Search Resources
 
Login เข้าระบบ
สมัครสมาชิกฟรี
ลืมรหัสผ่าน
 
  homenewsmagazinecolumnistbooks & ideaphoto galleriesresources50 managermanager 100join us  
 
 


bulletToday's News
bullet Cover Story
bullet New & Trend

bullet Indochina Vision
bullet2 GMS in Law
bullet2 Mekhong Stream

bullet Special Report

bullet World Monitor
bullet2 on globalization

bullet Beyond Green
bullet2 Eco Life
bullet2 Think Urban
bullet2 Green Mirror
bullet2 Green Mind
bullet2 Green Side
bullet2 Green Enterprise

bullet Entrepreneurship
bullet2 SMEs
bullet2 An Oak by the window
bullet2 IT
bullet2 Marketing Click
bullet2 Money
bullet2 Entrepreneur
bullet2 C-through CG
bullet2 Environment
bullet2 Investment
bullet2 Marketing
bullet2 Corporate Innovation
bullet2 Strategising Development
bullet2 Trading Edge
bullet2 iTech 360°
bullet2 AEC Focus

bullet Manager Leisure
bullet2 Life
bullet2 Order by Jude

bullet The Last page


ตีพิมพ์ใน นิตยสารผู้จัดการ
ฉบับ พฤศจิกายน 2539








 
นิตยสารผู้จัดการ พฤศจิกายน 2539
บล.บีแซดดับบลิว-เคที การร่วมมือที่กลมกลืนจนน่าจับตา             
โดย กุสุมา พิเสฏฐศลาศัย
 


   
search resources

กรุงไทยธนกิจ,บงล
บีแซดดับบลิว-เคที,บล
พีรศิลป์ ศุภผลศิริ




บงล.กรุงไทยธนกิจควบบีแซดดับบลิว ซื้อ บล.บางกอกหลักทรัพย์ พีรศิลป์ ศุภผลศิริ ย้ำว่าการลงทุนครั้งนี้ เคทีทีคุ้มอยู่แล้ว จากวอลุ่มไม่น้อยกว่า 75% ที่บีแซดดับบลิวส่งผ่านมาให้ และธุรกิจวาณิชธนกิจที่จะทำร่วมกัน เชื่อได้ผลตอบแทนไม่น้อยกว่า 20% ต่อปี หากตลาดหลักทรัพย์ไทยมีวอลุ่มเฉลี่ยต่อวันประมาณ 5,000 - 6,000 ล้านบาท

การเปิดเสรีทางการเงินของรัฐบาลเริ่มทยอยออกมาใช้พร้อม ๆ กับกระแสการแข่งขันในแวดวงการเงินที่ทวีความรุนแรงขึ้นทุกขณะ เห็นได้ชัดจากการปรับตัวของสถาบันการเงินหลายแห่ง ซึ่งต่างก็มีหนทางและแบบฉบับของตัวเอง

ล่าสุด บงล.กรุงไทยธนกิจ (เคทีที) จับมือกับบริษัทบีแซดดับบลิว อินเตอร์เนชั่นแนล โฮลดิ้ง (บีแซดดับบลิว) บริษัทในเครือบาเคลย์ เพื่อเข้าซื้อกิจการของ บล.บางกอกหลักทรัพย์ จากบง.บางกอกเงินทุนทั้ง 100% โดยซื้อหุ้นทั้งหมดจำนวน 20 ล้านหุ้นในราคาหุ้นละ 38.55 บาท รวมเป็นเงิน 719.6 ล้านบาท

นับเป็นข่าวที่กล่าวขวัญกันไม่น้อยว่าเป็นดีลที่ค่อนข้างสมบูรณ์แบบลงตัว และเกิดผลดีต่อทุกฝ่ายทำเอาบุคคลในวงการเดียวกันบางท่านถึงกับเปรยว่า "หากเปรียบไปแล้ว บล.บางกอกหลักทรัพย์เดิมก็เหมือนกับบอลดิวิชั่น 4 แต่พอเปลี่ยนเป็น บล.บีแซดดับบลิว-เคที ก็เหมือนกับระดับพรีเมียร์ลีก" เท่ากับว่าในธุรกิจการเงินวันนี้มีคู่แข่งสำคัญที่น่าจับตามองเพิ่มขึ้นมาอีก 1 ราย

พีรศิลป์ ศุภผลศิริ ชายร่างเล็กหนวดงามวัย 40 ต้น ๆ ผู้ผ่านประสบการณ์ทางการเงินมากว่า 20 ปี ปัจจุบันดำรงตำแหน่งเป็นกรรมการผู้จัดการใหญ่ของ บงล.กรุงไทยธนกิจ เล่าถึงที่มาของเรื่องราวทั้งหมดว่า "เราคิดว่าการร่วมทุนกับต่างประเทศไม่ใช่เรื่องแปลก ถ้าเป็นบริษัทที่ดี มั่นคง แต่ทางบริษัทต่างประเทศก็มักจะขอถือหุ้นในเคทีทีมากกว่า ซึ่งเราก็ให้ไม่ได้จึงต้องไปร่วมทุนกับในชั้นลูก เราก็ไปหาบริษัทมา ซึ่งก็โชคดีที่หาได้ ก็ไปรวมกับเขาคนละครึ่ง แล้วก็ให้เขาบริหารงานไป"

เหตุผลสำคัญที่ไม่ต้องการให้บริษัทต่างประเทศเข้ามาถือหุ้นในเคทีทีก็เพราะว่า เคทีทีเป็นบริษัทที่ถือหุ้นโดยธนาคารกรุงไทยกว่า 80% จึงนับเป็นบริษัทที่รัฐบาลถือหุ้นโดยอ้อม การที่จะมีบริษัทต่างประเทศมาถือหุ้นร่วมด้วย และมีชาวต่างประเทศมานั่งเป็นกรรมการบริหารย่อมดูไม่ดีนัก

"เราเชื่อว่า ไทยควรจะมีบริษัทที่เป็นตัวแทนของคนไทยในธุรกิจนี้ ซึ่งจะสามารถชูธงไทยได้ 100% ซึ่งอาจจะไม่ใช่เราบริษัทเดียว ควรมีหลาย ๆ บริษัทอย่างในญี่ปุ่นเขาก็มีบิ๊กโฟร์ คือ ยามาอิชิ ไดวา โนมูระ และนิกโก้" พีรศิลป์ สะท้อนแนวคิด

หลังจากการพูดคุยกับบริษัทต่างประเทศหลายรายมาเกือบ 3 ปี ที่สุดก็มาลงเอยที่บีแซดดับบลิวด้วยเหตุผลที่ว่า พอใจในเงื่อนไขของกันและกัน บีแซดดับบลิวเป็นบริษัทในเครือธนาคารยักษ์ใหญ่ของยุโรป คือ ธนาคารบาเคลย์แห่งอังกฤษ ซึ่งมีวัฒนธรรมขององค์กรที่ไม่หวือหวามากคล้าย ๆ กับเคทีที และมีส่วนแบ่งตลาดในเมืองไทยสูงพอสมควร มีความถนัดทางด้านการเป็นนายหน้าค้าหลักทรัพย์ และงานทางด้านวาณิชธนกิจซึ่งจะเสริมกันได้ดี โดยที่ทั้ง 2 ฝ่ายต่างก็มีธนาคารขนาดใหญ่ให้ความสนับสนุนอยู่ในฐานะของบริษัทแม่

นับเป็นจังหวะดี เมื่อผู้ถือหุ้นใหญ่ของ บง.บางกอกเงินทุน คือ กลุ่มสวีเดนมอเตอร์ของตระกู่ลศรีไกรวิน และกลุ่มไรมอน ต้องการจะขาย บล.บางกอกหลักทรัพย์ออกไป เนื่องจากเป็นธุรกิจที่ไม่ถนัดเพื่อจะไปมุ่งเฉพาะธุรกิจเงินทุนที่ตนถนัดเท่านั้น ขณะที่ บงล.กรุงไทยธนกิจ ถือหุ้นใน บง.บางกอกเงินทุนอยู่ 10% ของทุนจดทะเบียน 600 ล้านบาท จึงทำให้การติดต่อซื้อขาย บล.บางกอกหลักทรัพย์เป็นไปได้สะดวกยิ่งขึ้น

การร่วมทุนครั้งนี้ เคทีทีและบีแซดดับบลิวได้เข้าถือหุ้นใน บล.บางกอกหลักทรัพย์ในสัดส่วน 50% และ 49% ตามลำดับ โดยเคทีทีซื้อหุ้นสามัญจำนวน 10 ล้านหุ้นในราคาหุ้นละ 38.55 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 385.5 ล้านบาท ทั้งนี้การจ่ายเงินและโอนหุ้นกันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยเงินลงทุนดังกล่าวมาจากทุนหมุนเวียนของบริษัท พร้อมกันนี้ได้เปลี่ยนชื่อ บล.บางกอกหลักทรัพย์ เป็น บล.บีแซดดับบลิว-เคทีด้วย

การร่วมมือกันในครั้งนี้ บงล.กรุงไทยธนกิจจะได้รับประโยชน์โดยตรงจากค่าธรรมเนียมในการซื้อขายหลักทรัพย์เนื่องจากมีเงื่อนไขว่า บล.บีแซดดับบลิว-เคที ซึ่งอยู่ในฐานะซับโบรกเกอร์จะต้องส่งคำสั่งซื้อขายหลักทรัพย์อย่างน้อย 75% ของปริมาณการซื้อขายทั้งหมดมาที่เคทีที ส่วนที่เหลืออีก 25% นั้นสามารถกระจายไปยังโบรกเกอร์รายอื่น ๆ ได้ ทั้งนี้จะเป็นการเสริมรายได้ค่านายหน้าของบริษัทซึ่งได้ลดลงไปหลังจากซับโบรกเกอร์ใหญ่ 2 ราย คือ ไทยรุ่งเรืองทรัสต์ และพรีเมียร์ ได้เขยิบฐานะเป็นโบรกเกอร์

นอกจากนี้ ยังจะมีการร่วมมือกันในธุรกิจวาณิชธนกิจ ทั้งในส่วนของ บงล.กรุงไทยธนกิจเอง และบล.บีแซดดับบลิว-เคที โดยจะช่วยกันพัฒนาและฝึกฝนบุคลากร การรับเป็นที่ปรึกษาการลงทุนเป็นผู้รับประกันการจัดจำหน่ายหุ้นและตราสาร

พีรศิลป์ เผยว่า "ในส่วนที่เราเข้าไปสนับสนุน บล.บีแซดดับบลิว-เคที คือ เมื่อมีธุรกิจอะไรก็ให้เขามาร่วมด้วย เช่น ธุรกิจวาณิชธนกิจ นอกจากนี้ก็ให้บีแซดดับบลิวทางเมืองนอกทำคู่กับเราด้วย แต่ในเรื่องการบริหารบีแซดดับบลิว-เคที เราก็ให้ทางบีแซดดับบลิวดูแลไปทั้ง 100% เลย โดยเราจะควบคุมจากในบอร์ดเท่านั้น ส่วนเราก็ดูแลเคทีทีไป"

อย่างไรก็ตาม การที่บีแซดดับบลิวมีเครือข่ายในหลาย ๆ ประเทศก็จะยังประโยชน์ให้บริษัทในงานด้านวาณิชธนกิจทั้งยังเป็นการสร้างชื่อเสียงในระดับนานาชาติ พร้อม ๆ กับการได้พันธมิตรที่แข็งแกร่งไปด้วย

สำหรับ บล.บีแซดดับบลิว-เคทีนี้จะเน้นการทำธุรกิจกับนักลงทุนสถาบันเท่านั้น เนื่องจากมองว่าการทำธุรกิจกับรายย่อยมีความเสี่ยงสูง ต้องใช้พนักงานมาก มีระบบควบคุมความเสี่ยง และมีค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง ดังนั้น เคทีทีจึงจำเป็นต้องรับโอนลูกหนี้ลูกค้ารายย่อยที่เปิดบัญชีมาร์จิ้นจาก บล.บางกอกหลักทรพัย์มาด้วย โดยมีวงเงินไม่เกิน 1,000 ล้านบาท

"ก็รับโอนมาเรียบร้อยแล้ว เท่าที่ทาง ก.ล.ต.เห็นชอบ บางส่วน ก.ล.ต. บอกว่าให้เก็บไว้ที่เดิม เพื่อแก้ปัญหาให้จบไปก็ไม่โอนมา ก็เอาไว้ทางบีแซดดับบลิว-เคทีบริหารไป" พีรศิลป์กล่าว

ปัจจุบันบริษัทกำลังเคลียร์ระบบและเอกสารทุกอย่าง เตรียมที่จะส่งมอบให้บีแซดดับลิวเข้าไปบริหาร ซึ่งคาดว่าจะเสร็จเรียบร้อยภายในเดือนพฤศจิกายน ระหว่างนี้ เคทีทีก็รักษาการไป โดยบีแซดดับบลิวได้ส่งคำสั่งซื้อขายผ่านมายังเคทีทีแล้ว

พีรศิลป์ เสริมว่า "การรับรู้รายได้ก็เริ่มไตรมาส 3 มาเทรดกับเรานิดหน่อย 1-2 สัปดาห์ แต่ไตรมาส 4 ก็จะเต็มที่เลย หลัก ๆ ก็คือ เราอยากได้ธุรกิจต่างประเทศเข้ามา ถ้าเราไม่มีการร่วมทุนกับเขา เขาก็ไม่ส่งวอลุ่มเข้ามาก็เท่านั้น"

อย่างไรก็ตาม การลงทุนของ KTT ในครั้งนี้ อาจเรียกได้ว่า เข้าผิดจังหวะไปบ้าง เนื่องจากเศรษฐกิจไทยในช่วงนี้อยู่ในภาวะซบเซา โดยเฉพาะตลาดหลักทรัพย์มีวอลุ่มซื้อขายต่อวันโดยเฉลี่ยในปีนี้ไม่เกิน 5,000 ล้านบาท ยิ่งในช่วงครึ่งปีหลังวอลุ่มการซื้อขายต่อวันมีเข้ามาน้อยมากบางวันมีเพียง 1,000 กว่าล้านบาทเท่านั้น

ผู้ชำนาญการทางเศรษฐกิจหลายท่านให้ความเห็นในทำนองเดียวกันว่า เศรษฐกิจไทยกำลังอยู่ในช่วงขาลง และธุรกิจหลักทรัพย์ก็อยู่ในช่วงที่ตกต่ำมาก พร้อมทั้งคาดว่าการฟื้นตัวยังคงไม่เกิดขึ้นในช่วงใกล้ ๆ นี้ และอาจกินเวลาหลายปี

แม้พีรศิลป์จะมองภาพเศรษฐกิจในลักษณะใกล้เคียงกันกับคนอื่น ๆ แต่เขาก็ยังย้ำว่า ถึงอย่างไรการร่วมทุนในครั้งนี้ก็ทำให้เคทีทีมีธุรกิจเพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน และได้ผลตอบแทนกลับมาคุ้มค่า เนื่องจากมีการคำนวณรายได้ที่จะเข้ามาแล้ว โดยตั้งวอลุ่มไว้ปีละประมาณ 5,000 - 6,000 ล้านบาท และยังไม่นับรายได้อย่างอื่นอีก เช่น จากธุรกิจวาณิชธนกิจที่จะทำร่วมกัน เคทีทีก็มีผลตอบแทนประมาณ 20% แล้ว และคาดว่าจุดคุ้มทุนจะประมาณ 3-4 ปี

อย่างไรก็ดี ทั้งหมดนี้ขึ้นอยู่กับอนาคตที่ไม่แน่นอนว่า ตลาดหุ้นไทยจะฟื้นขึ้นมาเมื่อไหร่ อย่างไร เพราะในปีนี้วอลุ่มการซื้อขายโดยเฉลี่ยอยู่ในระดับ 5,000 ล้านบาทต่อวันเท่านั้น ขณะที่นักลงทุนต่างประเทศกำลังถอนการลงทุนในไทยออก เนื่องจากไม่มั่นใจในเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของไทย แม้จะมีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจโดยเฉลี่ยปีละกว่า 8% ก็ตาม

การแข่งขันในทุกธุรกิจรุนแรงขึ้นทุกขณะ บริษัทเล็ก ๆ อยู่รอดได้ยาก จึงทำให้เกิดระบบการรวมตัวกันเพื่อให้ใหญ่ขึ้น ประหยัดต้นทุนมากขึ้น จนมีคำกล่าวกันอย่างหนาหูว่า ธุรกิจขณะนี้มิใช่การพยายามเพิ่มรายได้ให้มากที่สุดโดยการขยายกำลังการผลิต หากแต่ต้องพยายามอยู่รอด และสร้างกำไรให้ได้โดยการลดต้นทุนการผลิตให้มากที่สุด

จึงไม่น่าแปลกใจที่ บล.บีแซดดับบลิว-เคทีจะเน้นการทำธุรกิจกับนักลงทุนสถาบันเท่านั้น เนื่องจากจะประหยัดต้นทุนค่าใช้จ่ายหลาย ๆ ส่วนลงไปได้มาก และก้าวแรกที่ บล.บีแซดดับบลิว-เคที ได้เริ่มดำเนินการก็คือ การปลดพนักงานออกไปแล้วกว่า 100 คน

"อันนี้เป็นข้อตกลงตั้งแต่แรกแล้ว เนื่องจากมันเป็นธุรกิจเกี่ยวกับสถาบัน เราจำเป็นต้องให้เขาออกไป เพราะไม่มีงานให้ทำ ธุรกิจสถาบันนี้ใช้คนเพียงไม่กี่คน และอุตสาหกรรมโดยรวมก็คงจะเป็นอย่างนี้ ตอนนี้คนมันล้นงาน ผมคิดว่าต่อไปอีกหลาย ๆ บริษัทคงจะมีการทำอย่างนี้ เพราะเขาต้องรัดเข็มขัด ต้องปรับตัวลดจำนวนคนเพื่อความอยู่รอด" พีรศิลป์ อธิบาย

บง.บางกอกเงินทุน
ขอมุ่งเฉพาะธุรกิจที่ถนัด

ภาวะที่ธุรกิจหลักทรัพย์ซบเซาอย่างหนัก ประกอบกับการแข่งขันที่เพิ่มสูงขึ้น ทำให้กลุ่มสวีเดนมอเตอร์และกลุ่มไรมอน ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ของ บง.บางกอกเงินทุน เล็งเห็นว่า หากประกอบธุรกิจทางด้านหลักทรัพย์ต่อไปก็จะสร้างผลกำไรได้ยาก เนื่องจาก บล.บางกอกหลักทรัพย์เป็นบริษัทขนาดเล็กมีทุนจดทะเบียนเพียง 200 ล้านบาท และมีส่วนแบ่งตลาดเพียง 0.4-0.5% เท่านั้น ขณะที่ต้นทุนการดำเนินการและค่าใช้จ่ายกลับสูงขึ้นเรื่อย ๆ จนทำให้ผลประกอบการครึ่งปีที่ผ่านมามีตัวเลขติดลบ

ปรกณ์ บุณยเกื้อกูล กรรมการผู้จัดการ บง.บางกอกเงินทุน กล่าวยอมรับว่า "การแข่งขันในธุรกิจหลักทรัพย์ที่รุนแรงขึ้น หากไม่มีเครือข่ายที่เพียงพอย่อมขยายตัวได้ยาก เรายอมรับว่ามีความชำนาญในธุรกิจนี้ไม่เพียงพอ การขายออกไปเพื่อนำเงินมาพัฒนาธุรกิจที่เราชำนาญน่าจะเป็นหนทางที่ถูกต้อง"

และนั่นเองที่มาของการขาย บล.บางกอกหลักทรัพย์ให้แก่ บงล.กรุงไทยธนกิจ และบีแซดดับบลิวทั้ง 100% เป็นเงิน 719.6 ล้านบาท โดยไม่มีเงื่อนไขในการซื้อคืนภายหลัง ปกรณ์ให้เหตุผลว่า บง.บางกอกเงินทุนต้องการมุ่งเน้นที่จะรุกทางด้านเงินทุนเพียงอย่างเดียว เพื่อให้เป็นที่ยอมรับมีความมั่นคง และสร้างผลตอบแทนที่ดีแก่ผู้ถือหุ้น

เงินทั้งหมดที่ได้รับเข้ามาในครั้งนี้ จะนำไปเป็นเงินกองทุนเพื่อขยายสินเชื่อให้มากขึ้น โดยตั้งเป้าว่า ภายในสิ้นปีนี้ บง.บางกอกเงินทุน จะมีสินทรัพย์รวมเป็น 10,000 ล้านบาท จากยอดสิ้นปี 2538 มีอยู่ประมาณ 5,000 ล้านบาท หรือขยายตัว 100% โดยมีกำไรสุทธิเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 180 ล้านบาท จากที่ปี 2538 มีกำไรสุทธิ 150 ล้านบาท

ปกรณ์ ชี้แจงว่า หลังจากที่ซื้อใบอนุญาตมาราว 3 ปี ทางผู้บริหารแทบจะไม่ได้ทำอะไรเลย จึงเหมือนกับเริ่มต้นใหม่ทั้งหมด การที่ตั้งเป้าการเติบโตไว้สูงถึง 100% จึงไม่ถือเป็นตัวเลขที่มากมายอะไร

นอกจากนี้ ยังตั้งเป้าว่า ตั้งแต่ปีหน้าไปจนถึงปี 2544 จะพยายามทำสินทรัพย์รวมของบริษัทให้ขยายตัวเพิ่มขึ้นปีละประมาณ 5,000 ล้านบาท

สำหรับนโยบายการบริหารงานในขณะนี้ ปกรณ์ กล่าวว่า "ในระยะแรกที่เรายังนับหนึ่งอยู่ ก็ควรจะเริ่มจากธุรกิจขั้นพื้นฐานก่อน ต่อมาเมื่อมีความเข้มแข็งดีแล้วก็อาจจะหันไปทำธุรกิจที่หลากหลายยิ่งขึ้น"

โดยการขยายสินเชื่อยังคงเน้นใน 3 กลุ่มหลัก คือ สินเชื่อเคหะ สินเชื่อรถยนต์ และสินเชื่ออุตสาหรรม เนื่องจากมีฐานลูกค้าจากกลุ่มผู้ถือหุ้นใหญ่ 2 กลุ่มอยู่แล้ว หลังจากนั้นจึงค่อย ๆ ขยายฐานลูกค้าไปยังกลุ่มอื่น ๆ ให้กว้างขวางขึ้น

"การที่เรามุ่งตลาดไปตรงนี้ เพราะเป็นการเอื้อประโยชน์ซึ่งกันและกัน อีกทั้งบริษัทเองก็รู้ข้อมูลของลูกค้าทั้ง 2 กลุ่มนี้เป็นอย่างดีก็น่าจะทำงานได้ง่ายขึ้น" ปกรณ์ กล่าว

ปัจจุบัน บง.บางกอกเงินทุนมีพอร์ตสินเชื่ออยู่ประมาณ 4,500 ล้านบาท แบ่งเป็นสินเชื่อลูกค้ารายใหญ่และรายย่อยในสัดส่วน 50 : 50 และตั้งเป้าว่าจะขยายตัวด้านการปล่อยสินเชื่อในระยะ 3 ปีข้างหน้าอีกไม่ต่ำกว่าปีละ 1,200 ล้านบาท

ทั้งบงล.กรุงไทยธนกิจ และบง.บางกอกเงินทุน ต่างก็มีทิศทางการขยายธุรกิจที่แตกต่างกันไปตามพื้นฐาน และแนวคิดของตน แต่อย่างไรก็ดีธุรกิจในยุคที่การแข่งขันรุนแรงเช่นนี้ การปรับตัวและหากลยุทธ์ใหม่ ๆ เข้ามาย่อมเกิดขึ้นเสมอ ตราบใดที่ยังต้องการอยู่รอดต่อไป เพราะผู้ที่อยู่รอด คือ ผู้ที่ปรับตัวให้เข้ากับสภาวะแวดล้อมได้เร็วนั่นเอง

   




 








upcoming issue

จากโต๊ะบรรณาธิการ
past issue
reader's guide


 



home | today's news | magazine | columnist | photo galleries | book & idea
resources | correspondent | advertise with us | contact us

Creative Commons License
ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย