Search Resources
 
Login เข้าระบบ
สมัครสมาชิกฟรี
ลืมรหัสผ่าน
 
  homenewsmagazinecolumnistbooks & ideaphoto galleriesresources50 managermanager 100join us  
 
 


bulletToday's News
bullet Cover Story
bullet New & Trend

bullet Indochina Vision
bullet2 GMS in Law
bullet2 Mekhong Stream

bullet Special Report

bullet World Monitor
bullet2 on globalization

bullet Beyond Green
bullet2 Eco Life
bullet2 Think Urban
bullet2 Green Mirror
bullet2 Green Mind
bullet2 Green Side
bullet2 Green Enterprise

bullet Entrepreneurship
bullet2 SMEs
bullet2 An Oak by the window
bullet2 IT
bullet2 Marketing Click
bullet2 Money
bullet2 Entrepreneur
bullet2 C-through CG
bullet2 Environment
bullet2 Investment
bullet2 Marketing
bullet2 Corporate Innovation
bullet2 Strategising Development
bullet2 Trading Edge
bullet2 iTech 360°
bullet2 AEC Focus

bullet Manager Leisure
bullet2 Life
bullet2 Order by Jude

bullet The Last page


ตีพิมพ์ใน นิตยสารผู้จัดการ
ฉบับ พฤษภาคม 2540








 
นิตยสารผู้จัดการ พฤษภาคม 2540
"Air France ฮึดสู้ ปรับเครื่องบินใหม่รับดีมานด์ตลาด"             
 


   
search resources

Air France
เบอร์นาร์ด โอเบรอตง
Aviation




สายการบินแห่งชาติฝรั่งเศส หรือ Air France ปรับกลยุทธ์ครั้งใหญ่หลังเก็บตัวเงียบเชียบมานาน คราวนี้หันมาปรับเปลี่ยนเครื่องบินใหม่จากเครื่องแอร์บัสรุ่น 340-300 มาเป็นโบอิ้งรุ่น 747-400 ซึ่งสามารถจุผู้โดยสารได้มาขึ้นกว่าครึ่ง หลังจากที่พบว่าตลาดนักเดินทางไทยมีการเติบโตสูงมากขึ้นๆ ทั้งที่เป็นนักธุรกิจ และนักท่องเที่ยว พร้อมทั้งได้ปรับปรุงสิ่งอำนวยความสะดวก และการบริการต่างๆ ภายในเครื่อง (in-flight product & service) เพื่อสร้างความประทับใจแก่ผู้โดยสารอย่างเต็มกระบวนทัพ โดยเครื่องบินรุ่นใหม่นี้ได้ฤกษ์ทะยานสู่ท้องฟ้าไปแล้วเมื่อวันที่ 31 มีนาคม ที่ผ่านมา ซึ่งตรงกับวันปิดรอบบัญชีงบประมาณ 1996 ของแอร์ฟรานซ์ด้วย

"ตลาดเมืองไทยมีการเติบโตค่อนข้างเร็ว เราจึงตัดสินใจเปลี่ยนเครื่องบินใหม่เป็นเครื่องบินโบอิ้ง 747-400 แทนแอร์บัส ซึ่งก็หมายความว่าเราสามารถบรรทุกคนได้เพิ่มขึ้นอีกประมาณ 50% เหตุผลที่เราต้องเปลี่ยนเครื่องก็เพราะว่ากำลังความสามารถของเรามีไม่เพียงพอกับความต้องการ ซึ่งมียอดการจองที่นั่ง หรือที่เรียกว่า load factors คือยอดการจองที่นั่งจากรุงเทพฯ-ปารีสเต็มตลอด โดยเมื่อปีที่แล้วมีตัวเลขการจองเกินมากถึง 80% โดยเฉพาะบางวัน อย่างวันศุกร์ยอดการจองสูงขึ้นถึง 88% ดังนั้นเราจึงตัดสินใจเพิ่มกำลังความสามารถ" เบอร์นาร์ด โอเบรอตง (Bernard Aubreton) ผู้จัดการใหญ่สายการบินแอร์ฟรานซ์ ประจำประเทศไทย กัมพูชา ลาว และพม่า กล่าวถึงที่มาของการเปลี่ยนแปลง ซึ่งทำให้แอร์ฟรานซ์มีขีดความสามารถรับผู้โดยสารในชั้น 1 ที่ตั้งชื่อใหม่ว่า เลส์ปาส 180 (L'Espace 127) 56 ที่นั่ง และชั้นประหยัดที่มีชื่อว่าเทมโป (Tempo) อีก 321 ที่นั่ง รวมทั้งหมด 390 ที่นั่ง จากเดิมที่บรรทุกได้เพียง 256 ที่นั่งเท่านั้น

สายการบินแอร์ฟรานซ์เข้ามาเปิดเส้นทางการบินในประเทศไทยเป็นครั้งแรกเมื่อ 64 ปีที่แล้ว ปัจจุบันให้บริการเที่ยวบินตรงจากรุงเทพฯ-ปารีส และปารีส-กรุงเทพฯ ทุกวัน นอกจากนี้ยังมีบริการบินต่อ ยังที่หมายอื่น (connecting flight) ทั่วยุโรป และไปยังฮานอย และโฮจิมินห์ อีกด้วย

ความก้าวหน้าของสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างไทยกับยุโรปที่เริ่มคึกคักมากขึ้นหลังการประชุมสุดยอดผู้นำเอเชีย-ยุโรปในไทยเมื่อปีที่แล้ว ทำให้มีนักธุรกิจไทยและยุโรปเดินทางเพื่อติดต่อธุรกิจระหว่างกันมาขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งย่อมเป็นผลดีต่ออุตสาหกรรมการบินอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้และแอร์ฟรานซ์ ผู้ซึ่งจัดตัวเองเป็นสายการบินยุโรปตามระดับการรยมตัวของกลุ่มประเทศยุโรปที่ล้ำหน้าเป็นสหภาพยุโรปในปัจจุบันก็ได้รับประโยชน์ตามไปด้วย

นอกจากนี้ มาตรฐานความเป็นอยู่ ตลอดจนถึงทัศนคต ิและรสนิยมของคนไทยที่เปลี่ยนแปลงไปตามความเจริญของประเทศโดยหันมานิยมเดินทางท่องเที่ยวต่างประเทศมากขึ้น ก็ยังช่วยเอื้อประโยชน์ต่ออุตสาหกรรมการบินเช่นกัน โดยเฉพาะฝรั่งเศส ถือเป็นจุดหมายปลายทางสำคัญของนักท่องเที่ยวไทยที่ชื่นชอบการชอปปิ้งเป็นชีวิตจิตใจ

"เราพิจารณาแอร์ฟรานซ์เป็นสายการบินของยุโรปแทนที่จะเป็นเพียงสายการบินของฝรั่งเศสอย่างเดียว เพราะเราบินทั่วยุโรป โดยได้พัฒนาบริการการบินต่อไปยังจุดหมายอื่น (connecting flight) ซึ่งเมื่อปีที่แล้วเราได้จับมือกับสายการบินคอนติเนนตัล ของสหรัฐฯ เราพยายามที่จะจัดทำ connecting flight ให้ได้มากเท่าที่จะทำได้เพราะเป็นนโยบายหลักของเรา โดยในยุโรปคุณสามารถเดินทางไปยังจุดหมายปลายทางได้ถึง 50 แห่งนอกเหนือจากปารีส เราไม่ใช่สายการบินที่บินเฉพาะกรุงเทพฯ-ปารีส แต่ยังไม่ถึงแฟรงเฟิร์ต และที่อื่นๆ อีก 50 แห่ง ขณะเดียวกันยุโรปและฝรั่งเศสก็ยังเป็นจุดหมายปลายทางที่สำคัญของนักท่องเที่ยวไทย ดังนั้นสิ่งหนึ่งที่เราต้องทำก็คือ การพัฒนาสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ภายในเครื่อง (in-flight product) ให้ดีขึ้น ซึ่งเราได้เริ่มลงมือทำมาตั้งแต่ปี 1995 แล้วไม่ว่าจะเป็นการปรับปรุงที่นั่งผู้โดยสารให้ดีขึ้น เพื่อเพิ่มความนิยมให้มากขึ้น" อดีตผู้ช่วยรองประธานภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ก่อนที่จะเข้ามารับหน้าที่เป็นผู้จัดการใหญ่ในเมืองไทยเมื่อเดือน พ.ย. 1995 เปิดเผยถึงแนวทางของแอร์ฟรานซ์

นับจากนี้ไปกลยุทธ์การตลาดของแอร์ฟรานซ์ภายใต้การดูแลของโอเบรอตงจะเน้นจับลูกค้านักธุรกิจทั้งชาวไทยและเทศเป็นสำคัญเพราะตลาดนี้กำลังขยายขนาดใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ โดยที่ผ่านมารายได้ของแอร์ฟรานซ์ประมาณ 45% มาจากชั้น 1 และชั้นธุรกิจ

แต่อย่างไรก็ตามแอร์ฟรานซ์ก็ไม่ละเลยตลาดนักท่องเที่ยว เพราะมีอัตราการเติบโตสูงขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งแอร์ฟรานซ์ได้มีการปรับปรุงการบริการให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้โดยสารชาวไทย โดยไม่เพียงแต่เสนออาหาร และไวน์ฝรั่งเศสเท่านั้น แต่ยังมีอาหารไทยตลอดจนถึงมีหนังสือพิมพ์-นิตยสารภาษาไทยไว้คอยบริการนักเดินทางชาวไทยทั้งเที่ยวไปและเที่ยวกลับอีกด้วย พร้อมกันนั้นในปีนี้แอร์ฟรานซ์มีแผนจะจัดหาภาพยนตร์ไทยเพื่อเป็นการเอาใจลูกค้าคนไทยโดยเฉพาะ อีกทั้งยังมีโครงการที่จะจัดหาการบริการต้อนรับด้วยภาษาไทย (Welcome Service) ที่สนามบินชาร์ล เดอ โกลล์ ทั้งนี้ก็เพื่ออำนวยความสะดวกต่อผู้โดยสารชาวไทยในระหว่างการเปลี่ยนเครื่องที่ปารีสด้วย

นอกจานี้ แอร์ฟรานซ์ยังได้ทำการจัดตารางเวลาการบิน (schedule) ใหม่ เพื่อให้ผู้โดยสารมีความคล่องตัวในการเดินทางมากขึ้น โดยเที่ยวบินตรงจากกรุงเทพฯ-ปารีส ออกเดินทางเวลา 22.50 น. ถึงปลายทางเวลา 06.00 น. ซึ่งโอเบรอตง ชี้แจงว่า เป็นความแตกต่างของแอร์ฟรานซ์เพราะสายการบินยุโรปอื่นๆ มักจะจัดเที่ยวบินในเวลาเที่ยวคืน หรือหลังเที่ยงคืนออกไป

ด้านการบริการภายในเครื่อง ผู้โดยสารจะมีอิสระเสรี (freedom & autonomy) มากขึ้นตามผลการสำรวจความต้องการของผู้โดยสารในเที่ยวบิน long flight โดยแอร์ฟรานซ์ได้ดำเนินการในชั้น 1 และชั้นธุรกิจใหม่ให้ความสะดวกสบายมากขึ้น มีพื้นที่กว้างมากขึ้น สามารถปรับเอนได้มากขึ้น ซึ่งชั้น 1 สามารถเอนได้ถึง 180 องศา ชั้นธุรกิจปรับเอนได้ 127 องศา เพื่อให้เหมาะกับความจำเป็นของนักธุรกิจที่ต้องการใช้เวลาอย่างเต็มที่ระหว่างการเดินทาง และตำแหน่ง 127 องศานี้ จากการศึกษาขององค์การนาซ่าสหรัฐฯ เป็นตำแหน่งที่พักผ่อนได้เป็นอย่างดี

"เราให้ความสำคัญกับ freedom and autonomy ด้วย โดยผู้โดยสารไม่จำเป็นจะต้องถามหาทุกสิ่งทุกอย่างระหว่างการเดินทางอันยาวนาน แต่คุณจะสามารถจัดการเวลาของคุณด้วยตัวเอง เพราะเราได้จัดหาจอภาพวิดีโอส่วนตัว หูฟังที่ปลอดจากเสียงเครื่องยนต์รบกวน โทรศัพท์ผ่านดาวเทียมไว้ในทุกที่นั่ง ขณะเดียวกันก็เพลิดเพลินกับอาหารและของขบเคี้ยว หรือห้องสูบบุหรี่ที่จัดเตรียมไว้ให้เป็นพิเศษ โดยมี smoker lounge สำหรับชั้น 1 และชั้นธุรกิจ และมี smoker area สำหรับผู้โดยสารชั้นประหยัด ทั้งนี้เราได้พัฒนาแนวคิดที่จะทำให้อากาศในห้องโดยสารสะอาด และบริสุทธิ์ โดยที่คุณไม่ต้องหยุดสูบบุหรี่เพียงแต่สูบในที่ที่จัดไว้ ซึ่งจะมีเครื่องดูดอากาศนี้ออกไปข้างนอก เราลงทุนค่อนข้างมากกับการพัฒนาผลิตภัณฑ์นี้ โดยเฉพาะในไฟลท์ที่ต้องเดินทางยาวนาน" โอเบรอตง ผู้ซึ่งได้รับมอบหมายให้เข้ามาเจาะตลาดการบินในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ของแอร์ฟรานซ์ในยุคที่แรงกดดันจากนโยบายเปิดน่านฟ้า (open sky) กำลังแรงขึ้นทุกขณะ กล่าวถึงความสะดวกสบายที่ผู้เดินทางด้วยสายการบินแอร์ฟรานซ์ โดยเฉพาะในชั้น 1 และชั้นธุรกิจจะได้รับ

นอกเหนือจากการพัฒนา และปรับปรุงการอำนวยความสะดวกภายในเครื่องแล้ว แอร์ฟรานซ์ยังได้ชูสนามบินชาร์ล เดอ โกลล์ ฝรั่งเศสให้เป็นศูนย์กลางการบินของยุโรป (Hub) หรือเป็นประตูสู่ทวีปยุโรป ซึ่งทางแอร์ฟรานซ์ได้จัดเตรียมข้อเสนอในการต่อเครื่องไปยังที่หมายอื่นในยุโรปที่ง่าย และสะดวกเมื่อเทียบกับสนามบินอื่นๆ ซึ่งจะต้องใช้เวลานานและเดินไปต่อเครื่องเป็นระยะทางที่ไกลทีเดียว

"เราต้องการจะพัฒนาจุดนี้ให้ถึงขั้นที่ว่า คิดถึงปารีสเมื่อต้องต่อเครื่อง ไม่ว่าคุณจะไปที่ไหน เพราะคุณสามารถต่อเครื่องได้โดยใช้เวลาเพียง 5 นาทีเท่านั้น"

ตามความคิดเห็นของโอเบรอตง การแข่งขันระหว่างสายการบินยุโรปในปัจจุบันมีความเข้มข้นมาก เพราะแต่ละสายการบินให้บริการไม่แตกต่างกันมากนัก ราคาตั๋วก็ใกล้เคียงกัน และส่วนใหญ่ก็มีเที่ยวบินทุกวัน ทว่าจุดแตกต่างนั้นอยู่ที่การให้บริการต่อเครื่องไปยังจุดหมายปลายทางอื่นที่ดี

"ถ้าคุณเป็นนักธุรกิจไทยต้องการไปยุโรป ถ้าคุณต้องการไปปารีสคุณก็เลือกแอร์ฟรานซ์ หรือการบินไทยแน่นอนเพราะเป็นบินตรง ถ้าคุณต้องการไปลอนดอนคุณมีโอกาสที่จะลือกบริติชแอร์เวย์แต่ถ้าคุณเลือกไปยังจุดหมายอื่นมีสายการบินไม่มากนักที่ให้บริการบินตรง เช่นไปเจนีวา บาเซโลน่า หรือมิลาน ดังนั้นคุณก็ต้องเลือกสายการบินที่มีการต่อเที่ยวบินที่ดี ซึ่งนี่คือจุดสำคัญ บางทีเราอาจจะต้องแข่งกับสนามบินแฟรงเฟิร์ต อัมสเตอร์ดัม หรือซูริค ที่เสนอการต่อเที่ยวบินเหมือนกัน ผมคิดว่าตอนนี้เรากำลังแข่งขันกันในเรื่องของ gateway และสายการบินยุโรปทุกสายก็เป็นคู่แข่งของเราหมด เพราะยุโรปเป็นตลาดใหญ่ในการทำธุรกิจ"

เนื่องจากแอร์ฟรานซ์เป็นหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ ซึ่งมีแผนที่จะแปรรูปให้เป็นบริษัทเอกชน (privatization) ในปี 1998 จึงทำให้การตัดสินใจหรือการเคลื่อนไหวในทางธุรกิจเป็นไปอย่างล่าช้า เมื่อเทียบกับสายการบินแห่งอื่นที่รุกคืบล่วงหน้าไปก่อนและเพื่อเตรียมการรับการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นในปีหน้า โอเบรอตง จึงวางนโยบายให้ปีนี้เป็นปีแห่งการแก้ไข และปรับปรุงปัญหาต่างๆ ที่คั่งค้าง "การแปรรูปจะทำให้เรามีช่องที่จะแข่งขัน ผมคิดว่ามันเป็นเรื่องที่ดี เพราะสิ่งต่างๆ จะดูแปลกตาไป และยังเป็นประโยชน์ต่ออุตสาหกรรมต่อลูกค้า และต่อพนักงาน"

ต่อแต่นี้ไปเราคงจะได้เห็นแอร์ฟรานซ์ลุยลงสู่สนามอย่างเต็มตัวและเต็มที่เสียที เพราะเค้กในตลาดไทยยังเหลืออยู่อีกโข ซึ่งโอเบรอตงในฐานะนักจัดวางกลยุทธ์คนสำคัญของแอร์ฟรานซ์ได้เตรียมความพร้อมไว้ในใจแล้ว

   




 








upcoming issue

จากโต๊ะบรรณาธิการ
past issue
reader's guide


 



home | today's news | magazine | columnist | photo galleries | book & idea
resources | correspondent | advertise with us | contact us

Creative Commons License
ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย