Search Resources
 
Login เข้าระบบ
สมัครสมาชิกฟรี
ลืมรหัสผ่าน
 
  homenewsmagazinecolumnistbooks & ideaphoto galleriesresources50 managermanager 100join us  
 
 


bulletToday's News
bullet Cover Story
bullet New & Trend

bullet Indochina Vision
bullet2 GMS in Law
bullet2 Mekhong Stream

bullet Special Report

bullet World Monitor
bullet2 on globalization

bullet Beyond Green
bullet2 Eco Life
bullet2 Think Urban
bullet2 Green Mirror
bullet2 Green Mind
bullet2 Green Side
bullet2 Green Enterprise

bullet Entrepreneurship
bullet2 SMEs
bullet2 An Oak by the window
bullet2 IT
bullet2 Marketing Click
bullet2 Money
bullet2 Entrepreneur
bullet2 C-through CG
bullet2 Environment
bullet2 Investment
bullet2 Marketing
bullet2 Corporate Innovation
bullet2 Strategising Development
bullet2 Trading Edge
bullet2 iTech 360°
bullet2 AEC Focus

bullet Manager Leisure
bullet2 Life
bullet2 Order by Jude

bullet The Last page








 
ผู้จัดการรายวัน27 ตุลาคม 2549
"บลูสโคป"รุกตลาดก่อสร้าง-อสังหาฯเพิ่มเฉดสีเหล็กเคลือบหวังข่มสินค้าผนังกระเบื้อง-ปูน             
 


   
www resources

โอมเพจ บลูสโคป สตีล (ประเทศไทย)

   
search resources

Metal and Steel
บลูสโคป สตีล(ประเทศไทย), บจก.




"Bluescope" ส่งผลิตภัณฑ์เหล็กเคลือบสี รุกธุรกิจก่อสร้าง-อสังหาฯ เจาะกลุ่มตลาดตลาดผนังและหลังคา พร้อมเปิดตัวเหล็กเคลือบเพิ่มเฉดสี ชูจุดเด่น เบา ทนทาน ไม่แตกไม่ร้าว ข่มกระเบื้องหลังคา-ผนังบ้านอาคารสูง-โรงงาน หวังทดแทนวัสดุก่อสร้าง ผนัง-หลังคา ในตลาดอสังหาฯ ระยะยาว แจงตลาดโลกมีแนวโน้มดีขึ้น หลัง "สหวิริยา"ผู้ผลิตและจำหน่ายเหล็กเจ้าใหญ่ในไทย ตั้งโงงานถลุงเหล็กจะช่วยลดต้นทุนอุตสาหกรรมเหล็ก ส่งผลโครงสร้างเหล็ก -ผนัง สามารถแข่งขันด้านราคากับวัสดุก่อสร้างปูน-กระเบื้อง-โมเนีย และระบบพรีแฟบอย่างเท่าเทียม

นายปีเตอร์ วิลสัน ประธานกลุ่ม บริษัท บลูสโคป ประเทศไทย จำกัด (Bluescope Steel) เปิดเผยว่า บริษัทได้พัฒนาผลิตภัณฑ์เหล็กเคลือบสีเพิ่มอีก 15 สี เพื่อเป็นการตอกย้ำ และรองรับความต้องการของลูกค้าในตลาดอย่างต่อเนื่อง โดยก่อนหน้านี้ บริษัทมีการพัฒนาผลิตภัณฑ์ เหล็กเคลือบสีออกวางขายในตลาดไปแล้ว 29 เฉดสี ซึ่งถือว่าได้รับการตอบรับที่ดี ทั้งนี้การพัฒนาผลิตภัณฑ์ เหล็กเคลือบสีออกสู่ตลาด บริษัทไม่ได้มุ่งหวังให้สินค้าเข้ามาทดแทนผลิตภัณฑ์เหล็กที่มีการใช้อยู่ในตลาดแล้ว

ทั้งนี้ การพัฒนาเหล็กเคลือบสีดังกล่าว บริษัท ต้องการให้เกิดการใช้ทดแทนวัสดุก่อสร้างในตลาดก่อสร้าง โดยเป็นการเสนอวัสดุก่อสร้างเหล็กให้เป็นอีกทางเลือกหนึ่งกับผู้ประกอบการบ้านจัดสรร โรงงานอุตสาหกรรม , ซุปเปอร์เซ็นเตอร์ ,ห้างสรรพสินค้าและผู้ประกอบการคลังสินค้า หันมาใช้เหล็กเป็นวัสดุก่อสร้างทดแทนวัสดุก่อสร้างประเภทปูน กระเบื้อง และโมเนีย ที่ใช้ก่อสร้างผนัง หลังคา และตัวอาคารต่างๆ ในตลาดอุตสาหกรรมก่อสร้างในขณะนี้ โดยเสนอข้อเปรียบเทียบการใช้เหล็กในการก่อสร้าง หลังคา และผนังที่มีข้อดีมากกว่าวัสดุประเภทอื่นให้ผู้ประกอบการและผู้บริโภคมีทางเลือกมากขึ้น

"เหล็กมีข้อดี คือสามารถขึ้นรูปได้ตามความต้องการ โดยไม่มีลอยต่อ ไม่แตก ไม่ร้าว น้ำหนักเบากว่ากระเบื้องหลังคา มีความทนทานมากกว่ากระเบื้อง หรือโมเนีย ที่นิยมใช้อยู่ในอุตสาหกรรมก่อสร้างในขณะนี้ เรามั่นใจว่าในอนาคตอุตสาหกรรมก่อสร้างในประเทศไทยจะหันมาใช้เหล็กเป็นโครงสร้างผนัง และหลังคามากขึ้น และจะสามารถเข้าไปทดแทนสินค้าในกลุ่มปูนซิเมนต์ กระเบื้อง แต่จะต้องสร้างความคุ้นเคยกับผู้บริโภคเชื่อมั่น และยอมรับหันมาใช้เหล็กในการก่อสร้างแทนวัสดุดังกล่าวให้มากขึ้น" นายปีเตอร์ กล่าว

นายปีเตอร์ กล่าวว่า ปัจจุบันบริษัทมีเหล็กเคลือบสีที่ขายอยู่ในตลาด 3 กลุ่ม ประกอบด้วย 1. กลุ่มเหล็กเคลือบสี Colorbond ซึ่งจะเจาะกลุ่มตลาดพรีเมียม อาทิ ห้างสรรพสินค้า ,ซุปเปอร์เซ็นเตอร์ ,อาคารสูงและโดม ฯลฯ มีสีให้เลือก14 สี จากเดิม 9 สี 2.กลุ่มเหล็กเคลือบสี Pima เน้นเจาะกลุ่มตลาดระดับกลาง อาทิ โรงงานอุตสาหกรรม มีให้เลือก10 สี และ3. กลุ่มเหล็กเคลือบสี P-Zacs ซึ่งเจาะกลุ่มตลาดระดับล่าง อาทิ บ้านจัดสรร ,อาคารสูง ,อุตสาหกรรมการเกษตร เช่น ฟาร์มเลี้ยงสัตว์

นายปีเตอร์ กล่าวว่า ปัจจุบันบริษัทมีกำลังการผลิตรวม 90,000 ตันต่อปี โดยเป็นการผลิตเพื่อขายในประเทศไทยเป็นหลัก และส่งออกบางส่วน อย่างไรก็ตามเนื่องจากในปี49 ช่วงไตรมาสที่ 2 ที่ผ่านมาสภาพตลาดอุตสาหกรรมการก่อสร้างในประเทศไทยเกิดการชะลอตัวจากปัญหาทางการเมือง ดอกเบี้ย และน้ำมัน ทำให้ตลาดอุตสาหกรรมก่อสร้างชะลอการลงทุน ทำให้บริษัทต้องปรับแนวธุรกิจ โดยหันไปส่งออกต่างประเทศเพิ่มขึ้น แต่หลังจากที่ปัจจัยลบต่างๆ หมดไป บริษัทก็จะหันมาจำหน่ายในประเทศเป็นหลักเช่นเดิม ซึ่งขณะนี้ตลาดก็เริ่มดีขึ้น

" เชื่อว่าอุตสาหกรรมการก่อสร้างในประเทศไทย ยังมีโอกาสในการเติบโตได้อีกมาก ดังนั้นเพื่อรองรับการขยายตัวของอุตสาหกรรมการก่อสร้างในไทย บริษัทจึงลงทุนก่อสร้างโรงงาน และเพิ่มกำลังการผลิตในประเทศไทยในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ใช้งบในการลงทุนก่อสร้างโรงงานและการผลิตไป 3,000 กว่าล้านบาท"

ส่วนข้อเสียบเปรียบของเหล็กในกรณีที่ ราคาเหล็กมีความผันผวนขึ้นและลงเร็ว เมื่อเทียบกับราคาวัสดุก่อสร้างอื่นๆ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อธุรกิจของบริษัทได้ในอนาคตนั้น บริษัทมั่นใจว่าในระยะ2-3 ปีข้างหน้า เทคโนโลยีการผลิตเหล็ก และการถลุงเหล็กในประเทศไทยจะเทียบเท่าต่างประเทศ ซึ่งจะทำให้ราคาเหล็กในประเทศไทยถูกลง เพราะมีต้นทุนเทียบเท่าต่างประเทศ โดยเฉพาะเมื่อ บริษัท ผู้จำหน่ายเหล็กรายใหญ่ของไทย อาทิ บริษัท สหวิริยา สตีลอินดัสตรี จำกัด(มหาชน) ได้นำเทคโนโลยีการผลิตเหล็กเข้ามา เพื่อเปิดโรงงานถลุงเหล็ก ซึ่งจะช่วยให้ราคาเหล็กในประเทศถูกลง และเมื่อราคาเหล็กถูกลงก็จะทำให้ความสามารถในการแข่งขันของเหล็กกับปูน และวัสดุก่อสร้างสามารถแข่งขันกันได้ในเรื่องราคา รวมถึงการแข่งขันทางด้านระบบการก่อสร้างแบบเบ็ดเสร็จหรือ พรีแฟบด้วย   




 








upcoming issue

จากโต๊ะบรรณาธิการ
past issue
reader's guide


 



home | today's news | magazine | columnist | photo galleries | book & idea
resources | correspondent | advertise with us | contact us

Creative Commons License
ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย