Search Resources
 
Login เข้าระบบ
สมัครสมาชิกฟรี
ลืมรหัสผ่าน
 
  homenewsmagazinecolumnistbooks & ideaphoto galleriesresources50 managermanager 100join us  
 
 


bulletToday's News
bullet Cover Story
bullet New & Trend

bullet Indochina Vision
bullet2 GMS in Law
bullet2 Mekhong Stream

bullet Special Report

bullet World Monitor
bullet2 on globalization

bullet Beyond Green
bullet2 Eco Life
bullet2 Think Urban
bullet2 Green Mirror
bullet2 Green Mind
bullet2 Green Side
bullet2 Green Enterprise

bullet Entrepreneurship
bullet2 SMEs
bullet2 An Oak by the window
bullet2 IT
bullet2 Marketing Click
bullet2 Money
bullet2 Entrepreneur
bullet2 C-through CG
bullet2 Environment
bullet2 Investment
bullet2 Marketing
bullet2 Corporate Innovation
bullet2 Strategising Development
bullet2 Trading Edge
bullet2 iTech 360°
bullet2 AEC Focus

bullet Manager Leisure
bullet2 Life
bullet2 Order by Jude

bullet The Last page


ตีพิมพ์ใน นิตยสารผู้จัดการ
ฉบับ พฤศจิกายน 2549








 
นิตยสารผู้จัดการ พฤศจิกายน 2549
คีรีมายา : มายาชีวิต กิตติ ธนากิจอำนวย             
โดย สุภัทธา สุขชู สมเกียรติ บุญศิริ
 

   
related stories

ชุมชนชีวิตของคนที่ต้อง "ตกผลึก" แล้ว
เที่ยวเขาใหญ่...ไม่มีอด (ความ) อยาก
ปากช่องที่ไม่มีคนปากช่อง
St.Stephen's โรงเรียนนานาชาติกลางขุนเขา
Gran Monte Vineyard สวรรค์น้อยกลางเขาใหญ่

   
www resources

โฮมเพจ คีรีมายา

   
search resources

กิตติ ธนากิจอำนวย
Hotels & Lodgings
คีรีมายา, บจก.




วันที่กิตติ ธนากิจอำนวย ยืนมองที่ดินจำนวน 1,200 ไร่ ของสนามกอล์ฟเขาใหญ่ คันทรี คลับ เขาบอกกับตัวเองว่า ที่ดินแปลงนี้เป็นแปลง
ที่สวยงามที่สุดในเขาใหญ่ และสิ่งที่เกิดขึ้นในใจครั้งแรกคือ ต้องการเป็นเจ้าของที่ดินผืนนี้

"ผมมองเห็นที่ดินแปลงนี้ มันเหมือนกับปราสาทที่สร้างมาอย่างสวยงามกลางป่า แต่ถูกทิ้ง ให้รกร้าง มีเถาวัลย์ขึ้นอยู่เต็มไปหมด" กิตติอธิบายภาพที่ติดตามาจนถึงทุกวันนี้ ยามเมื่อเข้ามาดู ที่ดินก่อนตัดสินใจซื้อ

ที่ดินแปลงนี้ถูกสร้างเป็นสนามกอล์ฟในแบบสนามกอล์ฟติดภูเขา เพราะด้านหนึ่งของสนาม กอล์ฟติดกับอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ เมื่อเปิดบริการในช่วงที่เศรษฐกิจบูมก็ได้รับความสนใจจากนักกอล์ฟจำนวนมาก ที่นิยมชมชอบในเรื่องของธรรมชาติ แต่เมื่อเกิดวิกฤติเศรษฐกิจ การล่มสลาย ของสถาบันการเงิน สนามกอล์ฟแห่งนี้เป็นสินทรัพย์ของธนาคารกรุงเทพฯ พาณิชย์การที่ถูกนำออกมาประมูลหลังจากธนาคารแห่งนี้ประสบปัญหาเรื่องการทุจริตของผู้บริหาร และถูกทางการยึดไปในที่สุด

กิตติเล่าให้ฟังว่า เมื่อทราบว่าจะมีการประมูลที่ดินแปลงนี้ ก็เป็นความตั้งใจเลย ว่าจะเข้าร่วมประมูล โดยยังไม่มีความคิดที่ชัดเจนว่าจะทำโครงการอะไรในที่ดินแปลงนี้

เมื่อสนใจเข้าร่วมประมูล กิตติต้องการ ให้บริษัทโนเบิล ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด ซึ่งเขาเป็นผู้บริหารเข้ามาประมูลและทำโครงการ เพิ่มเติม แต่ก็ได้รับการคัดค้านจากลูกน้องในบริษัท โดยให้เหตุผลว่าหากให้บริษัทเข้าประมูลและทำโครงการ จะต้องมีรูปแบบธุรกิจ (business model) ที่ชัดเจนว่าต้องใช้เงินเท่าไร ทำโครงการประเภทไหน และผลตอบ แทนเป็นอย่างไร เพราะโนเบิลเป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ต้องมีความรับผิดชอบต่อผู้ถือหุ้นด้วย

กิตติบอกว่า สิ่งที่ลูกน้องคัดค้านเป็นสิ่งที่ถูกต้อง ทำให้เขาต้องกลับไปหาเงินลงทุน จากแหล่งอื่นมา และสุดท้ายเขาก็ได้แหล่งเงิน ใกล้ตัวมากที่สุดนั่นก็คือเงินของภรรยาเขาเอง อมรพิมล ธนากิจอำนวย (ลูกสาวอำนวย วีรวรรณ) พร้อมกับประมูลที่ดินแปลงนี้ไปในราคา 400 ล้านบาท ในนามของบริษัทครอบครัวธนากิจอำนวย

"เมื่อประมูลที่ดินแปลงนี้ได้ ก็เริ่มวาด ฝันแล้วว่าจะทำโครงการอะไร แต่ใช้เวลาคิดนานมากกว่าจะลงตัว"

สิ่งแรกที่เขาเริ่มลงมือทำก็คือ การปรับปรุงสนามกอล์ฟเดิมที่ถูกทิ้งมาเนิ่นนานใหม่อีกครั้ง โดยมีแนวคิดต้องไม่แปลกแยกกับ ธรรมชาติ เพราะของเดิมได้รับการยอมรับจากบรรดานักกอล์ฟอยู่แล้ว

การมีสนามกอล์ฟเพียงอย่างเดียวคงไม่สามารถนำเงินมาใช้คืนภรรยาได้แน่นอน วิญญาณของนักพัฒนาที่ดินของกิตติ ที่ช่วงหลังได้ปรับเปลี่ยนจากความร้อนแรงในยุคเริ่มต้น มาเป็นความลุ่มลึกตามระยะเวลาที่เนิ่นนานขึ้น ก็ได้ออกมาโลดแล่นภายนอกอีกครั้งหนึ่ง

ความลุ่มลึก และการตกผลึกทางความคิดในการพัฒนาที่ดินของกิตติในช่วงที่ผ่านมา สะท้อนออกมาในโครงการนี้อย่างน่าสนใจ

ขั้นตอนแรกเขาปรับปรุงสนามกอล์ฟให้กลับมาใช้งานได้ พร้อมกับเติมส่วนที่ขาดไปให้สมบูรณ์ เพราะอย่างน้อยชื่อเสียงเดิมของสนามแห่งนี้ ก็มีพลังเพียงพอที่จะดึงนักกอล์ฟที่เคยย่ำกรีนที่นี่มาแล้ว ให้กลับมาอีกครั้งหนึ่งได้ไม่ยาก

ขั้นต่อไปมีสนามกอล์ฟอย่างเดียวไม่พอ ต้องมีสิ่งอำนวยความสะดวกอื่นตามมาด้วย สิ่งที่เขาเลือกก็คือ การ สร้างโรงแรม

"ผมตัดสินใจสร้างโรงแรม เราสามารถทำให้เป็นโรงแรมหรูหราระดับห้าดาวก็ได้ แต่ผม คิดว่าไม่ใช่ เราต้องการให้ที่นี่เป็นที่พักผ่อนใกล้ธรรมชาติมากที่สุด ต้องมีความดิบผสมกับความ หรูหรา ลองนึกภาพดูว่าคนไปเที่ยวป่าซาฟารี ต้องการอะไร เขาต้องการความหรูหราและดิบ เลยกลับมาดูว่า เราอยู่อีสาน อย่างนั้นต้องมีวัฒนธรรมอีสานเข้ามา เราหาข้อมูล ถ่ายภาพ เรารู้ว่าอีสานเป็นวัฒนธรรมของคนยากจน เราต้องหาเอกลักษณ์ ซึ่งก็พบแต่กระต๊อบเพียงอย่างเดียวที่เป็นเอกลักษณ์ของอีสาน"

การก่อสร้างตัวอาคารภายนอกทั้งหมด จึงประกอบไปด้วยไม้ และเหล็กแบบหยาบๆ เรียบๆ ไม่ใช่วัสดุแบบใหม่ที่มีใช้กันอยู่ การตกแต่งภูมิทัศน์ก็เลียนแบบป่า ไม่ใช่สวนประดิษฐ์เหมือนโรงแรมทั่วไป เปรียบได้กับสาวอีสานที่ไม่มีการปรุงแต่ง

แต่ความหรูหราจะอยู่ในส่วนของการให้บริการจากพนักงานที่ได้รับการอบรมมาอย่างดี ที่เข้าใจว่าลูกค้าต้องการอะไร

กิตติได้ว่าจ้างให้เชนบริหาร ALiLa ที่มีความชำนาญในการบริหารโรงแรมรีสอร์ตห้าดาว โดยเฉพาะรีสอร์ตประเภทบูติกในแถบเอเชียแปซิฟิกเข้ามาดำเนินการให้ ซึ่งรวมถึงการฝึกอบรมพนักงานคนไทยให้ด้วย และรวมถึงระบบสาธารณูปโภคที่กิตติย้ำว่าที่นี่เลิศหรูแน่นอน

"ที่นี่คุณสามารถเชื่อมต่อคอมพิวเตอร์ ระบบไร้สาย (WI-FI) จะนั่งทำงานตรงจุดไหนก็ได้ ต่ออินเทอร์เน็ตได้ทันที ระบบนี้เราต้องลงทุนลากสายไฟเบอร์ออฟติก (Fiber Optic) เข้ามาในโครงการ ระบบไฟฟ้าลงดิน ทั้งหมด แม้แต่ระบบเครื่องปรับอากาศทำ ความเย็น เราก็ติดตั้งเครื่องทำความเย็นรวมห่างออกไปจากห้องพัก ผู้ที่มาพักจะไม่ได้ยินเสียงการทำงานของเครื่องปรับอากาศ ไม่ว่าจะอยู่ส่วนไหนของโครงการ เราลงทุนไปมาก กับระบบพวกนี้"

แต่สิ่งที่เป็นเครื่องยืนยันความหมายของความดิบบนความหรูหรา นั่นก็คือเต็นท์ที่พัก จำนวน 4 หลัง ถึงจะเป็นเต็นท์ก็ต้องบอกว่าเป็นเต็นท์ในความหมายใหม่ เทียบได้ กับห้องสูทขนาดใหญ่ของโรงแรมชั้นหนึ่งในกรุงเทพฯ เพราะเต็นท์ที่นี่มีสิ่งอำนวยความสะดวกครบถ้วน อ่างน้ำวนขนาดใหญ่ เครื่อง ปรับอากาศ และราคาค่าพักอยู่ที่คืนละ 22,000-27,000 บาท

"สุดยอดของการมาค้างคืนที่เขาใหญ่ นั่นก็คือต้องนอนเต็นท์กลางป่า แต่เต็นท์ของผมจะทำให้คุณรู้สึกเหมือนราชาของเผ่าเบดูอิน" กิตติตอกย้ำแนวคิดความดิบบนความหรูหรา

การปรับปรุงและก่อสร้างเพิ่มเติมใช้เวลาไปถึง 3 ปี ซึ่งเขาอธิบายว่า เพราะต้องการความแตกต่าง และเป็นเอกลักษณ์ ทำให้การ ก่อสร้างออกมาในลักษณะ เขียนแบบไป สร้างไป ผู้รับเหมาไม่รู้ว่าเดือนหน้าจะก่อสร้างตรงส่วนไหน คล้ายๆ กับงานศิลปะ แต่งานทั้งหมดก็จบลงได้

เมื่อสนามกอล์ฟ โรงแรม เสร็จสิ้นลง การหาชื่อก็ทำให้กิตติต้องใช้ความคิดอย่างหนักอีกครั้งหนึ่ง เพราะทีมงานสรรหาชื่อมาให้เลือกเป็นร้อยชื่อ แต่ยังไม่มีชื่อไหนถูกใจ

"ผมเลยกลับมาที่ตัวเองว่าเห็นอะไรบ้างในโครงการนี้ ผมเห็นภูเขา เห็นหมอก ต้นไม้ใบหญ้า รู้สึกว่าโลกเราเหมือนมายา เห็นภูเขาที่สวยงาม ก็รู้ถึงความน่ากลัวที่แฝงอยู่ มันเหมือน ภาพมายา ก็เลยได้คำว่ามายาก่อน จะเป็นเขาใหญ่มายา ภูเขามายาละ สุดท้ายก็เลยได้คำว่า คีรีมายา เมื่อลองเทสต์กับลูกค้า ผลก็ออกมาดี ก็เลยลงตัว"

คีรีมายา เขาใหญ่ จึงเปิดตัวอย่างเป็นทางการเมื่อ 2 ปีที่แล้ว พร้อมๆ กับความแปลก ใหม่ในส่วนของสนามกอล์ฟ และโรงแรม ที่ชัดเจนว่าหากต้องการความหรูต้องที่นี่แห่งเดียว

สิ่งที่กิตติทำมาตลอด 5 ปี ตั้งแต่ซื้อที่ดิน สร้างโรงแรม สร้างชื่อคีรีมายาให้เป็นที่รู้จัก ลงทุนลงแรงไปอย่างมากมาย ก็เพื่อขั้นตอนสุดท้ายของการพัฒนาที่ดินแปลงนี้ นั่นก็คือการขาย ที่พักอาศัยในคีรีมายา

"ตอนนี้เราจะเดินแบบนักพัฒนาที่ดิน เพราะไม่มีโรงแรมไหนจะมาสร้างบนที่ดิน 1,200 ไร่ ผมวางแผนไว้ว่าจะสร้างโรงแรมใหม่ในคีรีมายา เป็นโรงแรมแบบวิลลา พูล (Villa Pool) มีขนาดเล็ก ดิบ แต่หรูหรา ทุกวิลลามีสระว่ายน้ำเป็นส่วนตัว แต่จะทำในแบบขายให้เจ้าของนำกลับมาให้เราดูแลเรื่องหาคนเข้าพัก วิธีการนี้ทำให้คนซื้อจ่ายเงินน้อยลง เพราะวิลลาใหม่เราขายยูนิตละ 9 ล้านบาท แต่คนซื้อจ่ายเพียง 2-3 ล้านบาท ส่วนค่าผ่อนก็มาจากค่าเข้าพักที่เราจัดการบริหารให้ และเจ้าของก็ยังมีสิทธิ์เข้าพักได้เท่าที่ต้องการ วิลลาส่วนนี้ตั้งใจว่าจะมีประมาณ 100-120 ยูนิต" กิตติอธิบายการขาย ที่พักอาศัยรูปแบบใหม่ในคีรีมายา

ส่วนรูปแบบการทำเป็นที่พัก หรือโรงแรม ก็ต้องเป็นไปในทิศทางเดียวกับคีรีมายา ไม่ใช่แปลกแยกออกไป จนทำให้แนวคิดที่วางไว้เสียหาย และช่วงนี้ได้เริ่มทำ การขายพื้นที่ส่วนนี้แล้ว ผลตอบรับก็อยู่ในเกณฑ์ดี รวมทั้งจะลงมือก่อสร้างในเดือนเมษายนปีหน้า

แต่ที่เป็นเป้าหมายหลักของการพัฒนา ที่ดินแปลงนี้ อยู่ที่โครงการบ้านเดี่ยวระดับหรู ตามสไตล์คีรีมายา กิตติเล่าให้ฟังว่า

"ผมจะทำบ้านเดี่ยวแปลงใหญ่เนื้อที่มากกว่า 1 ไร่ ประมาณ 49 ยูนิต ซึ่งจะหรูหรามาก คนซื้อต้องมีเงินเหลือกินเหลือใช้จริงๆ เพราะราคาขายอยู่ที่ยูนิตละ 30-40 ล้านบาท ผมเชื่อว่าเขาใหญ่สามารถเป็นที่พัก ที่หรูหราได้"

การตั้งราคาสูงขนาดนี้มาจากการแก้ปัญหาของคนที่มีบ้านพักที่เขาใหญ่ ซึ่งแน่ นอนว่าส่วนใหญ่ ไม่ได้มาใช้ชีวิตประจำวันที่นี่ ใช้เฉพาะวันหยุด บ้านจึงขาดการดูแล เมื่อเจ้าของบ้านมาถึงก็ต้องมาทำความสะอาด แก้ปัญหาของบ้าน ทำอาหาร ซึ่งเสียเวลาที่มาพักผ่อน แต่บ้านในคีรีมายามีคนดูแล ทำความสะอาด และพร้อมให้บริการเหมือนโรงแรมชั้นหนึ่ง

"อยู่ที่นี่คุณแค่กระดิกนิ้วทีเดียวทุกอย่างก็พร้อมอยู่ตรงหน้า ด้วยพนักงานของคีรีมายาที่อบรมมาอย่างดี" นี่คือภาพที่กิตติจะทำให้เกิดขึ้นกับลูกค้าที่ซื้อบ้านของเขา

ปัจจัยที่จะทำให้โครงการนี้ไปได้ดี เขาเชื่อว่ามีลูกค้ากลุ่มหนึ่งที่ต้องการโครงการ ชั้นดีที่เขาใหญ่ แต่ในตลาดไม่มีใครผลิตสินค้า ออกมาตอบสนองความต้องการ อาจจะเป็นเพราะประสบการณ์ของตัวเขาเองที่มีบ้านพักที่เขาใหญ่ และประสบปัญหามากมายตามมา ภายหลัง

กลุ่มลูกค้าเป้าหมายอีกกลุ่มหนึ่งก็คือนักธุรกิจที่มองหาลู่ทางการลงทุน ก็สามารถใช้โอกาสนี้เข้ามาร่วมกับคีรีมายาได้เช่นกัน เขายกตัวอย่าง วิชา พูลวรลักษณ์ เจ้าของเมเจอร์ซีนีเพล็กซ์ ที่มีความคิดจะทำสปารีสอร์ต ก็สามารถมาทำสปารีสอร์ตในโครงการนี้ได้

กิตติอธิบายเพิ่มเติมด้วยว่า "ที่ผ่านมาคีรีมายา ทำสองอย่างคือ อย่างแรกเราสร้างเมือง ทำถนน เราสร้างสยามสแควร์ โรงแรม สร้างสาธารณูปโภคครบถ้วนทุกอย่างแล้ว สามารถมาเชื่อมต่อได้ทันที อย่างที่สองก็คือเราก็ทำตัวเป็นคนขายส่ง (Hold Sale) คนที่ต้องการสร้างบูติก โฮเตล เราก็บอกเขาว่ามาสร้างที่นี่ ไม่ต้องลงทุนมากเหมือนที่ผมทำ"

นี่คือเหตุว่า ทำไมกิตติต้องใช้เวลาถึง 5 ปีในการทำคีรีมายา ก่อนที่จะเปิดการขายโครงการต่อเนื่อง

เขาบอกด้วยว่า การขายสินค้าให้กับคนกลุ่มนี้ ไม่ใช่การขายบนกระดาษ แม้จะอธิบาย ว่าสร้างสิ่งอำนวยความสะดวกดีเลิศ สวยงามอย่างไร ก็ไม่ได้ผล ต้องขายจากของจริงเท่านั้น เพราะคนกลุ่มนี้ไม่เชื่ออะไรง่ายๆ

กลุ่มลูกค้าที่เขาตั้งเป้าไว้ ก็คือกลุ่มที่มีความมั่นคงในชีวิต และชอบความสงบ เป็นธรรมชาติ ต้องการบ้านพักผ่อนอย่างแท้จริง และยังไม่มีบ้านที่เขาใหญ่ ส่วนลูกค้าที่มีบ้านอยู่แล้วไม่ค่อยเข้าข่ายเท่าไรนัก เขาให้เหตุผลว่า

"ซื้อบ้านเหมือนกับการแต่งงาน หากไม่รักไม่ชอบตอนหลัง แล้วหย่ากันลำบาก ก็ต้องอยู่กันต่อไป"

ด้วยสัดส่วนที่ดินขนาดใหญ่แบบนี้ กิตติบอกว่ายังสามารถทำต่อไปได้ถึง 10 ปี หากไม่ซื้อที่ดินเพิ่ม เขาวางแผนจะหยุดชีวิตการทำงานในอีก 3 ปีข้างหน้า คือเมื่ออายุ 55 ปี แต่เขาเองก็ไม่มั่นใจว่าจะวางมือได้หรือไม่   




 








upcoming issue

จากโต๊ะบรรณาธิการ
past issue
reader's guide


 



home | today's news | magazine | columnist | photo galleries | book & idea
resources | correspondent | advertise with us | contact us

Creative Commons License
ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย