Search Resources
 
Login เข้าระบบ
สมัครสมาชิกฟรี
ลืมรหัสผ่าน
 
  homenewsmagazinecolumnistbooks & ideaphoto galleriesresources50 managermanager 100join us  
 
 


bulletToday's News
bullet Cover Story
bullet New & Trend

bullet Indochina Vision
bullet2 GMS in Law
bullet2 Mekhong Stream

bullet Special Report

bullet World Monitor
bullet2 on globalization

bullet Beyond Green
bullet2 Eco Life
bullet2 Think Urban
bullet2 Green Mirror
bullet2 Green Mind
bullet2 Green Side
bullet2 Green Enterprise

bullet Entrepreneurship
bullet2 SMEs
bullet2 An Oak by the window
bullet2 IT
bullet2 Marketing Click
bullet2 Money
bullet2 Entrepreneur
bullet2 C-through CG
bullet2 Environment
bullet2 Investment
bullet2 Marketing
bullet2 Corporate Innovation
bullet2 Strategising Development
bullet2 Trading Edge
bullet2 iTech 360°
bullet2 AEC Focus

bullet Manager Leisure
bullet2 Life
bullet2 Order by Jude

bullet The Last page








 
ผู้จัดการรายวัน5 กรกฎาคม 2548
"ดิเอราวัณ" แช่แข็งธุรกิจค้าปลีก ทุ่ม 1.3 พันล้าน รุกโรงแรมดึงแมริออทบริหาร             
 


   
www resources

โฮมเพจ อัมรินทร์ พลาซ่า กรุ๊ป

   
search resources

Hotels & Lodgings
อัมรินทร์ พลาซ่า, บมจ.
ดิ เอราวัณ กรุ๊ป, บมจ.




เอราวัณ กรุ๊ป สยายปีก หลังปรับโครงสร้างบริษัทเสร็จประเดิมลงทุน 2 โรงแรมใหม่ รวม 1,300 ล้านบาท คอร์ทยาร์ด กรุงเทพฯ และเรเนซองส์ เกาะสมุย รีสอร์ท แอนด์ สปา ดึงเชนใหญ่ "แมริออท" เข้าบริหาร จับลูกค้านักธุรกิจและนักท่องเที่ยวระดับไฮเอนด์ เผยแผนธุรกิจ 3 ปี เปิดโรงแรมเพิ่มเป็น 10 แห่ง เน้นจังหวัดท่องเที่ยว

ตามที่บริษัท อัมรินทร์ พลาซ่า จำกัด (มหาชน) (AMARIN) ดำเนินธุรกิจ โรงแรม แกรนด์ ไฮแอท เอราวัณ ราชดำริ และ เจ ดับบลิว แมริออท สุขุมวิท ได้ปรับโครงสร้างบริษัทโดยซื้อหุ้นคืนจากผู้ถือหุ้นต่างชาติ ทำให้ 80% ของสัดส่วนผู้ถือหุ้นเป็นของคนไทยใน 2 ตระกูลผู้ก่อตั้งบริษัท คือ ตระกูลว่องกุศลกิจ ทำธุรกิจในกลุ่มบ้านปู และน้ำตาลมิตรผล และกลุ่มตระกูลวัฒนเวคินทำธุรกิจสถาบันการเงินเกียรตินาคิน โดยเมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2548 บริษัทได้แจ้งต่อตลาดหลักทรัพย์เพื่อเปลี่ยนชื่อเป็นบริษัท ดิ เอราวัณ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) (ERAWAN) พร้อมแจ้งนโยบายบริษัทที่จะให้ความสำคัญในธุรกิจโรงแรมให้มากขึ้น โดยจะขยายธุรกิจออกสู่ต่างจังหวัดจับพื้นที่ที่เป็นแหล่งท่องเที่ยว

นายกษมา บุณยคุปต์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการใหญ่ บมจ. ดิ เอราวัณ กรุ๊ป กล่าวว่า บริษัทได้ใช้เงินลงทุน 1,300 ล้านบาท เพื่อพัฒนาโรงแรม 2 โครงการคือ โรงแรมคอร์ทยาร์ด กรุงเทพฯ เงินลงทุน 1,000 ล้านบาท และเรเนซองส์ เกาะสมุย รีสอร์ท แอนด์ สปา ซึ่งทั้งสองแห่งนี้เป็นชื่อโรงแรมในกลุ่มแมริออท โดยบริษัทได้เซ็นสัญญากับบริษัท แมริออท อินเตอร์เนชั่นนอล เป็นระยะเวลา 30 ปี ให้เข้ามาเป็นผู้บริหาร 2 โรงแรมดังกล่าว โดยใช้เงินกู้จากในประเทศและส่วนหนึ่งเป็นเงินสดของบริษัท

"ที่เลือกแมริออทให้มาบริหารโครงการเพราะถือเป็นเชนที่มีแบรนด์โรงแรมเป็นที่ยอมรับของลูกค้าติด 1 ใน 3 ของโลก แต่ทั้งนี้บริษัทไม่ได้จับมือเฉพาะกับแมริออทเท่านั้น แต่เปิดกว้างทุกเชนตามความเหมาะสม"

สำหรับโรงแรมคอร์ทยาร์ด กรุงเทพฯ เดิมเป็นเซอร์วิสอพาร์ตเมนต์ "พาร์คเลน แมนชั่น" ในซอยมหาดเล็กหลวง ตั้งอยู่หลังโรงแรม โฟร์ซีซันส์ โดยบริษัทได้ซื้ออาคารแล้วนำมาปรับปรุงเป็นโรงแรม 4 ดาว จำนวน 322 ยูนิต จับกลุ่มลูกค้านักธุรกิจ สาเหตุที่บริษัทลงมาเปิดโรงแรม 4 ดาว เพราะได้ศึกษาตลาดโรงแรมในกรุงเทพฯ โดยเฉพาะย่านราชดำริซึ่งส่วนใหญ่เป็นโรงแรมระดับ 5 ดาว จึงพบช่องว่างของตลาดโรงแรม 4 ดาว ที่มีโอกาสเติบโตประกอบกับถ้าต้องการจับลูกค้าชั้นนักธุรกิจจะต้องเป็นโรงแรมที่มีเชนระดับโลกเป็นที่น่าเชื่อถือ ซึ่ง "คอร์ทยาร์ด" ถือเป็นแบรนด์โรงแรมระดับ 4 ดาว ในเครือแมริออท ที่เป็นที่ยอมรับของนักธุรกิจที่เดินทาง โดยมีสาขาอยู่ทั่วโลกแล้วกว่า 656 แห่งในประเทศไทย ถือเป็นครั้งแรกของการเปิดตัว โดยจะเริ่มเข้าปรับปรุงพร้อมเปิดให้บริการและรับรู้รายได้ในปี 2550

ในส่วนของ เรเนซองส์ เกาะสมุย รีสอร์ท แอนด์ สปา เดิมชื่อ บุรีรายา รีสอร์ท แอนด์ สปา เกาะสมุย โดยเป็นการซื้อกิจการจากกลุ่ม อามันเซน เจ้าของเดิมเป็นนักธุรกิจชาวสิงคโปร์ ซึ่งเปิดให้บริการอยู่แล้วในขณะนี้ และรับรู้รายได้ได้ทันที เป็นบูติก รีสอร์ตหรูหรา ระดับ 5 ดาว จำนวน 78 ห้อง โดยแบรนด์ "เรเนซองส์" จะเป็นรีสอร์ตระดับหรูของเชนแมริออท มีสาขาอยู่ทั่วโลก 133 แห่ง และถือเป็นการเปิดตัวครั้งแรกในไทยเช่นกัน ทั้งนี้เกาะสมุยถือเป็นเส้นทางที่นักท่องเที่ยวต่างชาติรู้จัก และเดินทางมาเที่ยวจำนวนมาก ขณะเดียวกันยังมีโรงแรมที่เป็นเชนระดับโลกน้อยเพียงแห่งเดียวคือ เลอเมอริเดียน และบริษัทถือเป็นรายที่ 2

ทั้งนี้ บริษัทมีนโยบายจะขยายธุรกิจโรงแรมออกต่างจังหวัดให้มากขึ้น เน้นจังหวัดที่เป็นแหล่งท่องเที่ยว โดยวางเป้าหมายขึ้นเป็นอันดับหนึ่งของผู้ประกอบการธุรกิจโรงแรมในประเทศไทยภายใน 2-3 ปีข้างหน้า ซึ่งจะวัดที่คุณภาพบริการ รายได้ และกำไร ตั้งเป้า 3 ปีเปิดเพิ่มเป็น 10 แห่งทั่วประเทศ จากปัจจุบันมีของเดิมอยู่ 2 แห่ง และเปิดใหม่อีก 2 แห่ง ดังกล่าวข้างต้น ส่งผลให้สัดส่วน รายได้จะเปลี่ยนไปคือ ใน 3 ปี ธุรกิจ โรงแรมจะมีรายได้เป็น 90% และธุรกิจที่ไม่ใช่โรงแรม ซึ่งได้แก่ ศูนย์การค้าจะลดเหลือ 10% จากปัจจุบัน ธุรกิจนี้สร้างรายได้เข้าบริษัทเป็นสัดส่วนเกือบ 20% สำหรับรายได้บริษัท ปี 2548 คาดว่าจะอยู่ที่กว่า 800 ล้านบาท และใน 3 ปี จะเติบโต อีกไม่น้อยกว่า 30%   




 








upcoming issue

จากโต๊ะบรรณาธิการ
past issue
reader's guide


 



home | today's news | magazine | columnist | photo galleries | book & idea
resources | correspondent | advertise with us | contact us

Creative Commons License
ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย