Search Resources
 
Login เข้าระบบ
สมัครสมาชิกฟรี
ลืมรหัสผ่าน
 
  homenewsmagazinecolumnistbooks & ideaphoto galleriesresources50 managermanager 100join us  
 
 


bulletToday's News
bullet Cover Story
bullet New & Trend

bullet Indochina Vision
bullet2 GMS in Law
bullet2 Mekhong Stream

bullet Special Report

bullet World Monitor
bullet2 on globalization

bullet Beyond Green
bullet2 Eco Life
bullet2 Think Urban
bullet2 Green Mirror
bullet2 Green Mind
bullet2 Green Side
bullet2 Green Enterprise

bullet Entrepreneurship
bullet2 SMEs
bullet2 An Oak by the window
bullet2 IT
bullet2 Marketing Click
bullet2 Money
bullet2 Entrepreneur
bullet2 C-through CG
bullet2 Environment
bullet2 Investment
bullet2 Marketing
bullet2 Corporate Innovation
bullet2 Strategising Development
bullet2 Trading Edge
bullet2 iTech 360°
bullet2 AEC Focus

bullet Manager Leisure
bullet2 Life
bullet2 Order by Jude

bullet The Last page


ตีพิมพ์ใน นิตยสารผู้จัดการ
ฉบับ เมษายน 2537








 
นิตยสารผู้จัดการ เมษายน 2537
"ตันตราภัณฑ์" วันนี้ขาย…พรุ่งนี้ขายอีกไหม ?"             
 


   
search resources

ตันตราภัณฑ์
วรวัชร์ ตันตรานนท์




ดูเหมือนว่าการประกาศขายทิ้งห้างสรรพสินค้าตันตราภัณฑ์ สาขาท่าแพที่เสมือนหนึ่งเป็นฐานรากความสำเร็จมากมายของห้างสรรพสินค้าตันตราภัณฑ์ เชียงใหม่ ที่ได้ชื่อว่าเป็นต้นแบบธุรกิจค้าปลีกขนาดใหญ่ในภูมิภาค จะช่วยตอกย้ำความรู้สึกเชื่อมั่นแก่หลายๆ คนว่า แผนการสวยหรูของ "ตันตราภัณฑ์" ที่จะเข้าไปจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์นั้น นับวันจะยิ่งห่างไกลความเป็นจริงไปเสียแล้ว !

50 ปีแห่งการสะสมทุน 50 ปีของการผูกขาดความเป็นหนึ่งที่หนีไม่พ้นสัจธรรมการเปลี่ยนแปลง อันเป็นนิรันดร์ของกลุ่มธุรกิจภูมิภาคกลุ่มนี้ได้ให้บทเรียนมากมายอย่างที่ไม่ควรผ่านเลย

"ตันตราภัณฑ์" พลั้งพลาดอะไรกันนักหรือ ?

นับแต่มีกระแสข่าวว่ากลุ่ม "เซ็นทรัล" มีแผนงานที่จะรุกเข้ามาเปิดสาขาเชียงใหม่ที่ศูนย์การค้ากาดสวนแก้ว เมื่อปี 2533-2534 เกมการต่อสู้ระหว่างกลุ่มค้าปลีกในท้องถิ่นกับยักษ์ค้าปลีกในท้องถิ่น กับยักษ์ค้าปลีกจากส่วนกลางก็ถูกกำหนดให้เริ่มต้นขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

เริ่มจากการตัดสินใจทุ่มทุนกว่า 2,000 ล้านบาท เพื่อก่อสร้างห้างสรรพสินค้าแอร์พอร์ตพลาซ่า บริเวณสามแยกอำเภอหางดง ในนามของบริษัทธรัตกร จำกัด ที่มี "วรกร ตันตรานนท์" นายกเทศมนตรีเทศบาลนครเชียงใหม่ ลูกชายคนโตของธวัช ตันตรานนท์ เป็นหัวเรือใหญ่อยู่

หลังจากที่เซ็นทรัลเริ่มเปิดดำเนินการสาขาเชียงใหม่เมื่อปี 2535 แล้ว เกมการต่อสู้ระหว่างยักษ์ค้าปลีกในภูธรและจากส่วนกลาง เริ่มเข้มข้นขึ้นเป็นลำดับ สิ่งที่กลุ่ม "ตันตราภัณฑ์" หยิบขึ้นมาเป็นหมากเด็ดทางการตลาดตลอดช่วงต้นปี 2535 ถึงปลายปี 2536 นั้น มีทั้งการจัดแคมเปญโปรโมชั่นสายสัมพันธ์ทางธุรกิจ-การเมือง ฯลฯ ผสมผสานกันทั้งหมดซึ่งสิ่งที่ปรากฏออกมาให้เห็นชัดเจนมากที่สุดก็คือ การจัดแคมเปญส่งเสริมการขายทั้งของแอร์พอร์ตพลาซ่า และตันตราภัณฑ์ทุกสาขา

จากเดิมในช่วงก่อนปี 2535 ระยะความถี่ในการจัดแคมเปญส่วนใหญ่จะมีขึ้นปีละ 1-2 ครั้ง มาเป็นการจัดขึ้นเดือนละครั้ง หรือบางช่วงยังต้องจัดขึ้นเป็นรายสัปดาห์กันเลยทีเดียว นอกจากนี้ยังได้เปิดบริการบัตรเครดิต "SILK CARD" ที่ให้เครดิตลูกค้าในการจ่ายเงินนานถึง 45 วัน เพื่อดึงลูกค้าเก่าเข้ามาเสริม

แต่การดำเนินการดังกล่าวนี้ทั้งหมด เป็นการเพิ่มภาระต้นทุนที่ "ตันตราภัณฑ์" ยังต้องแบกรับกันทั้งสิ้น

วรวัชร ตันตรานนท์ กรรมการผู้จัดการใหญ่และผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการฝ่ายค้าปลีกบริษัท ตันตราภัณฑ์สรรพสินค้า จำกัด ยอมรับว่าต้นทุนการดำเนินงานโดยเฉพาะด้านโปรโมชั่นเพิ่มสูงขึ้นไม่น้อยกว่า 1 เท่าตัว เช่นจากเดิมที่เคยใช้เดือนละ 500,000 บาท ก็จะเพิ่มเป็นไม่ต่ำกว่า 1 ล้านบาทต่อเดือน

มาตรการแก้เกมรุก "เซ็นทรัล" ของกลุ่ม "ตันตราภัณฑ์" ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมานี้ กล่าวได้ว่าไม่พลาดในแง่ของการบริหารการตลาด แต่ถือว่า "พลาดเต็มประตู" ในแง่การบริหารต้นทุน

เพราะในขณะที่ต้นทุนการดำเนินธุรกิจของตันตราภัณฑ์ขยับสูงขึ้นทั้งในส่วนของแอร์พอร์ตพลาซ่า-ตันตราภัณฑ์ทั้ง 2 สาขาคือ สาขาช้างเผือกและสาขาท่าแพ รวมทั้งริมปิงซุปเปอร์สโตร์-โชตนามอลล์-เซเว่นอีเลฟเว่น ที่ต้องใช้เงินในการลงทุนไม่น้อยกว่า 1 ล้านบาท/สาขาแล้ว

ยอดขายรวมทั้งหมดของกลุ่มยังต้องถูกแชร์ไปไม่น้อยกว่า 50-60% ทั้งจากเซ็นทรัลและแม็คโคร ที่เข้ามาเปิดสาขาเชียงใหม่เมื่อต้นปี 2536 ที่ผ่านมาซึ่งแม้ว่าจะเป็นลักษณะของการค้าส่งก็ตาม แต่ก็ถือว่ารูปแบบการขายสินค้าของแม็คโครนั้นไม่ได้แตกต่างไปจากการค้าปลีกเท่าใดนัก

นอกจากนี้จากการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้บริโภคในเชียงใหม่ ที่แต่เดิมยึดถือกันว่าถนนสายท่าแพ เป็นศูนย์กลางทางการค้าธุรกิจทุกประเภทนั้น แต่ปัจจุบันได้มีการเปลี่ยนแปลงไป และอาจกล่าวได้ว่า แทบจะตายสนิททีเดียวนั้น ได้ส่งผลทำให้ยอดขายของตันตราภัณฑ์สาขาท่าแพลดลงอย่างน่าใจหาย วรวัชรเคยยอมรับว่า ช่วงปี 2535 เป็นต้นมา ยอดการจำหน่ายสินค้าของตันตราภัณฑ์สาขาท่าแพลดลงไม่น้อยกว่า 20%

นั่นหมายถึงส่วนแบ่งการตลาดค้าปลีกของเชียงใหม่ทั้งหมด ที่ตันตราภัณฑ์เคยครองอยู่ไม่น้อยกว่า 50% ขณะนี้เหลืออยู่เพียง 25% เท่านั้น…!!

ส่วนความพยายามที่จะลดต้นทุนการดำเนินธุรกิจพร้อมกับเพิ่มสายสัมพันธ์ทางธุรกิจของตันตราภัณฑ์ ไม่ว่าจะเป็นการร่วมกับกลุ่มสมาชิกชมรมพีดีเอส และพีแอนด์โก ออสเตรเลีย ตั้งบริษัท ไทยดิสตริบิวชั่น เซ็นเตอร์ จำกัด ดำเนินการในลักษณะศูนย์กระจายสินค้าให้กับห้างที่เป็นสมาชิก โดยตันตราภัณฑ์ถือหุ้นอยู่ในสัดส่วน 9% ของทุนจดทะเบียน 100 ล้านบาท

พร้อมกับดึงกลุ่มบริษัทเอส แอนด์ พี ซินดีเคท จำกัด เข้าร่วมถือหุ้นในบริษัทตันตราภัณฑ์ ในหุ้นเพิ่มทุน 50 ล้านบาท และยังได้เข้าร่วมถือหุ้นในบริษัท ซี.เอ็น.บี รับช่วงแฟรนไชส์เซเว่นอีเลฟเว่นในพื้นที่ภาคใต้ ในสัดส่วน 10% ของทุนจดทะเบียน 10 ล้านบาท

แต่ทุกจุดที่ตันตราภัณฑ์เข้าไปร่วมถือหุ้นด้วยนั้น ยังต้องแบกรับภาระต้นทุนที่เพิ่มขึ้นเช่นเดิม โดยที่กำหนดเวลาที่จะถึงจุดคุ้มทุนได้ ยังอยู่อีกห่างไกลพอสมควร

แม้ว่าจะมีเอสแอนด์พีเข้าร่วมทุน และต่อสายป่านทางการเงินให้ยาวนานขึ้นได้พอสมควรก็ตาม แต่ก็ใช่ว่าจะสามารถยืนหยัดได้ตลอดกาล

แหล่งข่าวในเอสแอนด์พีที่เป็นที่ปรึกษาทางการเงินของตันตราภัณฑ์คนหนึ่ง เปิดเผยว่า ในช่วงที่ผ่านมา ตันตราภัณฑ์ประสบปัญหาสภาพคล่องทางการเงินจริง จนต้องยื่นขอกู้ BIBF ผ่านธนาคารกรุงเทพ จำกัด ที่เป็นแบงก์เจ้าหนี้รายใหญ่ไม่น้อยกว่า 200 ล้านบาท เพื่อนำมาเสริมสภาพคล่องทางการเงิน เพียงแต่จนถึงขณะนี้ยังไม่ได้รับการอนุมัติจากแบงก์เท่านั้นเอง

จากปมปัญหาต่างๆ ที่รุมเร้าอยู่ และคาราคาซังมาจนถึงขณะนี้นั้น กล่าวได้ว่าเป็นปัญหาใหญ่สำหรับยักษ์ใหญ่ในวงการห้างสรรพสินค้าภูธรมากพอสมควร โดยเฉพาะในท่ามกลางสถานการณ์ที่ต้องต่อสู้แข่งขันกับทุนยักษ์ใหญ่จากส่วนกลางแล้ว ดูเหมือนว่ายิ่งทำให้สถานภาพโดยรวมของห้างสรรพสินค้าที่ใหญ่ที่สุดในภูธรรายนี้ ตกอยู่ในวังวนที่ไม่ดีนัก

และเมื่อมาถึงขณะนี้สิ่งที่ "ตันตราภัณฑ์" จำเป็นที่จะต้องทำก็คือ ขายกิจการใดกิจการหนึ่งในเครือที่มีอยู่ โดยเฉพาะกิจการที่ทำให้ต้องแบกรับภาระต้นทุนที่เพิ่มสูงขึ้นและไม่สามารถทำกำไรได้เช่นเดิม

ตันตราภัณฑ์ สาขาท่าแพ ผ่านการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงนับครั้งไม่ถ้วน เพื่อต่อลมหายใจให้สามารถอยู่รอดได้ไม่ว่าจะเป็นการปรับปรุงให้เป็นฟู๊ดเซ็นเตอร์ และเซเว่นอีเลฟเว่น เมื่อปลายปี 2536 ที่ผ่านมา แต่แนวทางเหล่านี้ไม่สามารถช่วยได้มากนัก

นั่นคือที่มาของการตัดสินใจประกาศขายทิ้งกิจการในเครือที่เป็นเหมือนตัวฉุดรั้งการเติบโตของกลุ่มตันตราภัณฑ์ ซึ่งขณะนี้เริ่มมีกลุ่มนายหน้าในวงการพัฒนาที่ดินเข้าไปทาบทามขอเป็นตัวเชื่อมระหว่างผู้ซื้อกับกลุ่มตันตราภัณฑ์ โดยมีการกำหนดระดับราคาในเบื้องต้นที่ 160 ล้านบาท

"ไม่แปลก ถ้าหากเราจะขายกิจการใดกิจการหนึ่งที่เห็นว่าไม่สามารถทำกำไรได้แล้ว เพื่อนำเงินที่ได้มาไปช่วยเหลือกิจการในเครืออีกแห่งหนึ่งที่มีช่องทางทำกำไรได้ดีกว่า" นั่นคือการกล่าวย้ำถึงการตัดสินใจขายตันตราภัณฑ์ สาขาท่าแพของวรวัชร

อย่างไรก็ตามกระแสข่าวการขายกิจการในเครือของตันตราภัณฑ์ที่เกิดขึ้น ไม่ได้มีเพียงสาขาท่าแพเท่านั้น

ก่อนหน้านี้เคยมีการพูดคุยกันในกลุ่มบุคคลที่ใกล้ชิดกับตระกูลตันตรานนท์ว่า ตันตราภัณฑ์ต้องการที่จะขายตันตราภัณฑ์สาขาช้างเผือก สาขาท่าแพ โดยมีกลุ่มทุนขนาดใหญ่จากส่วนกลางที่มีการพูดคุยกันในเบื้องต้น แต่ยังไม่ได้ตกลงกันอย่างเป็นทางการว่าจะซื้อหรือไม่ 3 กลุ่มด้วยกันคือ กลุ่มบรรเจิด ชลวิจารณ์ ประธานกรรมการสหธนาคาร เจริญ ศิริวัฒนภักดี และกลุ่มซีพีที่มีความสัมพันธ์เริ่มต้นมาจากเซเว่นอีเลฟเว่น

และขณะนี้ยังมีกระแสข่าวออกมาอีกว่า กิจการในเครือที่ตันตราภัณฑ์อาจจะตัดสินใจขายธุรกิจทิ้งไปอีกแห่งหนึ่งก็คือ ริมปิงซุปเปอร์สโตร์ สาขาโชตนามอลล์ ถนนช้างเผือก แต่ก็ไม่มีการยืนยันจากกลุ่มผู้บริหารระดับสูงของตันตราภัณฑ์แต่อย่างใด

สิ่งที่เกิดขึ้นกับสนามค้าปลีกเชียงใหม่ โดยเฉพาะกรณีของ "ตันตราภัณฑ์" ไม่ใช่ครั้งสุดท้ายของทุนท้องถิ่นในสมรภูมิที่มียักษ์ใหญ่จากส่วนกลางเป็นคู่ต่อสู้อย่างแน่นอน

   




 








upcoming issue

จากโต๊ะบรรณาธิการ
past issue
reader's guide


 



home | today's news | magazine | columnist | photo galleries | book & idea
resources | correspondent | advertise with us | contact us

Creative Commons License
ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย