Search Resources
 
Login เข้าระบบ
สมัครสมาชิกฟรี
ลืมรหัสผ่าน
 
  homenewsmagazinecolumnistbooks & ideaphoto galleriesresources50 managermanager 100join us  
 
 


bulletToday's News
bullet Cover Story
bullet New & Trend

bullet Indochina Vision
bullet2 GMS in Law
bullet2 Mekhong Stream

bullet Special Report

bullet World Monitor
bullet2 on globalization

bullet Beyond Green
bullet2 Eco Life
bullet2 Think Urban
bullet2 Green Mirror
bullet2 Green Mind
bullet2 Green Side
bullet2 Green Enterprise

bullet Entrepreneurship
bullet2 SMEs
bullet2 An Oak by the window
bullet2 IT
bullet2 Marketing Click
bullet2 Money
bullet2 Entrepreneur
bullet2 C-through CG
bullet2 Environment
bullet2 Investment
bullet2 Marketing
bullet2 Corporate Innovation
bullet2 Strategising Development
bullet2 Trading Edge
bullet2 iTech 360°
bullet2 AEC Focus

bullet Manager Leisure
bullet2 Life
bullet2 Order by Jude

bullet The Last page


ตีพิมพ์ใน นิตยสารผู้จัดการ
ฉบับ ธันวาคม 2545








 
นิตยสารผู้จัดการ ธันวาคม 2545
"เราไม่อยากเป็นที่ 1"             
โดย ปัณฑพ ตั้งศรีวงศ์
 

   
related stories

The Influence
Ernst & Young
วงเงินที่ผู้ถือหุ้นอนุมัติจ่ายให้กับผู้สอบบัญชีในปี 2545
PricewaterhouseCoopers
KPMG
Deloitte Touche
"ผมไม่ใช่ผู้มีอิทธิพล"
ผู้สอบบัญชีที่ได้รับการคัดเลือกจากผู้ถือหุ้นมากที่สุด
ความรับผิดชอบที่แท้จริง

   
search resources

Ernst & Young
ทรงเดช ประดิษฐสมานนท์




เป้าหมายของทรงเดช ประดิษฐสมานนท์ หัวหน้าสำนัก งาน เอินสท์ แอนด์ ยัง ในประเทศไทย เขาไม่คิดจะให้สำนักงาน ที่เขาดูแลต้องเป็นกิจการผู้สอบบัญชีอันดับ 1 ของประเทศ

เขาต้องการเพียงรักษาฐานลูกค้าที่มีอยู่ให้คงใช้บริการของเอินสท์ แอนด์ ยัง อย่างต่อเนื่อง ด้วยความจริงใจที่มีต่อกัน มากกว่า

"ลูกค้าของเรา เพิ่งมาเพิ่มขึ้นมากเมื่อ 3-4 ปีที่ผ่านมา นี่เอง" เขาบอก "ผู้จัดการ"

เอินสท์ แอนด์ ยัง เป็นบริษัทผู้สอบบัญชีต่างประเทศรายแรก ที่เข้ามาตั้งสำนักงานอย่างเป็นทางการในประเทศไทย

สำนักงานในประเทศไทยของเอินสท์ แอนด์ ยัง ก่อตั้งขึ้นตั้งแต่ปี พ.ศ.2499 (ค.ศ.1956) โดยในครั้งนั้นยังใช้ชื่อว่า Turquand Youngs & Co. (ก่อนที่จะมีการเปลี่ยนชื่อเป็น Arthur Young และมีการรวมตัวกับ Ernst & Ernst เป็น Ernst & Youngs ในปี 2532)

การเข้ามาในไทยของเอินสท์ แอนด์ ยัง เมื่อ 40 กว่าปีก่อน อาจไม่แตกต่างจากสำนักงานสอบบัญชีที่ติดอันดับ Big 4 รายอื่นๆ อย่างดีลอยท์ ทู้ เคพีเอ็มจี และไพร้ซวอเตอร์เฮาส์ เพราะเป็นไปตามการขยายตัวของภาคธุรกิจและตลาดทุน ตลอด จนพัฒนาการของธุรกิจผู้สอบบัญชีในประเทศ ที่จำเป็นต้องอาศัยเครือข่ายความน่าเชื่อถือของสำนักงานสอบบัญชีระดับโลก (รายละเอียดประวัติของ Big 4 โปรดอ่านจากล้อมกรอบ)

"เราเริ่มจากสาขาที่สิงคโปร์ ที่เห็นว่าขณะนั้นมีลูกค้าหลายรายที่เข้ามาทำธุรกิจในไทย จึงมีแนวคิดที่จะเข้ามาเปิดเป็นสาขา" ทรงเดชเล่า

ทรงเดชจบการศึกษาจากโรงเรียนอัสสัมชัญพาณิชย์ ในช่วงที่เอินสท์ แอนด์ ยัง เพิ่งจะขยายสาขาเข้ามาในเมืองไทยใหม่ๆ

หลังเรียนจบจากอัสสัมชัญพาณิชย์ เขาได้เดินทางไปทำงานเป็นเสมียนอยู่ที่ธนาคารกรุงเทพ สาขากรุงลอนดอน 1 ปี และย้ายร้านไปอยู่ที่ธนาคารเมอร์เคนไทล์ และฮ่องกงเซี่ยงไฮ้ แบงก์อีกแห่งละ 2 ปี จึงเริ่มเข้าเรียนทางด้านเศรษฐศาสตร์ และ บัญชี ที่ London University จนจบการศึกษา ในปี 2507

หลังเรียนจบ ทรงเดชเข้าทำงานเป็นผู้สอบบัญชีให้กับเอินสท์ แอนด์ ยัง ในอังกฤษต่ออีก 3 ปี จึงเดินทางกลับมาประเทศไทย

เขากลับมาทำงานสอบบัญชีในไทย ในฐานะหัวหน้าสำนักงานให้กับเอินสท์ แอนด์ ยัง ในปี 2511 หลังจากที่ ศาสตราจารย์ยุกต์ ณ ถลาง เพิ่งมีการจับมือร่วมเป็นพันธมิตรกับ SGV & Co. ตั้งเป็นสำนักงานสอบบัญชีกอเรส ซีซิป เวลาโย- ณ ถลาง เพียง 1 ปีเท่านั้น

สำนักงานในไทยช่วงที่ทรงเดชเข้ามารับผิดชอบ ไม่ได้ใช้ชื่อเอินสท์ แอนด์ ยัง อย่างเต็มตัว เขาจัดตั้งเป็นสำนักงานทรงเดช แอนด์ โค และประกาศว่าเป็นสำนักงานตัวแทนอย่างเป็นทางการของเอินสท์ แอนด์ ยัง

"สาเหตุเป็นเพราะกฎหมายของไทย ให้การรับรองผู้สอบ บัญชีเป็นรายบุคคล ไม่ใช่เป็นรายบริษัท"

จนเมื่อธุรกิจไทยก้าวเข้าสู่ยุคโลกาภิวัตน์ ในปี 2537 เขา จึงเปลี่ยนชื่อสำนักงานของเขาเป็นทรงเดช เอินสท์ แอนด์ ยัง และเปลี่ยนมาเป็นสำนักงานเอินสท์ แอนด์ ยัง ในปี 2540

การขยายตัวของเอินสท์ แอนด์ ยัง ในประเทศไทย ภาย ใต้การดูแลของทรงเดช เป็นอย่างค่อยเป็นค่อยไป

"ธุรกิจของเราในไทย ไม่เคยขึ้นเป็นอันดับ 1 และเราไม่ต้องการเช่นนั้น"

ทรงเดชให้เหตุผลว่าการที่วางเป้าหมายขึ้นเป็นอันดับ 1 ในธุรกิจผู้สอบบัญชี ถือเป็นความเสี่ยง เพราะธรรมชาติของการ ทำธุรกิจในประเทศไทยนั้น แตกต่างจากมาตรฐานของทางตะวัน ตก บริษัทที่วางเป้าหมายขึ้นเป็นอันดับ 1 จะต้องบุกในเรื่องการ ทำตลาด ซึ่งอาจหมายถึงความจำเป็นต้องลดค่าบริการ ตลอดจนการลดมาตรฐาน เพื่อยอมทำตามความประสงค์ของผู้บริหาร ของบริษัทที่เป็นลูกค้าในบางเรื่อง

ซึ่งจุดนี้ในมาตรฐานของวิชาชีพผู้สอบบัญชีแล้ว ถือเป็นความเสี่ยง เพราะถึงที่สุดแล้ว ก็จะมีผลต่อความน่าเชื่อถือของตัวเราเอง

เมื่อปี 2536 ซึ่งตลาดหุ้นไทยอยู่ในขั้นบูมสุดขีด มีบริษัท จดทะเบียนอยู่ในตลาดหุ้น 338 บริษัท สำนักงานเอินสท์ แอนด์ ยัง ของทรงเดชครองส่วนแบ่งตลาดอยู่เพียงอันดับ 4 โดยมีลูกค้า ที่เป็นบริษัทในตลาดหลักทรัพย์เพียง 32 ราย หรือ 9.41%

ขณะที่อันดับ 1 คือสำนักงานเอสจีวี-ณ ถลาง และสำนัก งานพีท มาร์วิค สุธี สิงห์เสน่ห์ ที่มีลูกค้าจำนวนเท่ากันคือ 57 ราย รองลงมาคือ สำนักงานไชยยศของเติมศักดิ์ กฤษณามระ ที่มีลูกค้า 44 ราย

ปัจจุบันเอสจีวี-ณ ถลาง และสำนักงานพีท มาร์วิค ได้มีการประกาศรวมตัวกันเป็นกลุ่มเคพีเอ็มจี ประเทศไทย (รายละเอียดโปรดอ่าน "ผู้จัดการ" ฉบับเดือนพฤศจิกายน 2545)

ส่วนสำนักงานไชยยศ ได้ประกาศความร่วมมือกับดีลอยท์ ทู้ ตั้งเป็นบริษัทดีลอยด์ ทู้ โทมัตสุ ไชยยศ

ปี 2540 ก่อนเกิดวิกฤติ สัดส่วนลูกค้าเฉพาะบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ฯ ของเอินสท์ แอนด์ ยัง อยู่ในอันดับประมาณ 3-4 มีลูกค้าใช้บริการสอบบัญชีของเอินสท์ แอนด์ ยัง เพียงประมาณ 60 บริษัท

ลูกค้าของเอินสท์ แอนด์ ยัง มาเพิ่มขึ้นอย่างมากหลังประเทศประสบกับวิกฤติค่าเงินบาทในปี 2540 โดยเป็นการเพิ่มขึ้น จากการบอกต่อกันแบบปากต่อปาก

"เราไม่เคยนำวิธีการตลาดเข้ามาใช้ ลูกค้าที่เพิ่มขึ้นมา ส่วนใหญ่ เขาเข้ามาหาเราเอง"

ตั้งแต่ปี 2541 เป็นต้นมา ปริมาณลูกค้าของเอินสท์ แอนด์ ยัง ได้เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เฉลี่ยปีละประมาณ 25%

"เหตุผลหนึ่ง เป็นเพราะการสนองตอบของเราต่อความต้องการของลูกค้า เช่น การต้องยื่นงบให้ตรงเวลา การให้บริการ ด้านอื่นๆ รวมทั้งความซื่อสัตย์สุจริตของเรา ตลาดมองเราอย่างไร ผู้ลงทุนมองเราอย่างไร ผมว่าส่วนประกอบต่างๆ เหล่านี้เป็นตัวชักนำให้ลูกค้าเข้ามาใช้บริการของเรา"

อีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ส่วนแบ่งการตลาดของเอินสท์ แอนด์ ยัง สำหรับบริษัทในตลาดหุ้น ก้าวกระโดดขึ้น เนื่องจากนโยบาย ตั้งแต่เดิมของสำนักงานแห่งนี้ ไม่นิยมรับลูกค้าที่เป็นสถาบันการเงิน ลูกค้าที่มีอยู่ปัจจุบันมีเพียงบริษัทเงินทุนธนชาติ และธนาคารธนชาติเท่านั้น

"ตอนเกิดวิกฤติ ที่สถาบันการเงินถูกปิดไปถึง 56 แห่ง เราจึงไม่ได้รับผลกระทบ ขณะที่ผู้สอบบัญชีรายอื่นๆ เขาต้องเสียลูกค้าไปถึง 50 กว่าราย"

การจัดอันดับของธุรกิจผู้สอบบัญชี อาจวัดได้จากหลายจุด เมื่อครั้งที่เอสจีวี-ณ ถลาง ประกาศการรวมตัวกับเคพีเอ็มจี ประเทศไทย เมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา ซึ่งมีผลให้จำนวนพนักงานที่ทำหน้าที่สอบบัญชีของทั้ง 2 แห่ง เมื่อรวมกันแล้วจะมีจำนวนถึงกว่า 1,000 คน กลุ่มเคพีเอ็มจี ประเทศไทย สามารถ เรียกตัวเองว่าเป็นอันดับ 1 ของธุรกิจสอบบัญชีในไทย

ขณะที่เอินสท์ แอนด์ ยัง ซึ่งหากวัดจากจำนวนลูกค้า ที่เป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ สำนักงานแห่งนี้ สามารถพูดได้อย่างเต็มปากว่าเป็นอันดับ 1 ได้เช่นกัน

ในโครงสร้างของธุรกิจผู้สอบบัญชีทั่วโลก มีเพียงแห่งเดียวที่เอินสท์ แอนด์ ยัง กล้าพูดได้เต็มปากว่าเป็นอันดับ 1 คือ ที่ประเทศเนเธอร์แลนด์ ที่เหลือส่วนใหญ่เอินสท์ แอนด์ ยัง มักจะ อยู่ในอันดับ 2-4 ตามหลังไพร้ซวอเตอร์เฮาส์ ที่ขึ้นครองอันดับ 1 หลังการรวมตัวกับคูเปอร์ส์ แอนด์ ไลแบรนด์ ในปี 2541

ในประเทศไทย ทรงเดชไม่ได้ยินดียินร้ายอะไรกับการได้เป็นอันดับ 1 ของผู้สอบบัญชีในตลาดหลักทรัพย์ฯ ในความรู้สึกของเขา ตัวเลขเหล่านี้ไม่ใช่สิ่งที่จีรัง

เขายังยึดมั่นในหลักของความจริงใจในการให้บริการกับลูกค้า แม้ว่าความจริงใจนั้น อาจสร้างความไม่พอใจให้กับลูกค้า จนต้องหันไปหาผู้สอบบัญชีรายอื่นในอนาคตก็ตาม

   




 








upcoming issue

จากโต๊ะบรรณาธิการ
past issue
reader's guide


 



home | today's news | magazine | columnist | photo galleries | book & idea
resources | correspondent | advertise with us | contact us

Creative Commons License
ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย