Search Resources
 
Login เข้าระบบ
สมัครสมาชิกฟรี
ลืมรหัสผ่าน
 
  homenewsmagazinecolumnistbooks & ideaphoto galleriesresources50 managermanager 100join us  
 
 


bulletToday's News
bullet Cover Story
bullet New & Trend

bullet Indochina Vision
bullet2 GMS in Law
bullet2 Mekhong Stream

bullet Special Report

bullet World Monitor
bullet2 on globalization

bullet Beyond Green
bullet2 Eco Life
bullet2 Think Urban
bullet2 Green Mirror
bullet2 Green Mind
bullet2 Green Side
bullet2 Green Enterprise

bullet Entrepreneurship
bullet2 SMEs
bullet2 An Oak by the window
bullet2 IT
bullet2 Marketing Click
bullet2 Money
bullet2 Entrepreneur
bullet2 C-through CG
bullet2 Environment
bullet2 Investment
bullet2 Marketing
bullet2 Corporate Innovation
bullet2 Strategising Development
bullet2 Trading Edge
bullet2 iTech 360°
bullet2 AEC Focus

bullet Manager Leisure
bullet2 Life
bullet2 Order by Jude

bullet The Last page


ตีพิมพ์ใน นิตยสารผู้จัดการ
ฉบับ 5 กรกฎาคม 2548








 
นิตยสารผู้จัดการ5 กรกฎาคม 2548
How to be Professional             
โดย ณัฐวัฒน์ หอมจิตต์
 

 
Charts & Figures

แผนภูมิการคาดการณ์กำไรต่อหุ้นเปรียบเทียบกับ EBIT และ EBITDA


   
www resources

โฮมเพจ บริษัทหลักทรัพย์เอเชีย พลัส

   
search resources

ก้องเกียรติ โอภาสวงการ
Investment
เอเชีย พลัส,บล.




บทบาทของนักวิเคราะห์หลักทรัพย์กำลังเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ตามการขยายตัวของตลาดทุนไทย ทำให้ความพยายามผลักดันผลงานให้ปรากฏออกมาแบบมืออาชีพที่แท้จริง เป็นสิ่งที่จำเป็น

ต้องยอมรับว่าชื่อของก้องเกียรติ โอภาสวงการ ที่เริ่มโดดเด่นขึ้นในตลาดหุ้นไทยได้เมื่อ 17 ปีก่อน มิใช่มาจากสถานะของเขาที่เป็นผู้จัดการของแบริ่งรีเสิร์ช ประเทศไทยเพียงอย่างเดียว

แต่มาจากบทบาทของเขาที่พยายาม แสดงออกถึงความเป็นนักวิเคราะห์หลักทรัพย์มืออาชีพคนแรกๆ ของไทย ที่อาศัยการวิเคราะห์ตามหลักการ โดยพิจารณาจากปัจจัยรอบด้าน มิใช่การวิเคราะห์จากข่าวที่เกิดขึ้นแต่ละวันเพียงอย่างเดียว

ทุกวันนี้ภาระหน้าที่ในฐานะประธาน กรรมการบริหาร บริษัทหลักทรัพย์เอเซียพลัส (AST) งานหลักของเขาคือการเจรจาเพื่อทำดีลต่างๆ ไม่ใช่การนั่งดูข้อมูลเพื่อวิเคราะห์หุ้นตัวนั้นตัวนี้ ว่าจะมีแนวโน้มเป็นอย่างไรเหมือนในอดีต

แต่เขายังมีความกังวลต่อแนวทางการทำงานของนักวิเคราะห์รุ่นน้อง ทั้งในฐานะนักวิเคราะห์รุ่นพี่ และนายกสมาคมนักวิเคราะห์หลักทรัพย์

การเรียกประชุมนักวิเคราะห์หลักทรัพย์เมื่อ 1 เดือนเศษๆ ที่ผ่านมา โดยมีวาระที่ต้องการให้นักวิเคราะห์ปรับแนวคิดใหม่ในการคำนวณและเปรียบเทียบผลกำไร ของบริษัทจดทะเบียนในปีนี้ เนื่องจากเป็น ปีที่บริษัทหลายแห่งเริ่มมีภาระต้องจ่ายภาษีเงินได้นิติบุคคล หลังจากได้รับการยกเว้นมา 7 ปี หลังเกิดวิกฤติเศรษฐกิจ เป็นความเคลื่อนไหวที่น่าจับตา

เพราะเป็นเสมือนการส่งสัญญาณให้ กับนักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ได้รับรู้ว่า การจะทำบทวิเคราะห์ใดๆ ออกมา จะต้องมองปัจจัยต่างๆ ให้รอบด้าน มิใช่ให้น้ำหนักไป ยังปัจจัยหนึ่งปัจจัยใดเพียงอย่างเดียว

"ทุกวันนี้นักวิเคราะห์มีจำนวนมาก และบางคนก็ยังเด็ก อาจไม่มีประสบการณ์" เขาให้ความเห็นกับ "ผู้จัดการ"

ที่เขาต้องหยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมาเพราะมองว่าภาระภาษีที่แต่ละบริษัทต้องเริ่มจ่าย ทำให้เมื่อเปรียบเทียบเฉพาะตัวเลข กำไรต่อหุ้น (EPS) ระหว่างปีนี้กับปี 2547 แล้ว จะดูเหมือนว่าหลายบริษัทมีความสามารถในการทำกำไรลดลง ซึ่งสวนทางกับความเป็นจริงที่หลายบริษัทมีความสามารถในการทำกำไรเพิ่มขึ้น

แต่เนื่องจากต้องเข้ามาแบกรับภาระภาษีที่เริ่มจ่าย ทำให้ตัวเลขออกมาเหมือนจะไม่เป็นไปตามความสามารถในการทำกำไรที่แท้จริงของแต่ละบริษัท

"ปีนี้เป็นปีที่พิเศษ เพราะหลายบริษัทต้องเริ่มจ่ายภาษี ดังนั้นหากนักวิเคราะห์ไม่เข้าใจในจุดนี้แล้วนำตัวเลขผลกำไรต่อหุ้น ไปเปรียบเทียบกับผลกำไรที่แต่ละบริษัทเคยทำได้เมื่อปีที่แล้ว จะไม่เป็นการสะท้อนภาพที่แท้จริง"

ทางออกสำหรับเรื่องนี้ เขาแนะนำให้นักวิเคราะห์ ควรพิจารณาเปรียบเทียบจากตัวเลขกำไรขั้นต้นของแต่ละบริษัทก่อนหักดอกเบี้ย ภาษี และค่าเสื่อม (EBITDA) สำหรับบริษัททั่วไป และกำไรขั้นต้นก่อนหักดอกเบี้ย และภาษี (EBIT) ของหุ้นในกลุ่มธนาคารพาณิชย์เป็นหลัก แล้วนำไปเปรียบเทียบกับตัวเลขเดียวกันของปี 2547 จึงจะเห็นภาพชัด

แต่หลังจากปีนี้เป็นต้นไป เมื่อทุกบริษัท มีฐานภาระค่าใช้จ่าย โดยเฉพาะเรื่องภาษีเหมือนกันทุกบริษัทแล้ว การเปรียบเทียบระหว่าง ปีต่อปี ก็สามารถทำได้เช่นเดิม

แผนภูมิการคาดการณ์กำไรต่อหุ้นเปรียบเทียบกับ EBIT และ EBITDA ของหุ้นธนาคารกรุงเทพ (BBL) ไทยพาณิชย์ (SCB) แลนด์แอนด์เฮ้าส์ (LH) โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ (BH) และบริษัท อ.ส.ม.ท. (MCOT) ระหว่างปี 2547-2549 ซึ่งจัดทำโดยสมาคมนักวิเคราะห์หลักทรัพย์ ถือเป็นตัวอย่างที่แสดงให้เห็นถึงความแตกต่าง ในประเด็นนี้อย่างเห็นได้ชัด

เมื่อประกอบกับบทวิเคราะห์ภาพรวมของหุ้นแต่ละกลุ่มที่เขาได้ให้ฝ่ายวิเคราะห์ของ AST แตกตัวเลขออกมา ยิ่งทำให้ภาพดังกล่าวชัดเจนยิ่งขึ้น

(ดูแผนภูมิและล้อมกรอบ "Highlight ประเด็นภาระภาษี" ประกอบ)

ประเด็นการเปรียบเทียบตัวเลขกำไรต่อหุ้นระหว่างปี 2547 กับปี 2548 ถือเป็นตัวอย่างหนึ่งของความกังวลของก้องเกียรติ โอภาสวงการ ที่มีต่อนักวิเคราะห์หลักทรัพย์รุ่นใหม่ ที่กำลังมีจำนวนบุคลากรเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ตามการขยายตัวของอุตสาหกรรม

ตามตัวเลขเป้าหมายของตลาด หลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ที่กำลังต้อง การเพิ่ม Market Capitalization ซึ่งหมายถึงทั้งการเพิ่มจำนวนบริษัทจดทะเบียนผู้ลงทุน และสินค้าสำหรับการลงทุนที่หลากหลายมากขึ้น

กลไกหนึ่ง ซึ่งต้องเร่งพัฒนา ก็คือเหล่าบรรดานักวิเคราะห์หลักทรัพย์ที่จะมีบทบาทเป็นทั้งผู้ส่งสาร และผู้ชี้นำการลงทุน ให้กับนักลงทุนได้โดยตรง   




 








upcoming issue

จากโต๊ะบรรณาธิการ
past issue
reader's guide


 



home | today's news | magazine | columnist | photo galleries | book & idea
resources | correspondent | advertise with us | contact us

Creative Commons License
ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย