Search Resources
 
Login เข้าระบบ
สมัครสมาชิกฟรี
ลืมรหัสผ่าน
 
  homenewsmagazinecolumnistbooks & ideaphoto galleriesresources50 managermanager 100join us  
 
 


bulletToday's News
bullet Cover Story
bullet New & Trend

bullet Indochina Vision
bullet2 GMS in Law
bullet2 Mekhong Stream

bullet Special Report

bullet World Monitor
bullet2 on globalization

bullet Beyond Green
bullet2 Eco Life
bullet2 Think Urban
bullet2 Green Mirror
bullet2 Green Mind
bullet2 Green Side
bullet2 Green Enterprise

bullet Entrepreneurship
bullet2 SMEs
bullet2 An Oak by the window
bullet2 IT
bullet2 Marketing Click
bullet2 Money
bullet2 Entrepreneur
bullet2 C-through CG
bullet2 Environment
bullet2 Investment
bullet2 Marketing
bullet2 Corporate Innovation
bullet2 Strategising Development
bullet2 Trading Edge
bullet2 iTech 360°
bullet2 AEC Focus

bullet Manager Leisure
bullet2 Life
bullet2 Order by Jude

bullet The Last page


ตีพิมพ์ใน นิตยสารผู้จัดการ
ฉบับ มิถุนายน 2540








 
นิตยสารผู้จัดการ มิถุนายน 2540
รูเพิร์ท เมอร์ด็อคเจ้าพ่อดาวเทียม             
 


   
search resources

นิวส์ คอร์ป
รูเพิร์ท เมอร์ด็อค
Telecommunications




เมื่อเร็ว ๆ นี้ นิตยสารนิวสวีครายงานเรื่องของรูเพิร์ท เมอร์ด็อค-เจ้าพ่อดาวเทียม เราอาจให้ฉายาเขาเช่นนั้นได้เพราะดูจากธุรกิจเฉพาะด้านดาวเทียมของเขานั้น เขามีดาวเทียมที่มี footprint ครอบคลุมถึง 4 ทวีปในโลก คิดเป็นจำนวนประชากรมากกว่าค่อนโลก

เรื่องที่เป็นข่าวในตอนนี้คือการแตกคอกันระหว่าง News Corp. กับ Echostar ซึ่งถือเป็นข่าวใหญ่พอสมควร เพราะการแตกคอกันครั้งนี้ทำให้ความฝันของต่างฝ่ายต่างมลายลง รูเพิร์ท เมอร์ด็อคซึ่งเป็นประธานของนิวส์ คอร์ป ใฝ่ฝันที่จะเห็นฝูงดาวเทียมของเขาแผ่รัศมีครอบคลุมพื้นที่ 4 ทวีปของโลกคือ อเมริกาเหนือ - ใต้ เอเชีย ออสเตรเลียและยุโรป เป้าหมายคือการส่งสัญญาณเพื่อทำโทรทัศน์ผ่านดาวเทียมหรือที่เรียกว่า Direct-broadcast Satellite หรือ DBS ในพื้นที่เหล่านั้น

การเสนอซื้อหุ้น 49 % ใน Echostar มูลค่าประมาณ 1 พันล้านเหรียญสหรัฐ เป็นกิจกรรมล่าสุดที่ทำให้นิวส์ คอร์ปเข้าสู่ตลาดโทรทัศน์ผ่านดาวเทียมของสหรัฐ ได้โดยง่าย ดีลนี้เกิดขึ้นเมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์ แต่ไม่นานนัก ก็ปรากฏข่าวว่าเกิดแตกคอกันและในที่สุดชาร์ลส์ เออร์เจน-ประธานคณะเจ้าหน้าที่บริหารของ Echostar ก็ฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายจากนิวส์ คอร์ป คิดเป็นมูลค่ากว่า 5 พันล้านเหรียญ

การที่นิวส์ คอร์ปแตกหักกับเอคโค สตาร์มีผลกระทบต่อยุทธศาสตร์ของนิวส์ คอร์ปเหนือน่าฟ้าทวีปอเมริกาอย่างมาก เพราะยุทธศาสตร์นี้เป็นส่วนหนึ่งในการสานเครือข่ายดาวเทียมที่จะมีรัศมีครอบคลุมทั่วโลก เป็น global satellite network ของ เมอร์ด็อค (พิจารณารูปประกอบ)

อย่างไรก็ดี เมอร์ด็อคยังมีเครื่องมือที่จะสานฝันนั้นให้เป็นจริงได้โดยใช้ดาวเทียม American Sky Broadcasting satellite หรือดาวเทียม ASkyB เพื่อให้บริการในลักษณะ DBS แต่การทำเช่นนี้จะมีค่าใช้จ่ายที่แพงมากและอาจจะช้าเกินไป

เครือข่ายดาวเทียมที่ครอบคลุม 4 ทวีปของเมอร์ด็อคนั้น จุดที่ประสบความสำเร็จที่สุดคือ BSkyB หรือ British Sky Broadcasting ซึ่งเป็นผู้ให้บริการโทรทัศน์ผ่านดาวเทียมรายใหญ่ที่สุดในโลก โดยมีจำนวนลูกค้าประมาณ 6.1 ล้านราย หุ้น 40% ของเมอร์ด็อคใน BSkyB มีมูลค่ามากกว่า 6 พันล้านเหรียญ ซึ่งคิดเป็นเม็ดเงินมากกว่าหุ้น 40% ของนิวส์ คอร์ปที่คิดมูลค่าตามราคาตลาด ซึ่งนักวิเคราะห์จาก State Street Research ให้ความเห็นว่าตลาดประเมินมูลค่าสินทรัพย์อื่น ๆ ของนิวส์ คอร์ปต่ำกว่าความเป็นจริง

แต่ข้อนี้เป็นเรื่องที่โต้แย้งได้ เพราะกิจการ BSkyB ต้องถือว่าเป็นข้อยกเว้น ไม่อาจเทียบได้กับกิจการโทรทัศน์ผ่านดาวเทียมในประเทศอื่น ๆ ซึ่งกว่าที่จะสถาปนาในแต่ละประเทศได้นั้นก็ฟันฝ่าอุปสรรคอย่างมาก และในหลายแห่งกิจการยังอยู่ในสถานะขาดทุนด้วย

ในอินเดีย เมอร์ด็อคลงทุนใน India Sky Broadcasting หรือ ISkyB เป็นมูลค่า 3.4 พันล้านเหรียญ ทำทีวีผ่านดาวเทียมจำนวน 40 ช่อง ซึ่งประกฏการณ์นี้ถือเป็นก้าวประวัติศาสตร์ที่สำคัญของการแพร่ภาพกระจายเสียงในอินเดีย ทว่าก่อนหน้าที่จะมีการส่งสัญญาณแพร่ภาพกระจายเสียงในเดือนเมษายนนั้น รัฐบาลอินเดียได้กำหนดว่าผู้ที่ครอบครองจานรับสัญญาณดาวเทียม DBS โดยไม่ได้รับอนุญาตจากรัฐบาลถือว่าผิดกฎหมาย นอกจากนี้กรมศุลกากรยังยึดอุปกรณ์แปลงสัญญาณทั้งหมดที่มีการนำเข้ามาด้วย

ส่วนในญี่ปุ่น ซึ่งเป็นตลาดที่ใหญ่มากคือมีจำนวนครัวเรือนที่มีโทรทัศน์ประมาณ 42 ล้านครัวเรือน เมอร์ด็อคได้พันธมิตรท้องถิ่นคือซอฟท์แบงก์ คอร์ป ร่วมกันก่อตั้ง JSkyB และยังได้ร่วมกันเข้าไปซื้อหุ้น 21.4% ใน TV Asahi ซึ่งเป็นเครือข่ายโทรทัศน์ท้องถิ่นในญี่ปุ่น แต่ได้รับการต่อต้านและในที่สุดเมอร์ด็อคก็ต้องขายหุ้นนั้นคืนกลับไป อย่างไรก็ดี พวกเขาได้ลงทุนในบริษัท โซนี่ คอร์ป ในลักษณะเป็นหุ้นส่วนกัน และยังเซ็นสัญญากับ Fuji Television เพื่อที่จะเอาเนื้อหาของรายการที่ฟูจิผลิตไปออกอากาศด้วย

แต่ในตลาดญี่ปุ่นนี้ปรากฏว่า มีคู่แข่งหลายรายที่ก้าวนำหน้าเมอร์ด็อคไปแล้ว Perfec TV ซึ่งมีเจ้าของเป็นคนญี่ปุ่นนั้นทำ TV ออกมาตั้งแต่ตุลาคมปีที่แล้วจำนวน 70 ช่องมีสมาชิกประมาณ 235,000 ราย ขณะที่ Direc TV ก็วางแผนที่จะทำโทรทัศน์ 100 ช่องในปลายปีนี้ ส่วน JSkyB นั้นมีแค่โทรทัศน์ดิจิตอล 9 ช่อง และบางช่องอาจต้องเลื่อนออกไปจนถึงเดือนกรกฎาคมด้วย

ส่วนในทวีปยุโรป ไม่นับอังกฤษนั้น ดีลในเยอรมนี ฝรั่งเศล และอิตาลี ล้มเหลว ขณะที่ในละตินอเมริกา เมอร์ด็อคมีพาร์ตเนอร์ที่แข็งขันมาก แต่ Direc TV ก็ขยายธุรกิจไปที่นั่นเช่นกัน

จุดที่เป็นปัญหามากที่สุดของเมอร์ด็อคคือในอินโดนีเซีย Indovision เปิดธุรกิจแพร่ภาพผ่านดาวเทียมในปี 1994 ในลักษณะผูกขาดโดยระยะแรกบริหารโดยพาร์ตเนอร์ท้องถิ่น แต่ไม่ประสบความสำเร็จ ในสิ้นปี 1996 มีสมาชิกเพียง 20,000 รายเท่านั้นซึ่งต่ำกว่าที่คาดหมายมาก

อินโดวิชั่นประสบปัญหามากมาย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องคุณภาพโปรแกรม บริการที่มีให้เลือกเพียง 5 ช่องเท่านั้น แต่มีโครงการจะเพิ่มเป็น 19 และ 40 ช่องในปีนี้ หากมีดาวเทียมดวงใหม่มาบริการได้ นอกจากนี้ราคาก็ยังสูงด้วย ซึ่งเท่ากับว่าในอินโดนีเซียนั้น บริษัทยังต้องแก้ปัญหาอีกมากในทุกด้าน

ส่วนจีนซึ่งถือเป็นตลาดสำคัญของเมอร์ด็อคนั้นปรากฏว่า Star TV ก็ประสบปัญหาเช่นกัน เขาไม่สามารถเรียกเก็บค่าธรรมเนียมจากบริการเสริมต่าง ๆ ที่เพิ่มให้ผู้ชม นอกจากนี้การที่เขาไม่อาจหามาตรวัดที่น่าเชื่อถือในการประเมินจำนวนผู้ชมโทรทัศน์ผ่านดาวเทียมของเขา รายได้จากค่าโฆษณาจึงมีจำกัด

ประมาณว่านิวส์ คอร์ปมีรายจ่ายใน Star TV ประมาณปีละ 250 ล้านเหรียญและมีรายได้แค่ 150 ล้านเหรียญเท่านั้น ซึ่งส่วนมากมาจากค่าโฆษณา

ล่าสุดเมอร์ด็อคพยายามที่จะเข้าตลาดจีนให้ได้มากขึ้น เขาได้ซื้อหุ้น 45% ใน Phoenix Satellite Television เพื่อร่วมมือกับบริษัทฮ่องกง 2 แห่งที่มีสายสัมพันธ์ที่ดีกับจีนแผ่นดินใหญ่ และมีการออกอากาศรายการสำคัญ ๆ เช่นประวัติของอดีตผู้นำจีน เติ้งเสี่ยวผิง นาน 12 ชั่วโมง และร่วมออกอากาศการมอบเกาะฮ่องกงสู่จีนด้วย ซึ่งการสร้างสัมพันธ์เช่นนี้ดูเหมือนช่วยให้ธุรกิจราบรื่นมาก

ส่วนปัญหาที่เมอร์ด็อคประสบในตลาดสหรัฐเวลานี้ เขาอาจแก้ปัญหาด้วย ASkyB ซึ่งอาจสร้างบริการเหมือนกับที่ Direc TV ทำได้ (Direc TV เป็นกิจการที่ให้บริการ DBS รายใหญ่ที่สุดในสหรัฐฯ บริษัทนี้อยู่ในเครือของ Hughes Electronics Corp.) แต่เมอร์ด็อคก็อาจเจอปัญหากับ MCI ที่อาจจะลดหุ้นใน ASkyB ลง ทำให้การดำเนินของกิจการนี้ชะงักได้ หรือไม่เช่นนั้นเมอร์ด็อคก็อาจเจรจากับ DBS อีกรายหนึ่งชื่อ Primestar Partners ก็ได้

อย่างไรก็ดี แม้เมอร์ด็อคดูมีปัญหาเรื่องการสร้างเครือข่ายดาวเทียมให้ครอบคลุมทั่วโลกเวลานี้ แต่กิจการด้านอื่น ๆ ของเขาก็ยังดำเนินการอย่างปกติ และที่สำคัญเขายังคงเดินหน้าซื้อกิจการที่พึงประสงค์อื่น ๆ อีกจำนวนมาก เช่น ซื้อกิจการซูปเปอร์มาร์เก็ต, แฟมิลี่ แชนแนล, แฟรนไชส์เบสบอล, และเครือข่ายเคเบิลกีฬา เป็นต้น กิจการในส่วนที่เป็นเนื้อหาหรือ content เขาก็มีอยู่ในครอบครองเป็นจำนวนมาก เช่น บริษัท ทเวนตี้เซ็นจูรี่ ฟอกซ์ ฟิล์ม และกิจการในเครือฟอกซ์ทั้งหลาย

เจ้าพ่อดาวเทียมรายนี้คงต้องพยายามสานฝันไปเรื่อย ๆ เพราะเขายังใช้เวลาไม่มากพอเพื่อเข้าสู่ครัวเรือนของประชากรกว่าค่อนโลก

   




 








upcoming issue

จากโต๊ะบรรณาธิการ
past issue
reader's guide


 



home | today's news | magazine | columnist | photo galleries | book & idea
resources | correspondent | advertise with us | contact us

Creative Commons License
ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย