Search Resources
 
Login เข้าระบบ
สมัครสมาชิกฟรี
ลืมรหัสผ่าน
 
  homenewsmagazinecolumnistbooks & ideaphoto galleriesresources50 managermanager 100join us  
 
 


bulletToday's News
bullet Cover Story
bullet New & Trend

bullet Indochina Vision
bullet2 GMS in Law
bullet2 Mekhong Stream

bullet Special Report

bullet World Monitor
bullet2 on globalization

bullet Beyond Green
bullet2 Eco Life
bullet2 Think Urban
bullet2 Green Mirror
bullet2 Green Mind
bullet2 Green Side
bullet2 Green Enterprise

bullet Entrepreneurship
bullet2 SMEs
bullet2 An Oak by the window
bullet2 IT
bullet2 Marketing Click
bullet2 Money
bullet2 Entrepreneur
bullet2 C-through CG
bullet2 Environment
bullet2 Investment
bullet2 Marketing
bullet2 Corporate Innovation
bullet2 Strategising Development
bullet2 Trading Edge
bullet2 iTech 360°
bullet2 AEC Focus

bullet Manager Leisure
bullet2 Life
bullet2 Order by Jude

bullet The Last page


ตีพิมพ์ใน นิตยสารผู้จัดการ
ฉบับ ธันวาคม 2539








 
นิตยสารผู้จัดการ ธันวาคม 2539
รถยังติด เศรษฐกิจยังโตเคล็ดลับสุดยอดสู่ความสำเร็จของ "เซเว่น-อีเลฟเว่น"             
 


   
www resources

โฮมเพจ ซี.พี.เซเว่นอีเลฟเว่น

   
search resources

ซี.พี.เซเว่นอีเลฟเว่น, บมจ.
ปิยวัฒน์ ฐิตสัทธาวรกุล
Commercial and business




ปิยวัฒน์ ฐิตสัทธาวรกุล รองกรรมการผู้จัดการด้านปฏิบัติการ บริษัท ซี.พี.เซเว่น-อีเลฟเว่น จำกัด ปัจจุบันอายุ 42 ปี มากกว่าครึ่งหนึ่งของชีวิตการทำงานของเขาอยู่กับเครือเจริญโภคภัณฑ์ (ซี.พี.) มาตลอด

ตั้งแต่ พ.ศ. 2523 ปิยะวัฒน์เริ่มงานกับ ซี.พี. ในส่วนของ ซี.พี. ผลิตภัณฑ์อาหาร เริ่มต้นจากหัวหน้าแผนก แล้วเลื่อนตำแหน่งเป็นผู้จัดการกิจการไก่แผง ซึ่งในช่วงเดียวกันได้เข้าร่วมอบรมมาตรฐาน KFC ที่ฮาวาย สหรัฐอเมริกา และอบรมหลักการบริหาร KFC ที่สิงคโปร์ และในช่วงเวลาใกล้ ๆ กันก็ได้โอนย้ายไปเป็นผู้จัดการกิจการเป็ดเชอรี่ และผู้จัดการกิจการไก่ย่าง ตามลำดับ

จากนั้นในพ.ศ. 2533 ได้ย้ายมาอยู่ในส่วนของบริษัท ซี.พี.เซเว่น-อีเลฟเว่น ในตำแหน่งผู้จัดการทั่วไป และพ.ศ. 2536 และพ.ศ. 2536 ได้เลื่อนตำแหน่งเป็นผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการด้านปฏิบัติการอยู่สองปี ก่อนจะมารับตำแหน่งรองกรรมการผู้จัดการด้านปฏิบัติการในปีนี้

ปิยวัฒน์ จึงถือเป็นคนหนึ่งที่รู้จักการเติบโตของเซเว่น-อีเลฟเว่น เป็นอย่างดี และมีความเชื่อว่าความสำเร็จของคอนวีเนียนสโตร์อย่างเซเว่น-อีเลฟเว่น เป็นสิ่งที่ทุกคนอยากรู้ และให้ความสนใจมาก

ถึงขั้นที่ทำให้ปิยวัฒน์กล่าวเปิดตัวอย่างติดตลกในงานสัมมนา "คู่แข่งแฟรนไซส์ ไทยแลนด์" เมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2539 ที่โรงแรมเรดิสันนั้นว่า

50% ของผู้ซื้อบัตรเข้ามาในงานนั้น ซื้อ เพื่อต้องการเข้ามาฟัง เขาพูดถึงเคล็ดลับสุดยอการทำธุรกิจแฟรนไซส์ของเซเว่น-อีเลฟเว่นเป็นหลัก

เขาเริ่มต้นด้วยการเล่าถึงประวัติความเป็นมาของเซเว่น-อีเลฟเว่นว่าเริ่มมาจากบริษัททำน้ำแข็งชื่อเซ้าธ์แลนด์ไอซ์ ของสหรัฐอเมริกา ที่หันมาจำหน่ายสินค้าอุปโภค บริโภค ในรูปมินิมาร์ทนาน 19 ปี แล้วก็ปรับปรุงกิจการด้วยการเปิดร้านตอน 7 โมง แล้วเปิดตอน 5 ทุ่ม หรือ 11.00 P.M. พร้อมกับตั้งชื่อว่าเซเว่น-อีเลฟเว่น แล้วขายแฟรนไชส์ทั่วอเมริกา

"พอ 8 ปี หลังจากขายแฟรนไชส์เซเว่น-อีเลฟเว่น ไปทั่วอเมริกาแล้วเซ้าธ์แลนด์ไอซ์ ก็เริ่มขายแฟรนไชส์เซเว่น-อีเลฟเว่นไปทั่วโลก จนปัจจุบันมีผู้ซื้อลิขสิทธิ์มีผู้ซื้อลิขสิทธิ์การขยายแฟรนไชส์แล้ว 23 ประเทศทั่วโลก มีสาขาทั้งหมด 16,000 สาขา ถือเป็นคอนวีเนียนสโตร์ที่มีการขยายสาขาเป็นอันดับ 1 ของโลก" ปิยวัฒน์ กล่าว

สำหรับเซเว่น-อีเลฟเว่น เริ่มเปิดสาขาแรกที่พัฒนพงษ์ ในปี 2532 และขยายสาขาต่อไปในครึ่งปีแรก 7 สาขา ปีต่อมาขยายอีก 23 สาขา 77 สาขา และ 170 สาขาตามลำดับโดยไม่หยุด แม้ว่าในช่วง 3 ปีแรกเซเว่น-อีเลฟเว่นจะขาดทุนเป็น 100 ล้านบาท" ปิยวัฒน์ กล่าวและเล่าว่า

ใน 3 ปีแรกเซเว่น-อีเลฟเว่นจึงไม่มีการขายแฟรนไชส์ เพราะเชื่อว่าถ้าขายแฟรนไชส์ในช่วงที่บริษัทแม่ก็ยังไปไม่รอด และคงไม่ใช่การเริ่มต้นที่ดี แต่รอให้มีกำไรหลังจาก 3 ปีแรกแล้วจึงไม่ทำการขายแฟรนไชส์ให้กับผู้สนใจ

และปิยวัฒน์เองก็เชื่อว่า เซเว่น-อีเลฟเว่น จะยังขยายสาขาได้ต่อเนื่องตราบเท่าที่เศรษฐกิจของประเทศยังเติบโต และยิ่งเสริมกับสภาวะรถติด ซึ่งทำให้คนที่ต้องทำงานนอกบ้านมีเวลาน้อยลง ธุรกิจซูเปอร์มาร์เก็ตสแตนด์อโลนก็จะเป็นที่นิยม เพราะยิ่งคนทำงานมีเวลาน้อยลงก็จะพึ่งพาร้านสะดวกซื้อมากขึ้น

ปัจจุบันเซเว่น-อีเลฟเว่นมีสาขารวม 680 สาขา โดยแบ่งการบริหารงานเป็น 3 ระบบ คือบริษัทบริหารงานเองจำนวน 330 สาขา สองแฟรนไชส์ซื้อไปบริหารเองและใช้ทีมงานของแฟรนไชส์ทั้งหมดจำนวน 257 สาขา และสามระบบ SUB-AREA สำหรับภาคเหนือและภาคใต้คือขายทั้งจังหวัดให้กับผู้ซื้อ 1 คน เพื่อดูแลทั้งจังหวัด หรือดูแลในพื้นที่ 2-3 จังหวัดตามที่ได้รับสิทธิ์ ซึ่งส่วนมากจะเป็นจังหวัดที่อยู่ขอบประเทศ เช่น ภาคเหนือ ภาคใต้ และภาคอีสาน

โดยบริษัทแม่จะเป็นผู้กำหนดว่า ในแต่ละจังหวัดมีได้กี่สาขา พร้อมกับเงื่อนไขอื่น ๆ ปัจจุบันมีแฟรนไชส์ในระบบ SUB-AREA อยู่ 93 สาขา

จากจำนวน 680 สาขาที่มีอยู่ ดูแล้วเป็นตัวเลขที่มาก แต่ก็ไม่ใช่ตัวเลขที่ได้ตามเป้าที่บริษัทตั้งไว้แต่แรก เพราะก่อนหน้านี้ตัวเลขสาขาของเซเว่น-อีเลฟเว่นรวมในปี 2538 มีทั้งสิ้น 530 สาขา ซึ่งในช่วงนั้นผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อของบริษัทได้เคยประกาศตั้งเป้าไว้ว่าในปี 2539 ที่ผ่านมาจะต้องมีสาขาเพิ่มเฉลี่ยวันละ 1 สาขา

จำนวนสาขาที่ควรมีในปี 2539 จึงน่าจะเป็นตัวเลขที่ 885 สาขา ส่วนปี 2543 จะมีสาขาได้ครบ 2,000 สาขา ตามที่บริษัทเคยตั้งเป้าไว้หรือไม่ เป็นเรื่องต้องคอยดูกันต่อ

แม้จะมีตัวเลขสาขาของปี 2539 ไม่มากเท่าจำนวนที่คิดไว้ก็ตาม แต่จากตัวเลขที่มีอยู่ก็แทบจะทำให้ผู้ซื้อแฟรนไชส์มองว่า ซี.พี.บริษัทแม่ของเซเว่น-อีเลฟเว่น ค่อนข้างได้เปรียบแฟรนไชส์อยู่มาก ไม่ว่าจะเป็นเงื่อนไขการซื้อแฟรนไชส์ที่มีค่าลิขสิทธิ์ที่สูงกว่าคอนวีเนียนสโตร์รายอื่นที่แชร์ส่วนแบ่งผู้ซื้อแฟรนไชส์บางส่วนไปจากเซเว่น-อีเลฟเว่นและที่สำคัญคือ ประเด็นที่ลูกค้ามองว่าบริษัทแม่เอาเปรียบในการขายแฟรนไชส์ให้ผู้ซื้อในทำเลใกล้กันเกินไปในจุดที่มีแฟรนไชส์เซเว่น-อีเลฟเว่น ตั้งอยู่ก่อนแล้ว

ในกรณีนี้ ปิยวัฒน์ ให้เหตุผลว่า การแข่งขันของแฟรนไชส์ที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ใกล้กัน บริษัทจะถือเป็นโซนการค้า ซึ่งดูแล้วว่าสามารถเปิดได้มากกว่า 1 สาขา โดยที่แต่ละสาขาจะสามารถทำกำไรและเพิ่มยอดขายได้

โดยยกตัวอย่างย่านสะพานควาย ซึ่งมีแฟรนไชส์เซเว่น-อีเลฟเว่น อยู่ใกล้ ๆ กันอยู่ประมาณ 5-6 สาขา แต่ละสาขามียอดขายที่ดี ก่อนที่บริษัทจะตัดสินใจขายแฟรนไชส์ให้กับสาขาที่ 2-6 บริษัทได้ดูสาขาแรกที่เปิดแล้วพบว่า ผลจากการเปิดสาขาทำให้แม่ค้าย่านสะพานควายวางแผงค้าขายได้นานขึ้น ทำให้ตลาดคึกคัก เกิดการค้าที่ขยายวงกว้างขึ้น ทำให้เศรษฐกิจขยายตัวออกไปพอที่จะเปิดสาขาต่อไปได้โดยถือเป็นการช่วยเพิ่มยอดขาย

"ปัจจุบันแต่ละสาขาจะมียอดขายเฉลี่ย 5 หมื่นบาทต่อวัน หรือ 3 หมื่นบาทในต่างจังหวัด มีลูกค้าเข้าร้านประมาณ 1,200 รายต่อวัน" รองกรรมการผู้จัดการกล่าว

พร้อมทั้งเปิดเผยถึงสาเหตุที่เซเว่น-อีเลฟเว่น ขาดทุน 100 ล้านบาท ในช่วง 3 ปีแรกว่า เกิดจากการที่บริษัทมีสาขาเพียงไม่กี่สาขา มีกำไรขั้นต้นเพียง 18% ในขณะที่ต้องเสียค่าใช้จ่ายส่วนกลางในการพัฒนาปรับปรุงสาขาค่าใช้จ่ายด้านการตลาด ที่สำคัญการเปิดสาขาน้อยทำให้ค่าใช้จ่ายส่วนกลางมาก และนี่คือเหตุผลที่ทำให้ช่วงเริ่มต้นขาดทุน เซเว่น-อีเลฟเว่น ต้องเร่งเปิดสาขาเพื่อลดต้นทุนค่าใช้จ่าย

"ตอนนี้เรามีกำไรขั้นต้นประมาณ 28-30% และคาดว่าจะพัฒนาไปสู่ 36% ได้ เพราะความชำนาญเรื่องอาหารของ ซี.พี. จะเข้ามาช่วยในเรื่องซัปพลายที่วางในสาขาของเซเว่น-อีเลฟเว่น" ปิยวัฒน์ กล่าว

กำไรที่เซเว่น-อีเลฟเว่น ได้มาเป็นส่วนที่ใช้ในการขยายสาขาต่อไป ไม่ว่าจะเป็นส่วนที่บริษัทบริหารงานเอง หรือผู้ซื้อแฟรนไชส์บริหาร จึงทำให้มีผู้ซื้อแฟรนไชส์ 1 คน สามารถเป็นเจ้าของเซเว่น-อีเลฟเว่นได้มากกว่า 1 สาขา

"บางคนมาขอเปิดทีเดียว 2-3 สาขา แต่เราจะพิจารณาจากสาขาแรกก่อนว่าสามารถควบคุมมาตรฐานร้านได้ตามที่บริษัทกำหนดหรือไม่ ถ้าทำไม่ได้ก็จะไม่ให้มีสาขาที่ 2" ปิยวัฒน์ กล่าวและเล่าว่า

ผู้ซื้อแฟรนไชส์รายต่อ ๆ ไป จะมาจากกลุ่มเพื่อน พี่น้อง หรือคนใกล้ชิดกับผู้ซื้อเดิมที่แนะนำ แต่ไม่ใช่ว่าบริษัทจะสามารถขายแฟรนไชส์ให้กับ

   




 








upcoming issue

จากโต๊ะบรรณาธิการ
past issue
reader's guide


 



home | today's news | magazine | columnist | photo galleries | book & idea
resources | correspondent | advertise with us | contact us

Creative Commons License
ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย