Search Resources
 
Login เข้าระบบ
สมัครสมาชิกฟรี
ลืมรหัสผ่าน
 
  homenewsmagazinecolumnistbooks & ideaphoto galleriesresources50 managermanager 100join us  
 
 


bulletToday's News
bullet Cover Story
bullet New & Trend

bullet Indochina Vision
bullet2 GMS in Law
bullet2 Mekhong Stream

bullet Special Report

bullet World Monitor
bullet2 on globalization

bullet Beyond Green
bullet2 Eco Life
bullet2 Think Urban
bullet2 Green Mirror
bullet2 Green Mind
bullet2 Green Side
bullet2 Green Enterprise

bullet Entrepreneurship
bullet2 SMEs
bullet2 An Oak by the window
bullet2 IT
bullet2 Marketing Click
bullet2 Money
bullet2 Entrepreneur
bullet2 C-through CG
bullet2 Environment
bullet2 Investment
bullet2 Marketing
bullet2 Corporate Innovation
bullet2 Strategising Development
bullet2 Trading Edge
bullet2 iTech 360°
bullet2 AEC Focus

bullet Manager Leisure
bullet2 Life
bullet2 Order by Jude

bullet The Last page


ตีพิมพ์ใน นิตยสารผู้จัดการ
ฉบับ กันยายน 2548








 
นิตยสารผู้จัดการ กันยายน 2548
45 ปีที่รอคอย             
โดย น้ำค้าง ไชยพุฒ
 

   
related stories

The beginning to countdown
The changing way of life
ชุมชนลาดกระบัง ลมหายใจกำลังเปลี่ยน
Aerotropolis
Hot Zone
Turn left to Pattaya
Biggest Move
Exposition Air Hub : CENTRAIR

   
www resources

โฮมเพจ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ

   
search resources

ท่าอากาศยานสากลกรุงเทพแห่งใหม่
Airport




นอกจากจะเป็นสนามบินที่มีข่าวคราวอื้อฉาวมากที่สุดแล้ว สุวรรณภูมิ ยังเป็นโครงการที่ใช้เวลาดำเนินการนานที่สุดอย่างน้อยก็เกือบครึ่งศตวรรษ

ปี 2503 รัฐบาลในยุคนั้นได้ว่าจ้าง Litchfield Whiting Bourne and Associates ให้ทำการศึกษาและวางผังเมืองสำหรับกรุงเทพฯ ส่วนหนึ่งของการศึกษาได้ชี้ให้เห็นถึงความสำคัญที่กรุงเทพฯ จะต้องมีสนามบินพาณิชย์ใหม่อีกแห่งหนึ่ง เพื่อแยกเครื่องบินพลเรือนออกจากเครื่องบินทหาร ซึ่งตามหลักยุทธศาสตร์แล้วย่อมไม่เหมาะสมนัก

เช่นเดียวกันกับรายงานการศึกษา "Air System Requirement Plan and Survey for the Kingdom of Thailand" ขององค์การบริหารการบินพลเรือนแห่งชาติของสหรัฐอเมริกา (FAA) ในปีเดียวกัน ที่แนะนำให้กรุงเทพฯ จำเป็นต้องมีสนามบินพาณิชย์แห่งที่ 2 ให้ทันปี 2513 ด้วยเหตุผลเดียวกัน และได้เสนอพื้นที่ของการก่อสร้างให้อยู่ในบริเวณทิศตะวันออกของกรุงเทพฯ

ถือเป็นจุดเริ่มต้นแนวความคิดในการก่อสร้างสนามบินนานาชาติแห่งใหม่ของประเทศไทยแทนสนามบินดอนเมือง ที่มีแนวโน้มว่าจะคับแคบ และไม่เพียงพอสำหรับอุตสาหกรรมการบินของโลกที่เติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ในปีถัดมา รัฐบาลก็เริ่มลงสำรวจพื้นที่อย่างจริงจัง และกำหนดจุดที่สมควรจะใช้เป็นที่ก่อสร้างสนามบินแห่งใหม่เป็นที่ดินบริเวณคลองลาดกระบัง, คลองประเวศ และคลองหนองงูเห่า อำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ ซึ่งจะมีระยะห่างระหว่างสนามบินดอนเมืองประมาณ 30 กิโลเมตร และเวนคืนที่ดินบวกกับที่ดินสาธารณะส่วนหนึ่งจนครบ 20,000 ไร่ ตามความต้องการ โดยใช้ระยะเวลาถึง 10 ปีเต็มในช่วงปี 2506-2516

แต่โครงการก็ได้ยืดเยื้อมา ก่อนลงเสาเข็มแรกในพื้นที่ของการก่อสร้าง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ทรงเป็นองค์ประธานในการวางศิลาฤกษ์ให้กับสนามบินในวันที่ 19 มกราคม 2545 หลังจากในวันที่ 29 กันยายน 2543 ก่อนหน้าฤกษ์ลงเสาเข็ม 2 ปี พระองค์ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานชื่อสนามบินแห่งใหม่นี้ว่า "ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ" โดยให้ทั้งชื่อภาษาไทย ภาษาอังกฤษ พร้อมทั้งความหมายให้กับสนามบินแห่งนี้ว่า "แผ่นดินทอง" และกลายเป็นชื่อใหม่ที่เข้ามาแทนชื่อเก่าอย่าง "หนองงูเห่า" ที่เรียกกันจนติดปากตามชื่อคลองที่พาดผ่านพื้นที่ดังกล่าวอยู่แต่เดิม

นับจนถึงวันนี้ สนามบินแห่งใหม่จึงกลายเป็นสนามบินที่ทำสถิติใช้ระยะเวลาการก่อสร้าง ทั้งหมดยาวนานถึง 45 ปี และอาจจะต้องบวกเพิ่มอีกหนึ่งปีจนกว่าจะถึงเวลาเปิดให้ใช้บริการกันได้จริงๆ ในปี 2549

ความโดดเด่นของสนามบินสุวรรณภูมินอกจากเรื่องของพื้นที่ที่กว้างนับหมื่นไร่ ความสามารถในการรองรับผู้โดยสารได้มากถึง 45 ล้านคนในระยะแรก และหากขยายตัวอาคารเพิ่มเติมอาจจะเพิ่มความสามารถในการรองรับได้นับ 100 ล้านคน หรือการรองรับเที่ยวบินได้มากถึง 79 เที่ยวบินต่อหนึ่งชั่วโมง ทั้งขาขึ้นและลง และความสามารถของ Cargo ที่จะรองรับได้ถึง 3 ล้านตัน เทียบกับดอนเมืองที่รองรับได้เพียง 1 ล้านตันเท่านั้น

แต่ด้วยสถาปัตยกรรมการออกแบบอาคารผู้โดยสารและอาคารเทียบเครื่องบินที่มีเพียงกระจกและเหล็กเป็นหลัก ซึ่งกินพื้นที่กว่า 53,000 ตารางเมตร ทำให้อาคารผู้โดยสารของสนามบินสุวรรณภูมิ กลายเป็นสิ่งก่อสร้างมีพื้นที่ที่ใหญ่ที่สุดในโลกในปัจจุบัน

ตัวอาคารที่เน้นโครงสร้างหลักที่มีแต่กระจก, ผ้าชนิดพิเศษ หรือ Fabric และเหล็ก ออกแบบให้เข้ากับสถาปัตยกรรม สมัยใหม่ที่เกิดขึ้นทั่วโลก แบบที่น่าสนใจและทันสมัยเน้นเพื่อให้ทันสมัยต่อเนื่องแม้เวลาจะผ่านไปนานถึง 40-50 ปีก็ตาม

Fabric ที่ใช้ในการก่อสร้างอาคารทั้งหมดนั้นแตกต่างจากที่เคยเห็นมาทั้งสนามบินในเดนเวอร์ โอลิมปิกสเตเดียม ที่โซล สนามบินกัวลาลัมเปอร์ของมาเลเซีย หรือสนามบินเอเธนส์ และในที่ต่างๆ ทั่วโลก ที่มักเป็น Fabric แบบเมนเฟรม คือมีเลเยอร์เดียว แต่สนามบินสุวรรณภูมิ เลือก Fabric ที่หนาถึงสามชั้น

ชั้นนอกสุดที่เรียกว่า "Outer layer" พัฒนามาจากสารใยแก้ว ที่เคลือบด้วยเชพลอน ทำให้มีคุณสมบัติป้องกันฝุ่น น้ำ เสียง ฝน และความร้อนบางส่วน ขณะที่ชั้นที่สองที่เรียกว่า "Middle layer" ส่วนนี้เป็นส่วนป้องกันเสียงโดยเฉพาะ เป็นพลาสติกที่วางอยู่บนตาข่ายเคเบิล ซึ่งทำมาจากสารโพลี คาร์บอเนต ที่มักใช้ในการผลิตโล่ป้องกันสำหรับตำรวจจราจร เนื่องจากมีคุณสมบัติในการป้องกันการกระแทก หรือแม้แต่เสียงได้เป็นอย่างดี

ส่วนสุดท้ายที่เรียกว่า Inner layer นั้น เป็นส่วน Fabric ที่ผสมด้วยสารซิลเวอร์ไนเตรท เพื่อป้องกันรังสียูวีป้องกันเสียงและแสงได้อีกชั้นหนึ่ง นอกจากความสวยงามที่ได้แล้ว วัสดุดังกล่าวยังมีประโยชน์ในแง่การป้องกันเสียง แสง และสิ่งต่างๆ ภายนอกด้วยในเวลาเดียวกัน

สนามบินแห่งใหม่สามารถรองรับการลงจอดของเครื่องบินทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นเครื่องบินพาณิชย์ขนาดเล็กไปจนถึงเครื่องบินพาณิชย์ขนาดใหญ่ที่สุดของโลกอย่างแอร์บัส A380 ที่สายการบินต่างๆ จะเริ่มนำมาให้บริการในเร็ววันนี้รวมทั้งสายการบินไทยด้วย

เนื่องจากตัวรันเวย์มีการออกแบบให้รองรับน้ำหนักของอากาศยานแบบใหม่ได้ถึง 770 ตัน ขณะที่แอร์บัสแบบใหม่นั้นมีน้ำหนักประมาณ 500 ตัน แม้เดิมทีเดียวเครื่องบินที่ใช้เป็นโมเดลในการออกแบบให้รองรับจะเป็น จัมโบ้ 747-400 ซึ่งหนักประมาณ 400 ตัน แต่การท่าอากาศยานแห่งประเทศไทยก็มั่นใจว่าการลงจอดของเครื่องบินจะปลอดภัย แม้แต่พื้นผิวลานจอดก็รองรับการจอดเครื่องบินหนักๆ ได้เช่นเดียวกัน นับเป็นการออกแบบพื้นผิวแบบใหม่ ซึ่งยังไม่เคยทำมาก่อนเลยในประเทศไทย

ขณะที่คอนเซ็ปต์ของการบริหารจัดการภายในทุกอย่างในสนามบินแห่งใหม่ ถือว่าได้ยกเครื่องหรือแตกต่างจากสนามบินดอนเมืองอย่างสิ้นเชิง โดยมุ่งให้บริการแอร์ไลน์และผู้โดยสารอันถือเป็นลูกค้าสำคัญของสนามบินแห่งนี้

ระบบการทำงานแทบทุกกิจกรรมในสนามบินจะถูกเชื่อมโยงเข้าด้วยกัน ด้วยระบบเทคโนโลยีทันสมัยที่เรียกว่า AIM (Airport Information Management System) ที่มีมูลค่ากว่า 2,000 ล้านบาท ถอดแบบจากสนามบินเอเธนส์ สนามบินที่ได้ชื่อว่าไฮเทคแห่งหนึ่งของโลก แต่ด้วยขนาดของสนามบินสุวรรณภูมิที่ใหญ่กว่ามาก ทำให้สนามบินแห่งใหม่ของไทยจะกลายเป็นสนามบินที่ใช้ระบบไอทีติดอันดับโลกไปโดยปริยาย

ระบบการบริหารจัดการสนามบินที่ผ่านการเชื่อมโยงทุกอย่างเข้าด้วยกันผ่านทาง AIM นั้นจะครอบคลุมกิจกรรมทั้งหมด 45 ระบบ ทุกระบบทำงานในระบบ Real Time, Interactive และ Internet-based ไม่ว่าจะเป็นระบบบริหารข้อมูลการบิน FIMS (Flight Information Management System) ระบบฐานข้อมูลบริหารสนามบิน AMBD (Airport Management Database) ระบบรายได้ของสนามบิน Airport Billing System (Including Aviation & Non-aviation) ศูนย์ควบคุมการเกิดวินาศกรรม CCC (Crisis Control Center) ระบบบริหารการเข้าจอดของเครื่องบิน ณ อาคารผู้โดยสาร หรือแม้แต่ระบบ Baggage Handling System ระบบรับส่งกระเป๋า ตามรางไปยังสายการบินโดยอัตโนมัติซึ่งกลายเป็นประเด็นโต้แย้งกันในวงกว้าง

ระบบต่างๆ โดยเฉพาะระบบการขนส่งกระเป๋าให้ถึงมือผู้โดยสารหลังเครื่องลงจอดแล้วนั้น ช่วยให้ผู้โดยสารไม่รู้สึกว่าต้องรอคอย ทอท.เองหวังว่าระบบดังกล่าวจะการันตีเวลาการขนส่งกระเป๋าจากเครื่องบินมายังจุดรับกระเป๋าของแต่ละสายการบินเพียง 15 นาทีเท่านั้น ซึ่งถือเป็นเวลามาตรฐานที่หลายๆ สนามบินเป็นอยู่ในปัจจุบัน

Commercial Area หรือ Airport Business Center ในสนามบินสุวรรณภูมินั้นแตกต่างจากดอนเมืองตรงที่เปลี่ยนคอนเซ็ปต์การจัดเก็บค่าเช่าจากผู้ค้า จากเดิมที่ดอนเมืองอัตราค่าเช่าค่อนข้างสูง ทำให้ผู้ค้าต้องเพิ่มราคาสินค้าในสนามบินให้สูงตามขึ้นไปด้วย ผู้บริโภคเองต้องซื้อสินค้าที่แพงกว่าข้างนอกหลายเท่า

แต่ในสนามบินสุวรรณภูมินั้น ทอท.เลือกที่จะให้ราคาสินค้าในสนามบินสูงกว่าไม่เกิน 25% เมื่อเทียบกับราคาปกติในท้องตลาด โดยสินค้าทั้งหมดจะเป็นสินค้าระดับ 5 ดาวแทบทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นอาหารไทย ต่างชาติ และสินค้าของที่ระลึกต่างๆ

จุดขายสำคัญอีกอย่างหนึ่งที่สุวรรณภูมิใช้เพื่อแข่งขันกับสนามบินขนาดใหญ่และใหม่ในแถบภูมิภาคเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นสิงคโปร์, มาเลเซีย และฮ่องกง ก็คือ ค่าธรรมเนียมในการจอดเครื่องบินของสายการบินต่างๆ หรือ landing fee ซึ่งเมื่อเทียบกันแล้ว ทอท.ยืนยันว่าเป็นอัตราที่ต่ำที่สุดในบรรดาสนามบินทั้งหมด ทั้งนี้ก็เพื่อจูงใจให้สายการบินทั้งหลายเข้ามาใช้บริการสนามบินสุวรรณภูมิมากที่สุดนั่นเอง

ในวันนี้นิยามความหมายของสุวรรณภูมิสำหรับ ทอท. จึงระบุไว้ว่าสนามบินแห่งใหม่จะกลายเป็นสิ่งบ่งชี้ให้คนต่างชาติได้เห็นว่าคนไทยเองก็สร้างเมกะโปรเจกต์ได้เหมือนกัน พอๆ กับจะใช้เป็น benchmark สำหรับสนามบินทั่วโลกที่จะก่อสร้างในอนาคต ไม่ว่าจะเป็นตัวอย่างสำหรับการบริหารจัดการภายในสนามบิน, รูปแบบของเทคโนโลยีที่จะใช้

ที่สำคัญที่สุดก็คือสุวรรณภูมิจะเข้ามาช่วยส่งเสริมศักยภาพในการขนส่งทางอากาศ ให้กับประเทศได้เพิ่มขึ้น เนื่องจากสนามบินแห่งใหม่มีเขตพื้นที่ free zone ที่มากถึง 500,000 ตารางเมตร

จากเดิมสินค้าที่มาจากต่างประเทศทาง ground service จะขนถ่ายสินค้ามาจาก warehouse หรือ cargo warehouse หลังจากนั้นกรมศุลกากรจะเป็นเข้าไปตรวจสอบสินค้าดังกล่าวทั้งหมด แม้สินค้าบางส่วนจะไม่ได้เป็นสินค้าที่นำเข้ามาในประเทศ แต่เพื่อส่งต่อไปยังประเทศอื่นก็ตาม

เช่นเดียวกับสินค้าที่มาในรูปชิ้นส่วนเพียงไม่กี่ชิ้นที่ต้องการนำมาประกอบเพิ่มเติมในไทย และจัดส่งต่อไปยังประเทศอื่นนั้น ต้องเสียเวลาในการตรวจสอบจากศุลกากรก่อนนำออกจาก warehouse และนำไปประกอบและขนส่งต่อไปยังประเทศที่หมายอีกครั้ง

free zone จะทำหน้าที่ช่วยให้ขั้นตอนดังกล่าวหมดไป เพียงแต่เจ้าของสินค้านำชิ้นส่วนที่ต้องใช้ประกอบเพิ่มเติมเข้ามาประกอบในพื้นที่ที่จัดไว้ให้ เมื่อประกอบเสร็จก็ดำเนินการจัดส่งไปได้ทันที โดยไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมสินค้าที่นำเข้ามาแต่อย่างใด

ขณะที่รัฐบาลเน้นให้สุวรรณภูมิเป็นความภาคภูมิใจของชาติ ที่สามารถก่อสร้างสนามบินที่จะกลายเป็นฮับ หรือศูนย์กลางการบินของภูมิภาค แต่ประชาชนทั่วไปกลับรอคอยว่าเมื่อไรที่จะได้ใช้สนามบินสุวรรณภูมิกันเสียที   




 








upcoming issue

จากโต๊ะบรรณาธิการ
past issue
reader's guide


 



home | today's news | magazine | columnist | photo galleries | book & idea
resources | correspondent | advertise with us | contact us

Creative Commons License
ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย