดสัญญาในเดือนสิงหาคม 2548 เป็นคอนโดมิเนียม 9 อาคารมูลค่า 3,000 ล้านบาท

ปัจจุบัน บริษัทมีโครงการระหว่างดำเนินการอยู่ใน 4 ทำเลหลัก ได้แก่ ย่านสาทร-วงแหวน ศรีนครินทร์ ปิ่นเกล้า และบางนา-ตราด รวมมูลค่าทั้งหมด 22,900 ล้านบาท โดยมียอดขายแล้วประมาณ 33.8% หรือ 7,700 ล้านบาท และยังเหลือเพื่อขายอีก 15,000 ล้านบาท เพียงพอสำหรับสร้างยอดขาย ในอนาคตได้อีกไม่ต่ำกว่า 3 ปี ซึ่งการพัฒนาโครงการจะแบ่งออกเป็นเฟส และทยอยเปิดตัว โดยแต่ละโครงการจะถูกแบ่งออกเป็น 2-3 เฟส นอกจากนี้ยังมีแผนจะเปิดโครงการที่พระราม 2 อีก 1 โครงการ มูลค่าประมาณ 2,400 ล้านบาท ในกลางปี 2549

อย่างไรก็ตาม ในอีก 2 ปีข้างหน้าว่าจะเน้นพัฒนาอาคารสูงในย่านใจกลางธุรกิจ ได้แก่ โครงการวันสาทร สแควร์ ถือเป็นโครงการขนาดใหญ่ของบริษัท ประกอบด้วย คอนโดมิเนียมพักอาศัยทั้งแบบซื้อและเช่า โรงแรม เซอร์วิสอพาร์ตเมนต์ อาคารสำนักงาน และชอปปิ้ง มอลล์ รวมมูลค่าโครงการกว่า 9,000 ล้านบาท และโครงการโปโล พาร์ค จากปัจจุบันมีโครงการตึกสูงเพื่อเช่า 2 โครงการ คือ โครงการเมย์แฟร์ แมริออท และโครงการแอสคอท พิริยา

นอกจากนี้ยังมีโครงการอาคาร สำนักงานและโกดังสินค้าเพื่อเช่า 1 โครงการคือ รามคำแหงคอมเพล็กซ์ โดยทั้ง 3 โครงการสร้างรายได้จาก ค่าเช่า 222 ล้านบาทในปี 2547 อย่างไรก็ตาม คาดว่าในปีนี้จะมีรายได้จากค่าเช่าเติบโตขึ้นเป็น 300 ล้านบาท หรือเติบโต 35% ส่วนรายได้จากวันสาทร สแควร์ และโปโล พาร์ค นั้นคาดว่าจะเกิดขึ้นใน อีก 3-4 ปี ข้างหน้า

ปัจจุบันบริษัทมีที่ดินสะสม (land bank) อยู่ทั่วประเทศประมาณ 1,200 ไร่ ซึ่งจะสามารถรองรับการพัฒนาไปได้อีกประมาณ 5 ปี ค่อนข้างอยู่ตัวไม่จำเป็นต้องซื้อเพิ่ม อย่างไรก็ตามภายในระยะเวลา 5 ปีต่อจากนี้ บริษัทจะเพิ่มสัดส่วนรายได้จากการเช่าหรือธุรกิจบริการ เป็น 50% เพิ่มขึ้นจากปัจจุบันที่มีรายได้อยู่ที่ 30% ส่วนที่เหลืออีก 70% เป็นรายได้จากการพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ขนาดใหญ่ ซึ่งสาเหตุในการปรับเพิ่มสัดส่วนดังกล่าวมาจากเพื่อรองรับภาวะความผันผวนของตลาดในปัจจุบัน และไม่สามารถควบคุมได้

สำหรับรายได้รวมของบริษัทในไตรมาสแรกมีจำนวน 577 ล้านบาท ลดลงจากไตรมาสแรกของปีก่อน 10% โดยคิดเป็นรายได้จากการขายบ้าน 478 ล้านบาท ซึ่งลดลง 22% จาก 584 ล้านบาท ในช่วงเดียวกันเนื่องจากภาวะอสังหาริมทรัพย์มีการแข่งขันสูง และเศรษฐกิจเริ่มชะลอตัว นอกจากนี้บริษัทยังมียอดขาดทุน 2 ล้านบาท เนื่องจากรายได้ลดลง และต้องจ่ายภาษีเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตามบริษัทเชื่อว่าจะสามารถรับรู้รายได้ประมาณ 2,500 ล้านบาท ทั้งนี้บริษัทตั้งเป้ายอดขายไว้ที่ 4,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 20% จากปีก่อน ที่มีรายได้รวมอยู่ที่ 3,500 ล้านบาท ซึ่งคาดว่าในปีนี้ บริษัทจะสามารถดำเนินการได้ตามเป้าที่ตั้งไว้

ส่วนโครงการในต่างจังหวัดที่ได้พัฒนาแล้ว ได้แก่ โครงการวอยาจ พาโนราม่า แฟมิลี่ รีสอร์ท ที่ จ.นครราชสีมา ปัจจุบันพัฒนาเป็นสนามกอล์ฟ 18 หลุม รวมเนื้อที่กว่า 1,000 ไร่ โรงแรม ศูนย์ประชุมวิลล่า ซึ่งมีที่ดินเหลือจากสนามกอล์ฟที่จะพัฒนาอีก 600 ไร่ ขณะนี้อยู่ระหว่างการวางแผนที่จะพัฒนาเป็นโครงการบ้านพักตากอากาศ นอกจากนี้ยังมีเชนโรงแรมชื่อดังเข้ามาติดต่อขอบริหารโรงแรม ในลักษณะร่วมทุน คาดว่าจะมีแผนการพัฒนาทั้งหมดภายในกลางปี 2549

พร้อมกันนี้บริษัทมีแผนนำที่ดินในกระบี่ จำนวน 200 ไร่ ซึ่งอยู่ใกล้กับหาดนพรัตน์ธารา มาพัฒนา เป็นโรงแรมระดับ 5 ดาว และวิลล่า มูลค่าโครงการ 3,000-5,000 ล้านบาท ขณะนี้อยู่ระหว่างการออกแบบ คาดว่าจะสามารถเริ่มก่อสร้างในไตรมาส 2 ปี 2549   




 








upcoming issue

จากโต๊ะบรรณาธิการ
past issue
reader's guide


 



home | today's news | magazine | columnist | photo galleries | book & idea
resources | correspondent | advertise with us | contact us

Creative Commons License
ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย