Search Resources
 
Login เข้าระบบ
สมัครสมาชิกฟรี
ลืมรหัสผ่าน
 
  homenewsmagazinecolumnistbooks & ideaphoto galleriesresources50 managermanager 100join us  
 
 


bulletToday's News
bullet Cover Story
bullet New & Trend

bullet Indochina Vision
bullet2 GMS in Law
bullet2 Mekhong Stream

bullet Special Report

bullet World Monitor
bullet2 on globalization

bullet Beyond Green
bullet2 Eco Life
bullet2 Think Urban
bullet2 Green Mirror
bullet2 Green Mind
bullet2 Green Side
bullet2 Green Enterprise

bullet Entrepreneurship
bullet2 SMEs
bullet2 An Oak by the window
bullet2 IT
bullet2 Marketing Click
bullet2 Money
bullet2 Entrepreneur
bullet2 C-through CG
bullet2 Environment
bullet2 Investment
bullet2 Marketing
bullet2 Corporate Innovation
bullet2 Strategising Development
bullet2 Trading Edge
bullet2 iTech 360°
bullet2 AEC Focus

bullet Manager Leisure
bullet2 Life
bullet2 Order by Jude

bullet The Last page








 
ผู้จัดการรายสัปดาห์3 มีนาคม 2549
3 บิ๊กแฟรนไชส์ส่อง ศก.-การเมืองฟันธง! ไตรมาสแรกยังฉลุย             
 


   
www resources

โฮมเพจ ซี.พี.เซเว่นอีเลฟเว่น
โฮมเพจ แบล็คแคนยอน

   
search resources

ซี.พี.เซเว่นอีเลฟเว่น, บมจ.
แบล็คแคนยอน (ประเทศไทย), บจก.
Franchises




กับสถานการณ์การเมืองที่ดูจะไม่จบลงง่ายๆ และภาวะเศรษฐกิจราคาน้ำมันและดอกเบี้ย ที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องส่งผลต่อต้นทุนธุรกิจ
นับเป็นสถานการณ์ที่อึมครึมมาตลอดระยะ 3 เดือนหรือไตรมาสแรกของปี 2549 ซึ่งเกิดคำถามในแวดวงธุรกิจแฟรนไชส์ถึงผลกระทบที่จะตามมา ทั้งการคาดการณ์อัตราการเติบโตของแฟรนไชซี แฟรนไชซอร์ ในปีนี้จะเป็นไปตามเป้าที่เพิ่มสูงขึ้นจากปีที่ผ่านมาหรือไม่
ประกอบกับนโยบายกระทรวงพาณิชย์ โดยกรมส่งเสริมการส่งออก ชูปี 2549 เร่งผลักดันการส่งออกธุรกิจแฟรนไชส์ไทยไปยังต่างประเทศ หวังดึงเงินตราเข้าประเทศและเป็นประตูในการส่งออกสินค้า วัตถุดิบรวมถึงการท่องเที่ยวที่จะตามมา

"ผู้จัดการรายสัปดาห์" ได้ค้นคำตอบผ่านมุมมอง 3 ผู้บริหารธุรกิจแฟรนไชส์รายใหญ่ จากแบรนด์เซเว่นอีเลฟเว่น แบล็คแคนยอน พิซซ่าฮัทและเคเอฟซี

7/11 คาดชะลอลงทุน ชู 1.5 ล. อาละวาดตลาด

สุวิทย์ กิ่งแก้ว รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ซี.พี. เซเว่นอีเลฟเว่น จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า สถานการณ์โดยรวมคาดจะส่งผลกระทบต่อการขยายสาขาของร้านเซเว่นอีเลฟเว่น ทำให้แฟรนไชซีชะลอการตัดสินใจลงทุนว่า มีปัจจัยลบ 3 ประการ คือ 1.สถานการณ์ทางการเมืองซึ่งยังอึมครึมไม่รู้ว่าจะไปทิศทางใดหรือยุติลงอย่างไร 2.ในด้านเศรษฐกิจ ปัญหาสำคัญคือราคาน้ำมันที่ยังคงสูงขึ้นส่งผลต่อค่าครองชีพ ราคาสินค้าและบริการ และ3.ภาวะดอกเบี้ยที่สูงขึ้น

นอกจากนี้ ที่ผ่านมาในส่วนของบริษัทฯ เองยังมีอุปสรรคสำคัญ 2 ข้อ ข้อแรก เป็นความเข้าใจผิดของผู้ต้องการซื้อแฟรนไชส์ว่าจะต้องมีทำเลเองอยู่ก่อน ซึ่งในความเป็นจริงไม่จำเป็น เพราะบริษัทฯ จะเป็นผู้หาสถานที่หรือซื้อร้านเดิมที่บริษัทฯ ทำอยู่แล้วก็ได้ และข้อสอง เนื่องจากที่ผ่านมาใช้เงินลงทุนค่อนข้างสูง ดังนั้น จึงปรับแผนโฆษณาและประชาสัมพันธ์ เริ่มมีการโฆษณาในสื่อสิ่งพิมพ์ โดยเน้นรูปแบบร้านที่ลงทุนต่ำ และสร้างความเข้าใจใหม่

สำหรับรูปแบบการลงทุนที่เน้นมี 2 รูปแบบ คือ แบบแรก ลงทุน 1.5 ล้านบาท แบ่งเป็น เงินสดค้ำประกันจำนวน 1 ล้านบาท ซึ่งจะได้ดอกเบี้ยตามอัตราเงินฝากเอ็มอาร์อาร์ และ 5 แสนบาท เป็นค่าสิทธิแรกเข้า ค่าดำเนินการโอนร้าน และค่าดำเนินการอื่นๆ ซึ่งที่สำคัญบริษัทฯ มีการรับประกันรายได้ขั้นต่ำ 2 หมื่นบาทต่อเดือน ซึ่งมาจากจะมีรายได้ ณ ระดับร้าน หมายถึง ยอดขายหักต้นทุนหักค่าใช้จ่าย จะได้ 1 หมื่นบาท บวกกับเงินเดือนของผู้ประกอบการเอง 1 หมื่นบาท และมีระยะคืนทุนประมาณ 2 ปีกว่า

"ความจริงรูปแบบลงทุนต่ำเรามีอยู่แล้วแต่ไม่ได้ประชาสัมพันธ์เท่าไรนัก ช่วงแรกๆ เน้นกลุ่มพนักงานที่ถูกออกจากงาน ตอนนี้เพิ่มกลุ่มนักศึกษาที่เรียนจบใหม่ๆ ที่พ่อแม่ลงทุนให้ ปัจจุบันมีผู้ซื้อแฟรนไชส์รูปแบบนี้อยู่ 600 กว่าสาขา"

แบบที่สอง ลงทุน 2.4 ล้านบาท แบ่งเป็น เงินสดค้ำประกัน 9 แสนบาท ซึ่งจะได้ดอกเบี้ยเงินฝากอัตราเอ็มอาร์อาร์ และ 1.5 ล้านบาท เป็นค่าสิทธิแรกเข้า ค่าสิทธิในการบริหารร้าน และค่าดำเนินการอื่นๆ โดยผลตอบแทนที่สูงขึ้นเท่าไรขึ้นกับการบริหารร้านของแฟรนไชซี สำหรับกลุ่มเป้าหมายของรูปแบบนี้เน้นคนที่เคยทำธุรกิจมาแล้ว หรือต้องการเปลี่ยนอาชีพ

อย่างไรก็ตาม ทั้งสองรูปแบบ จะได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิดในด้านผลตอบแทน ใน 2 กรณี คือ กรณีแรก ขณะที่ร้านเปิดอยู่ แล้วมีเซเว่นฯ อีกร้านไปเปิด หรืออีกกรณีที่มีร้านคู่แข่งไปเปิด แล้วทำให้รายได้ลด บริษัทฯ จะปรับเป้ายอดขายขั้นต่ำให้ต่ำลงเพื่อช่วยเหลือ แทนที่จะทิ้งให้แข่งเอง รวมทั้ง ยังมีระบบสนับสนุนการตัดสินใจสั่งซื้อสินค้าที่ทุกร้านนำไปใช่ได้อย่างมีประสิทธิภาพและแม่นยำมากกว่าเดิม ทำให้มียอดขายเพิ่มขึ้นและบริหารจัดการร้านได้ดีขึ้น

แบล็คแคนยอน ชี้ ตปท. ฉลุยในประเทศรอหลังเลือกตั้ง

ด้าน ประวิทย์ จิตนราพงศ์ managing director บริษัท แบล็คแคนยอน (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า สำหรับตลาดในประเทศนั้นในระยะสั้น คาดว่าไม่น่าจะมีผลกระทบ แต่ถ้าระยะยาวคงต้องดูหลังเลือกตั้ง ขณะที่ตลาดต่างประเทศซึ่งเป็นปีที่บริษัทวางแผนเชิงรุกตลาดมากขึ้นนั้นสำหรับประเทศใหม่ๆ มีลูกค้าแฟรนไชซีได้ติดต่อสอบถามสถานการณ์เช่นกัน โดยได้อธิบายว่าเป็นเรื่องของประเทศที่มีประชาธิปไตย การชุมชนอยู่ภายใต้กฎเกณฑ์ธรรมนูญประเทศที่เจริญแล้วเขาเข้าใจ จึงคิดว่าไม่มีผลกระทบต่อการขยายตลาดไปต่างประเทศแต่อย่างใด

สาขาในประเทศไทยนั้น ดูจากยอดขาย เทรนด์ของผู้บริโภคไม่ลดลง ตราบใดที่การชุมนุมยังคงสงบไม่เกิดความรุนแรง แต่ต้องจับตาหลังเลือกตั้งซึ่งไม่สามารถคาดสถานการณ์ได้ ซึ่งจากการสำรวจยอดขายกลับพบว่าสาขาในทำเลที่ใกล้เคียงกับบริเวณผู้ชุมชนยอดขายเพิ่มขึ้น เช่น สาขาท่าเรือวังหลัง ดิโอสยามพลาซ่า

ต่อคำถามที่ว่า การลงทุนธุรกิจแฟรนไชส์ในปี 2549 คาดมีอัตราการเติบโตขึ้นนั้น ในไตรมาสแรกส่อแววไปในทิศทางใด ประวิทย์ กล่าวว่า จากการพูดคุยกับนักธุรกิจในแวดวงอาหาร เครื่องดื่ม ด้วยกันทั้งรายใหญ่ รายเล็ก เห็นว่าผลกระทบยังไม่เห็นชัดเจนการเติบโตของจำนวนสาขาและการเข้ามาลงทุน โดยเฉพาะธุรกิจร้านอาหารยังคงปกติ ซึ่งธรรมชาติของธุรกิจอาหารนั้นจะได้รับผลกระทบช้ากว่าธุรกิจอื่นอยู่แล้วเพราะเป็นปัจจัยสี่เป็นสิ่งจำเป็นของมนุษย์ ธุรกิจที่ได้รับผลกระทบอันดับแรกน่าจะเป็นธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับสินค้าฟุ่มเฟือย หรูหรามากกว่า

ประวิทย์ กล่าวต่อไปว่า แต่อย่างไรก็ตาม ในส่วนของแบล็คแคนยอนเองก็ไม่ประมาทติดตามสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง โดยที่ผ่านมาบริษัทมีการประเมินสถานการณ์ต่างๆ มาโดยตลอดอยู่แล้วที่จะส่งผลต่อการลงทุน การขยายสาขา จะเห็นได้จากในปี 2549 นี้การสร้างรายได้ของบริษัทจะมาจากการขยายสาขาไปยังต่างประเทศเป็นหลักจากปัจจุบันมีอยู่ 10 กว่าสาขาและในปีนี้จะขยายอีก 5-6 สาขาในแถบประเทศตะวันออกกลาง กัมพูชา และขยายสาขาเพิ่มที่มาเลเซียและอินโดนีเซีย เพราะศูนย์การค้าใหญ่ๆ ในไทยเกิดใหม่น้อยมาก จึงปรับพื้นที่รุกทำเลในปั๊มน้ำมัน โรงพยาบาล ศูนย์ประชุม ล่าสุดเปิดที่สกายคิทเช่น เมืองทองธานี

"เราขยายทุกช่องทางที่โอกาส ขณะที่ไซส์เล็กนั้นจะทำให้เราขยายได้เร็วขึ้น"

ประวิทย์ ได้ให้ข้อคิดสำหรับผู้ที่จะเข้ามาลงทุนในธุรกิจแฟรนไชส์หรืออยู่ระหว่างการตัดสินใจว่า การตัดสินใจลงทุนช่วงนี้ถ้าชะลอได้ก็ควรรอดูสถานการณ์อีกระยะหนึ่ง สำหรับรายใหญ่อาจไม่ได้รับผลกระทบเพราะมีทุนพร้อม แต่รายเล็ก ที่จะขยายธุรกิจอาจประสบปัญหาทั้งดอกเบี้ยที่ปรับตัวสูงขึ้น คนอยู่ภาวะเครียด อารมณ์ที่จะจับจ่ายใช้สอยไม่รู้ว่าหลังเลือกตั้งจะเป็นอย่างไร

"คนอาจจะไม่อยากออกนอกบ้านหรืออยู่เพื่อติดตามข่าวสาร แต่ถ้ามองอีกมุมหนึ่งเบื้อในสภาพแบบนี้อาจออกไปท่องเที่ยวมากขึ้น รับประทานมากขึ้น จึงทำให้เป็นช่วงสถานการณ์ที่คาดคะเนลำบากมากและสิ่งสำคัญผู้ที่ลงทุนทำธุรกิจแฟรนไชส์ต้องมีความพร้อมจริงๆ" ประวิทย์กล่าว

ยัมฯ โชว์เคส ไม่หวั่นลุยขยาย 20-30 สาขาต่อปี

ปณิธาน เศรษฐบุตร กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ยัม เรสเตอร์รองส์ อนเตอร์เนชั่นแนล (ไทยแลนด์) เจ้าของแบรนด์เช่น เคเอฟซี พิซซ่าฮัท กล่าวว่า ถ้าสถานการณ์ยังคงเป็นแบบนี้คาดจะส่งผลกระทบแน่ แต่นโยบายบริษัท ผ่านมามากทั้งสถานการณ์ช่วง พฤษภาทมิฬ วิกฤษเศรษฐกิจ บริษัทไม่เคยหยุดโตเลย

เพราะเชื่อมั่นว่าประเทศไทยมีศักยภาพพื้นฐานดี หลายแบรนด์หยุดขยาย แต่กับบริษัทยังคงขยายสาขาโตต่อเนื่อง 20-30 สาขาต่อปีมาโดยตลอด ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับนโยบายของแต่ละบริษัทมองว่าสถานการณ์ที่เกิดขึ้นชั่วคราวหรือถาวร ถ้ามองว่าชั่วคราวคงไม่สนใจถ้าหุ้นตกยิ่งอยากซื้อเพราะอย่างไรหุ้นก็ต้องขึ้น

กรณีในมุมของแฟรนไชซอร์จากต่างประเทศนั้น ปณิธาน มองว่า ถ้าเป็นบริษัทรายใหม่อาจเปลี่ยนใจที่จะเข้ามาลงทุนในสถานการณ์ของประเทศเป็นอย่างนี้ที่ไม่สามารถคาดการณ์ใดๆ ได้ แต่บริษัทขนาดใหญ่ผ่านเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในเมืองไทยมามากก็ยังคงเดินหน้าตามแผน

สำหรับการลงทุนขนาดใหญ่หรือเมกะโปรเจ็คคงต้องสนใจดูว่านโยบายรัฐบาลจะไปทางไหน แต่ถ้าลงทุนไม่ขนาดใหญ่มากไม่สนใจอาจจะได้เปรียบที่ดินราคาถูกลง หรือได้บริษัทเล็กๆ ที่กำลังขายธุรกิจ ทั้งนี้ควรต้องมองภาพเป็นบวกมากกว่า   




 








upcoming issue

จากโต๊ะบรรณาธิการ
past issue
reader's guide


 



home | today's news | magazine | columnist | photo galleries | book & idea
resources | correspondent | advertise with us | contact us

Creative Commons License
ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย