Search Resources
 
Login เข้าระบบ
สมัครสมาชิกฟรี
ลืมรหัสผ่าน
 
  homenewsmagazinecolumnistbooks & ideaphoto galleriesresources50 managermanager 100join us  
 
 


bulletToday's News
bullet Cover Story
bullet New & Trend

bullet Indochina Vision
bullet2 GMS in Law
bullet2 Mekhong Stream

bullet Special Report

bullet World Monitor
bullet2 on globalization

bullet Beyond Green
bullet2 Eco Life
bullet2 Think Urban
bullet2 Green Mirror
bullet2 Green Mind
bullet2 Green Side
bullet2 Green Enterprise

bullet Entrepreneurship
bullet2 SMEs
bullet2 An Oak by the window
bullet2 IT
bullet2 Marketing Click
bullet2 Money
bullet2 Entrepreneur
bullet2 C-through CG
bullet2 Environment
bullet2 Investment
bullet2 Marketing
bullet2 Corporate Innovation
bullet2 Strategising Development
bullet2 Trading Edge
bullet2 iTech 360°
bullet2 AEC Focus

bullet Manager Leisure
bullet2 Life
bullet2 Order by Jude

bullet The Last page


ตีพิมพ์ใน นิตยสารผู้จัดการ
ฉบับ มิถุนายน 2540








 
นิตยสารผู้จัดการ มิถุนายน 2540
มงต์บลองจาก Time to think สู่ Time to time             
 


   
search resources

มงต์บลอง
นอร์เบิรต์ เอ แพลต
Home and Office Appliances




ปากกาหมึกซึมรูปลักษณ์กลมมนคล้ายซิการ์ สีดำสนิท มีรูปดาวสีขาวติดอยู่บนหัวปากกาเป็นสัญลักษณ์ที่บ่งบอกถึงชื่อว่ามงต์บลอง (Montblanc) ที่เน้นคอนเซ็ปต์ผลิตภัณฑ์ให้มีความคลาสสิกเหมาะสมกับความเป็นสินค้าประเภทหรูหราที่คนธรรมดาแทบจะไม่เคยได้สัมผัส เนื่องจากมีราคาสุดแพง

เมื่อ 15 ปีที่แล้ว มงต์บลองได้คิดริเริ่มผลิตปากกาหมึกซึมที่ทำจากวัสดุที่หลากหลายมากขึ้น แต่ยังคงเน้นโครงสร้างเช่นเดิม จากที่เคยทำจากเรซิน สีดำ ก็นำ ทอง เงิน แพลตินัม และอัญมณีมีค่าเข้ามาช่วยเสริมให้สินค้ามีความหรูยิ่งขึ้น

"มงต์บลองควรทำผลิตภัณฑ์ในรูปแบบเดิมไม่ควรออกจากสไตล์ที่เป็นอยู่ปัจจุบัน เพราะนั่นจะเป็นการกดดันสินค้าของเราเองอย่างสไตลิสต์ที่ชอบเดินตามแฟชั่นอีกไม่ช้าไม่นานก็ต้องล้าสมัย แต่สินค้าของเราจะมีสไตล์ที่แน่นอนไม่เปลี่ยนแปลง" นอร์เบิรต์ เอ แพลต (Norbert A Platt) ประธานกรรมการ และ CEO ของมงต์บลอง กล่าวถึงเอกลักษณ์เฉพาะตัวของมงต์บลองที่ไม่เคยเปลี่ยนแปลง พร้อมทั้งย้ำจุดยืนของบริษัทว่า "เราต้องการจะเป็นบริษัทที่เรียกว่า Hi-touch Company มากกว่าที่จะเป็น Hi-Tech Company เพราะเทคโนโลยีเป็นสิ่งที่มีการเปลี่ยนแปลงเร็วที่สุด และเมื่อเราเป็นบริษัทไฮเทคเราก็จะต้องเปลี่ยนสินค้าของเราให้ทันกับเทคโนโลยีไม่งั้นสินค้าจะล้าสมัย"

จุดเด่นของผลิตภัณฑ์มงต์บลองและเป็นต้นตอของราคาสินค้าที่แพงลิ่วนั้นมาจากค่าแรงงาน เพราะสินค้าของมงต์บลองจะเน้นการผลิตสินค้าด้วยมือคนมาก เพราะต้องการความละเอียดอ่อนละเมียดละไมที่จะปรากฎออกมาในสินค้าเพื่อให้สมกับการเป็นสินค้า Hi-Touch คือให้ความสุนทรีย์ในยามที่ต้องสัมผัส ซึ่งก็ต้องใช้แรงงานฝีมือและในยุโรปแรงงานที่มีฝีมือมีอัตราค่าจ้างที่สูงมาก "เราต้องการให้สินค้าของเราใช้ได้กับคนทุกรุ่น ไม่ใช้ใช้ได้เฉพาะเราเท่านั้น แต่ใช้ต่อไปได้ถึงลูกถึงหลาน" ถึงตอนนี้ก็พอจะทราบแล้วว่าถ้าสินค้าของมงต์บลองเป็นมรดกตกทอดได้ จะเป็นของที่หรูหราราคาแพงแค่ไหน

ชีวิตที่เต็มไปด้วยความกดดันจะผลักดันให้คนหันมาหาความสุนทรีย์ที่อยู่ใกล้ๆ ตัว นั่นเป็นแนวคิดที่ทางมงต์บลองยึดมั่นมาโดยตลอด และความสำเร็จของปากกามงต์บลองก็พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าวิธีคิดเช่นนี้ไม่ผิด

ในยุคปี 70-80 โรงงานผลิตนาฬิกากลไก (mechanical watches) ในสวิสถูกกระแสความคลั่งไคล้นาฬิกาแบบควอทซ์และดิจิตอล ตีกระหน่ำจนต้องปิดกิจการลงไปตามๆ กัน เพราะมีข้อเสียอยู่ตรงที่ความเที่ยงตรงและราคาแพง "เราเป็นบริษัทที่มีการแตกไลน์สินค้าหรูหราออกไปอย่างมากบริษัทหนึ่ง เราพยายามที่จะสรรค์สร้างสินค้าที่มีลักษณะเป็นเหมือนเครื่องประดับขึ้นมา และเมื่อปีที่แล้วเราได้ออกสินค้าใหม่คือนาฬิกา ออกสู่ตลาด" ที่ผ่านมามงต์บลองมักจะได้ชื่อว่าเป็นสินค้าของสุภาพบุรุษแต่แพลต ได้ออกตัวว่า สุภาพสตรีระดับผู้บริหารก็ได้ใช้สินค้าของมงต์บลองเป็นจำนวนไม่น้อยทีเดียว เหตุที่ภาพลักษณ์ออกมาเช่นนั้นก็เพราะว่าไม่ได้ใส่ลวดลายความสวยงามไว้บนสินค้า เพราะมงต์บลองจะเน้นบุคลิกของสินค้าให้ออกมาในท่วงท่าที่มั่นใจแต่จะเอนเอียงไปทางผู้ชายเสียมากกว่าเท่านั้นเอง และเมื่อปีที่แล้วมงต์บลองก็ได้ออกสินค้าที่เป็นเครื่องประดับของผู้ชายออกมา อาทิ คลิบเนคไท และกระดุมติดแขนเสื้อเพื่อที่จะให้คุณผู้หญิงได้เลือกสรรซื้อหาเป็นของกำนัลให้แก่คุณผู้ชายได้ด้วย

นอกจากนี้ ในปีที่แล้วมงต์บลองได้ออกสินค้าใหม่ที่เป็นนาฬิกากลไกในชื่อ ไมช์เตอร์สตูค เพื่อดึงช่วงเวลาที่หายไปให้กลับคืนมา โดยได้เปิดตัวไปแล้วในยุโรป และในเมืองไทยจะนำเข้ามาจำหน่ายให้แก่ลูกค้าที่ชอบสะสมของหรูหรา ชาวไทยได้ยลโฉมกันในเดือนกันยายนนี้ สนนราคาก็จะมีตั้งแต่ 13,500-140,000 บาท โดยจะเน้นวางจำหน่ายที่เคาน์เตอร์ของมงต์บลองเอง เพื่อการดูแลจำหน่ายสินค้าเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากกว่าการนำไปวางจำหน่ายในร้านอื่นซึ่งต้องแข่งกับยี่ห้ออื่นด้วย

ที่ผ่านมามงต์บลองได้หันมาเปิดร้านจำหน่ายของตนเองมากขึ้น เพราะต้องการให้การบริการหลังการขายเร็วขึ้นมีประสิทธิภาพมากขึ้น ปัจจุบันมงต์บลองมีร้านจำหน่ายเป็นของตนเองทั่วโลก 70 แห่งตั้งแต่โตเกียวถึงนิวยอร์ก ในเมืองไทยมีประมาณ 3 แห่งภายใต้การดูแลของบริษัทซิเบอร์-เฮกเนอร์ (ประเทศไทย) จำกัด และในปีนี้คาดว่าจะเพิ่มขึ้นได้ถึงประมาณ 7 แห่ง

ด้วยความเป็นสินค้าหรูหราแม้ว่าเศรษฐกิจในประเทศไทยจะอยู่ในภาวะถดถอย ผู้บริหารของมงต์บลองยังมีความหวังอย่างเต็มเปี่ยมว่าจะได้รับการตอบรับจากลูกค้าเงินหนาชาวไทยเป็นอย่างดี เพราะคนที่ชอบความหรูหราไม่เพียงซื้อใช้เองเท่านั้นแต่จะซื้อเพื่อเป็นของขวัญแก่ผู้อื่น หรือซื้อเพื่อเป็นของสะสมด้วย เบอร์นาร์ด ฟรีเฟล กรรมการผู้จัดการซิเบอร์-เฮกเนอร์ กล่าวถึงลูกค้าไทยประเภท high (salary) ที่นิยมสินค้า high-touch ของมงต์บลองว่ามีจำนวนเป็นหลักแสนคน และหากมีการนำนาฬิกาเข้ามาขาย จำนวนลูกค้าก็จะเพิ่มขึ้นมาอีก

"จะเห็นได้ว่าในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาสินค้าหรูหรามีอัตราการเติบโตที่สูงมากขึ้นเรื่อยๆ ไม่ว่าภาวะเศรษฐกิจจะเป็นอย่างไรสินค้าก็ขายได้" แพลต กล่าวอย่างมั่นใจหลังจากที่เข้าใจลึกซึ้งถึงนัยสำคัญของสินค้าหรูหราเพราะความที่ได้คลุกคลีมาถึง 10 กว่าปี

"ทั่วโลกมีคอนเซ็ปต์สินค้าหรูหราที่เหมือนกันหมดคือเป็นการบ่งบอกถึงความมั่งคั่งของผู้ใช้ ในตลาดเกิดใหม่ที่เศรษฐกิจเติบโตสูงมาก คนจะมีความสามารถในการจับจ่ายซื้อของที่หรูหรามากขึ้นเช่นเดียวกับไทย จะเห็นได้ว่าคนเอเชียนั้นจะนิยมใส่ทองจนเป็นวัฒนธรรมและค่านิยมแล้ว เพราะทองหมายถึงพลังอำนาจ นั่นคือเหตุผลสำคัญที่เราเชื่อมั่นว่าตลาดของมงต์บลองจะต้องโตต่อไปอย่างไม่ต้องสงสัย"

ดูไปแล้วหนทางเดินของมงต์บลองคล้ายจะราบรื่นไร้ขวากหนาม แต่ใครจะรู้ว่าในแต่ละปีมงต์บลองจะต้องจัดสรรงบประมาณจำนวนหนึ่ง เพื่อใช้ในการดูแลและจัดการกับปัญหาการลักลอบเลียนแบบสินค้าที่มีมากขึ้นเรื่อยๆ ตามความนิยมในตัวสินค้า และยังถือเป็นอุปสรรคและปัญหาที่สำคัญของมงต์บลองอันใหญ่หลวง โดยในสำนักงานแต่ละประเทศจะมีหน่วยงานที่ดูแลเรื่องนี้โดยตรงซึ่งต้องทำงานกันอย่างหนัก เพื่อปราบปรามสินค้าเลียนแบบที่มีขายกันเกลื่อนเมืองในเรื่องนี้แพลตก็ได้แต่ปลอบใจตัวเองว่าไม่ได้มีแต่มงต์บลองเท่านั้นที่โดยก๊อปปี้ ยังมีสินค้ายี่ห้อดังอีกเยอะแยะที่ถูกเลียนแบบและหาซื้อได้ตามแผงข้างถนนทั่วไป และก็ไม่ใช่มีเพียงเมืองไทยเท่านั้น ที่ไหนๆ ก็เกิดปัญหานี้เหมือนกันหมด เห็นทีงานนี้คงต้องเหนื่อยหนักกว่าการทำตลาดเสียอีก

   




 








upcoming issue

จากโต๊ะบรรณาธิการ
past issue
reader's guide


 



home | today's news | magazine | columnist | photo galleries | book & idea
resources | correspondent | advertise with us | contact us

Creative Commons License
ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย