Search Resources
 
Login เข้าระบบ
สมัครสมาชิกฟรี
ลืมรหัสผ่าน
 
  homenewsmagazinecolumnistbooks & ideaphoto galleriesresources50 managermanager 100join us  
 
 


bulletToday's News
bullet Cover Story
bullet New & Trend

bullet Indochina Vision
bullet2 GMS in Law
bullet2 Mekhong Stream

bullet Special Report

bullet World Monitor
bullet2 on globalization

bullet Beyond Green
bullet2 Eco Life
bullet2 Think Urban
bullet2 Green Mirror
bullet2 Green Mind
bullet2 Green Side
bullet2 Green Enterprise

bullet Entrepreneurship
bullet2 SMEs
bullet2 An Oak by the window
bullet2 IT
bullet2 Marketing Click
bullet2 Money
bullet2 Entrepreneur
bullet2 C-through CG
bullet2 Environment
bullet2 Investment
bullet2 Marketing
bullet2 Corporate Innovation
bullet2 Strategising Development
bullet2 Trading Edge
bullet2 iTech 360°
bullet2 AEC Focus

bullet Manager Leisure
bullet2 Life
bullet2 Order by Jude

bullet The Last page


ตีพิมพ์ใน นิตยสารผู้จัดการ
ฉบับ กันยายน 2539








 
นิตยสารผู้จัดการ กันยายน 2539
GF ยุคที่ 3 หยั่งรากลงลึก หรือดึงคนเเสริมทัพ             
 


   
search resources

จีเอฟ, บงล
ณรงค์ชัย อัครเศรณี
Financing




ปีนี้ใคร ๆ ก็รู้ว่าเป็นปีครบรอบ 30 ปีของ จีเอฟ หรือบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ จี เอฟ จำกัด (มหาชน) โบรกเกอร์หมายเลข 20 ของตลาดหลักทรัพย์

ด้วยเหตุที่ว่า จีเอฟได้เตรียมการและโฆษณามาตั้งแต่ปีที่แล้ว เฉพาะในปีนี้ ทางผู้บริหารได้เพิ่มงบประชาสัมพันธ์ให้มากเป็นพิเศษถึง 10 ล้านบาท จากปีก่อน ๆ ที่อยู่ในวงเงินประมาณ 5 ล้านบาทเท่านั้น

จากยุคแรกหรือยุคเริ่มต้น ตั้งแต่ปี 2509-2529 จีเอฟทำธุรกิจด้านเงินทุนโดยมีฐานลูกค้าส่วนใหญ่เป็นกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค รวมทั้งเช่าซื้อรถยนต์เป็นหลัก ส่วนธุรกิจหลักทรัพย์นั้นให้บริการในแง่การค้าหลักทรัพย์แก่รายย่อย

เมื่อสิ้นยุคแรกในปี 29 ปรากฏว่า จีเอฟมีสินทรัพย์อยู่ทั้งสิ้น 1,405.13 ล้านบาท ซึ่งตัวเลขดังกล่าวทำเอา ดร.ณรงค์ชัย อัครเศรณี ประธานกรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร แทบไม่เชื่อหูตัวเองเมื่อได้รับทราบข้อมูลจากเจ้าหน้าที่ในครั้งแรก แต่ก็ต้องยอมรับตัวเลขดังกล่าวในภายหลังเพราะช่วงแรกนั้นจีเอฟยังทำธุรกิจอยู่น้อยราย และมีเพียงบริษัทเท่านั้น

มาในยุคที่ 2 ช่วงปี 2530-2538 เป็นช่วงขยายกิจกรรมของบริษัททั้งในตัวของบริษัทเองและที่ไปจัดตั้งบริษัทร่วมกับบริษัทอื่นในธุรกิจต่าง ๆ ช่วงนี้นับว่าจีเอฟไปร่วมลงทุนกับต่างประเทศค่อนข้างมาก เกือบจะเรียกได้ว่ามีการเปิดตัวปีละ 2-3 บริษัท

นอกจากนี้ การขยายตัวยังรวมไปถึงธุรกิจการเงินและธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ รวมทั้งอุตสาหกรรมการผลิตและเกษตรอุตสาหกรรมด้วยเช่นกัน

ยิ่งไปกว่านั้น ในยุคนี้ จีเอฟยังได้พัฒนาธุรกิจเงินทุนและธุรกิจหลักทรัพย์ให้เข้มแข็งขึ้น การให้บริการเงินทุนบางประเภทก็ได้แยกตัวออกไปตั้งเป็นบริษัท เช่น ธุรกิจเช่าซื้อ ลิสซิ่ง แฟกตอริ่ง ส่วนตัวของจีเอฟเองก็หันมาเน้นการปล่อยกู้แก่นิติบุคคลมากขึ้น

ในยุคที่ 2 นี้จึงอาจเรียกได้ว่าเป็นการกระจายฐานออกไปในบริษัทใหม่เป็นจำนวนมาก

และเมื่อสิ้นยุคที่ 2 ในปี '38 จีเอฟมีสินทรัพย์ทั้งสิ้น 51,639 ล้านบาท ซึ่งเพิ่มขึ้นถึง 40 กว่าเท่าตัวจากยุคแรก

หลังจากขยายฐานมามากทางผู้บริหารจึงมาดูแล้วคิดว่ายุคที่ 3 หรือในช่วงทศวรรษที่ 4 นี้ จีเอฟน่าจะหยุดขยายฐานและทำให้บริษัทที่มีอยู่ทั้งหมดมีความเข้มแข็งมากกว่าเดิม

"เราจะลงในด้านลึก หรือ VERTICAL เพื่อลงรากให้แข็งแรงมากกว่าเดิม เพราะเราอยากจะเพิ่มสินทรัพย์ของเราให้ถึงแสนล้านให้เร็วที่สุด" ณรงค์วาดฝันที่เป็นจริงได้ไม่ยากนัก

ณ สิ้นไตรมาส 2 ที่ผ่านมา จีเอฟมีสินทรัพย์อยู่ทั้งสิ้น 59,437 ล้านบาท ถือเป็นอันดับ 7 ของบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์

ทั้งนี้ ในแง่ของจีเอฟเองนั้น อยากจะให้ขนาดของสินทรัพย์เพิ่มถึงแสนล้านบาทภายใน 3 ปี "แต่ก็ต้องขึ้นกับนโยบายของทางแบงก์ชาติ เพราะเขาไม่อยากให้เราโตเร็วเกินไป" ณรงค์ชัยกล่าวด้วยน้ำเสียงตัดพ้อเล็กน้อย เพราะในทัศนะของเขานั้นมองว่า ธุรกิจอย่างนี้ตัวเล็กก็มีแต่จะตายลงเท่านั้น

ส่วนแบงก์ชาติมีความเห็นว่า การเติบโตของสินทรัพย์ขนาดแสนล้านบาทนั้น ควรใช้เวลาประมาณ 4 ปี จึงจะเป็นที่พอใจในฐานะของผู้ควบคุม เพื่อไม่ให้ผลการโตนี้ไปกระทบต่อระบบโดยรวมของทั้งประเทศ

ยุคที่ 3 นี้ จึงเป็นยุคที่จีเอฟต้องทำฐานให้ถึงแสนล้านและเกินแสนล้านขึ้นไป รวมทั้งทำให้ธุรกิจเป็นสากลมากขึ้น

การทำให้สินทรัพย์ถึงแสนล้านบาทนั้นดูจะเป็นเรื่องง่ายสำหรับจีเอฟ เพราะเป็นกระบวนการที่ทำต่อเนื่องมาจากในอดีตอยู่ก่อนแล้ว เพียงแต่ต้องขึ้นกับนโยบายแบงก์ชาติ เนื่องจากแบงก์ชาติยุคเก่าค่อนข้างเป็นห่วงถ้าสถาบันการเงินใดมีการเจริญเติบโตที่เร็วเกินไป

แต่แบงก์ชาติยุคใหม่ในมือของ เริงชัย มะระกานนท์ นั้น แม้จะเป็นลูกหม้อแบงก์ชาติแต่อาจจะมีทัศนะในเรื่องนี้ที่แตกต่างออกไป จึงน่าจะเป็นความหวังของจีเอฟได้บ้าง ซึ่งต้องรอดูกันต่อไป

สำหรับภารกิจอีกประการที่ถือเป็นเรื่องหลักสำคัญในยุคที่ 3 หรือ ขึ้นทศวรรษที่ 4 นี้ คือ การให้บริการด้านเงินทุนหลักทรัพย์ที่เป็นสากลมากขึ้น

การเปลี่ยนแปลงที่เกิดในยุคนี้จึงอยู่ในด้านธุรกิจหลักทรัพย์ค่อนข้างมาก

เหตุผลที่สำคัญ ดร.ณรงค์ชัย กล่าวว่า "เนื่องจากธุรกิจหลักทรัพย์เป็นธุรกิจที่มีความหลากหลายในแง่ของผลิตภัณฑ์และการให้บริการ"

ดังนั้น จีเอฟจึงได้จัดโครงสร้างสายงานด้านธุรกิจหลักทรัพย์ใหม่ แบ่งเป็น 4 สาย โดยยึดหลักทำงานเป็นอิสระต่อกัน แต่ต้องมีความสอดคล้องกันไปในขณะเดียวกันด้วย

ธุรกิจหลักทรัพย์สถาบัน เป็นสายงานที่ตั้งขึ้นมาใหม่ เนื่องจากจีเอฟเล็งเห็นว่า ธุรกิจหลักทรัพย์ที่จะสามารถแข่งขันได้ต้องมีความเข้มแข็งในการให้บริการแก่ลูกค้าสถาบัน และนิติบุคคลทั้งในและต่างประเทศ "เพราะธุรกิจปัจจุบันจะพึ่งลูกค้ารายย่อยอย่างเดียวไม่พอ"

และเพื่อให้จีเอฟสามารถให้บริการกับธุรกิจในต่างประเทศได้คล่องตัวขึ้น จีเอฟจึงได้ร่วมมือกับกลุ่มไพร์มอีสต์ เพื่อช่วยให้งานของจีเอฟขยายเครือข่ายไปในต่างประเทศได้ งานนี้กลุ่มไพร์มอีสต์ได้ส่ง มา ฮุย ชิง มาเป็นผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายวาณิชธนกิจ เพื่อให้ความร่วมมือในการพัฒนางานด้านนี้และเป็นผู้ประสานงานกับกลุ่มไพร์มอีสต์ด้วย

สำหรับกรรมการผู้จัดการของกลุ่มธุรกิจหลักทรัพย์สถาบันนั้น ดร.ชัยพัฒน์ สหัสกุล เป็นผู้เข้ามานั่งในตำแหน่งนี้ โดยตามกำหนด คือ วันที่ 1 ส.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นวันแรกที่ ดร.ชัยพัฒน์ได้เข้ามาเริ่มใช้ชีวิตในจีเอฟ โดยก่อนหน้านี้ใครหลายคนได้ให้สมญานามตั้งแต่มีข่าวการเข้ามาในจีเอฟของ ดร.ชัยพัฒน์ ไว้แล้วว่า "เป็นองครักษ์ให้สมญานามตั้งแต่มีข่าวการเข้ามาในจีเอฟของ ดร.ชัยพัฒน์ ไว้แล้วว่า "เป็นองครักษ์พิทักษ์ณรงค์ชัย" เหมือนที่เคยได้รับสมญานามองครักษ์พิทักษ์เสรีเมื่อครั้งอยู่ตลาดหลักทรัพย์

ธุรกิจหลักทรัพย์รายย่อยเป็นธุรกิจที่มีอยู่เดิมที่ได้คนในอย่างสันติ หอกิตติกุล มาดำรงตำแหน่งกรรมการผู้จัดการ สำหรับคนนี้เริ่มงานกับจีเอฟตั้งแต่เป็นพนักงานฝ่ายค้าหลักทรัพย์ จึงมีความรู้ในธุรกิจของจีเอฟเป็นอย่างดี งานนี้จึงเป็นเพียงการสานงานให้ดำเนินต่อไปได้เท่านั้น

กลุ่มวาณิชธนกิจ รับผิดชอบโดย โรเบิร์ต แมคมิลเลน ในตำแหน่งกรรมการผู้จัดการเช่นกัน กลุ่มนี้แบ่งเป็น 2 สาย คือ การให้บริการเป็นที่ปรึกษา การเป็นผู้จัดจำหน่าย และรับประกันการจำหน่าย รวมทั้งการครอบงำกิจการและการเข้าร่วมทุน ส่วนอีกสายงานเป็นการให้คำปรึกษาในการลงทุนระยะยาวในธุรกิจต่าง ๆ (PROJECT FINANCE)

กลุ่มวิจัยธุรกิจ ยังไม่มีผู้รับผิดชอบในตำแหน่งกรรมการผู้จัดการ แต่มี ดร.อัจนา ไวความดี ดูแลในตำแหน่งรองกรรมการผู้อำนวยการสำนักวิจัย

ส่วนธุรกิจด้านเงินทุน อาจเรียกได้ว่า ไม่มีการเปลี่ยนแปลงทางด้านโครงสร้าง แต่ในด้านกลยุทธ์นั้นจะเปลี่ยนแปลงไปพอสมควร ดูแลโดย นฤนาท รัตนะกนก ในตำแหน่งกรรมการผู้จัดการ

ทั้งนี้ กลุ่มที่ค่อนข้างน่าสนใจในขณะนี้ กลับกลายเป็นกลุ่มวิจัยธุรกิจ แม้ว่า ดร.ณรงค์ชัย จะกล่าวไว้ว่า "เป็นกำลังสำคัญในการปรับตัวในด้านธุรกิจหลักทรัพย์ของบริษัท" รวมทั้งในระยะต่อไป คือ การพัฒนาไปสู่ความเป็นสากลมากขึ้น

แต่ทำไมจึงไม่มีการกำหนดตัวผู้ที่จะมาดำรงตำแหน่งกรรมการผู้จัดการของกลุ่มอย่างชัดเจน และเป็นที่กังขาว่า ทำไมจึงไม่มีการเลื่อนตำแหน่งของ ดร.อัจนา ซึ่งดูแลงานด้านนี้อยู่แต่เดิมขึ้นมาดำรงตำแหน่ง

ยิ่งไปกว่านั้น ช่วงที่มีข่าวการเข้ามาของ ดร.ชัยพัฒน์ พร้อม ๆ กันนั้นก็มีข่าวของ ดร.อัจนา ในลักษณะแสดงอาการน้อยใจและอาจจะมีการลาออกซึ่งก็ต้องคอยดูกันต่อไป

ส่วนทางจีเอฟเองนั้น หลังจากที่เชื้อเชิญ ดร.ชัยพัฒน์ มาได้แล้ว โดยก่อนหน้านี้ ก็ได้ตัวดรเบิร์ต แมคมิลเลน และปริญญา ปริญญานุสรณ์ จากบริษัทมอร์แกน เกรน เฟลล์ (ไทย) ซึ่งคนหลังนี้เข้ามาดำรงตำแหน่งผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายวาณิช มีหน้าที่ดูแลพอร์ตการลงทุนทั้งหมดของจีเอฟ

ถึงตรงนี้ต้องจับตาดูความเคลื่อนไหวของจีเอฟอีกระลอกหนึ่ง เพราะถ้าไม่มีการเลื่อน "คนใน" ของจีเอฟขึ้นมารับตำแหน่งของกลุ่มวิจัยธุรกิจที่ยังว่างอยู่ ก็คงต้องมีการดึงตัวผู้บริหารจากที่ไหนสักแห่งมาเสริมทัพเป็นแน่...

   




 








upcoming issue

จากโต๊ะบรรณาธิการ
past issue
reader's guide


 



home | today's news | magazine | columnist | photo galleries | book & idea
resources | correspondent | advertise with us | contact us

Creative Commons License
ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย