Search Resources
 
Login เข้าระบบ
สมัครสมาชิกฟรี
ลืมรหัสผ่าน
 
  homenewsmagazinecolumnistbooks & ideaphoto galleriesresources50 managermanager 100join us  
 
 


bulletToday's News
bullet Cover Story
bullet New & Trend

bullet Indochina Vision
bullet2 GMS in Law
bullet2 Mekhong Stream

bullet Special Report

bullet World Monitor
bullet2 on globalization

bullet Beyond Green
bullet2 Eco Life
bullet2 Think Urban
bullet2 Green Mirror
bullet2 Green Mind
bullet2 Green Side
bullet2 Green Enterprise

bullet Entrepreneurship
bullet2 SMEs
bullet2 An Oak by the window
bullet2 IT
bullet2 Marketing Click
bullet2 Money
bullet2 Entrepreneur
bullet2 C-through CG
bullet2 Environment
bullet2 Investment
bullet2 Marketing
bullet2 Corporate Innovation
bullet2 Strategising Development
bullet2 Trading Edge
bullet2 iTech 360°
bullet2 AEC Focus

bullet Manager Leisure
bullet2 Life
bullet2 Order by Jude

bullet The Last page








 
ผู้จัดการรายวัน21 สิงหาคม 2549
เครือCMCกรุ๊ปทุ่มเงินทุนพันล.ผุดโครงการหรู             
 


   
search resources

Real Estate
CMC Group




นายแพทย์วิเชียร แพทยานันท์ กรรมการผู้จัดการบริษัท เจ้าพระยา- มหานคร หนึ่งในเครือ CMC Group เปิดเผยถึงความคืบหน้าการพัฒนาโครงการขนาใหญ่ในช่วงครึ่งปีหลังว่า บริษัทได้ตัดสินใจที่จะเดินหน้าพัฒนาโครงการบ้านหรูระดับไฮเอนด์ขึ้นมา โดยจะนำที่ดินสะสม(แลนด์แบงก์)ประมาณ 99 ไร่ โซนพระราม 2 ช่วงกิโลเมตรที่ 10 นำมาพัฒนาเป็นโครงการบ้านเดี่ยวระดับไฮเอนท์ โดยได้กำหนดทางเลือกไว้ 2 แนวทางคือ หากสถานการณ์การเมืองสามารถเลือกตั้งใหม่ได้ภายในที่ประกาศไว้ คือ 15 ต.ค.นี้ ทางบริษัทจะดำเนินการพัฒนาโครงการในช่วงปลายปี แต่หากไม่มีการเลือกตั้งในช่วงเวลาดังกล่าว ทางบริษัทจำเป็นต้องเลื่อนไปเปิดในช่วงไตรมาสแรกของปี 2550

" โครงการดังกล่าวจะให้เลื่อนไปมากกว่านี้คงไม่ได้แล้ว เพราะทุกอย่างถูกกำหนดไว้ บริษัทต้องเดินตามแผนมิฉะนั้นจะส่งผลกระทบได้ โดยเหตุผลที่ต้องพัฒนาโครงการระดับไฮเอนท์ เนื่องจากพื้นที่ดังกล่าวอยู่ในพื้นที่สีเขียวอนุรักษ์ โดยตั้งแต่กิโลเมตรที่ 8 จะถูกกำหนดให้พัฒนาโครงการระดับบนขึ้นไป ขนาดของบ้านต้องเกิน 100 ตารางวา และด้วยราคาที่ดินที่สูง การเลือกลูกค้าต้องมีความเหมาะสมกับการทำโครงการ"กรรมการผู้จัดการกล่าว

สำหรับในรายละเอียดของโครงการจะพัฒนาเป็น 5 เฟส คือ เฟสที่ 1 และ 2 เป็นบ้านสั่งสร้าง ระดับราคาในช่วงแรกประมาณ 8-15 ล้านบาท ส่วนเฟสที่ 3และ 4 จะเป็นแบบบ้านพร้อมอยู่ รวมทั้งโครงการมีจำนวน 200 กว่าหลัง และมี 30 หลังที่จะขายประมาณ 10-20 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 10% ของมูลค่าโครงการ 2,500 ล้านบาท มูลค่าเงินลงทุนทั้งโครงการกว่า 1,000 ล้านบาท ขณะนี้อยู่ระหว่างรอการอนุมัติสินเชื่อจากธนาคารพาณิชย์

นายแพทย์วิเชียรกล่าวถึงโครงการคาซ่า ยูเรก้า บางแค ว่า สามารถปิดการขายในเฟสที่ 1 และ 2 ได้หมดแล้ว คาดว่าจะทยอยโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่ลูกค้าได้ภายในเดือนก.ย.นี้ การก่อสร้างมีความคืบหน้ากว่า 90% ทั้งนี้ กลุ่มลูกค้าส่วนใหญ่จะมีฐานะการเงินค่อนข้างดี ประกอบธุรกิจทางด้านวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ทำให้การตัดสินใจซื้อจะเลือกใช้เงินสดในการโอนสูงถึง 50% เนื่องจากไม่ต้องการมีภาระทางด้านดอกเบี้ยจ่ายแก่ธนาคารพาณิชย์สูงเกินไป

สำหรับโครงการคาซ่า ยูเรก้า พื้นที่พัฒนาโครงการประมาณ 11 ไร่ จำนวนที่เปิดขาย 144 ยูนิต ปัจจุบันในเฟสที่ 1 และ 2 จะมีประมาณ 84 ยูนิต มีส่วนของโฮมออฟฟิศประมาณ 97%และส่วนของทาวน์เฮาส์ประมาณ 7 หลัง ขณะที่เฟสที่ 3 และ 4 อยู่ระหว่างการก่อสร้าง คาดว่าเมื่อโครงการมีความคืบหน้าทางด้านงานก่อสร้างประมาณ 70-80% จึงจะเริ่มเปิดการขายอย่างเป็นทางการประมาณปลายเดือนพ.ย.นี้ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ลูกค้าที่จะตัดสินใจซื้อเร็วขึ้น ซึ่งรูปแบบจะมีทั้งโฮมออฟฟิศ,ทาวน์โฮม และทาวน์เฮาส์ประมาณ 12 หลัง

" หากจะมองภาพรวมโซนฝั่งธนบุรี ฐานะอาจจะไม่ค่อยดีหรือเด่นกว่าโซนอื่นๆ ซึ่งผู้ประกอบการที่เข้ามาพัฒนาโครงการในทำเลดังกล่าวจะทำสินค้าระดับล่างเพื่อให้เข้ากับกลุ่มลูกค้า แต่การที่โครงการคาซ่า ยูเรก้า เสนอราคาขายที่สูงขึ้นประมาณ 7-8% มาอยู่ที่ 2.8-2.9 ล้านบาท เนื่องจากทางโครงการได้เน้นการก่อสร้างที่มีคุณภาพ วัสดุก่อสร้างที่ดี เฟอร์นิเจอร์ที่เพิ่มเข้าไปให้แก่ลูกค้า ดังนั้นกำไรจากโครงการยูเรก้าจะอยู่ประมาณ 12% จากมูลค่าโครงการ 430 ล้านบาท โดยในปีนี้บริษัทได้ตั้งเป้ายอดขายประมาณ 500 ล้านบาท "

ด้านนายสงกรานต์ อิสสระ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ชาญอิสสระ ดีเวล็อปเมนท์ จำกัด (มหาชน)หรือ CI กล่าวว่า บริษัทคงจะชะลอการพัฒนาโครงการใหม่ ในส่วนของบ้านเดี่ยวระดับไฮเอนท์ไปก่อน เนื่องจากสถานการณ์ทางการเมือง และทิศทางของเศรษฐกิจยังไม่ค่อยจะดีนัก โดยขณะนี้คงเหลือเพียงโครงการบ้านอิสสระ พระราม 9 ปัจจุบันเหลือขายอยู่เพียง 8 ยูนิต คาดว่าจะสามารถปิดโครงการได้ภายในปีนี้ โดยในยูนิตสุดท้ายบริษัทจะพัฒนาเป็นบ้านขนาดใหญ่บนเนื้อที่ 1 ไร่ พื้นที่ใช้สอย 1,200 ตารางวา พร้อมตกแต่ง สไตล์โม-เดิร์นหลุยส์ ราคา 130 ล้านบาท ขณะนี้อยู่ในระหว่างการตกแต่งภายใน คาดว่าจะแล้วเสร็จและเปิดการขายได้ในเดือนต.ค.49นี้

สำหรับที่ดินบริเวณย่านสุวรรณภูมินั้น แจงว่า เดิมมีที่ดินประมาณ 1,334 ไร่ โดยเป็นการร่วมทุนกับกลุ่ม มารูบินี จำกัด จากประเทศญี่ปุ่น ในการก่อตั้งบริษัท อินเตอร์เนชั่นแนล รีซอร์ท ดีเวลลอป-เม้นท์ จำกัด หรือ IRD เป็นเจ้าของที่ดิน แต่ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมาได้ขายให้แก่บริษัท คิงพาวเวอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล กรุ๊ป ของนายวิชัย รักศรีอักษร ไปจำนวน 300 ไร่ ซึ่งปัจจุบันได้พัฒนาพื้นที่บางส่วนเป็นโกดังเก็บของ,สนามกอล์ฟขนาด 9 หลุม ซึ่งเป็นสนามปิดไว้สำหรับให้บริการแก่สมาชิก

สำหรับที่ดินส่วนที่เหลือซึ่งถือว่าเป็นที่ดินแปลงงามติดคลองพระองค์เจ้าไชยยานุชิต อีกจำนวน 49 แปลง รวม 98 ไร่ ซึ่งทางนายวิชัย รักศรีอักษร มีแผนที่จะนำบางแปลงมาปลูกสร้างบ้านของตนเอง และที่เหลือจะขายให้กับบุคคลใกล้ชิด อีกทั้งยังมีนโยบายที่จะสร้างโรงแรม สไตล์วิลล่า และสปอร์ตคอมเพล็กซ์ บนพื้นที่ 40 ไร่ จำนวน 40 ห้อง รองรับลูกค้าอีกส่วนหนึ่ง โดยในอนาคตเมื่อทางคิงพาวเวอร์ฯมีการพัฒนาโครงการขึ้นมา ลูกค้าก็จะสามารถใช้บริการ ในส่วนสนามกอล์ฟและสนามโปโลได้ด้วยเช่นกัน

"การที่กลุ่มคิงพาวเวอร์ฯซื้อที่ดินของเราไป เท่ากับเป็นการช่วยบุกเบิกที่ดินแปลงดังกล่าวให้แก่กลุ่มบริษัทก่อน ทำให้ที่ดินมีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งบริษัทได้ซื้อไว้เมื่อประมาณ 20 ปีที่แล้ว โดยไม่ได้คิดว่าจะซื้อเพื่อรองรับสุวรรณภูมิแต่อย่างใด เพราะขณะนั้นยังไม่มีอะไรชัดเจน แต่ที่ซื้อเพราะเห็นว่าเป็นทำเลที่ดีมีศักยภาพ เป็นรอยต่อไปยังจังหวัดต่างๆในภาคตะวันออกทั้งหมด ซึ่งถือว่ามีโรงงานอุตสาหกรรมมากที่สุด และยิ่งปัจจุบันสนามบินสุวรรณภูมิแล้วเสร็จพร้อมที่จะเปิดให้บริการได้ในเดือนก.ย.นี้ด้วยแล้วยิ่งส่งผลดีต่อศักยภาพที่ดินเพิ่มขึ้นอีกจากเดิมที่ดินดิบในย่านนี้ราคาไร่ละประมาณ 2 ล้านบาท ขณะนี้ปรับขึ้นมาไร่ละประมาณ 4 ล้านบาท ในส่วนของบริษัทยังไม่มีความรีบร้อนที่จะนำที่ดินส่วนที่เหลือมาพัฒนาโครงการ เพราะที่ดินไม่ได้มีภาระหนี้สินแต่อย่างใด คงรอให้ระบบสาธารณูปโภคในย่านสุวรรณภูมิพร้อมเสียก่อน ซึ่งอนาคตคงจะพัฒนาโครงการในรูปแบบของเมืองที่มีทุกรูปแบบครบวงจร ทั้งที่อยู่อาศัย,สำนักงาน,ศูนย์การค้าและโรงเรียน เป็นต้น "นายสงกรานต์กล่าว

สำหรับโครงการในส่วนต่างจังหวัดนั้น ยังมีแผนที่จะนำที่ดินบริเวณชะอำ จ.เพชรบุรี จำนวน 14 ไร่ มาพัฒนาโครงการใหม่ซึ่งคอนเซ็ปต์จะคล้ายกับบ้านเพลินทะเลภายใต้ชื่อ "บ้านชาญทะเล" ในรูปแบบของ พูลวิลล่าติดทะเล จำนวน 5-6 ยูนิต ราคาประมาณ 30 ล้านบาท และคอนโดมิเนียมโลว์ไรท์ 7 อาคารจำนวน 160 ยูนิต พื้นที่รวม 20,000 ตารางเมตร ราคาประมาณ 3-12 ล้านบาท ทั้งนี้ รวมมูลค่าโครงการประมาณ 1,200 ล้านบาท ขณะนี้อยู่ระหว่างการออกแบบคาดว่าจะสามารถเปิดตัวได้ประมาณวันที่ 23 ตุลาคม 2549

นอกจากนี้ บริษัทมีแผนที่จะซื้อที่ดินในตัวเมืองหัวหิน ใกล้กับโรงแรมสายลม อีก 1 แปลง พื้นที่ประมาณกว่า 10 ไร่มีแผนที่จะพัฒนาเป็นคอนโดมิเนียมแบบโลว์ไรท์ สูง 7 ชั้น จำนวน 6 อาคาร ระดับราคา 5-7 หมื่นบาท ต่อตารางเมตรเนื่องจากอยู่ในเมือง ส่วนรายละเอียดต่างๆยังไม่สามารถเปิดเผยได้ในขณะนี้

โครงการศรีพันวา จ.ภูเก็ต ที่ผ่านมาบริษัทได้ซื้อที่ดินบนแหลมพันวาเพิ่มอีก 27 ไร่ เพื่อพัฒนาในเฟสที่ 3 ต่อเนื่องโดยจะพัฒนาเป็นพูลวิลล่า ให้เช่า จำนวน 50-60 ยูนิต ระดับราคา 800-1,200 เหรียญสหรัฐต่อคืนงบการลงทุนประมาณ 600 ล้านบาท โดยบริษัทจะใช้งบลงทุนมาจากการขายวิลล่าในโครงการศรีพันวามาพัฒนาต่อ ด้านการก่อสร้างจะเริ่มดำเนินการในปี 50 และจะแล้วเสร็จภายในระยะเวลา 1 ปีครึ่ง   




 








upcoming issue

จากโต๊ะบรรณาธิการ
past issue
reader's guide


 



home | today's news | magazine | columnist | photo galleries | book & idea
resources | correspondent | advertise with us | contact us

Creative Commons License
ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย