Search Resources
 
Login เข้าระบบ
สมัครสมาชิกฟรี
ลืมรหัสผ่าน
 
  homenewsmagazinecolumnistbooks & ideaphoto galleriesresources50 managermanager 100join us  
 
 


bulletToday's News
bullet Cover Story
bullet New & Trend

bullet Indochina Vision
bullet2 GMS in Law
bullet2 Mekhong Stream

bullet Special Report

bullet World Monitor
bullet2 on globalization

bullet Beyond Green
bullet2 Eco Life
bullet2 Think Urban
bullet2 Green Mirror
bullet2 Green Mind
bullet2 Green Side
bullet2 Green Enterprise

bullet Entrepreneurship
bullet2 SMEs
bullet2 An Oak by the window
bullet2 IT
bullet2 Marketing Click
bullet2 Money
bullet2 Entrepreneur
bullet2 C-through CG
bullet2 Environment
bullet2 Investment
bullet2 Marketing
bullet2 Corporate Innovation
bullet2 Strategising Development
bullet2 Trading Edge
bullet2 iTech 360°
bullet2 AEC Focus

bullet Manager Leisure
bullet2 Life
bullet2 Order by Jude

bullet The Last page








 
ผู้จัดการรายวัน19 ธันวาคม 2548
ไอ.ซี.ซี.ดัน"บีเอสซี"เรือธงหลัก เป้า5ปี2,000ล้าน รุกนิชมาร์เกตเน้นซีอาร์เอ็ม             
 


   
www resources

โฮมเพจ-ไอ.ซี.ซี. อินเตอร์เนชั่นแนล

   
search resources

ไอ.ซี.ซี. อินเตอร์เนชั่นแนล, บมจ.
Marketing
Garment, Textile and Fashion




ไอ.ซี.ซี.ฯ เปิดนโยบายอีก 5 ปี จากนี้ ดันแบรนด์ บีเอสซี ขึ้นสู่แบรนด์ทำรายได้ หลัก เป็นแบรนด์แรกของบริษัทฯเองเทียบเคียง อินเตอร์แบรนด์ ตั้งเป้าฟันรายได้ 2,000 ล้านบาท ต่อปี ทุ่มงบลงทุน 50 ล้านบาทปีหน้า ลุยเปิดจุดขายเพิ่มเติม เน้นทำซีอาร์เอ็ม พร้อมรุกกลยุทธ์ แบบนิชมาร์เกตหนักขึ้น

นายธรรมรัตน์ โชควัฒนา กรรมการ บริษัท ไอ.ซี.ซี.อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า จากการที่บริษัทฯได้ทำตลาดกับแบรนด์ บีเอสซี มานานประมาณ 5 ปี พบว่า มีอัตราการเติบโตของยอดขายค่อนข้างดีต่อเนื่อง และได้รับการยอมรับจากตลาดที่ดีพอสมควร ซึ่งนโยบายจากนี้ไปบริษัทฯตั้งเป้าที่จะผลักดันให้แบรนด์ บีเอสซีเป็นแบรนด์ที่ทำรายได้หลักหรือเป็นเรือธงให้กับบริษัทฯอีกแบรนด์หนึ่ง

ปัจจุบันสินค้าที่ทำรายได้หลักให้กับบริษัทฯจะต้องมีรายได้ไม่ต่ำกว่า 2,000 ล้านบาทต่อปี ซึ่งส่วนใหญ่ในขณะนี้จะเป็นสินค้าด้านเสื้อผ้า แฟชั่น เป็นหลัก และล้วนเป็นสินค้าแบรนด์เนมจากต่างประเทศที่บริษัทฯได้ลิขสิทธิ์ผลิตและจัดจำหน่ายทั้งสิ้นคือ วาโก้ เพี้ยซ แอร์โรว์ ลาคอส เป็นต้น ซึ่งบีเอสซีจะเป็นแบรนด์แรกที่เป็นของคนไทยและเป็นของบริษัทฯที่จะขึ้นสู่แบรนด์สร้างรายได้หลักของบริษัทฯภายใน 5 ปีนับจากนี้ นอกนั้นยังมีแบรนด์ของบริษัทฯเองอีกมาก แต่ยังไม่ได้ตั้งเป้าหมาย เป็นแบรนด์สร้างรายได้หลัก เช่น อองฟองต์ เซนต์แอนดรูวส์ เป็นต้น ซึ่งยังเป็นเรื่องของ อนาคต

ทั้งนี้ บีเอสซี มีรายได้ประมาณ 1,000 ล้านบาทต่อปี (ซึ่งรวมถึง บีเอสซีผู้หญิงที่ทำรายได้หลัก และบีเอสซีผู้ชายด้วยที่ยังทำรายได้รองจากกลุ่ม ผู้หญิงอย่างมาก) จากรายได้รวมของบริษัทฯ ที่มีประมาณ 10,000 ล้านบาท โดยสินค้ากลุ่มเสื้อผ้ามีรายได้สูงสุด รองลงมาคือเครื่องสำอาง ซึ่งบีเอสซีทำรายได้ให้กับบริษัทฯในสัดส่วนประมาณ 10% เท่านั้นเอง โดยจากการสำรวจของบริษัทฯเอง พบว่า ผู้บริโภครับรู้ในแบรนด์บีเอสซีแล้วมากถึง 90% และกว่า 70% รู้ว่าเป็นสินค้าของคนไทยในเครือสหพัฒน์

สาเหตุที่ต้องการจะดันบีเอสซีเป็นแบรนด์หลักเนื่องจากว่า ที่ผ่านมาผลักดันแบรนด์อื่นที่เป็น ของบริษัทอื่นจนมีรายได้หลักมาแล้วก็ถึงเวลาที่จะทำแบรนด์ของตัวเองให้มีรายได้หลักบ้าง ซึ่งมั่นใจว่าน่าจะทำได้เพราะในเครือสหพัฒน์มีฐานการผลิตที่ได้รับการยอมรับจากตลาดโลกทั้งที่ผลิตเองและรับจ้างผลิต มีศักยภาพในการผลิตพร้อมอยู่แล้ว อีกทั้งในด้านของราคาก็สามารถต่อสู้กับแบรนด์ต่างชาติได้ เพราะมีต้นทุนต่ำจากฐานผลิตของตัวเอง รวมไปถึงสามารถตอบสนอง กลุ่มเป้าหมายในเอเชียได้ดีกว่าแบรนด์จากยุโรป

สำหรับแผนการบุกตลาดเพื่อให้เป็นไปตามนโยบายนี้นั้น นายธรรมรัตน์ซึ่งดูแลเฉพาะแบรนด์ บีเอสซีผู้ชายกล่าวว่า ยอดขายสำหรับบีเอสซีผู้ชาย ปีนี้คาดว่าจะมีประมาณ 100 ล้านบาท และตั้งเป้าปีหน้าเติบโต 50% หรือมีรายได้รวม เฉพาะกลุ่มผู้ชาย 150 ล้านบาท ปัจจุบันมีทั้งสิ้น 3 ซับแบรนด์คือ บีเอสซี อีเอ็กซ์ เป็นเสื้อสูท เนกไท คนทำงาน, บีเอสซี 2001 เน้นกลุ่มวัยรุ่น, บีเอสซีแอกทีฟ เน้นกลุ่มเล่นกีฬา

โดยปีหน้ามีแผนที่จะขยายจุดจำหน่ายเพิ่มขึ้นด้วยงบลงทุนไม่ต่ำกว่า 50 ล้านบาท จากปัจจุบันที่มีจุดขายที่เป็นเคาน์เตอร์ประมาณ 60 จุดที่ตั้งอยู่ในแผนกเสื้อผ้าแฟชั่นของห้างสรรพสินค้าต่างๆ แบ่งเป็นซับแบรนด์ บีเอสซี 2001 มากที่สุด 40 กว่าจุด บีเอสซีอีเอ็กซ์ประมาณ 10 กว่าจุด และบีเอสซีแอกทีฟประมาณ 10 กว่าจุด ล่าสุดคือ การเปิดจุดขายที่สยามพารากอน ซึ่งจะเป็นการรวมเอาทั้ง 3 ซับแบรนด์มารวมไว้ที่เดียวกัน เป็นแฟลกชิปสโตร์แห่งแรกในเมืองไทยและของบีเอสซีผู้ชาย และตั้งงบการตลาดไว้ประมาณ 10 กว่าล้านบาท

นอกจากนั้น ก็เป็นจุดขายที่เป็นชอปของบริษัทฯเองประกอบด้วย ร้านบีเอสซีที่เซ็นทรัลพระราม 3 ขายเฉพาะบีเอสซีผู้ชาย และอีกแห่ง คือ ที่เซ็นทรัลกาดสวนแก้ว เชียงใหม่ ขายทั้งบีเอสซีผู้ชายและบีเอสซีผู้หญิง โดยระดับราคาสินค้าของบีเอสซีนั้นหากเป็นสูทจะอยู่ในระดับกว่า 7,000 บาทขึ้นไป หรือ เสื้อเชิ้ตอยู่ในระดับ 1,000 กว่าบาทขึ้นไป จับกลุ่มเป้าหมายระดับบีบวกขึ้นไป โดยมีรายได้ประมาณ 20,000 บาทต่อคนต่อเดือน หรือ 50,0000 บาทต่อครอบครัว ต่อเดือน

นายธรรมรัตน์กล่าวด้วยว่า แนวทางการทำตลาดปีหน้าจะหันมาเน้นการทำแบบนิชมาร์เกต มากขึ้น จากเดิมที่ผ่านมาจะทำในแนวแมสมาร์เกต จะเน้นการทำซีอาร์เอ็มมากขึ้น เช่น การส่งจดหมายไปยังกลุ่มลูกค้าประจำเพื่อให้รับรู้ถึงข่าวคราวความเคลื่อนไหว ทั้งกิจกรรม การลดราคา และแฟชั่นใหม่ๆที่ออกมา การร่วมสนุกกับสมาชิก หรือการทำตลาดผ่านคอล์เซ็นเตอร์ของบริษัทฯเองที่เพิ่งตั้งขึ้นมา ซึ่งบริษัทฯมีการทำโครงการ "His and Her" เพื่อเป็นศูนย์รวมของการพบปะระหว่างบริษัทฯกับลูกค้าของบริษัทฯทั้งหมดอยู่แล้ว ไม่ใช่เฉพาะบีเอสซีเท่านั้น จึงทำให้การทำซีอาร์เอ็มมีศักยภาพมากยิ่งขึ้น

ส่วนตลาดส่งออกนั้น มีการส่งออกไปบ้างเล็กน้อย แต่ยังไม่ได้เริ่มจริงจังมากนัก แต่คาดว่าในอนาคตคงจะมีการเปิดตลาดต่างประเทศมากกว่านี้ทั้งในรูปของการส่งไปขายหรือการแต่งตั้งเอเยนต์ เนื่องจากมีช่องทางพร้อมอยู่แล้วจากการทำตลาดสินค้าอื่นมากมาย   




 








upcoming issue

จากโต๊ะบรรณาธิการ
past issue
reader's guide


 



home | today's news | magazine | columnist | photo galleries | book & idea
resources | correspondent | advertise with us | contact us

Creative Commons License
ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย