Search Resources
 
Login เข้าระบบ
สมัครสมาชิกฟรี
ลืมรหัสผ่าน
 
  homenewsmagazinecolumnistbooks & ideaphoto galleriesresources50 managermanager 100join us  
 
 


bulletToday's News
bullet Cover Story
bullet New & Trend

bullet Indochina Vision
bullet2 GMS in Law
bullet2 Mekhong Stream

bullet Special Report

bullet World Monitor
bullet2 on globalization

bullet Beyond Green
bullet2 Eco Life
bullet2 Think Urban
bullet2 Green Mirror
bullet2 Green Mind
bullet2 Green Side
bullet2 Green Enterprise

bullet Entrepreneurship
bullet2 SMEs
bullet2 An Oak by the window
bullet2 IT
bullet2 Marketing Click
bullet2 Money
bullet2 Entrepreneur
bullet2 C-through CG
bullet2 Environment
bullet2 Investment
bullet2 Marketing
bullet2 Corporate Innovation
bullet2 Strategising Development
bullet2 Trading Edge
bullet2 iTech 360°
bullet2 AEC Focus

bullet Manager Leisure
bullet2 Life
bullet2 Order by Jude

bullet The Last page








 
ผู้จัดการรายสัปดาห์6 พฤศจิกายน 2549
“บีพีบี”เดินหน้าขยายตลาดหวังกินรวบทุกเซกเมนต์             
 


   
search resources

ไทยผลิตภัณฑ์ยิบซั่ม, บมจ.
Tiles and Roofs




“ไทยผลิตภัณฑ์ยิปซั่ม”ประกาศลุยตลาดกลาง-ล่าง หลังตลาดบนชะลอตัว ส่งระบบฝ้าเพดานทีบาร์Slim Gridและแผ่นเพดานยิปซัมทาสีสำเร็จรูปSlim D?cor ลงสนาม ตั้งเป้าโกยรายได้ปีนี้ 3,000 ล้านบาท

ขณะที่ตลาดวัสดุในปี2549 เริ่มมีทิศทางที่ชัดเจนขึ้น จากการเติบโตของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ รวมไปถึงตลาดส่งออกที่มีอัตราเติบโตตาม ทำให้ทิศทางการเติบโตของวัสดุตกแต่งตามพลอยเติบโตตามไปด้วย

บริษัท ไทยผลิตภัณฑ์ยิปซั่ม จำกัด(มหาชน) ผู้ผลิตและจำหน่ายฝ้าเพดาน-ผนังยิปซั่ม ซึ่งนอกจากครองความเป็นหนึ่งในตลาดวัสดุฝ้า-เพดานซึ่งเป็นวัสดุตกแต่งบ้านระดับบนแล้ว ยังเห็นโอกาสในการขยายตลาดระดับกลาง-ล่าง เพราะเป็นตลาดที่ใหญ่และยังไม่มีผู้ผลิตรายใดลงมาผลิตสินค้าที่มีคุณภาพอย่างจริงจัง อย่างไรก็ตาม ในตลาดมีผู้ผลิตสินค้าหลายรายแต่ส่วนใหญ่เป็นสินค้าโนเนมไม่ได้มาตรฐาน

ชัยฤทธิ์ สังสิทธิพันธุ์ ผู้อำนวยการฝ่ายขายและการตลาด กล่าวว่า บริษัทได้ทำการสำรวจปัญหาของผู้ใช้ฝ้าเพดานที่เป็นไฟเบอร์บอรด์ว่าหลังการติดตั้งไปแล้วจะมีฝุ่นร่วงลงมาทำให้ผู้ที่อยู่ในบ้านสูดฝุ่นละอองเกิดโรคหืดหอบ โรคภูมิแพ้ ดังนั้น บริษัทจึงคิดค้นฝ้าเพดานที่มีคุณภาพและปลอดภัย โดยใช้เวลาในในการศึกษาและออกผลิตภัณฑ์ตัวใหม่กว่า1 ปี คือ ระบบฝ้าเพดานทีบาร์Slim Gridและแผ่นเพดานยิปซัมทาสีสำเร็จรูปSlim D?cor ซึ่งเป็นนวัตกรรมล่าสุด

โดย ฝ้าเพดานทีบาร์Slim Grid หรือโครงคร่าวทีบาร์ มีลักษณะหน้าตัดเล็กขนาด 15 มิลลิเมตร ติดตั้งง่าย แต่มีราคาสูงกว่าสินค้าทั่วไปราว 5-10% โดยโครงคร่าวทีบาร์ จะราคา 40 บาทต่อเส้น ขณะที่สินค้าทั่วไปราคา 36-37 บาทต่อเส้น โดยเหตุผลที่สินค้าของบริษัทแพงกว่าราคาท้องตลาด เนื่องจากเป็นสินค้าที่ผลิตได้มาตรฐานและมีขนาดเล็ก ติดตั้งง่าย ไม่จำเป็ฯต้องซื้ออุปกรณ์เพิ่ม เช่น โครงคร่าวทีบาร์ของบริษัทจะมีตัวล็อคอัตโนมัติ ขณะที่ของท้องตลาดผู้ซื้อจะต้องซื้อกิ๊บล็อกมาติดต่างหากและหากต้องการแก้ไขก็ต้องแก้ทิ้งแล้วซื้อตัวใหม่

ส่วนแผ่นเพดานยิปซัมทาสีสำเร็จรูปSlim D?cor มีความหนา 7 มม. น้ำหนักเบา ติดตั้งง่ายและไม่เป็นเชื้อรา ราคาแผ่นละ 15 บาท ซึ่งลดลงจากเดิมที่ขายแผ่นละ 17 บาท

“ทั้งนี้เหตุผลที่บริษัทลงไปเจาะตลาดกลาง-ล่างมากขึ้น ก็เพื่อยกระดับมาตรฐานสินค้าระดับดังกล่าวให้มีคุณภาพมากขึ้น โดยภายใน 3 เดือนแรกจากการเปิดตัว ตั้งเป้าจะมีมาร์เก็ตแชร์ตลาดประมาณ10% จากเดิมที่มีมาร์เก็ตแชร์ตลาดอยู่ประมาณ 5% จากยอดขายโครงคร่าวทีบาร์และฝ้าเพดานหรือ เฉลี่ยปีละ 3-4 แสนตารางเมตร และภายใน 1 ปี จะเพิ่มส่วนแบ่งตลาดเป็น30-40% จากตลาดรวม 17 ล้านตารางเมตร ”

โดยโครงคร่าวทีบาร์สลิมกริดและสลิมเดคอร์ นั้นส่วนใหญ่บริษัทจะขายผ่านดีลเลอร์ เน้นโครงการบ้านจัดสรรและทาวเฮาส์ระดับ B-C ทั่วประเทศ และเจ้าของบ้านหรือช่างยิปซัมที่เน้นความสวยงาม แข็งแรง ซึ่งจะเน้นเจาะตลาดตามหัวเมืองใหญ่ๆ ใน 15 จังหวัด เช่น เชียงใหม่ พิษณุโลก ขอนแก่น และหาดใหญ่ เป็นต้น

สำหรับมูลค่าตลาดรวมของโครงคร่าวทีบาร์ มีมูลค่าตลาดรวม30-40 ล้านบาทต่อปี หรือ 17 ล้านตารางเมตร ซึ่งนับเป็นตลาดที่มีขนาดใหญ่และมีปริมาณการใช้งานต่อปีค่อนข้างสูง แต่สินค้าที่ได้รับการรับประกันมาตรฐานจากสำนักงานมาตรฐานอุตสาหกรรม (มอก.) หรือสินค้าที่มีคุณภาพได้มาตราฐานะในประเทศไทยมีอยู่เพียง 50% เท่านั้น ส่วนที่เหลือเป็นกลุ่มสินค่าที่ไม่ได้มาตรฐาน และคุณภาพการใช้งานที่ต่ำ

โดยแบ่งเป็นดเหล็กอละอลูมิเนียม คือ สินค้าที่ผลิตจากเหล็กที่ส่วนแบ่งตลาดอยู่ประมาณ 8.8 ล้านตารางเมตรหรือ 52% และสินค้าที่ผลิตจากอลูมิเนียมมีส่วนแบ่งตลาดประมาณ 8.2 ล้านตารางเมตรหรือ 48% ของปริมาณการใช้ในตลาดรวม แบ่งกลุ่มลูกค้า ประเภทที่อยู่อาศัย 64%ของตลาดรวม หรือมีปริมาณการใช้งานราว 11 ล้านตารางเมตรต่อปี กลุ่มซ่อมแซมและเชิงพาณิชย์ 21% หรือมีปริมาณการใช้งาน 3.6 ล้านตารางเมตรต่อปีและ กลุ่มลูกค้าประเภทอาคารสูงและอาคารพาณิชย์15% หรือมีปริมาณการใช้งาน 2.5 ล้านตารางเมตร ต่อปี

ส่วนเป้ารายได้ทั้งปีตั้งไว้ที่ 3,500 ล้านบาท มาจากการขายในประเทศ 80% และส่งออก 20% ซึ่งคาดว่าสิ้นปีนี้บริษัทจะมียอดขายเติบโตอยู่ประมาณ 7-8% แต่ต่ำกว่าเป้าที่วางไว้ว่าจะขยายตัว 10-15% เนื่องจากสถานการณ์ตลาดที่ชะลอตัวทำให้บริษัทต้องเพิ่มการส่งออกเป็น 50% จากเดิมส่งออก 20% โดยบริษัทยังคงเน้นขยายตลาดไปยังโซนเอเชีย ตะวันออกกลาง นิวซีแลนด์ ส่วนตลาดใหม่นั้นมีตลาดทางยุโรปที่เข้ามาเจรจาสั่งสินค้ากับบริษัท แต่ทั้งนี้บริษัทไม่ได้สนใจมากนัก เพราะตลาดฝั่งยุโรปนั้นก็มีสาขาของบีพีบีอยู่แล้ว บริษัทจึงเน้นตลาดทางเอเชียมากกว่า   




 








upcoming issue

จากโต๊ะบรรณาธิการ
past issue
reader's guide


 



home | today's news | magazine | columnist | photo galleries | book & idea
resources | correspondent | advertise with us | contact us

Creative Commons License
ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย