Search Resources
 
Login เข้าระบบ
สมัครสมาชิกฟรี
ลืมรหัสผ่าน
 
  homenewsmagazinecolumnistbooks & ideaphoto galleriesresources50 managermanager 100join us  
 
 


bulletToday's News
bullet Cover Story
bullet New & Trend

bullet Indochina Vision
bullet2 GMS in Law
bullet2 Mekhong Stream

bullet Special Report

bullet World Monitor
bullet2 on globalization

bullet Beyond Green
bullet2 Eco Life
bullet2 Think Urban
bullet2 Green Mirror
bullet2 Green Mind
bullet2 Green Side
bullet2 Green Enterprise

bullet Entrepreneurship
bullet2 SMEs
bullet2 An Oak by the window
bullet2 IT
bullet2 Marketing Click
bullet2 Money
bullet2 Entrepreneur
bullet2 C-through CG
bullet2 Environment
bullet2 Investment
bullet2 Marketing
bullet2 Corporate Innovation
bullet2 Strategising Development
bullet2 Trading Edge
bullet2 iTech 360°
bullet2 AEC Focus

bullet Manager Leisure
bullet2 Life
bullet2 Order by Jude

bullet The Last page


ตีพิมพ์ใน นิตยสารผู้จัดการ
ฉบับ สิงหาคม 2545








 
นิตยสารผู้จัดการ สิงหาคม 2545
ไตรภพ ลิมปพัทธ์ "Role Model" คนล่าสุด?             
โดย อรวรรณ บัณฑิตกุล
 

   
related stories

ไตรภพ ลิมปพัทธ์ เขามากับ "เกมส์โชว์"
ผู้ทรงอิทธิพลตัวจริงในวงการทีวีไทย
บอร์น ออพเปอเรชั่น จำกัด
บ้าน ลิมปพัทธ์" ป่ากลางกรุง
สุข สงบ กับธรรมชาติ

   
search resources

บอร์น ออพเปอเรชั่น
ไตรภพ ลิมปพัทธ์
TV




ไตรภพ ลิมปพัทธ์ เป็นพิธีกรคนเดียวในประวัติศาสตร์ ของวงการทีวีไทย ที่เป็นที่รู้จักของคนทุกวัย ตั้งแต่ 7-8 ขวบ ไปจนถึงคนวัยชรา 70-80 ปี

ภาพของคน 2 วัย ในหลายครอบครัวทั่วประเทศ ที่สนุกสนานกับการแข่งกันตอบ ปัญหาของรายการ "เกมเศรษฐี" และ "ลักกี้เกม" ตอกย้ำความจริงในเรื่องนี้เป็นอย่างดี นอกจากจะสนุกไปกับทุกรายการที่เขาเป็นพิธีกร ผู้คนยังยอมรับไปถึงความคิดทุกอย่างที่ สะท้อนมาจากตัวตนของเขา มันเป็นภาพแห่งความ "ศรัทธา" ที่มีอิทธิพล "ลึกซึ้ง" กว่า ความ "ชื่นชอบ" ทั่วๆ ไป หากแนวความคิดที่ช่วยเหลือคนยากจน และให้โอกาสคน เป็น แค่การมอง "เกม" ออกว่าสังคมต้องการคนที่เป็น "ฮีโร่" และเขา "เล่นเกมเป็น" โดย แสดงผ่านบทบาทในจอทีวี หากเป็นเช่นนั้นจริงก็คงต้องยอมรับว่าเขาเป็นนักแสดงที่ ยอดเยี่ยมมากๆ เพราะไม่มีใครรู้ว่าเรื่องไหนเป็น "ภาพ" ที่เขาสร้างขึ้น และเรื่องไหนคือ "ตัวตน" ของเขาจริงๆ

"ผู้จัดการ" ได้มีโอกาสเข้าไปสัมผัสเรื่องราวต่างๆ หลายแง่มุมในชีวิตจริง ภาพ "ตัวตน" ของเขาจึงค่อยๆ คลี่ออกมาชัดเจนขึ้น

ธุรกิจบันเทิง อยู่บนพื้นฐานแห่งความไม่แน่นอน รายการที่คนชอบอย่างถล่มทลาย ในวันนี้ อาจจะกลายเป็นอดีตไปได้ภายในระยะเวลาชั่วข้ามคืน แต่บริษัทบอร์น ออพเปอ เรชั่น จำกัด บริษัทผลิตรายการโทรทัศน์เล็กๆ บริษัทหนึ่ง สามารถยืนหยัดอยู่ได้อย่าง แข็งแรงตลอดเวลา 18 ปี

ในช่วงระยะเวลาไม่กี่ปีที่ผ่านมา สื่อทีวีได้เข้ามามีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในชีวิต ประจำวันของผู้คน เช่นเดียวกับเจ้าของรายการที่กลายมาเป็นผู้ทรงอิทธิพลคนหนึ่งของ สังคมเมืองไทย

ไตรภพ ลิมปพัทธ์ เจ้าของบริษัท บอร์น ออพเปอเรชั่น เป็นตัวอย่างหนึ่งที่เห็นได้ อย่างชัดเจนถึงอำนาจและอิทธิพลที่มองไม่เห็นนี้ และการก้าวมายืนตรงจุดจุดนี้ ลึกๆ ลง ไปแล้วได้สร้าง "โอกาส" ให้เขาอย่างมากมาย เกินกว่าที่จะคำนวณได้เป็นเม็ดเงินด้วยซ้ำไป

รายการของบอร์นฯ มีทั้งเกมโชว์ วาไรตี้ทอล์คโชว์ และควิซโชว์ โดยส่วนใหญ่เกือบ ทุกรายการ มีไตรภพเป็นผู้ดำเนินรายการ และยังเป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการกำหนด ทิศทางเดินทุกย่างก้าวของบริษัท

"พรสวรรค์" ในการเป็นพิธีกรที่ไม่เหมือนใคร ผนึกรวมกับวิธีคิดในการทำรายการ ที่แตกต่างของเขาคือ ที่มาของความสำเร็จ

ทันทีที่เขากล้าคิดอะไรที่ไม่เหมือนคนอื่น พร้อมๆ กับการลงมือทำทุกอย่างจริง จัง เพื่อพิสูจน์ว่าความคิดที่เขาเชื่อมั่นนั้นถูกต้อง ก็ได้สร้างให้เขากลายเป็น "ผู้นำ" ไป โดยทันที

แนวคิดในการทำรายการต่างๆ นั้นเขาบอกว่ามาจากการอ่านและศึกษา คำสอนจากหนังสือของท่านพุทธทาส และหนังสือธรรมะทั้งหลาย ที่มีเนื้อหา สอน "ให้เข้าใจคน" "รู้จักมนุษย์" และรู้ว่า "มนุษย์ต้องการอะไร" ความคิดที่ ผ่านกระบวนการกลั่นกรองจนตกผลึก แล้วนั้น ถูกนำมาถอดรหัส โดยพิจารณา ให้สอดคล้องไปกับสภาพสังคมที่กำลัง เป็นอยู่ด้วย

"ถ้าถอดรหัสได้ ก็ได้รายการใหม่ ถอดเก็บไว้เรื่อยๆ ช่วงจังหวะไหนเหมาะสมก็หยิบขึ้นมาทำ คำสอนที่ลึกซึ้งเหล่า นั้นได้ให้แง่คิดทั้งทางด้านตรรก และ ปรัชญา และคือสิ่งที่ให้ชีวิตผม จริงๆ" ไตรภพยืนยันกับ "ผู้จัดการ"

"ลักกี้เกม" รายการที่ทำให้เรตติ้งในช่วงเวลาหลังละครของช่อง 3 พุ่งสูงขึ้นถึง นาทีละ 3 แสนบาท เกิดขึ้นได้จากที่เขาคิดว่า ทุกวันนี้ มนุษย์ต้องการอะไร คำตอบก็คือ ต้องการรวย ต้องการมีเงิน รวยด้วยวิธีไหนก็ได้ที่ง่ายๆ ในเมื่อเกมเศรษฐี คนดูยังติดกัน งอมแงมกับการลุ้นเงินล้านกับคำถามถึง 16 ข้อ แต่เกมนี้ให้โอกาสคนมากขึ้น ตอบคำถาม ถูกหมดแค่ 3 ข้อ ในเวลาประมาณ 15 นาทีได้เงินรางวัลไป 3 แสนบาท ทำไมคนจะไม่ดู ทำไมคนจะไม่แห่กันมาเล่น

ทั้งที่เป็นรายการที่คนกำลังนิยม เรตติ้งกำลังดี แต่ลักกี้เกมก็ปิดฉากไปแล้วตั้งแต่ ปลายเดือนมิถุนายน 2545 เพราะทางสถานีต้องการเอาเวลาคืนให้กับละครหลังข่าว

"เฉียด" มาจากคำสอนพื้นฐานของศาสนาพุทธ ที่สอนให้คนไม่ประมาท ตั้งอยู่ใน สติ หากทำไม่ได้ กลายเป็นคนประมาท แล้วนาทีสุดท้ายจะเกิดอะไรขึ้น เป็นข้อเตือนใจ เตือนสติให้กับคนดู และเป็นรายการที่คนชมเขียนเล่าเรื่องราวต่างๆ เข้ามาร่วมรายการ อย่างมากมาย

"ทไวไลท์" รายการวาไรตี้โชว์ เป็นอีกรายการหนึ่งที่ทำมายาวนานถึง 11 ปี แต่ โฆษณาไม่เคยตก เป็นรายการที่มีเมนูต่างๆ เสิร์ฟผู้ดูถึงบ้านอย่างหลากหลาย เช่นช่วง เวลาของโชว์ออฟสเปเชี่ยลโชว์ ทอล์คโชว์ ทไวไลท์ไทยลูกทุ่ง และไลฟ์โชว์ ทั้งหมดดำเนิน รายการโดยไตรภพเพียงคนเดียวตลอด 3 ชั่วโมงเต็มรวด และเพิ่งมาปรับลดในเรื่องเวลา และปรับเปลี่ยนเมนูใหม่เมื่อต้นปีที่ผ่านมานี้เอง

จุดต่างอย่างหนึ่งของรายการนี้ก็คือ แขกรับเชิญทุกคนจะทราบกติกาก่อนอัดรายการ ว่า พิธีกรสามารถถามได้ทุกคำถาม ตอบ หรือไม่ตอบก็ได้ แต่ต้องถามได้ ซึ่งจะสร้าง อารมณ์และความรู้สึกของคนดูเพิ่มมากขึ้น

ระหว่างดำเนินรายการช่วงแขกรับเชิญครั้งหนึ่ง ไตรภพถาม แคล้ว ธนิกุล ตรงๆ ว่า "คุณแคล้วเคยฆ่าคนหรือเปล่า" ซึ่งแคล้วตอบว่า "ไม่เคย ผมไม่เคยทำอะไรใคร" ไตรภพ ก็สรุปว่า "เราก็เชื่อว่าอย่างนั้น เพราะเท่าที่ผมทราบ ศัตรูของคุณแคล้วตายหมดแล้ว"

หรือแม้แต่ช่วงทไวไลท์ไทยลูกทุ่ง ก็เป็นความกล้าอย่างหนึ่งของเขาที่ดึงเอา นักร้องเก่าๆ ที่เคยมีชื่อเสียง แต่เกือบถูก ลบไปจากความทรงจำของผู้คน ให้มี โอกาสกลับมาเกิดใหม่อีกครั้ง เมื่อได้มี โอกาสมาออกรายการวาไรตี้ที่ทันสมัย ของเขา

ปัจจุบัน ทไวไลท์โชว์ได้ปรับลด เวลาลง เพื่อเอาเวลาส่วนหนึ่งไปให้รายการ ใหม่คือ "เกมอัจฉริยะ" รายการที่ไตรภพ บอกว่านอกจากได้ความบันเทิงแล้ว คนดูจะได้มีความรู้มากขึ้น เสียดายอย่างเดียวที่เขา จำเป็นต้องเอาไว้ช่วงเย็นวันเสาร์ ส่วนเวลาดี หลังละครถูกจัดให้เป็นรายการ "จูคบ็อคส์ เกม" ตามความเหมาะสมที่เจ้าของสถานี เห็นสมควร

รายการ "ใครผิดใครถูก" เป็น รายการที่เขายืนยันว่า ต้องศึกษาอย่างหนัก จากหนังสือปรัชญา และจิตวิทยา เพื่อเอา มาใช้เป็นข้อมูลประกอบ

"ฝันที่เป็นจริง" เมื่อปี 2531 เป็นอีก รายการหนึ่งที่ให้โอกาสคนในการสร้างเสริม อาชีพ รายการนี้เคยทำให้คนดูน้ำหูน้ำตาไหล กันทั้งเมือง และทำให้ไตรภพกลายเป็นขวัญ ใจแม่ค้า และขวัญใจคนจนนับตั้งแต่นั้น

จนมาถึงปี 2545 เขาก็ยังเป็นขวัญ ใจคนเดิม เมื่อเปิดโอกาสให้แม่ค้าที่มีการ ศึกษาเพียงแค่ชั้น ป.4 มีโอกาสได้เข้ามา ร่วม "เกมเศรษฐีแม่ค้า" หลังจากคนเหล่า นั้นเคยเป็นเพียงผู้เฝ้าดู คนเก่งๆ ที่จบ ปริญญาตรี ปริญญาโท ปริญญาเอก ที่ค่อน ข้างมีฐานะ และมีโอกาสในสังคมดีอยู่แล้ว คว้าเงินรางวัลกลับไปบ้านทุกอาทิตย์

ความเป็นนักคิด นักอ่าน และมี กลไกของความคิดเป็นระบบ น่าจะเป็นส่วน สำคัญที่ทำให้เขาอ่านเกมออก และทันเกม เขารู้ว่ามนุษย์ต้องการ อะไร กระแสสังคมกำลังต้องการอะไร แน่นอนทุกคนต้องการ "ฮีโร่" ต้องการคนที่เข้าใจคน และช่วยเหลือคน การทำรายการ ในลักษณะนี้จึงประสบความสำเร็จ แล้วยังมีผลต่อเนื่องไปยัง รายการอื่นๆ ที่เขาผลิตขึ้นมาประมาณ 19 รายการให้ได้รับความ นิยมตามไปด้วย

ไตรภพ ลิมปพัทธ์ เป็นคนคนหนึ่งที่มีความมั่นใจในตัวเอง สูง ความสำเร็จที่เกิดขึ้นก็อาจจะมีส่วนเพิ่มความเชื่อมั่นในตัวเอง ให้สูงมากขึ้นทุกที จนถูกวิพากษ์ว่าในวงการทีวีเมืองไทย เขาเป็น คนที่ "over confidence" อย่างมาก แต่เขากลับคิดว่า ในเนื้อ งานที่รับผิดชอบ เมื่อเรียนรู้มามาก ศึกษามาดี แล้วจะให้ไปมั่นใจ ใคร ก็ต้องมั่นใจตัวเองถึงจะเป็นเรื่องถูกต้อง ส่วนเรื่องจะผิด หรือถูกค่อยแก้ไขกัน

แต่อย่างไรก็ตาม ทุกรายการของบอร์นฯ ต้องมีการทดลองก่อนออกอากาศในห้อง ปฏิบัติการทุกครั้ง บางรายการทดลองหลายครั้งเพื่อให้ความผิดพลาดเกิดขึ้นน้อยที่สุด งานบางชิ้น ทำออกมาแล้ว สรุปว่าใช่ อัดเทปเรียบร้อย แต่ก็ต้องโยนทิ้งทำใหม่ก็มี

"มันเป็นไปไม่ได้หรอกที่คนเราจะเชื่อใจตนเอง จนถึงขนาดว่าทำเมื่อไรจะต้องถูก ต้องถามว่าเวลาที่เราคิดอะไร ภาพในสมองถ้าไม่เขียนในกระดาษจริงๆ มันไม่เหมือนภาพ คิดหรอก เวลาเขียนถ้าไม่ได้เอาข้อเขียนมาทำก็ไม่ใช่อีก เพราะภาพทีวีมันละเอียดมาก มันเป็นวินาที"

ครั้งหนึ่ง ประวิทย์ มาลีนนท์ มาชวนเขาไปดูเทศกาลหนังที่เมืองคานส์ เพื่อเปิดหู เปิดตาดูว่าโลกบันเทิงต่างประเทศก้าวหน้าไปถึงไหน ซึ่งน่าจะเป็นเรื่องจำเป็นสำหรับ คนที่อยู่ในวงการทีวีเช่นเขาอย่างยิ่ง

เขาตอบประวิทย์ไปสั้นๆ ว่า "นายไปเถอะ กลับมาค่อยเล่าให้ผมฟังก็แล้วกัน" ถ้า จะอรรถาธิบายชัดๆ ลึกๆ ในเรื่องนี้ น่าจะเป็นเพราะเขามั่นใจว่าสิ่งที่เขาทำดีอยู่แล้ว เพียงพออยู่แล้ว

"ก็มันพอจริงๆ สำหรับความรับผิดชอบตรงนี้ มันพอจริงๆ ตอนนี้ผมมีเวลาใน การทำรายการ 5 ชั่วโมง ผมก็ทำได้ทั้ง 5 ชั่วโมง เรตติ้งไม่เคยตก ไม่เคยเป็นรองใครใน ประเทศนี้ เรตติ้งโชว์ การขายโชว์ ปริมาณคนดูมันโชว์ ก็อยู่ในจุดที่ผมพอใจ ก็พอแล้ว แต่ไม่ได้หมายความว่า ผมรู้แค่นี้นะ ผมอาจจะรู้มากกว่านี้ก็ได้ ถ้าผมไปดู สมมติว่ามันรู้ มากขึ้น แล้วมันจะรู้ไปเพื่ออะไร ไม่มีหน้าที่ตรงนั้นแล้วสำหรับผม"

สิ่งที่เขาคิด ไม่ได้หมายความว่าเขาเป็นคนปิดตัวเอง แต่เขามองว่า การรับเอา รูปแบบความบันเทิงจากโลกตะวันตกเข้ามานั้น ไม่ได้หมายความว่าจะต้องเหมาะสม และดีที่สุด มันต้องผ่านเครื่องกรองอีกหลายชั้น ทั้งในเรื่องของวัฒนธรรม ประเพณี หรือนิสัย แบบไทยๆ ที่ไม่เหมือนใครในโลก

ไตรภพเคยยืนยันกับ "ผู้จัดการ" ว่า เขาไม่เคยก๊อบปี้รายการใดๆ จากทีวีต่าง ประเทศ ที่ทุกคนอาจจะมองว่ามันเป็นกระแสโลก แต่เขาไม่ปฎิเสธในเรื่องของการเลียนแบบ

"หากเป็นความคิดที่ดี แต่เราปฏิเสธที่จะคิดตาม หรือเลียนแบบ เราก็บ้าแล้ว เพียง แต่ไม่ควรเชื่อทุกอย่าง ควรนำทุกอย่างมาคิดว่าเขาคิดกันได้อย่างไร..." (ผู้จัดการ สิงหาคม 2544) ความคิดใหม่จะเป็นกระแสใหม่ ที่เขาเป็นคนกำหนดขึ้นมาเอง

ไตรภพ อุบัติขี้นได้ในวงการทีวี เพราะการได้ "โอกาส" ครั้งสำคัญอย่าง ไม่คาดคิดเช่นกัน

วันหนึ่งเมื่อ 20 ปีที่แล้ว ขณะนั่ง ทำงานเป็นทนายความอยู่ในสำนักงาน เทพภักดี น้องคนหนึ่งได้มาชวนเขาไปออก รายการ "ล้มเค้า" ของบริษัท เจเอสแอล โดยมีพี่น้องทั้งหมดไปร่วมรายการด้วย

ครั้งนั้นเขาได้สร้างความประทับใจ ให้กับลาวัลย์ กันชาติ ผู้บริหารคนหนึ่ง ของเจเอสแอล ในความเป็นคนที่มีบุคลิกดี ไม่กลัวคน มีลูกเล่นลูกฮา และเป็นตัวของ ตัวเอง เธอเสนอ "โอกาส" ให้เขาทันที

ในขณะที่คนอื่นอาจใฝ่ฝันมาตลอด ชีวิต เพื่อให้ได้ซึ่งโอกาสนี้ แต่ไม่ได้ ในขณะที่ตัวเขาไม่เคยคิดเลยที่จะเข้ามาในวงการ กลับได้รับ

"วงการนี้มีขึ้น มีลง ทำไม่ได้ ก็ไป ทำงานอย่างอื่นได้ คนอย่างผมทำอะไรก็ ไม่มีจน" คือสิ่งที่เขาคิด และตัดสินใจรับ งานในตอนนั้น

พิธีกรรายการแรกของเขาคือ รายการพลิคล็อค ทางช่อง 5 คู่กับวาสนา สิทธิเวช และรายการ ลาภติดเลข คู่กับสุดา บุลสุข ภายหลังเปลี่ยนเป็น ธิติมา สังขพิทักษ์ ในขณะนั้นเขายังเป็นทนาย ความอยู่ด้วย งานพิธีกรเป็นเพียงงาน พิเศษที่รับเพิ่มเติมจากงานประจำเท่า นั้นเอง

ในปี 2527 เขารับ "โอกาส" ครั้งใหญ่อีกครั้ง เมื่อตัดสินใจตั้งบริษัท เพื่อผลิตรายการโทรทัศน์ป้อนให้กับ ไทยทีวีสีช่อง 3 โดยมีประชา มาลีนนท์ เป็น "นาย" คนแรก ก่อนที่จะเปลี่ยนมาเป็น ประวิทย์ ในเวลาต่อมา

ประวิทย์ เป็นคนที่ให้โอกาสกับไตรภพ อย่างมากๆ เป็นที่รู้กันว่าไม่ว่าไตรภพจะเสนอ รายการอะไรเข้าไป ช่อง 3 ไม่เคยมีที่เขาไม่เอา

ช่อง 3 และบริษัทบอร์นฯ จะแบ่งปัน รายได้กันในลักษณะของ "time sharing" คือ แบ่งรายได้ของค่าโฆษณากันคนละครึ่ง ซึ่งหมาย ความว่า ถ้า "ไตรภพ" ได้ "นาย" ก็ต้องได้ด้วย เช่นกัน

บอร์น ออพเปอเรชั่น คือ ไตรภพ และไตรภพ ก็คือ บอร์นฯ เป็นความจริงที่ยากปฏิเสธ แม้เขาจะพยายามอธิบายอย่างให้เกียรติ ผู้ร่วมงานว่า ถึงจะมีแม่ทัพดี สั่งบุก หากลูกน้องข้างหลังไม่ลุย ก็ไม่มีทางชนะ แต่หาก ลูกน้องพร้อมลุย แต่ขุนศึกไม่รู้จักช่วงเวลาทองแห่งการสั่งลุย ก็ไม่ประสบความสำเร็จ เช่นกัน ทุกอย่างมันต้องไปด้วยกัน

แต่ถ้าดูกันลึกๆ จริงๆ ถึงวิธีการทำงานของบริษัทบอร์นฯ นั้น จะพบว่าทุกอย่าง ยังขึ้นตรงกับไตรภพทั้งสิ้น ซึ่งเป็นโครงสร้างการทำงานที่ค่อนข้างบอบบางมากทีเดียว แต่ในขณะเดียวกันมันก็ยิ่งทำให้บอร์นฯ แข็งแกร่งขึ้นจากความขยันของผู้บริหาร

หลังจากลักกี้เกมถูกขอเวลาคืนไปให้กับรายการละครหลังข่าวตามเดิม บทบาท พิธีกรของเขาจะมีอยู่ในรายการทไวไลท์โชว์ และเกมเศรษฐี ส่วนเกมอัจฉริยะ เขามี สุทธิพงศ์ ทัดพิทักษ์กุล เป็นพิธีกร และจูคบ็อคส์เกม มีสมพล ปิยะพงศ์สิริ และญาณี จงวิสุทธิ์ เป็นพิธีกรคู่หูคู่ฮา แต่ทุกครั้งที่มีอัดรายการ 2 รายการหลังนี้ เขายังคงต้องมาดู มาคุม และคอยให้คำปรึกษาทุกครั้งอย่าง ใกล้ชิด

แม้แต่การเลือกคนเข้ามาร่วมเล่น เกม ในแต่ละรายการ ก็จะมีส่วนอย่างมาก ในการให้ความเห็นว่า ควร หรือไม่ควร เลือกเพราะอะไร

หลายคนคงไม่คิดว่าทุกวันนี้ ไตรภพ ยังไปเปิดการขายโฆษณารายการใหม่กับ ลูกค้าด้วยตัวเอง การเป็นคนคุมคอนเซ็ปต์ รายการเองตั้งแต่ต้น มีส่วนอย่างมากที่จะสามารถอธิบายให้ลูกค้าเข้าใจในสิ่งที่จะเกิดขึ้น จนสามารถปิดการขายได้อย่างรวดเร็วด้วยเช่นกัน

เขาเชื่อว่าการทำธุรกิจไม่มีการเกรงใจ มันเป็นเรื่องของผล ประโยชน์มากกว่า ถ้าประโยชน์ตรงกัน โฆษณาก็ขายได้ ถ้าไม่ตรง กัน ต่อให้เป็น 10 ไตรภพเข้าไปขายเองก็ไม่มีใครเอา

การทำงานที่พึ่งภาพของคนเพียงคนเดียวเป็นเรื่องที่อันตราย โดยเฉพาะการผลิตรายการให้กับช่อง 3 นั้นไม่ใช่ระบบสัมปทานที่มีสัญญาเป็นลายลักษณ์ อักษร มีระยะเวลาที่แน่นอนเป็นเครื่องการันตี แต่เป็นเพียง "สัญญาสุภาพบุรุษ" ที่ไตรภพ กับประวิทย์มีต่อกันเท่านั้น ทำไมเขาไม่สร้าง "พิธีกรคนใหม่" ขึ้นมาบ้าง

ไตรภพพยายามอธิบายว่า เขาไม่ได้ยึดติดกับความสำเร็จที่เกิดขึ้น พยายามเตือน ตัวเองเสมอว่า อย่าภูมิใจกับทุกรางวัลที่ได้รับ ไม่มีอะไรที่จีรังยั่งยืน และการที่ยังสร้าง "คน" มาแทนไม่ได้ ไม่ใช่การหลง หรือติดตำแหน่ง แต่เป็นเพราะว่าการสร้างคนใหม่ให้ เป็นแบบเขาไม่ใช่เรื่องง่าย

"ผมไม่ได้หมายความว่า เขาต้องมีบุคลิกเหมือนผม เขาต้องเป็นเขา ต้องเป็นตัวของ ตัวเอง ที่อยากให้เหมือนผมก็คือ ระเบียบวินัยในชีวิตตัวผมค่อนข้างสูงมาก แล้วก็ทุ่มเทให้ กับมัน เรียกว่า 100 คนที่จะเป็นพิธีกรที่ดีได้ ต้องเป็นอย่างนี้ แล้วต้องคิดเป็น ต้องคิดว่า เขาคิดอะไรอยู่ ต้องรู้จักดูคน แล้วผมจะมานั่งสอนคนอย่างนี้ได้อย่างไร ถ้าเขาไม่อุทิศเวลา ให้ผม หาได้ไม่ง่ายเลยนะ"

แต่การที่เขายังคงเต็มที่กับบทบาทนี้ ทำให้เรตติ้งรายการเขาไม่มีตก ยังปั่นเม็ด เงินให้ไหลเข้าบริษัทอยู่อย่างต่อเนื่องเรื่อยๆ เพิ่มโอกาสในการต่อยอดสร้างธุรกิจใหม่ๆ เพิ่มขึ้นโดยที่โครงการเหล่านั้นไม่จำเป็นต้องอาศัยภาพของเขาอีกต่อไป และน่าจะเป็น ทางออกที่ปลอดภัยสำหรับเขาและลูกน้องทุกคน

ความจริงอย่างหนึ่งของชีวิตที่ทำให้เขาไม่ประมาทคือ เขาเชื่อว่าคนที่เป็นลูกน้อง ตราบใดที่ยังมีประโยชน์ ก็ย่อมอยู่ได้ แต่เมื่อไรที่หมดประโยชน์แล้ว ก็ต้องไป อย่ามัวไป ฝันถึงความสำเร็จเก่าๆ ที่เคยสร้างไว้ในอดีต ถามตัวเองว่าวันนี้ยังมีประโยชน์หรือเปล่า และในอนาคตจะยังประโยชน์หรือไม่

แน่นอน วันนี้บอร์นฯ ยังคงประโยชน์ให้กับช่อง 3 แต่หากวันหนึ่งมันไม่ใช่ พวก เขาจะอยู่ตรงไหน ลำพังไตรภพ เขาบอกว่าทุกวันนี้สิ่งที่ได้มา ลูก-เมีย ใช้ไปได้สบายๆ ตลอดชีวิต แต่พนักงานของบอร์นฯ อาจจะไม่ใช่ หลายคนเพิ่งมีลูก หลายคนกำลังอยู่ใน ช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของชีวิต

หลายครั้งที่ไตรภพบอกว่า "พอ" และ "ไม่อยาก" ทำอะไรอีกต่อไปแล้ว ถ้า ไม่อยาก ก็คือ "ความสงบ" และเขากำลัง ต้องการความสงบนั้นอย่างยิ่ง ดังนั้น การ วางแผนธุรกิจใหม่ๆ ที่กำลังเกิดขึ้น จึงเป็น การทำตามหน้าที่ ไม่ใช่เพื่อตัวเขาอีกต่อไป

ปัจจุบัน บอร์นฯ ผลิตรายการ โทรทัศน์ 4 รายการคือ ทไวไลท์โชว์ ใน ช่วงวันอาทิตย์ เวลา 14.30-16.15 น. อัตรา โฆษณานาทีละ 220,000 บาท จูคบ็อคส์เกม ทุกคืนวันจันทร์ 22.15-23.15 น. ราคาค่า โฆษณานาทีละ 240,000 บาท เกมอัจฉริยะ ทุกวันอาทิตย์เวลา 16.15-17.15 น. ค่าโฆษณานาทีละ 220,000 บาท และเกมเศรษฐี ทุกวันเสาร์-อาทิตย์ เวลา 18.45-19.30 น. อัตราค่าโฆษณา 260,000 บาท

และยังมีรายได้จากค่าวีทีอาร์ ซึ่ง เป็นป้ายโฆษณาในรายการต่างๆ อีก เช่น ในรายการทไวไลท์โชว์ ราคาต่อ 1 แผ่นป้าย สัปดาห์ละ 22,000 บาท จูคบ็อคส์เกม สัปดาห์ละ 25,000 บาท และเกมอัจฉริยะ สัปดาห์ละ 22,000 บาท

หากคำนวณรายได้ของบริษัท บอร์นฯ อย่างคร่าวๆ เช่น รายการทไวไลท์ โชว์ ปัจจุบันมีเวลาประมาณชั่วโมงครึ่ง เป็น โฆษณาประมาณ 20 นาที แบ่งคนละครึ่ง กับช่อง 3 เป็น 10 นาที นาทีละประมาณ 2 แสนบาท เป็นเงินสัปดาห์ละ 2 ล้านบาท เดือนละ 8 ล้านบาท

ยอดเงินจำนวนนั้น เป็นตัวเลขราย ได้อย่างเดียวที่ยังไม่หักต้นทุนในการทำงาน ออกไป เช่น ค่าใช้จ่ายในเรื่องค่าจ้าง ค่าเช่า สถานที่ ต้นทุนในการเตรียมข้อมูล รวมทั้ง เปอร์เซ็นต์ส่วนลดที่มอบให้กับเอเยนซี่ แต่อย่างไรก็ตาม ส่วนที่เหลือก็นับว่าเป็น รายได้ที่ดีทีเดียว

จากบัณฑิตหนุ่มที่จบจากคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง เมื่อปี 2520 เริ่มมีอาชีพด้วยการเป็นทนายความ เล็กๆ ต่อมาชีวิตพลิกผันเข้ามาสู่ธุรกิจ บันเทิง เมื่อปี 2525 และกลายเป็นเจ้าของ บริษัทบอร์นฯ ในปี 2527 ภายระยะเวลาเพียง 2-3 ปี เขาก็มีเงินพอที่จะซื้อที่ดินถึง 400 ตารางวา เพื่อสร้างบ้านอยู่อาศัยบนถนนแจ้งวัฒนะใกล้ๆ กับโครงการเมืองทองธานี 1

ปัจจุบันต้องยอมรับว่า เขาคือคนรวยคนหนึ่งหากเทียบกับคนอื่นๆ ในอาชีพเดียว กัน นอกจากมีบ้านในกรุงเทพฯ และบ้านพักในต่างจังหวัดอีกหลายแห่งแล้ว ยังเป็นนัก ธุรกิจสมัยใหม่ที่มีความรู้ มีที่ปรึกษาทางด้านการลงทุน และรู้จักการบริหารเงินสด ให้ กลายเป็นทรัพย์สินที่มีค่าอื่นๆ เก็บไว้ด้วย

ในภาพของนักธุรกิจ การบริหารเงิน เป็นสิ่งที่เขาจำเป็นต้องทำ แต่ถ้าเป็นเรื่อง ส่วนตัว ทุกวันนี้เขาแทบไม่ต้องใช้เงิน

"โอกาส" ที่ได้มา ทำให้เขาได้รับการยอมรับในวงสังคมชั้นสูงเขาจึงมีเพื่อนมาก มาย หลากหลายอาชีพ และหลายวัย แต่ภาพที่ไม่ออกงานสังคมกลางคืน ทำให้หลายคน อาจมองเขาผิดพลาดไปโดยเข้าใจไปว่า เป็นคนที่ไม่เอาใคร

มีการ์ดเชิญไปงานต่างๆ มากมายที่เขาได้รับในแต่ละวัน แต่เขาก็ตัดสินใจไม่ไป งานไหนเลยเป็นเวลานับ 10 ปีแล้ว นอกจากบางงานที่ผู้ใหญ่จำเพาะเจาะจงมาจริงๆ

เมื่อประมาณ 2 เดือนที่ผ่านมา เขาไปเป็นพิธีกรในงานหมั้นของลูกสาวผิน คิ้ว ไพศาล กับลูกชาย "เจ๊เกียว" ซึ่งค่อนข้างเป็นเรื่องแปลก เพราะเขาไม่รับไปเป็นพิธีกร รับเชิญของใครมานาน ซึ่งหากเขายังรับงานตรงนี้ ในเวลา 1 ทุ่ม-4 ทุ่ม ราคา 2-3 แสน บาท ยังมีคนจ้าง

ไตรภพไปเป็นพิธีกรงานหมั้นครั้งนั้น "ฟรี" เขาไป เพราะผิน คิ้วไพศาล เคยมี บุญคุณกับเขา ครั้งหนึ่งเมื่อเขาทำรายการรวยอุตลุด ซาฟารีเวิลด์ คือสถานที่ถ่ายทำ

"ตอนนั้น คุณผินไม่รู้จักผม แต่ผมรู้จักว่าซาฟารีเวิลด์เป็นไง เขาเคยให้สถานที่ ถ่ายทำ ผ่านมาเป็น 10 ปี คุณผินจำผมไม่ได้แล้วด้วยซ้ำไป รู้จักแต่ว่าพิธีกรคนนี้มันดัง วันหนึ่งก็มาหาผม คุยเรื่องโน้นเรื่องนี้ ผมก็บอกว่าคุณผินจะเอาอะไร ผมทำให้หมด เด็ก คุณผินก็งง ผมก็เลยบอกว่า คุณผินมีบุญคุณ กับผม แล้วกับผมหนเดียว ผมก็ใช้บุญคุณ ไม่หมด ผมเลยไม่กล้าให้ใครมีบุญคุณกับ ผมเท่าไร คุณผินนี่เลยสนิทชิดชอบกัน แก รักผม กล้าพูดว่าแกรักผม คุณผินก็จ้างนะงานนี้ แต่ผมไม่เอาตังค์เขา"

ไตรภพรู้จักประยุทธ มหากิจศิริ เจ้าของเนสกาแฟ ผ่านทางลูกชายที่มาเจอ กันที่สนามกอล์ฟราชพฤกษ์ โดยเขาไม่รู้ว่า เด็กหนุ่มที่พูดคุยกับเขาอย่างถูกคอคนนั้น เป็นทายาทมหาเศรษฐี วันหนึ่งลูกชาย ประยุทธบอกว่า "วันนี้ผมพาพ่อมาเล่นด้วย นะครับ" วันนั้นไตรภพเลยรู้จักประยุทธ และกลายเป็นเพื่อนต่างวัย ร่วมก๊วนกอล์ฟ และชอบพอไปมาหาสู่กันประจำ

เขายังได้ทรัพย์สินต่างๆ อย่างมาก มายด้วย โดยมีที่มา 2 ทางคือ 1. จาก บรรดาสปอนเซอร์รายการทั้งหลาย และ 2. จากผู้ที่ชื่นชอบตัวเขา

ตั้งแต่หัวจรดเท้าของไตรภพ ลิมป-พัทธ์ มีแต่ของฟรี เขาเป็นวีไอพีตลอดชีพ ของเสื้อผ้าแบรนด์ดัง "Lacrote" หมวก เสื้อยืด กางเกง รองเท้า จึงเต็มไปด้วยตัว จระเข้ หากเป็นเสื้อเชิ้ตที่ใส่ออกรายการ ก็จะเป็นแอร์โรว์ ซึ่งทุกครั้งที่แบบใหม่เข้า มา ไตรภพก็ต้องได้รับ

ทั้งเนื้อทั้งตัวไม่มีเครื่องประดับอื่นๆ นอกจากนาฬิกาข้อมือ ที่เขาบอกว่า มีคน ให้มาเป็นสิบๆ เรือน แม้แต่พระที่ห้อยคออยู่ 2 องค์ คือเหล็กไหลที่ขึ้นรูปเป็นองค์พระ และหลวงพ่อแก้ว ทั้งสององค์ได้มาเพราะคนเอามาให้เช่นกัน

"มีเศรษฐีคนหนึ่ง ผมไปเที่ยวบ้าน เขาที่ต่างจังหวัด บ้านเขาอยู่ในที่ที่สวยมาก ผมไปชอบที่อยู่จุดหนึ่ง มันเป็นเนินขึ้นไป และมันเป็นป่า ผมชอบมาก และชมเขาว่าที่สวย เขาหันมาถามว่า คุณไตรภพชอบเหรอ ผมก็ตอบว่า ครับพี่ น่าปลูกบ้านตรงนี้ เขาบอกว่าขอโทษนะครับ อย่าว่าดูถูกเลย ถ้าชอบ ผมยกให้เลย แต่ผมไม่ได้เอาของเขานะ"

แม้แต่หนังสือพระที่ออกใหม่ๆ ก็จะมีคนจัดการส่งฟรีมาให้เขาเสมอๆ หรือการ ได้ของที่ไม่มีราคาเป็นเงิน แต่เต็มเปี่ยมไปด้วยความรัก ของผู้มอบ เช่น นกกระสานับร้อย นับพันตัวที่พับใส่ขวดโหล รวมทั้งตู้ใส่ปลาทอง 9 ตัว ที่ผู้ให้ตั้งใจจะให้เป็นสิ่งเพลิดเพลิน แก่เขายามพักผ่อนอยู่กับบ้าน

ไตรภพมีรถยนต์หลายคันเช่น AUDI, BMW แต่บางครั้งอาจจะมีคนเห็นเขานั่ง อยู่หลัง Bentley คันโก้ราคากว่า 20 ล้านบาท ซึ่งเป็นรถที่เพื่อนของเขาคนหนึ่งขอร้อง ให้เอามาทดลองใช้

ว่ากันว่ารถยนต์ราคา 4-5 ล้านนี้ เป็นของที่เขาเคยได้ฟรีๆ มาแล้ว บางครั้งเพื่อน ร่วมก๊วนกอล์ฟ เสนอให้เขาไปตีกอล์ฟในต่างประเทศ ทุกอย่างเฟิร์สคลาสหมด ค่าใช้จ่าย ประมาณ 1.5 ล้านต่อคนก็ยังมี

เมื่อเขาเป็นคนที่ "ได้" มาตลอด จึงรู้จักที่จะ "ให้"

ภาพของเขาที่สื่อออกไป กลายเป็นที่พึ่งของผู้คน ไม่ว่าจะพึ่งด้วยการมาขอเป็นเงิน หรือการมาเล่าความทุกข์ยากให้ฟัง แต่ละวันเขาจะเจอเหตุการณ์ขอความช่วยเหลือใน ลักษณะต่างๆ เสมอ ทั้งทางโทรศัพท์ หรือบุกเข้ามาประชิดตัว เพื่อนฝูงหลายคนวิจารณ์ ว่า เขาชอบช่วยเหลือคน แบบคนรวย ซึ่งเขาก็ยอมรับ และบอกว่าทุกคนมีวิธีการแก้ปัญหา ด้วยวิธีการที่ต่างกัน

ภาพที่เห็นด้วยตา หน้าสตูดิโอกันตนาในตอนสายวันหนึ่ง คือผู้หญิงคนหนึ่งหน้าตา หมองเศร้า ถลันเข้ามาหาไตรภพอย่างรวดเร็ว เมื่อเขาก้าวลงจากรถ เป็นภาพตอกย้ำ คำพูดของเขาที่ว่า ผมต้องเจอกับคนที่มีปัญหาเดือดร้อนเข้ามาหาทุกวัน ชัดเจนขึ้น

"มารอพี่ต๋อยอยู่ 2 วันแล้ว ถามว่า เรื่องอะไรไม่ยอมบอก" ทีมงานคนหนึ่งบอก เบาๆ ด้วยท่าทีธรรมดา เพราะเป็นสิ่งที่มีให้เห็นอยู่เสมอ

ไตรภพ ลิมปพัทธ์ เป็นนักธุรกิจที่มองเกมธุรกิจออก และใช้ชีวิตเป็น เมื่อตระหนัก ดีว่าการทำธุรกิจบันเทิงเป็นเรื่องที่เสี่ยง เขาจึงเล็งที่จะหาธุรกิจใหม่ๆ มารองรับ ในขณะเดียวกันก็พยายามใช้ชีวิตอย่างธรรมดาสามัญ และเรียบง่าย เป็นการยืนอยู่บนพื้นฐาน ของความไม่ประมาทอย่างคนที่เข้าใจชีวิตได้อย่างดี

ธุรกิจที่นอกเหนือจากการทำรายการทีวี ที่เขาถนัด และพูดถึงจนเห็นภาพน่าจะเป็นธุรกิจเรียลเอสเตท ซึ่งเขาทำมานาน ส่วนใหญ่เป็นโครงการที่อยู่อาศัยเล็กๆ ในทำเล ดีๆ ใช้เม็ดเงินลงทุนประมาณ 20-30 ล้านบาท มีทั้งทำเองในนามบริษัทและร่วมทุนกับ คนอื่น ซึ่งการทำแต่ละครั้ง สินค้าจะถูกขายได้โดยตัวมันเอง โดยไม่ต้องใช้ชื่อไตรภพ ในการขาย การทำในลักษณะ 5 หลัง 10 หลังนั้น เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องมานานแล้วและ ยังเคยหวังว่าต่อไปอาจจะทำโครงการที่ใหญ่ขึ้น โดยมีนายทุนดีๆ มาร่วมทุน เอาชื่อเสียง และแนวความคิดของเขาไปขาย กำไรเพียง 10-15 เปอร์เซ็นต์ ก็น่าจะเป็นเรื่องที่ดีกว่าฝาก ธนาคาร ดอกเบี้ยเพียง 2 เปอร์เซ็นต์

ส่วนธุรกิจทางด้านสื่อสิ่งพิมพ์ ก็เป็นอีกโครงการหนึ่งที่อยู่ในระหว่างการวางแผน รวมทั้งอีกหลายๆ ธุรกิจที่เขาไม่ยอมเปิดเผยและพูดถึง

นั่นคือ ธุรกิจที่เขาต้องทำตามหน้าที่ แต่สิ่งที่เขาบอกว่า "อยาก" ทำมากๆ ก็คือ เรื่องของการศึกษา สิ่งที่เขาเฝ้าบอกเด็กๆ ทุกคนในรายการเกมเศรษฐีเด็ก คือ ฉลาด อย่างเดียวไม่พอต้องเฉลียวด้วย ถึงจะเอา ตัวรอดได้ การศึกษาในแนวคิดของเขา จะเป็นรูปแบบที่ไม่มีใครเคยทำมาก่อน เป็น การศึกษาที่ต้องเท่าเทียมกันจริงๆ

ไตรภพชื่นชมประจวบ ไชยสาส์น แห่งพรรคไทยรักไทย ว่าเป็นคนที่รู้เรื่อง การศึกษาที่ดีคนหนึ่งของเมืองไทย การ พบปะของคน 2 คนนี้เพื่อคุยเกี่ยวกับเรื่องนี้ จึงเกิดขึ้นหลายครั้ง

ความมีชื่อเสียงในทางที่ดีของ ไตรภพ ลิมปพัทธ์ ทำให้เขาเป็นบุคคลใน อันดับต้นๆ ที่พรรคการเมืองทุกพรรคใน เมืองไทย ปรารถนาให้เข้าร่วมพรรคด้วย แต่เขาก็ไม่ได้ตัดสินใจที่จะก้าวเข้าไปหามัน

คุณคิดว่าเพราะอะไร ผู้อ่าน "ผู้จัด การ" จึงได้เลือกคุณมาเป็นจำนวนมาก เป็นอันดับ 4 ทั้งๆ ที่ว่าอันดับ 1 ถึง 3 นั้น คือ นักธุรกิจที่ยิ่งใหญ่ในประเทศทั้งสิ้น คือ คำถามสุดท้ายของ "ผู้จัดการ" ซึ่ง เขาตอบทันทีว่า

"เพราะผมเป็นคนมีความสุขใน สายตาเขา ผมให้ความสุขคนอื่นได้ ให้ ข้อคิดเขาได้ หลายคนเลยอยากรู้ว่า ใน ชีวิตจริงผมเป็นคนอย่างไร ในเมื่อไม่ได้ รวยอย่างเช่น อันดับ 1 2 3 แล้วทำไมถึง ยังมีความสุข"

เขาตอบอย่างมั่นใจมาก

   




 








upcoming issue

จากโต๊ะบรรณาธิการ
past issue
reader's guide


 



home | today's news | magazine | columnist | photo galleries | book & idea
resources | correspondent | advertise with us | contact us

Creative Commons License
ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย