Search Resources
 
Login เข้าระบบ
สมัครสมาชิกฟรี
ลืมรหัสผ่าน
 
  homenewsmagazinecolumnistbooks & ideaphoto galleriesresources50 managermanager 100join us  
 
 


bulletToday's News
bullet Cover Story
bullet New & Trend

bullet Indochina Vision
bullet2 GMS in Law
bullet2 Mekhong Stream

bullet Special Report

bullet World Monitor
bullet2 on globalization

bullet Beyond Green
bullet2 Eco Life
bullet2 Think Urban
bullet2 Green Mirror
bullet2 Green Mind
bullet2 Green Side
bullet2 Green Enterprise

bullet Entrepreneurship
bullet2 SMEs
bullet2 An Oak by the window
bullet2 IT
bullet2 Marketing Click
bullet2 Money
bullet2 Entrepreneur
bullet2 C-through CG
bullet2 Environment
bullet2 Investment
bullet2 Marketing
bullet2 Corporate Innovation
bullet2 Strategising Development
bullet2 Trading Edge
bullet2 iTech 360°
bullet2 AEC Focus

bullet Manager Leisure
bullet2 Life
bullet2 Order by Jude

bullet The Last page


ตีพิมพ์ใน นิตยสารผู้จัดการ
ฉบับ พฤษภาคม 2528








 
นิตยสารผู้จัดการ พฤษภาคม 2528
บุญชู โรจนเสถียร ไม่มีเลขาคู่ใจที่ชื่อ “สังเวียร” อีกต่อไปแล้ว             
 

   
related stories

แบงก์นครหลวงไทย ก่อนถึงวันแตกหัก บุญชู-มหาดำรงค์กุล
เราได้เรียนรู้อะไรบ้างในกรณีธนาคารนครหลวงไทย?
ศึกชิงสำนักน่ำใฮ้ “ผมจะสู้เพื่อหลักการ” บุญชู โรจนเสถียร

   
www resources

โฮมเพจ ธนาคารกรุงเทพ
โฮมเพจ ธนาคารนครหลวงไทย

   
search resources

ธนาคารกรุงเทพ, บมจ.
ธนาคารนครหลวงไทย, บมจ.
บุญชู โรจนเสถียร
Knowledge and Theory
สังเวียร มีเผ่าพงษ์




เช้ามืดวันนี้ บุญชู โรจนเสถียร รับทราบข่าวทางโทรศัพท์ด้วยอาการที่เรียกว่า เข่าแทบทรุด !!

มันเป็นเช้ามืดของวันศุกร์ที่ 10 พฤษภาคม 2528 ที่โรงพยาบาลกรุงเทพโทรแจ้งว่า สังเวียร มีเผ่าพงษ์ เลขาคู่ใจซึ่งอยู่กับบุญชูมานานมากกว่าสิบปีได้ถึงแก่กรรมไปแล้วด้วยโรคหัวใจ

เป็นการจากไปอย่างปัจจุบันทันด่วนหลังจากสังเวียรเพิ่งเข้ามาพักรักษาตัวในโรงพยาบาลได้เพียง 2 วัน

สังเวียร มีเผ่าพงษ์ มีความสำคัญสำหรับบุญชูมากมายแค่ไหนคนวงนอกอาจจะไม่ค่อยทราบ แต่ถ้าเป็นคนวงในที่พอจะรู้จักบุญชูแล้ว จะต้องทราบดีว่า สังเวียรเป็นทั้งมือและสมองของบุญชู และเป็นคนสนิทเพียงไม่กี่คนที่บุญชูไว้วางใจเขา

“ทุกเรื่องที่จะต้องถึงตัวบุญชูนั้น จะต้องผ่านเขาก่อน” คนที่รู้จักบุญชูดีพูดถึงหน้าที่ของสังเวียร

“ถ้าเป็นเรื่องที่นักวิชาการเสนอมา สังเวียรก็จะเป็นคนอ่าน จากนั้นก็จะสรุปและให้แง่คิดที่เป็นส่วนตัวของเขาเพิ่มเติมเข้าไป ถ้าเป็นเรื่องที่บุญชูจะต้องลงนามเขาก็จะจัดเรียงลำดับตามความเร่งด่วน สำคัญมากหรือสำคัญน้อย และถ้าเป็นเรื่องที่บุญชูต้องตัดสินใจเขาจะศึกษาปัญหาอย่างละเอียด แล้วเสนอเป็นทางออกให้บุญชูเลือกตัดสินใจเอง ทั้งนี้ก็ทุกเรื่องตั้งแต่งานของธนาคารไปจนถึงงานการเมือง” อีกคนหนึ่งเสริม

สังเวียรเริ่มทำงานใกล้ชิดบุญชูเมื่อครั้งที่บุญชูมีตำแหน่งเป็นกรรมการผู้จัดการธนาคารกรุงเทพ โดยทำหน้าที่เป็นเลขาหรือผู้จัดการสำนักเลขานุการกรรมการผู้จัดการตามชื่อตำแหน่งอย่างเป็นทางการ

หลังจากทำงานได้ไม่กี่ปี ความสามารถของสังเวียรก็เป็นที่ยอมรับของบุญชู เพราะฉะนั้นเมื่อบุญชูเข้าร่วมกิจกรรมทางการเมืองกับพรรคกิจสังคม สังเวียรจึงเป็นคนหนึ่งที่ต้องติดตามบุญชูเข้าไป และสังเวียรได้เป็นกรรมการพรรคอยู่หลายสมัย

“สมัยนั้นผู้สมัคร ส.ส.พรรคกิจสังคมจะต้องรู้จักสังเวียรเป็นอย่างดี เพราะเขาจะเป็นคนหอบเงินเป็นปึกๆ จากบุญชูมาจ่ายในการรณรงค์หาเสียงให้ และไม่เคยปรากฏว่าเงินจะหายหกตกหล่นไปแม้แต่บาทเดียว...” คนที่เคยอยู่ในทีมหาเสียงของบุญชูเล่าให้ฟัง

เรื่องความซื่อสัตย์จึงเป็นคุณสมบัติอีกอย่างหนึ่งที่บุญชูให้การยอมรับอย่างไม่ต้องสงสัย

และในครั้งที่บุญชูเข้าดำรงตำแหน่งรองนายกฯ ฝ่ายเศรษฐกิจของรัฐบาลเปรม 1 เมื่อปี 2524 ก็สังเวียรอีกเช่นกันที่ต้องลาออกจากธนาคารกรุงเทพมาดำรงตำแหน่งเป็นรองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ทำหน้าที่เป็นเลขาให้กับบุญชู

สังเวียรเคยบอกกับ “ผู้จัดการ” เมื่อ 2-3 ปีมานี้ว่า เขาอยากสมัครเป็น ส.ส. เพื่อที่จะเข้ามาในวงการเมืองอย่างเต็มตัวมากขึ้น และเขาหวังมากที่จะสมัครในจังหวัดชลบุรีซึ่งเป็นจังหวัดที่บุญชูเคยเป็น ส.ส. และบุญชูมีหัวคะแนนอยู่หนาแน่น ไม่เช่นนั้นก็น่าจะเป็นจังหวัดนครปฐมบ้านเกิดของเขา

บังเอิญเหลือเกินที่ต่อมาบุญชูต้องประกาศวางมือจากการเมืองพร้อมกับถอนตัวจากพรรคกิจสังคม สังเวียรในช่วงที่จะต้องตัดสินใจครั้งหนึ่งในชีวิตก็ตัดสินใจเดินตามบุญชูออกมาจากกิจสังคมและกลับไปทำงานต่อที่ธนาคารกรุงเทพ

“มันก็คงพอจะพิสูจน์ได้ว่า คุณสังเวียรมีความภักดีต่อบุญชูมาก เมื่อเจ้านายมีอำนาจวาสนาเขาก็มีอำนาจวาสนาด้วย แต่เมื่อเจ้านายถึงคราวตกอับคนอย่างเขาก็พร้อมที่จะตกอับเหมือนเจ้านาย” นักการเมืองคนหนึ่งเคยพูดถึงความสัมพันธ์ระหว่างบุญชูกับสังเวียรให้ฟัง

และดูเหมือนความภักดีนี้จะต้องถูกตอกย้ำลงไปอีกครั้งเมื่อสังเวียรลาออกจากธนาคารกรุงเทพเพื่อติดตามมาเป็นผู้อำนวยการสำนักประธานกรรมการให้กับบุญชูที่ธนาคารนครหลวงไทย

“แต่สังเวียรก็ไม่ใช่คนที่จงรักภักดีแบบประจบประแจง เขามีหลักคิดและหลักการเป็นของตัวเองเสมอ หลายเรื่องที่เขาไม่เห็นด้วยกับบุญชู และเขามีวิธีที่นุ่มนวลมากในการคัดค้านหรือโน้มน้าวการตัดสินใจของบุญชู” คนที่รู้จักทั้งบุญชูและสังเวียรอธิบาย

สังเวียร มีเผ่าพงษ์ เป็นคนบ้านบ่อตะกั่ว อำเภอนครไชยศรี จังหวัดนครปฐม บวชเป็นสามเณรตั้งแต่อายุได้ 12 ปี ที่วัดใกล้ๆ บ้าน

อายุได้ 13 ปีจึงได้ย้ายมาจำพรรษาที่วัดโพธิ์ ท่าเตียน โดยขณะนั้นเป็นปี 2488 เพิ่งเสร็จสิ้นสงครามโลกครั้งที่ 2 ได้ไม่นาน ขณะบวชเป็นสามเณรสอบได้เปรียญ 5 ประโยค

และสอบได้เปรียญ 9 ประโยคเมื่อบวชเป็นพระแล้ว

ประมาณปี 2497 “มหาสังเวียร” ได้รับทุนของสภาพระธรรมกถึกวัดโพธิ์ ได้ไปศึกษาต่อในระดับปริญญาตรีที่มหาวิทยาลัยนารันธา ประเทศอินเดีย ครั้งนั้นผู้ที่ได้รับทุนอีกคนหนึ่งคือ “มหาโอภาส” ส่วนพระสงฆ์ไทยอีก 2 รูปที่ได้รับทุนของมหาจุฬาฯราชวิทยาลัย วัดมหาธาตุ ไปเรียนที่มหาวิทยาลัยนารันธาด้วยกันก็คือ “มหามนัส พวงลำเจียก” และ “มหานคร”

ในยุคนั้นจึงมีพระไทยถูกส่งไปเรียนรุ่นเดียวกันรวม 4 รูป

ปี 2499 พระไทยทั้ง 4 รูปนี้ได้รับเชิญจากคณะสงฆ์ของจีนให้เดินทางไปร่วมฉลองปี 2500 ซึ่งเป็นปีกึ่งพุทธกาลที่จีนแผ่นดินใหญ่

“พวกเราอยู่ในจีนแผ่นดินใหญ่ 2 เดือนเต็ม เจ้าภาพเขาก็พาไปชมหลายเมือง และได้มีโอกาสเข้าพบกับเหมาเจ๋อ ตง โจวเอินไหล และผู้นำพรรคคอมมิวนิสต์จีนอีกหลายคน ทุกคนรวมทั้งคุณสังเวียรก็ได้ถูกสัมภาษณ์ออกกระจายเสียงวิทยุปักกิ่งภาคภาษาไทย ซึ่งที่จริงที่เราเดินทางไปก็เป็นนโยบายของรัฐบาลยุคนั้น คือยุคจอมพล ป. พิบูลสงคราม รัฐบาลจอมพล ป.กำลังต้องการจะเปิดความสัมพันธ์อีกครั้งกับจีนแดง พวกเราก่อนไปก็มีหนังสือมาถึงพระพิมลธรรมที่วัดมหาธาตุ และพระพิมลธรรมก็นำเรื่องของเราไปปรึกษากับรัฐบาล พวกเราจึงต้องทำหน้าที่เป็นทูตทางวัฒนธรรมไปด้วยกลายๆ...” มนัส พวงลำเจียก ซึ่งปัจจุบันสละเพศบรรพชิตแล้วเล่าเรื่องนี้กับ “ผู้จัดการ”

หลังเดินทางกลับจากจีนแล้ว “มหาสังเวียร” ก็ไปเรียนที่มหาวิทยาลัยนารันธาต่อจนสำเร็จปริญญาโททางด้านอักษรศาสตร์และปรัชญาในปี 2502 และอยู่จำพรรษาในอินเดียอีก 2 ปีเศษ ก่อนจะเดินทางกลับเมืองไทยในปี 2505

“ตอนนั้นเป็นรัฐบาลยุคจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ กำลังกวาดล้างคอมมิวนิสต์กันมาก ผมกับมหานครถูกจับตั้งแต่ปี 2503 ส่วนมหาโอภาสก็หนีไปอยู่จีน และต่อมาเข้าร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์ไทย จนบัดนี้ยังอยู่ในจีนไม่ได้กลับ ทีนี้พอคุณสังเวียรกลับจากอินเดียก็ถูกจับทันทีด้วยข้อหาเดียวกับพวกผม คือข้อหาคอมมิวนิสต์เพราะเคยเดินทางไปจีนด้วยกัน...” มนัส พวงลำเจียก รื้อฟื้นความหลังในช่วงนั้นให้ฟัง

สังเวียร มีเผ่าพงษ์ เมื่อถูกจับกุมและถูกบังคับให้ลาสิกขาบทต้องสู้คดีโดยไม่มีทนายอยู่กว่า 2 ปี จึงหลุดออกมาได้โดยศาลสั่งยกฟ้อง พร้อมกับเพื่อนผู้ต้องหาทั้ง 2 คน

ครั้นเมื่อพ้นข้อหามาได้ก็เริ่มงานแรกในตำแหน่งเลขานุการของบริษัทศรีมหาราชา และหลายปีต่อมาก็ย้ายมาทำงานที่บริษัทเครื่องจักรกลไทยในตำแหน่งเดียวกัน

สังเวียรเคยทำงานเป็นแม่บ้านให้กับสยามสมาคมอยู่พักหนึ่ง ก่อนจะมารับตำแหน่งเป็นเลขาให้กับบุญชูที่ธนาคารกรุงเทพ

“เขาไปสมัครงานที่ไหนไม่เคยใช้เส้น แต่ก็แปลกที่เอาชนะพวกเส้นใหญ่ๆ ทุกแห่ง อย่างที่สยามสมาคมกับที่ธนาคารกรุงเทพก็เหมือนกัน คือทั้ง 2 แห่งนี้สังเวียรยื่นใบสมัครในช่วงไล่เลี่ยกัน และอัตราเงินเดือนก็เท่ากันด้วยคือเริ่มต้นจาก 6,000 บาท แต่บังเอิญที่สยามสมาคมเรียกตัวก่อนก็เลยเข้าไปทำงานอยู่หลายเดือน จนกระทั่งธนาคารกรุงเทพเรียกตัว สังเวียรก็ตัดสินใจเลือกทำงานที่ธนาคารกรุงเทพ เพราะมีโอกาสก้าวหน้ามากกว่า” เพื่อนคนหนึ่งของสังเวียรเล่าให้ฟัง

และก่อนหน้าจะเข้าทำงานที่ธนาคารกรุงเทพ สังเวียรเคยได้ทุนของนิตยสาร ไทม์-ไลฟ์ เดินทางไปดูกิจการหนังสือพิมพ์รอบโลกเป็นเวลา 9 เดือน ผู้ที่ร่วมเดินทางไปด้วยในคราวนั้นก็มี คำสิงห์ ศรีนอก หรือ ลาวคำหอม ตามชื่อนามปากกา และชวิน สระคำ อดีต ส.ส.จังหวัดร้อยเอ็ด

สังเวียรมีภรรยาชื่อ อภิรดี มีลูกด้วยกัน 2 คน เป็นชายหนึ่งหญิงหนึ่ง เขาเสียชีวิตเมื่ออายุ 55 ปี กำลังจะครบ 56 ในวันที่ 2 พฤศจิกายน 2528

สำหรับเพื่อนเก่าทั้งที่เคยบวชเรียนด้วยกันที่วัดโพธิ์และที่อินเดีย การสูญเสียครั้งนี้ก็คงเปรียบได้กับการสูญเสียกัลยาณมิตรที่คงเส้นคงวาในคุณธรรมน้ำมิตรคนหนึ่ง

สำหรับครอบครัวก็คงจะเป็นการสูญเสียเสาหลักไป

และสำหรับบุญชูแล้วมันเป็นการสูญเสียที่ยิ่งใหญ่ครั้งหนึ่งในชีวิตเขา

หลังจากที่เพิ่งจะสูญเสียนายตำรวจติดตามที่ชื่อ พ.ต.ท.ธงชัย ลิ้มสุขล้ำ ไปเมื่อตอนต้นปี 2528 ด้วยโรคตับ

เป็นที่น่าสังเกตอย่างมากที่วันพระราชทานน้ำอาบศพของสังเวียร มีเผ่าพงษ์ นั้น ไม่มีใครเห็นแม้แต่เงาของดิเรก ดิลก หรือชัยโรจน์ มหาดำรงค์กุล ทั้งที่ว่าไปแล้วสังเวียรก็มีตำแหน่งเป็นผู้บริหารของธนาคารนครหลวงไทยคนหนึ่ง

นอกจากนี้แม้กระทั่งเจ้าหน้าที่บริการอาหารและน้ำดื่มก็ยังเป็นคนจากแบงก์กรุงเทพ แต่งเครื่องแบบติดเครื่องหมายบัวหลวงเสียอีก

ที่โบราณเขาบอกว่าโกรธกันจนไม่เผาผี ก็คงจะเป็นอย่างนี้นี่เอง   




 








upcoming issue

จากโต๊ะบรรณาธิการ
past issue
reader's guide


 



home | today's news | magazine | columnist | photo galleries | book & idea
resources | correspondent | advertise with us | contact us

Creative Commons License
ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย