Search Resources
 
Login เข้าระบบ
สมัครสมาชิกฟรี
ลืมรหัสผ่าน
 
  homenewsmagazinecolumnistbooks & ideaphoto galleriesresources50 managermanager 100join us  
 
 


bulletToday's News
bullet Cover Story
bullet New & Trend

bullet Indochina Vision
bullet2 GMS in Law
bullet2 Mekhong Stream

bullet Special Report

bullet World Monitor
bullet2 on globalization

bullet Beyond Green
bullet2 Eco Life
bullet2 Think Urban
bullet2 Green Mirror
bullet2 Green Mind
bullet2 Green Side
bullet2 Green Enterprise

bullet Entrepreneurship
bullet2 SMEs
bullet2 An Oak by the window
bullet2 IT
bullet2 Marketing Click
bullet2 Money
bullet2 Entrepreneur
bullet2 C-through CG
bullet2 Environment
bullet2 Investment
bullet2 Marketing
bullet2 Corporate Innovation
bullet2 Strategising Development
bullet2 Trading Edge
bullet2 iTech 360°
bullet2 AEC Focus

bullet Manager Leisure
bullet2 Life
bullet2 Order by Jude

bullet The Last page


ตีพิมพ์ใน นิตยสารผู้จัดการ
ฉบับ ธันวาคม 2545








 
นิตยสารผู้จัดการ ธันวาคม 2545
ประสบการณ์แรก...บนรอยต่อ             
โดย วริษฐ์ ลิ้มทองกุล
 





ผมมาถึงปักกิ่งเมื่อปลายเดือนสิงหาคม ในช่วงต้นของฤดูใบไม้ร่วง ของ ปีที่โลกกำลังอยู่ในภาวะโกลาหล หลังเหตุการณ์ 11 กันยายน

ควันจากสงคราม และการปะทะกันทางความเชื่อ-วัฒนธรรม ฉุดให้เศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกาด่ำดิ่งลงอย่างน่าตกใจ เศรษฐกิจของประเทศในอเมริกาใต้ก็อยู่ในภาวะวิกฤติ เศรษฐกิจญี่ปุ่นก็ยังตกอยู่ภายในบ่วง "กับดักสภาพคล่อง" อย่างโงหัวไม่ขึ้น เศรษฐกิจไทยภายใต้นโยบายของรัฐบาล พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร ก็ยังไม่ผลิดอก ออกผลให้เห็นได้อย่างชัดเจนว่าจะมีความยั่งยืนหรือไม่

ขณะที่โลกภายนอกกำลังอยู่ในภาวะวุ่นวาย ภาพเมืองหลวงของประเทศที่มีประชากรมากที่สุดในโลก ประเทศที่มีวัฒนธรรมสืบทอดกันมายาวนานที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ก็ปรากฎแก่สายตา

ในด้านการเมือง ปีนี้เป็นปีที่มีความสำคัญอย่างมากต่อการเมืองของจีน เนื่องจากตัวผู้นำสูงสุดของจีนกำลังถูกถ่ายโอนจากคนเก่า คือ เจียง เจ๋อหมิน ไปยังทายาทในพรรคคอมมิวนิสต์รุ่นต่อไป การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ เหล่านักวิเคราะห์เชื่อว่าคงส่งผลกระทบพอสมควรต่อเศรษฐกิจของจีนที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว สวนทางกับภาวะเศรษฐกิจโลก แต่คงไม่มากมายเท่าไร นักเพราะตัว เจียง เจ๋อหมิน ที่อยู่ในอำนาจ มานับสิบปี แม้วัยจะใกล้ 80 แล้ว แต่ก็ยังคงทำงานต่อ เพียงแต่ถอยฉากไปเบื้องหลังเท่านั้น

เมื่อภาวะทางการเมืองนิ่ง และเป็นไปตามที่คาดการณ์แล้ว เศรษฐกิจที่แทบจะเป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนทุกอย่างย่อมเป็นสิ่งที่ทำให้รัฐบาลจีนให้ความสำคัญมากที่สุด

ตามการคาดการณ์ของผู้เชี่ยวชาญ ในจีนหลายสำนัก ต่างเห็นพ้องต้องกันว่าเศรษฐกิจจีนในปี 2545 นี้จะโตอย่างน้อย 7.5 เปอร์เซ็นต์ และปีหน้า (2546) ไม่ต่ำกว่า 7 เปอร์เซ็นต์ หากไม่มีเรื่องไม่คาดฝันเกิดขึ้น เช่น สงครามหรือภัยธรรมชาติร้ายแรง โดย The Chinese Academy of Social Sciences คาดการณ์ไว้ที่ 7.8 เปอร์ เซ็นต์, ธนาคารกลางจีนคาดไว้ที่ 7.5 เปอร์เซ็นต์ และนักวิเคราะห์ส่วน ใหญ่ก็คาดไว้ที่ 7.7 เปอร์เซ็นต์ ด้วย ภาวะการใช้จ่ายภาครัฐที่ทุ่มลงไปอย่างมหาศาล รวมถึงตัวเลขการส่งออกที่เพิ่มขึ้น

ขณะที่ตัวเลขการลงทุนทางตรง (FDI) ล่าสุดที่ประเมินโดย UNCTAD (United Nation Con-ference on Trade and Develop-ment) ก็ระบุว่าในปีนี้ จีนจะเพิ่มขึ้น สวนทางกับภาวะเศรษฐกิจโลก โดย การประเมินตัวเลข FDI ทั่วโลกใน ปีนี้ UNCTAD ระบุว่าในปีนี้น่าจะลดลง 27 เปอร์เซ็นต์ เหลือเพียง 534,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ จากภาวะที่เศรษฐกิจโลกอยู่ในช่วงขาลง โดย FDI ที่มายังจีนกลับเพิ่มขึ้นมาเป็น 50,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ขณะที่สหรัฐฯ ลดลงจาก 124,000 ล้านเหรียญฯ เหลือ 44,000 ล้านเหรียญฯ

สิ่งเหล่านี้ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าส่วนหนึ่งก็เป็นผลได้ ตั้งแต่การดำเนินนโยบาย "สังคม นิยมที่ผสมผสานกับบุคลิกของจีน (Socialism with Chinese Characteristics)" โดย เติ้ง เสี่ยวผิง เรื่อยมาถึงการนำระบบเศรษฐกิจแบบตลาดเสรีเข้ามาอยู่ภายใต้การปกครองระบอบคอมมิวนิสต์ จนถึงจากการเข้าเป็นสมาชิกขององค์การการค้าโลก (WTO) เมื่อไม่ถึงปีที่ผ่านมา

ผลผลิตของความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจที่เราเห็นกัน ส่งออกมาให้เห็นเป็นรูปธรรมมากมายอย่าง เช่น ภาคอสังหาริม ทรัพย์ที่เติบโตมหาศาล ส่วนภาวะความเป็นอยู่ของผู้คนในเมืองปักกิ่งที่คล้ายกับเมือง ชั้นนำของโลกเข้าไปทุกที การสื่อสารที่สะดวก ทั้งแบบพื้นฐานจนถึงไร้สาย การคมนาคมที่ล้ำหน้าใกล้เทียบเคียงเมืองหลวงใหญ่ๆ

ปักกิ่ง เป็นเมืองใหญ่ที่ระบบการจราจร ถูกออกแบบมาอย่างดี ถนนใหญ่เป็นแบบ 10 เลนมีเลนจักรยานเฉพาะ มีระบบรถไฟใต้ดินและลอยฟ้าที่เชื่อมต่อกัน มีระบบการควบคุม การจราจรเข้ามารองรับ โดยเรียกว่า ITS (Intelligent Transport System) ขณะที่เซี่ยงไฮ้ เมืองเศรษฐกิจที่สำคัญที่สุดของจีน ก็กำลังจะมีระบบการคมนาคมชั้นหนึ่งของโลกอย่าง รถไฟฟ้าแบบ Mag-lev (Magnetic levitation) ที่ใช้เทคโนโลยีการก่อสร้างจากเยอรมัน เพื่อเชื่อมการคมนาคมจากสนามบินนานาชาติผู่ตง (Pudong) เข้าสู่ตัวเมืองเซี่ยงไฮ้

สิ่งเหล่านี้ชาวจีนกำลังเตรียมพร้อมเพื่อโชว์ให้กับชาวโลกเห็นในสองมหกรรมใหญ่ คือ โอลิมปิกเกมส์ 2008 และ World Expo 2010 ที่เซี่ยงไฮ้กำลังเสนอตัวขอเป็นเจ้าภาพ

ความเจริญเหล่านี้เอง ได้พลิกโฉมให้ การใช้ชีวิตประจำวันของคนจีนถูกเปลี่ยนจาก หน้ามือเป็นหลังมือ ภายในเวลาเพียง 3 ปี ที่เห็นได้ชัดก็ คือ การซื้อขายแลกเปลี่ยน สินค้าจากเดิมที่เป็นระบบโควตาและถูกควบคุมจากทางการ ปัจจุบันกลายมาเป็นระบบตลาดเสรี

"ใครใคร่ค้า ค้า ใครใคร่ขาย ก็ขาย"

ห้างสรรพสินค้าแบบขายส่งหลายชาติต่างรุกเข้ามาเปิดสาขาในเมืองจีน อย่างเช่น "คาร์ฟูร์" บริษัทค้าปลีกข้ามชาติสัญชาติ ฝรั่งเศสที่ใหญ่เป็นอันดับสองของโลก ก็เปิดสาขาในจีนแล้วมากกว่า 20 แห่ง "โซโก้" จากญี่ปุ่น รวมถึงยักษ์ใหญ่อันดับหนึ่งสัญชาติ อเมริกันอย่าง "วอลมาร์ท" ก็มีแผนจะเปิดห้างสรรพสินค้าในจีนใน 5 ปีนี้ด้วย

เหลียวมาดูในด้านเทคโนโลยีและการสื่อสาร โฉมหน้าของการสื่อสารในจีนก็เปลี่ยนไปอย่างที่ชาวจีนเองก็ตกใจ อย่างเช่น เมื่อ 3-4 ปีก่อน จำนวนโทรศัพท์ต่อหัวประชากรนั้นอยู่ในระดับที่ต่ำมาก แม้แต่ตาม เมืองหลวงอย่างปักกิ่ง ขาดแคลนถึงขนาด ที่ในหอพักแต่ละแห่งจะมีโทรศัพท์เพียง 1 เครื่อง ส่วนคนทำงานก็พกกันเพียงเพจเจอร์

ปัจจุบันตลาดเพจเจอร์ในจีนดับไปแล้ว ขณะที่ตลาดโทรศัพท์เคลื่อนที่ ก็อยู่ในระดับมหัศจรรย์ โดยนอกจากยอดผู้ใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ในจีนจะแซงสหรัฐฯ ขึ้นป้ายเป็นประเทศที่มีผู้ใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่มากที่สุดในโลกแล้ว (สิ้นเดือนสิงหาคม 2545 มียอดผู้ใช้ 184.86 ล้านเครื่อง เพิ่มขึ้นจากยอดเดือนเมษายน 2545 ถึงเกือบ 23 ล้านเครื่อง)

นอกจากนี้ในปัจจุบันเทคโนโลยีการสื่อสารแบบไร้สายที่ก้าวหน้าที่สุดของโลกอย่าง 3G (3rd Generation) ก็กำลัง ถูกนำมาทดลองใช้ในจีน

หากเปิดปฏิทินย้อนไปดูเหตุการณ์สำคัญของจีนล่าสุด จากกลางปี 1997 ตั้ง แต่รับเอาฮ่องกงกลับสู่อ้อมอก ถึงปัจจุบันนับได้เพียง 5 ปีเศษๆ ใครจะนึกภาพออก ว่า "จีน" เปลี่ยนไปได้...ถึงขนาดนี้

   




 








upcoming issue

จากโต๊ะบรรณาธิการ
past issue
reader's guide


 



home | today's news | magazine | columnist | photo galleries | book & idea
resources | correspondent | advertise with us | contact us

Creative Commons License
ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย