Search Resources
 
Login เข้าระบบ
สมัครสมาชิกฟรี
ลืมรหัสผ่าน
 
  homenewsmagazinecolumnistbooks & ideaphoto galleriesresources50 managermanager 100join us  
 
 


bulletToday's News
bullet Cover Story
bullet New & Trend

bullet Indochina Vision
bullet2 GMS in Law
bullet2 Mekhong Stream

bullet Special Report

bullet World Monitor
bullet2 on globalization

bullet Beyond Green
bullet2 Eco Life
bullet2 Think Urban
bullet2 Green Mirror
bullet2 Green Mind
bullet2 Green Side
bullet2 Green Enterprise

bullet Entrepreneurship
bullet2 SMEs
bullet2 An Oak by the window
bullet2 IT
bullet2 Marketing Click
bullet2 Money
bullet2 Entrepreneur
bullet2 C-through CG
bullet2 Environment
bullet2 Investment
bullet2 Marketing
bullet2 Corporate Innovation
bullet2 Strategising Development
bullet2 Trading Edge
bullet2 iTech 360°
bullet2 AEC Focus

bullet Manager Leisure
bullet2 Life
bullet2 Order by Jude

bullet The Last page


ตีพิมพ์ใน นิตยสารผู้จัดการ
ฉบับ มิถุนายน 2538








 
นิตยสารผู้จัดการ มิถุนายน 2538
สยามยามาฮ่าจบแบบพี่น้อง ไม่เสียหายแต่ "เสียความรู้สึก"             
 


   
www resources

โฮมเพจ-ยามาฮ่า มอเตอร์

   
search resources

เคพีเอ็น กรุ๊ป, บจก.
สยามยามาฮ่า
ยามาฮ่า มอเตอร์, บจก.
ชุมพล พรประภา
พรเทพ พรประภา
Vehicle




ข่าวการประนีประนอมกันระหว่างกลุ่มเคพีเอ็นของเกษมและคุณหญิงพรทิพย์ ณรงค์เดช กับพรเทพ พรประภา ผู้บริหารของสยามกลการในฐานะผู้ถือหุ้นใหญ่สยามยามาฮ่า เมื่อวันที่ 24 เมษายน 2538 ซึ่งมีนายชาตรี โสภณพนิช ประธานกรรมการธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) เป็นผู้ไกล่เกลี่ย ผลลัพธ์ก็คือ กลุ่มเคพีเอ็นยอมตกลงซื้อหุ้นในบริษัท สยามยามาฮ่า จำนวน 67.78% จากสยามกลการ และ 16.09% จากดร.ถาวร พรประภา ในราคาร 1,217 ล้านบาท และ 289 ล้านบาท ตามลำดับ

ความสำเร็จในการไกล่เกลี่ยครั้งนี้ส่งผลให้กลุ่มเคพีเอ็น กลายเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ในสยามยามาฮ่า และสยามยามาฮ่าก็จะยังคงเป็นผู้ผลิตและจำหน่ายจักรยานยนต์ยามาฮ่าในประเทศไทยต่อไป เพียงแต่เปลี่ยนจากการอยู่ภายใต้ร่มเงาของสยามกลการมาเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรเคพีเอ็น และคงต้องมียามาฮ่ามอเตอร์เข้ามาถือหุ้นด้วย

อย่างไรก็ดี แม้ทุกฝ่ายจะมองว่าการตกลงซื้อขายหุ้นครั้งนี้ เป็นการปิดเกมที่ค่อนข้างสวยงาม แต่ก็ปรากฏว่ามีผู้ถือหุ้นสยามกลการ 5 คน ซึ่งผู้ถือหุ้นรวมกันประมาณ 40% อันประกอบไปด้วย ชุมพล, ไพโรจน์, ปรีชา, ปริญญา พรประภา และพรรณี จรัญวาศน์ ไม่พอใจกับราคาขายจำนวน 1,217 ล้านบาท

หลังการตกลงซื้อขายหุ้นหลายวัน

ชุมพล พรประภา ก็นัดผู้สื่อข่าวหลายสิบฉบับไปพบปะกันเพื่อให้สัมภาษณ์ถึงความรู้สึกของเขา

ชุมพลกล่าวว่าพรเทพยังไม่ได้ใช้ความพยายามมากเพียงพอในเรื่องการต่อรองราคาซื้อขาย พูดง่ายๆ ราคาซื้อขาย พูดง่ายๆ ราคาซื้อขายหุ้นควรเป็นจำนวนเงินที่มากกว่านี้

"ในฐานะที่เป็นผู้ถือหุ้นสยามกลการและมีนามสกุลพรประภา ผมอยากเห็นเรื่องนี้จบไปด้วยดี แต่จะต้องโปร่งใส ยุติธรรมและผู้บริหารสยามกลการจะต้องจัดการอย่างมืออาชีพ" ชุมพลกล่าว

สิ่งที่ชุมพลคลางแคลงใจก็คือ การตกลงขายหุ้นตามราคา book value คือบริษัทนี้ตั้งมานานเท่าไรก็ตาม ซื้อที่ไว้กี่แปลง ซื้อเมื่อไร ก็คิดมูลค่าไปตามราคาซื้อ ไม่ได้ประเมินเป็นราคาปัจจุบัน ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้ถือหุ้นอยากให้ผู้บริหารสยามกลการส่งมืออาชีพเข้าไปตรวจสอบมูลค่าของทรัพย์สินทั้งหมด

อีกประเด็นหนึ่งที่ชุมพลต้องการให้ตรวจสอบก็คือเงินที่สยามยามาฮ่าได้นำไปลงทุนในบริษัทอื่นๆ 500 กว่าล้านบาทมีดอกผลงอกเงยขึ้นมาเป็นเท่าไรแล้ว และควรมีมูลค่าเท่าไรในปัจจุบัน หลฃังจากตรวจสอบเสร็จแล้วจึงค่อยมาพิจารณาราคาซื้อขายกันว่าควรจะเป็นเท่าไร

"การประนีประนอมระหว่างพี่กับน้องเป็นของดีแต่ต้องประนีประนอมให้มันโปร่งใส ทำให้มีหลักเกณฑ์อย่างมืออาชีพ ประหนึ่งเป็นบริษัทอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ฯ เพราะไม่ว่าสยามกลการก็ดี สยามยามาฮ่าก็ดี เท่าที่ได้ยินข่าวก็มีแผนที่จะเข้าตลาดหลักทรัพย์ฯ ทั้งสิ้น จึงควรฝึกทำการบ้านเสียตั้งแต่เนิ่นๆ" ชุมพลกล่าวพร้อมกับย้ำว่าการขายหุ้นถือว่าเป็นการจบอย่างสวยงาม แต่ต้องขายในราคายุติธรรมเพราะถ้าขายในราคาที่ตกลงกันไปแล้วส่วนตัวเขาคิดว่าไม่ขายดีกว่า

สำหรับพรเทพ พรประภา ปัญหาต่างๆ นานาที่เกิดขึ้นในยุคที่เขาเข้ามาเป็นผู้บริหารสยามกลการนั้น เป็นเรื่องที่ค่อนข้างจะกลืนไม่เข้าคายไม่ออกอยู่มาก

เขานัดนักข่าวที่ตามสัมภาษณ์เขาหลายฉบับไปพูดคุยกัน แต่เผอิญเป็นวันถัดจากวันเดียวที่ชุมพลนัดนักข่าวเพียง 1 วัน พรเทพก็เลยไม่พูดอะไรมาก เพราะเกรงว่าจะกลายเป็นการออกข่าวโต้เถียงกับญาติผู้พี่

"ผมถูกอุปโลกน์ขึ้นมาเป็นผู้จัดการใหญ่ของสยามกลการ จึงต้องเข้ามาเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ เพราะฉะนั้นที่บอกว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่พี่กับน้องสายเลือดเดียวกันฟาดกันเองนี่ผิดจะเป็นใครขึ้นมานั่งก็ได้ ตำแหน่งมันบังคับเอง ไม่จำเป็นต้องเป็นพรเทพ แต่บังเอิญเกิดเป็นพรเทพ พรประภา และเป็นน้องคุณหญิง อันนี้ขอเคลียร์ว่าเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องศึกสายเลือด เพราะคำว่าศึกสายเลือดหมายความว่าผมต้องการเข้าไปยึดและเอามาทำเอง แต่ไม่ใช่ สยามกลการแต่ตั้งผม ผมก็เลยต้องเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้"

พรเทพยอมรับว่าเขาเป็นผู้ติดต่อนายชาตรี โสภณพนิช ให้มาช่วยเจรจาแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น

"ผมนั่งคิดว่า คนที่สนิทกับคุณหญิงและพอจะคุยรู้เรื่องมีใครบ้าง ซึ่งก็มีผู้หลักผู้ใหญ่เยอะแยะ แต่ผมต้องการคนที่คุยกันแบบนักธุรกิจได้ ผมเป็นคนเดินเข้าไปหาคุณชาตรีเองแล้วขอให้เรียกมาคุยกันฉันมิตร ไม่ใช่เรื่องที่คุณชาตรีเป็นเจ้าหนี้ เพราะมีรายอื่นที่เป็นเจ้าหนี้ใหญ่กว่า แต่เพราะความสนิทสนมของทั้งสองฝ่าย"

จากคำพูดของพรเทพดูออกว่าเขาลำบากใจมาก ที่ไม่สามารถทำให้การเจรจาซื้อขายหุ้นครั้งนี้เป็นที่พอใจของทุกฝ่ายโดยเฉพาะราคาซื้อขายหุ้นที่กลุ่มผู้ถือหุ้นจำนวน 40% ในสยามกลการไม่พอใจ พรเทพยอมรับว่าราคาขายที่กำหนดขึ้นนั้น เป็นราคาที่คำนวณจาก book value เพราะไม่รู้ว่าจะเอาอะไรเป็นมาตรฐานได้ดีเท่านี้ รวมทั้งยังยอมรับว่าเป็นราคาแบบพี่น้องอีกด้วย เพราะงานนี้ทั้งผู้ซื้อและผู้ขายไม่ได้เป็นมืออาชีพทั้งคู่แต่เป็นพี่น้อง

"การเจรจาระหว่างมืออาชีพกับมืออาชีพน่ะมันง่าย แต่เมื่อผู้ซื้อไม่ใช่มืออาชีพกลายเป็นพี่สาวผม ประธานกิตติมศักดิ์ของบริษัทก็เป็นเตี่ยผมแล้วผู้ถือหุ้นก็เป็นญาติๆ ผมเพราะฉะนั้นการใช้อารมณ์ในการเจรจานี่มันมี ทั้งๆ ที่ตอนทำ ตอนคิด ผมไม่ได้คิดว่าผมเป็นผู้ถือหุ้น ผมคิดว่าผมเป็นมืออาชีพ ตอนพรีเซ็นต์ก็พรีเซ็นต์แบบมืออาชีพ แต่ผู้ถือหุ้นเป็นญาติผม มันจึงมีอารมณ์เข้ามาก็มั่วเลย"

อย่างไรก็ดี ในสายตาของพรเทพ เขาไม่คิดว่าผู้ถือหุ้นได้รับผลกระทบจากการขายหุ้นในราคา 1,200 ล้านบาทแต่อย่างใด หรือพูดง่ายๆ สยามกลการไม่เดือดร้อนที่ขายหุ้นในสยามยามาฮ่าทิ้งไป

"ผมไปค้นมาหมดแล้วที่ว่าเขาจ่ายเงินปันผล 44% น่ะไม่จริง สยามกลการได้รับเงินปันผลจากสยามยามาฮ่าไม่ถึงปีละ 20 ล้านบาท ถ้าเอาตัวเลขนี้มาคำนวณดู เชื่อไหมอีก 30 ปีผมตายแล้วเกิดใหม่เงินปันผลที่สยามกลการได้จากสยามยามาฮ่าก็ยังไม่ได้ครึ่งหนึ่งของราคาที่ขายเลย ผู้ถือหุ้นเสียหายตรงไหน อาจจะเสียก็ตรงที่ความรู้สึก ซึ่งผมก็รู้สึกเสียเหมือนกัน"

มองอีกด้านผู้ที่เสียหายน่าจะเป็นกลุ่มเคพีเอ็น

"เรามีการตั้งตุ๊กตากันว่าถ้าคุณหญิงนั่งเฉยๆ ไม่ดิ้นเลยนะ ก็จะไม่เสียสักบาท เพราะว่าตราบใดที่นายพรเทพจากสยามกลการยืนยันว่าไม่ยุ่งคุณก็จ่ายเงินปันผลไปเรื่อยๆ คุณก็ไม่ต้องจ่ายพันสองร้อยล้านบาท สรุปแล้วความคิดที่ดีที่สุดคือ ขาย จะได้จบ"

โดยสรุปแล้วปัจจัยสำคัญ ซึ่งมีน้ำหนักมากถึงหนึ่งในสามที่ทำให้พรเทพต้องตัดสินใจขายสยามยามาฮ่าก็คือ การที่ยามาฮ่า มอเตอร์ไม่ต่อสัญญาความช่วยเหลือทางด้านเทคโนโลยีกับสยามยามาฮ่า ส่วนอีก 2 ส่วนที่เหลือก็เพื่อจะยืนยันเจตนารมณ์ที่เคยประกาศเอาไว้ตั้งแต่วันแรกที่เข้าบริหารสยามกลการว่า ไม่ต้องการยุ่งเกี่ยวกับสยามยามาฮ่า บวกกับผลประโยชน์ที่สยามกลการได้รับจากสยามยามาฮ่าซึ่งหากตีความคำพูดของพรเทพ คือ "กระจอกมาก"

ดังนั้น 17 พฤษภาคมที่ผ่านมาจะมีการเซ็นสัญญาหรือไม่ ไม่สำคัญ ถ้าเตรียมการด้านต่างๆ ทันก็เซ็น ถ้าไม่ทันก็คงต้องเลื่อนไปจนกว่าจะพร้อมแต่ที่แน่ๆ มีการซื้อขายเกิดขึ้นเพื่อปิดเกมนี้ค่อนข้างแน่นอน

   




 








upcoming issue

จากโต๊ะบรรณาธิการ
past issue
reader's guide


 



home | today's news | magazine | columnist | photo galleries | book & idea
resources | correspondent | advertise with us | contact us

Creative Commons License
ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย