Search Resources
 
Login เข้าระบบ
สมัครสมาชิกฟรี
ลืมรหัสผ่าน
 
  homenewsmagazinecolumnistbooks & ideaphoto galleriesresources50 managermanager 100join us  
 
 


bulletToday's News
bullet Cover Story
bullet New & Trend

bullet Indochina Vision
bullet2 GMS in Law
bullet2 Mekhong Stream

bullet Special Report

bullet World Monitor
bullet2 on globalization

bullet Beyond Green
bullet2 Eco Life
bullet2 Think Urban
bullet2 Green Mirror
bullet2 Green Mind
bullet2 Green Side
bullet2 Green Enterprise

bullet Entrepreneurship
bullet2 SMEs
bullet2 An Oak by the window
bullet2 IT
bullet2 Marketing Click
bullet2 Money
bullet2 Entrepreneur
bullet2 C-through CG
bullet2 Environment
bullet2 Investment
bullet2 Marketing
bullet2 Corporate Innovation
bullet2 Strategising Development
bullet2 Trading Edge
bullet2 iTech 360°
bullet2 AEC Focus

bullet Manager Leisure
bullet2 Life
bullet2 Order by Jude

bullet The Last page


ตีพิมพ์ใน นิตยสารผู้จัดการ
ฉบับ มิถุนายน 2549








 
นิตยสารผู้จัดการ มิถุนายน 2549
marimekko ดอกไม้ที่บานในใจคนทั้งโลก             
โดย สุปราณี คงนิรันดรสุข
 


   
www resources

โฮมเพจ ศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบ
Marimekko Homepage

   
search resources

Crafts and Design
ศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบ
Garment, Textile and Fashion
Marimekko Corporation




"ประเทศซึ่งไร้อะไรหลายอย่าง แต่มีสิ่งหนึ่งซึ่งยิ่งใหญ่มาก นั่นคือ Orginality" คำปรารภในวันเปิดตัวนิทรรศการ "marimekko แล้ง หนาว...แต่เร้าใจ" โดยพันศักดิ์ วิญญรัตน์ ประธาน TCDC ผู้ริเริ่มเปิดตำนานมารีเมกโกะ เจ้าของดอกไม้ที่บานในใจคนทั้งโลกกว่าครึ่งศตวรรษให้มาผลิบานในเมืองไทย

ความเร้าใจจากผ้าลาย Unikko ดอกใหญ่สีแดงสด เป็นจุดเริ่มต้นให้บริษัทพิมพ์ผ้าเล็กๆ ขยายสู่สินค้าหลากหลายในวิถีชีวิตชาวฟินแลนด์ และเป็นแรงดึงดูดให้ทั้งโลกกลับมาให้ความสนใจประเทศเล็กๆ แห่งนี้...แต่เชื่อหรือไม่ว่า เบื้องหลังความสดใสนั้นกลับเป็นความแล้งหนาวกันดาร และความบอบช้ำจากสงคราม

เสียงลมพัดกระหน่ำ อากาศที่หนาวเย็น ความมืดสลัว และภาพป่าสนที่ถูกปกคลุมด้วยหิมะ ยังบีบคั้นไม่พอ เพดานอุโมงค์ที่กดต่ำ ทางเดินที่คับแคบ และจอภาพที่แสดงความหดหู่จากสงคราม ความกันดาร และความแล้งหนาว เพิ่มดีกรีความกดดันให้ต้องรีบสาวเท้าสู่ทางออก

นี่คือกลวิธีที่ผู้จัดนิทรรศการพยายามสื่อสารให้คนเมืองร้อนอย่างคนไทย ได้เข้าใจความรู้สึกน่าสิ้นหวังในชีวิตที่อยู่ในอุณหภูมิติดลบของชาวฟินแลนด์อย่างตรงไปตรงมา

ระบบท่อฟรีออนเหมือนในตู้เย็นขนาดใหญ่ทั้ง 5 ตัว ถูกเปิดเต็มอัตราเพื่อเร่งให้เกิดน้ำแข็งเกาะขาวโพลนราวหิมะ เป็นลูกเล่นที่พันศักดิ์นำมาเพิ่มความเร้าใจให้กับนิทรรศการ ในความลำบากในการผลิตผู้ผลิตต้องฉีกตำราที่เคยบอกวิธีทำให้น้ำแข็งไม่เกาะ เพื่อหาวิธีทำให้น้ำแข็งเกาะมากๆ

ผ่านพ้นความกดดันรอบด้าน ความสนุกสนานของเสื้อผ้าสีสันสดใสจากมารีเมกโกะปรากฏที่ทางออกของอุโมงค์ เสมือนสัญลักษณ์แห่งชัยชนะบนความกดดันของชาวฟินแลนด์

มารีเมกโกะเป็นภาษาฟินแลนด์แปลว่า "ชุดของเด็กผู้หญิง" ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี ค.ศ.1951 (พ.ศ.2494) ในกรุงเฮลซิงกิ โดยอาร์มี ราเทีย นักออกแบบลายผ้าผู้มีประสบการณ์ผ่านงานโฆษณา

ท่ามกลางความหนาวเหน็บของสภาพอากาศ และความบอบช้ำจากสงคราม สีสันสดใสและลวดลายแปลกตาของมารีเมกโกะ จึงเป็นดั่งความหวังและกำลังใจที่ดีไซเนอร์พยายามตอบสนองความต้องการก้นบึ้งหัวใจของชาวฟินแลนด์

อีกสิ่งที่คนฟินแลนด์ถวิลหามาเสมอคือ เอกลักษณ์ของชาติ เนื่องจากถูกครอบงำจากสวีเดนและรัสเซียมาหลายศตวรรษ ผ้าลาย Ruuturaita เป็นตัวอย่างหนึ่งในการแสดงตัวตนความเป็นฟินแลนด์บนผืนผ้าของมารีเมกโกะ ซึ่งได้แรงบันดาลใจมาจากเครื่องแต่งกายของหญิงพื้นเมืองชาวฟินแลนด์

ยังมีผ้าอีกหลายชิ้นถูกแขวนทิ้งตัวยาวลงมา อวดสีสันและลวดลายขนาดใหญ่อันเป็นเสน่ห์ของมารีเมกโกะ ลายเหล่านี้ล้วนมีแรงบันดาลใจมาจากป่าสนฤดูร้อนและตึกในเมืองเฮลซิงกิ ตอกย้ำว่าขุมทรัพย์มหาศาลนั้นอาจหาได้จากรอบตัว ขอเพียงรู้จักขุดมาใช้

เมื่อเข้าสู่กลางห้อง ความเร้าใจก็ถูกปลุกขึ้นมาอีกครั้งด้วยแสงสีเสียงของยุค 60s

จอฉายภาพนิ่งและภาพเคลื่อนไหว สื่อบรรยากาศทางสังคม การเมือง ศิลปะ และแฟชั่นของสภาพสังคมตะวันตกในยุค 60s เช่น การประท้วง การปฏิวัติ พลังนักศึกษา สังคมอเมริกัน ศิลปะ pop art แฟชั่นกระโปรงสั้นจู๋ รวมถึง Elvis และ the Beetles ล้วนมีอิทธิพลต่อผู้คนยุคนั้น รวมถึงมารีเมกโกะ

ผืนผ้าสีสดลายดอกไม้ ลายเมลอน ลายกราฟิก ถูกแสดงราวประติมากรรมอยู่กลางห้อง สะท้อนความเฟื่องฟูของมารีเมกโกะยุคนั้น รอบข้างยังประดับด้วยเดรสสีสันสดใสแฝงกลิ่นอายศิลปะร่วมสมัย

ดอก "Unikko" ที่เบ่งบานมาจนวันนี้ ก็เริ่มผลิดอกในยุคนี้เอง

ปัจจุบัน ดอกไม้อมตะดอกนี้ตีตลาดไปทั่วโลก แพร่พันธุ์จากลายผ้าไปสู่สารพันของใช้ ทำเงินเข้าประเทศฟินแลนด์กว่า 3,200 ล้านบาทต่อปี กลายเป็นความภูมิใจของชาติ และเป็นสัญลักษณ์ของมารีเมกโกะ

แต่เบื้องหลังความงามของดอกไม้ ต้องอาศัยความกล้าอย่างมีกึ๋นของไมยา อิโซลา ดีไซเนอร์ผู้แหกกฎของเจ้านายที่ให้หลีกเลี่ยงผ้าพิมพ์ลายดอกไม้ เพราะเชื่อว่าดอกไม้งดงามดีอยู่แล้ว ไม่ควรลดคุณค่ามาเป็นเพียงลวดลายประดับ ทว่า ดอกอูนิกโกะที่ดูแปลกตาและแตกต่าง ทำให้อาร์มี ราเทีย เล็งเห็นโอกาสจากผ้าลายนี้ จึงเป็นจุดเริ่มต้นของตำนานดอกอูนิกโกะที่ไม่เคยโรยรา

ในยุคนี้ชื่อเสียงของมาริเมกโกะเริ่มแผ่กว้างขยายวงไปสู่สังคมไฮโซชนชาติอเมริกัน โดยเฉพาะเมื่อ Jacqueline Kennedy สุภาพสตรีหมายเลขหนึ่ง สัญลักษณ์ผู้นำแฟชั่นชั้นสูง ขนซื้อเดรสของมาริเมกโกะหลายชุด จนกลายเป็นแบรนด์แอมบาสเดอร์ชั้นดีให้กับแบรนด์ เสื้อผ้ามารีเมกโกะจึงกลายเป็นที่นิยมในหมู่สาวชาวอเมริกันผู้มีอันจะกิน จนถูกขนานนามว่าเป็น "เครื่องแบบของปัญญาชน"

เดินเข้าสู่ยุค 70s ภาพหนุ่มสาวฮิปปี้สวมใส่กางเกงยีนส์ เปลือยท่อนบน สร้างความสงสัยอยู่สักพัก กระทั่งสายตาไปสะดุดกับข้อความเหนือปุ่มกดที่เขียนว่า "ทางเลือกใหม่สำหรับคนใส่ยีนส์"

หลังจากปลายนิ้วสัมผัสลงบนปุ่ม ฉากเบื้องหน้าก็ยกขึ้น ไม่นานเกินรอ เสื้อยืดผ้าฝ้ายลายทางสไตล์ลำลองก็ถูกเฉลย คำตอบนี้เป็นผลผลิตที่เกิดจากส่วนผสมที่ลงตัวระหว่างการปรับตัวกับการรักษาเอกลักษณ์ของมารีเมกโกะ ท่ามกลางกระแสแฟชั่นนิยมกางเกงยีนส์ในยุคนั้น

งานออกแบบของมารีเมกโกะเริ่มขยายไปสู่สินค้าอื่นๆ อีกมากมาย ลิ้นชักและถ้วยชามพลาสติกเป็นตัวอย่างสินค้าที่นำมาจัดแสดง ณ มุมนี้ พร้อมกับชุดจานชามโบราณ

เดินมาถึงตรงนี้ จรินทร์ทิพย์ ชูหมื่นไวย ไกด์สาวซึ่งมีตำแหน่งเป็นถึงผู้ช่วยภัณฑารักษ์ หนึ่งในผู้ออกแบบนิทรรศการนี้ อดไม่ได้ที่จะเล่าย้อนถึงความยากลำบาก

"ทางฟินแลนด์กำหนดมาให้แค่ลิ้นชักและของใช้พลาสติก แต่ถ้าโชว์แค่นี้ มันจะต่างจากของในปัจจุบันยังไง สิ่งที่เราอยากบอกทุกคนก็คือ ความโมเดิร์นเรียบง่ายแบบนี้ ไม่ใช่อยู่ดีๆ จะคิดได้ มันต้องมีที่มา เราก็เลยขอชุดจานชามโบราณสมัย ค.ศ.1951 มาร่วมโชว์ให้เห็นว่า ความเรียบง่าย รูปทรงอันบริสุทธิ์ ประโยชน์ใช้สอย มันอยู่ในรากเหง้าการออกแบบของฟินแลนด์ เขาถึงสามารถพัฒนามาเป็นวัสดุพลาสติก

เราต้องอธิบายอยู่นานว่าทำไมเราต้องขอเพิ่มเติม จนเขาได้มาเห็นถึงเข้าใจคอนเซ็ปต์ว่าเราต้องการจะเล่ามากกว่าแค่สินค้า แต่ชี้ให้เห็นถึงที่มาที่ไป อันเป็นรากเหง้าการออกแบบ"

กำลังเพลิดเพลินกับการตามรอยมารีเมกโกะ รูปภาพขนาดใหญ่ของอาร์มี ราเทีย ที่มาพร้อมเนื้อความ "ทุกอย่างที่คุณดูมา เกิดจากผู้หญิงคนนี้ เธอเจ๋งตรงไหนเหรอ คำตอบไม่ได้อยู่ในตำราโหงวเฮ้งนะจะบอกให้" ก็มากระตุกให้คิดหาคำตอบ

เดินต่อไปไม่กี่ก้าว หนทางเดิมนี้นำไปสู่พื้นที่เล็กๆ บิดแคบ ที่พื้นถูกทาสีดำสนิทบนผนังสีขาวปรากฏตัวอักษร 2 บรรทัดสั้นๆ ดังนี้...

อาร์มี ราเทีย ชาตะ 1912 มรณะ 1979

มารีเมกโกะ ชาตะ 1951 มรณะ 1979 (หรือเปล่า)

หลังจากขาดอาร์มี ราเทีย มารีเมกโกะก็เหมือนเรือที่ขาดหางเสือ ยิ่งตกไปอยู่ในมือผู้บริหารที่ไม่เข้าใจปรัชญาของมารีเมกโกะ ตัวตนและจิตวิญญาณของบริษัทก็แทบสลาย จนกระทั่งได้เคิร์สตี พัคคาเนน ผู้มีวิสัยทัศน์เช่นเดียวกับอาร์มี ราเทีย เข้ามาช่วยต่อลมหายใจ

"ความคิดสร้างสรรค์จะงอกงาม ก็ต่อเมื่ออยู่ในมือของคนที่เห็นคุณค่า" เป็นสัจธรรมที่มารีเมกโกะได้เรียนรู้หลังจากผ่านช่วงวิกฤติมาได้

รีบสาวเท้าอีกครั้ง เพื่อเข้าสู่ยุค 90s ที่แสงสีกลับมาสดใสอีกครั้ง เหมือนกับลายผ้าของมารีเมกโกะ

ณ โซนนี้ ผืนผ้าถูกจัดแสดงภายใต้เฟรมเฉกเช่นงานศิลปะ ถัดไปมีสินค้าหลากหลาย เช่น กระเป๋า ร่ม อุปกรณ์คอมพิวเตอร์ จานชาม ฯลฯ ทุกอย่างล้วนเป็นสีขาว ก่อนที่ดอกอูนิกโกะสีต่างๆ จะถูกฉายทอดลงไปบนหลากหลายสินค้าเหล่านั้น

ตอกย้ำว่า ดอกอูนิกโกะอยู่แวดล้อมในสินค้าตั้งแต่เกิดยันแก่ ตั้งแต่เช้ายันค่ำ และกลายเป็นวิถีชีวิตของคนฟินแลนด์ไปแล้ว จนน่าจะเชื่อได้ว่า ถ้าเราเข้าไปบ้านไหนในฟินแลนด์ก็ต้องเจอดอกนี้...สมความตั้งใจของอาร์มี ราเทีย ที่หวังจะสร้างมารีเมกโกะให้กลายเป็นสินค้าที่ชาวฟินแลนด์ทุกบ้านต้องมีอย่างน้อยหนึ่งชิ้น

ท่ามกลางสินค้าสีขาวมากมาย สิ่งที่ดูคุ้นเคยและสะดุดตาที่สุด คงหนีไม่พ้น ครก หมอนขวาน และเสื้อคอกระเช้า สินค้าไทยแท้ๆ ที่กลายเป็นส่วนหนึ่งของดอกอูนิกโกะโดยไม่รู้ตัว

"เพื่อสร้างกิมมิคให้กับงาน จริงๆ แล้วของไทยก็อาจเป็นดอกอูนิกโกะก็ได้ เราหวังว่า คนที่เดินมาถึงตรงนี้ พอได้เห็นแล้วมันจะกระตุกให้เขาคิดอะไรสักอย่าง" จรินทิพย์เล่าความคิดเบื้องหลัง

ชื่นชมกับดอกอูนิกโกะจนพอใจ ก็ต้องสะดุดตาอีกครั้งกับเงาตัวเองที่เปลี่ยนเป็นลายผ้าต่างๆ ของมารีเมกโกะตกกระทบบนฉากสถานที่สำคัญซึ่งเปลี่ยนไปเรื่อยๆ ชวนให้หยุดดูอย่างสนุกสนาน...เป็นอีกลูกเล่นที่ทำให้ผู้ชมกลายเป็นส่วนหนึ่งของนิทรรศการครั้งนี้โดยปริยาย

ด้วยคำคมบาดใจที่ว่า "กล้าไม่เหมือนใคร ปล่อยพลังให้เต็มที่ ดอกไม้ดอกเดียวก็ครองใจคนทั้งโลกกว่าครึ่งศตวรรษได้" ทีมงาน TCDC หวังว่าจะสร้างความฮึกเหิมให้คนไทยคิด และอยากสร้างสรรค์อะไรที่เป็นตัวตนแบบของไทยขึ้นมาบ้าง

ระหว่างมุ่งหน้าสู่ประตูทางออก เสียงเพลง "Postmodern Blue" ที่ลอยมากระทบหู พร้อมเนื้อเพลงที่ถ่ายทอดเนื้อหากระแหนะกระแหนถึงความบัดซบในยุคโพสต์โมเดิร์นว่าเป็นยุคที่ไม่มีใครสร้างสรรค์สิ่งแปลกใหม่ ไม่มีศิลปินตัวจริง และไม่มีการสร้างตัวตนที่โดดเด่นเช่นยุคก่อน...เป็นความตั้งใจของพันศักดิ์ที่อยากกระทุ้งแรงๆ เป็นการตบท้ายให้คนยุคนี้รู้สึกตัว

แม้ดีไซน์และเนื้อหาจะเปลี่ยนไป แต่เมื่อตัดทอนกระพี้ออกไปแล้ว จะพบว่าแก่นแท้ของนิทรรศการครั้งนี้ไม่ต่างจาก "อีสาน : กันดาร คือ สินทรัพย์" มากนัก เพราะสิ่งที่ TCDC ยังยืนยันและตอกย้ำก็คือ งานออกแบบ ที่หยิบยกรากเหง้าและวิถีชีวิตเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งย่อมทำให้งานชิ้นนั้นมีคุณค่า มีเอกลักษณ์ ไร้กาลเวลา และสื่อสารกับทุกชาติได้...ดังเช่น มารีเมกโกะ   




 








upcoming issue

จากโต๊ะบรรณาธิการ
past issue
reader's guide


 



home | today's news | magazine | columnist | photo galleries | book & idea
resources | correspondent | advertise with us | contact us

Creative Commons License
ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย