Search Resources
 
Login เข้าระบบ
สมัครสมาชิกฟรี
ลืมรหัสผ่าน
 
  homenewsmagazinecolumnistbooks & ideaphoto galleriesresources50 managermanager 100join us  
 
 


bulletToday's News
bullet Cover Story
bullet New & Trend

bullet Indochina Vision
bullet2 GMS in Law
bullet2 Mekhong Stream

bullet Special Report

bullet World Monitor
bullet2 on globalization

bullet Beyond Green
bullet2 Eco Life
bullet2 Think Urban
bullet2 Green Mirror
bullet2 Green Mind
bullet2 Green Side
bullet2 Green Enterprise

bullet Entrepreneurship
bullet2 SMEs
bullet2 An Oak by the window
bullet2 IT
bullet2 Marketing Click
bullet2 Money
bullet2 Entrepreneur
bullet2 C-through CG
bullet2 Environment
bullet2 Investment
bullet2 Marketing
bullet2 Corporate Innovation
bullet2 Strategising Development
bullet2 Trading Edge
bullet2 iTech 360°
bullet2 AEC Focus

bullet Manager Leisure
bullet2 Life
bullet2 Order by Jude

bullet The Last page








 
ผู้จัดการรายสัปดาห์13 มีนาคม 2549
ค่าครองชีพพุ่งพรวด"มรดกทักษิณ" ชนชั้นกลาง-รากหญ้ารับชะตากรรม             
 


   
search resources

Economics
Social




ค่าครองชีพประชาชนประสานงา ดาหน้าขึ้นพร้อมเพรียง ดอกเบี้ยกู้ ค่าไฟ ค่ารถเมล์ ขึ้นก่อน น้ำอัดลม น้ำผลไม้ ของหวานจ่อคิว ชนชั้นกลาง-รากหญ้ารับเคราะห์ ดีที่สุดต้องช่วยตัวเองลดค่าใช้จ่าย ใครปรับตัวไม่ได้ระวังหนี้สินท่วมหัว

มติคณะรัฐมนตรีรักษาการอนุมัติปรับขึ้นราคาน้ำตาลทรายหน้าโรงงานอีก 3 บาทต่อกิโลกรัม เมื่อ 7 มีนาคม 2549 ย่อมส่งผลกระทบต่อผู้บริโภคในประเทศในวงกว้าง ทั้งนี้เป็นผลมาจากราคาน้ำตาลทรายหน้าโรงงานไม่ได้ปรับขึ้นมาเป็นเวลานาน ประกอบกับราคาน้ำตาลทรายในต่างประเทศสูงกว่าราคาในประเทศไทยมาก จึงมีการลักลอบนำเอาน้ำตาลทรายในประเทศออกไปขายจนเกิดปัญหาขาดแคลนน้ำตาลทรายในระยะที่ผ่านมา

แน่นอนว่าเมื่อราคาหน้าโรงงานปรับขึ้น ราคาขายปลีกย่อมต้องปรับขึ้นตามไปด้วย อุตสาหกรรมหรือธุรกิจที่ต้องใช้น้ำตาลทรายเป็นส่วนประกอบ ไม่สามารถหลีกเลี่ยงการปรับราคาสินค้าขึ้นไปได้

ขณะเดียวกันบรรดาธนาคารพาณิชย์ต่างดาหน้าปรับอัตราดอกเบี้ยเงินฝากและเงินกู้ขึ้นอีก 0.25% กันถ้วนหน้า เนื่องจากคาดการณ์ว่าคณะกรรมการนโยบายการเงินจะปรับอัตราดอกเบี้ยซื้อคืนพันธบัตรเพิ่มขึ้นอีก 0.25% เพื่อสกัดเงินเฟ้อ โดยเงินเฟ้อเดือนกุมภาพันธ์ 2549 เพิ่มจากเดือนเดียวกันของปีก่อนถึง 5.6% ทำให้ดอกเบี้ยเงินกู้ของธนาคารพาณิชย์ขยับขึ้นไปที่ 7.5%

โดยเฉพาะอย่างยิ่งธนาคารอาคารสงเคราะห์ที่ประกาศแล้วว่าจะปรับอัตราดอกเบี้ยเพิ่มอีก 0.25% ซึ่งจะทำให้ดอกเบี้ยเงินกู้ลูกค้ารายย่อยขยับขึ้นไปที่ 7.75% ทั้ง ๆ ที่ธนาคารแห่งนี้มีลูกหนี้เพื่อการมีบ้านมากที่สุด

เมื่อย้อนกลับไปในเดือนกุมภาพันธ์การไฟฟ้าทั้งภูมิภาคและนครหลวงได้ปรับค่าไฟฟ้าอัตโนมัติ(FT)เพิ่มขึ้นอีก 19.01 สตางค์ต่อหน่วย ทำให้ค่าเอฟทีขยับขึ้นมาเป็น 75.84 สตางค์ต่อหน่วย เมื่อร่วมกับค่าไฟฟ้าพื้นฐานแล้วประชาชนจะต้องจ่ายค่าไฟฟ้าในอัตรา 3.01 บาทต่อหน่วย และจะมีการพิจารณาค่าไฟฟ้ากันใหม่ตอนสิ้นเดือนพฤษภาคมนี้ ซึ่งมีแนวโน้มที่จะปรับขึ้นอีกตามต้นทุนพลังงาน

ส่วนคนกรุงเทพที่ต้องพึ่งพาการเดินทางไปทำงานด้วยรถโดยสารนั้น ค่าโดยสารโดยเฉพาะรถร่วมบริการ ขสมก. ได้ปรับขึ้นอีก 1 บาทเป็น 8 บาท รถมินิบัสคิดค่าโดยสาร 6.50 บาท ส่วนรถขสมก.ยังตรึงค่าบริการไว้เท่าเดิม

จะเห็นได้ว่าค่าครองชีพของคนไทยทุกวันนี้เพิ่มขึ้นอย่างถ้วนหน้า แม้บางหน่วยงานจะมีการปรับเงินเดือนบ้าง แต่เป็นเพียงบางธุรกิจเท่านั้น ดังนั้นค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้นเกือบทุกอย่างย่อมส่งผลต่อการดำรงชีพของประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ

ปรับตัวลดรายจ่าย

นักเศรษฐศาสตร์มหภาคมองว่า สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นผลมาจากการที่รัฐบาลยื้อปัญหาต่าง ๆ มา ในที่สุดเมื่อไม่สามารถควบคุมได้ทุกอย่างจึงเกิดขึ้นพร้อม ๆ กัน ถือว่าเป็นภาระที่หนักสำหรับประชาชนตั้งแต่ชนชั้นกลางลงไปจนถึงระดับรากหญ้า

ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการที่ภาครัฐให้ความสำคัญกับการควบคุมอัตราเงินเฟ้อ ที่เกิดขึ้นจากราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น เมื่อเงินเฟ้อสูงจากต้นทุนน้ำมันก็แก้ปัญหานี้ด้วยการปรับเพิ่มอัตราดอกเบี้ยเพื่อแก้ไข ซึ่งธนาคารแห่งประเทศไทยส่งสัญญาณด้วยการขึ้นอัตราดอกเบี้ยซื้อคืนพันธบัตร 14 วัน

สอดรับกับสภาพคล่องในประเทศที่ปัจจุบันเหลือประมาณ 2 แสนล้านบาท จากเดิม 8 แสนล้านบาท ทำให้ธนาคารพาณิชย์ต้องปรับอัตราดอกเบี้ยขึ้นทั้งเงินฝากและเงินกู้ คราวนี้อัตราดอกเบี้ยเงินฝากซึ่งส่วนใหญ่เป็นเงินฝากประจำ กว่าจะมีผลบังคับใช้ก็ต้องรอให้เงินฝากเดิมครบกำหนดก่อน แตกต่างจากการขึ้นดอกเบี้ยเงินกู้ที่จะมีผลทันทีในวันที่ประกาศใช้ ไม่ต้องรอให้ครบกำหนดเหมือนดอกเบี้ยเงินฝาก

ผลกระทบที่เกิดขึ้นจากดอกเบี้ยเงินกู้ที่ปรับสูงขึ้น ซึ่งในช่วง 4-5 เดือนที่ผ่านมาปรับเพิ่มขึ้นราว 1.25-.1.50% ทำให้ผู้ที่ต้องการซื้อที่อยู่อาศัยใหม่มีต้นทุนเพิ่มขึ้น ขณะที่ผู้กู้บ้านเดิมและอยู่ในช่วงอัตราดอกเบี้ยลอยตัวย่อมต้องผ่อนชำระมากขึ้นกว่าเดิม หรือผ่อนเท่าเดิมแต่ต้องเป็นหนี้นานกว่าเดิม

ที่น่าจะสร้างปัญหาที่สุดเห็นจะได้แก่ลูกหนี้ที่ผ่อนชำระแบบคงที่หรือขั้นบันได ที่เดิมทราบอัตราดอกเบี้ยที่แน่นอน เมื่อเข้าสู่ภาวะดอกเบี้ยลอยตัวเมื่อเทียบจากดอกเบี้ยเดิมเมื่อ 2-3 ปีที่แล้วกับดอกเบี้ยลอยตัวปัจจุบันจะมีส่วนต่างดอกเบี้ยราว 1.50-2.50% แน่นอนว่าผู้กู้จะต้องชำระเพิ่มจากเดิมหลายร้อยบาทขึ้นกับวงเงินกู้

เมื่อเจอกับค่าไฟฟ้าที่ปรับเพิ่มขึ้นและเริ่มเข้าสู่หน้าร้อนด้วยแล้ว ค่าไฟฟ้าย่อมต้องจ่ายมากกว่าเดิม ราคาน้ำตาลที่ปรับเพิ่มขึ้นก็เช่นกันจะส่งผลต่อราคาอาหาร ขนมหวาน น้ำอัดลม น้ำผลไม้ ซึ่งอีกไม่ช้าก็ต้องปรับขึ้น รวมกับค่ารถโดยสารของรถร่วมบริการ ขสมก. ยิ่งทำให้ค่าใช้จ่ายในการครองชีพของประชาชนปัจจุบันย่อมสูงขึ้นมากกว่าเดิมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

"สถานการณ์อย่างนี้การแก้ปัญหาคงต้องแก้ที่ตัวเองเป็นหลัก ดีที่สุดคือการลดรายจ่ายต่าง ๆ ที่ไม่จำเป็น อย่าพยายามสร้างหนี้โดยเฉพาะหนี้ที่อิงกับอัตราดอกเบี้ยลอยตัว รวมถึงสินเชื่ออเนกประสงค์ต่าง ๆ ที่ดอกเบี้ยสูงถึง 18%"

ผลักภาระผู้บริโภค

นั่นคือผลกระทบในภาคบุคคล ในภาคเอกชนก็ได้รับผลกระทบเช่นกัน โดยเฉพาะค่าไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้น ส่งผลต่อต้นทุนการผลิต และในบางอุตสาหกรรมที่ใช้น้ำตาลทรายเป็นส่วนประกอบ เช่น โรงงานผลไม้กระป๋อง หรือธุรกิจเครื่องดื่ม น้ำอัดลม น้ำผลไม้ ประกอบกับค่าขนส่งที่เพิ่มขึ้นจากราคาน้ำมัน จึงไม่สามารถหลีกเลี่ยงการขึ้นราคาสินค้าได้

ส่วนจะสะท้อนกลับไปสู่ภาวะเงินเฟ้อหรือไม่คงต้องรอสักระยะ แต่แน่นอนว่าสิ่งที่เกิดขึ้นย่อมทำให้กำลังซื้อของผู้บริโภคลดลง จะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับภาวะรายได้และการปรับตัวเพื่อรองรับกับค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้นของแต่ละบุคคลได้ดีเพียงใด

เมื่อกำลังซื้อลดลงไปสิ่งที่หลายฝ่ายห่วงคือ ความสามารถในการชำระหนี้จะลดลงไปมากน้อยเพียงใด หากลดลงมากจะไม่เป็นผลดีกับภาคการเงิน ที่อาจมีปริมาณหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้สูงขึ้น โดยเฉพาะประชาชนในกลุ่มรากหญ้า ที่รายได้อาจจะไม่เพียงพอต่อค่าครองชีพที่ปรับตัวขึ้น

ยิ่งสถานการณ์ทางการเมืองที่ยังไม่ได้ข้อยุติอย่างนี้ ยิ่งเป็นการลดโอกาสในการสร้างงาน สร้างรายได้ของประชาชนเป็นอย่างมาก เนื่องจากนักธุรกิจและนักลงทุนยังคงรอดูสถานการณ์ก่อน เราต้องยอมรับความจริงว่าบรรดานักธุรกิจเหล่านี้ค่อนข้างชื่นชอบนายกคนปัจจุบัน เพราะใช้นโยบายบริหารแบบ HI-GROWTH สร้างผลกำไรได้ค่อนข้างดี หากเปลี่ยนแปลงตัวบุคคลพวกเขาก็ต้องรอดูว่าคนใหม่ที่เข้ามาจะมีนโยบายเป็นอย่างไร

อย่างไรก็ตามโดยภาพรวมของเศรษฐกิจวันนี้ถือว่ายังเดินหน้าต่อไปได้ โดยในปี 2548 ตามตัวเลขของสภาพัฒน์เศรษฐกิจไทยโต 4.5% ส่วนในปี 2549 นั้นต้องขึ้นกับภาวะทางการเมืองด้วยว่าจะออกมาอย่างไร แต่เชื่อว่าโครงการเมกะโปรเจคท์คงจะล่าช้าต่อไปอีก   




 








upcoming issue

จากโต๊ะบรรณาธิการ
past issue
reader's guide


 



home | today's news | magazine | columnist | photo galleries | book & idea
resources | correspondent | advertise with us | contact us

Creative Commons License
ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย