Search Resources
 
Login เข้าระบบ
สมัครสมาชิกฟรี
ลืมรหัสผ่าน
 
  homenewsmagazinecolumnistbooks & ideaphoto galleriesresources50 managermanager 100join us  
 
 


bulletToday's News
bullet Cover Story
bullet New & Trend

bullet Indochina Vision
bullet2 GMS in Law
bullet2 Mekhong Stream

bullet Special Report

bullet World Monitor
bullet2 on globalization

bullet Beyond Green
bullet2 Eco Life
bullet2 Think Urban
bullet2 Green Mirror
bullet2 Green Mind
bullet2 Green Side
bullet2 Green Enterprise

bullet Entrepreneurship
bullet2 SMEs
bullet2 An Oak by the window
bullet2 IT
bullet2 Marketing Click
bullet2 Money
bullet2 Entrepreneur
bullet2 C-through CG
bullet2 Environment
bullet2 Investment
bullet2 Marketing
bullet2 Corporate Innovation
bullet2 Strategising Development
bullet2 Trading Edge
bullet2 iTech 360°
bullet2 AEC Focus

bullet Manager Leisure
bullet2 Life
bullet2 Order by Jude

bullet The Last page


ตีพิมพ์ใน นิตยสารผู้จัดการ
ฉบับ มกราคม 2539








 
นิตยสารผู้จัดการ มกราคม 2539
ชินวัตรทิ้ง ไอบีซี             
โดย ไพเราะ เลิศวิราม
 

 
Charts & Figures

สรุปฐานะทางการเงินและผลการดำเนินงาน


   
search resources

ไอบีซี ซิมโฟนี, บจก.
ชินวัตร
TV




ธุรกิจเคเบิลทีวีที่ใครต่อใครคิดว่าจะทำกำไรมหาศาลให้กับกลุ่มชินวัตรไม่เป็นดังคาดเสียแล้ว

ไตรมาสที่สามของปี ไอบีซีขาดทุน 54 ล้านเพราะความล้มเหลวในลาวและกัมพูชารวมทั้งกรณีดีทีเอช

อีกทั้งต้องต้องเผชิญหน้ากับการรุกขนานใหญ่จากยูทีวีในไม่ช้า

การขายหุ้นเพื่อเป็นพันธมิตรกับช่อง 7 สีและแกรมมี่ แสดงถึงสัญญาณบางประการจากกลุ่มชินวัตร

ใครบางคนวิเคราะห์ว่า กลุ่มชินวัตรไม่ถนัดกับธุรกิจที่มีการแข่งขันรุนแรง ขณะเดียวกันก็ปรับตัวเร็วกับธุรกิจที่ไปไม่รอดหรือผลตอบแทนไม่ดี

เป็นไปได้หรือไม่ว่า กลุ่มชินวัตรกำลังจะทิ้งไอบีซี ? "หากจะทำธุรกิจเคเบิลทีวี คุณต้องยอมทิ้งเงินหลายร้อยล้านไปต่อหน้าต่อตา" คำกล่าวของพ.ต.ท.ดร.ทักณิณ ชินวัตร ที่เคยกล่าวถึงธุรกิจเคเบิลทีวีไว้เมื่อหลายปีมาแล้ว

สถานการณ์ของไอบีซีตลอดเวลาที่ผ่านมาสะท้อนคำกล่าวนี้มาโดยตลอด และยิ่งชัดเจนขึ้น เมื่อเทียบเคียงกับปัญหาที่ไอบีซีกำลังเผชิญหน้าอยู่ในเวลานี้

แม้ว่าไอบีซีเคเบิลทีวี จะจัดเป็น 1 ใน 3 กลุ่มธุรกิจหลักของชินวัตร ที่เข้าจดทะเบียนอยู่ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

แต่ไม่ได้หมายความว่า "ไอบีซี" จะจัดอยู่ในธุรกิจ "ทำเงิน" เช่นเดียวกับธุรกิจอื่นๆ ที่อยู่ในมือของชินวัตร เพราะโดยเนื้อแท้ของธุรกิจเคเบิลทีวีนั้น แตกต่างไปจากธุรกิจโทรคมนาคมอย่างเห็นได้ชัด แม้ว่าจะจัดอยู่ในธุรกิจบริการประเภทเดียวกันก็ตาม

"สิ่งที่แตกต่างระหว่างธุรกิจทั้งสองประเภท คือ ต้นทุนการดำเนินงานของเคเบิลทีวี แม้ว่าธุรกิจโทรคมนาคมจะลงทุนสูง แต่ก็เป็นต้นทุนคงที่ ในขณะที่ธุรกิจเคเบิลทีวีไม่ใช่เพียงแค่ฮาร์ดแวร์ แต่มีซอฟท์แวร์ซึ่งเป็นตัวแปรสำคัญ ที่ต้องเพิ่มการลงทุนอยู่ตลอดเวลา และเป็นจำนวนมากเกิน 50% ของต้นทุนทั้งหมด" ผู้บริหารของชินวัตรเปรียบเทียบ

สิ่งที่เกิดขึ้นกับไอบีซีตลอดมา คือ แม้ว่าจะมีรายได้เพิ่มจากจำนวนสมาชิกที่เพิ่มขึ้น แต่ต้นทุนก็เพิ่มขึ้นมาตลอดเวลา กำไรจึงไม่เป็นกอบเป็นกำเหมือนกับธุรกิจอื่นๆ

"รายรับที่เรารับมาจริงน้อยมาก เพราะเมื่อรายได้เข้ามาก็ต้องหักไปกับผลประโยชน์ตอบแทนในอัตรา 6.5% ของรายได้ก่อนหักค่าใช้จ่ายทันที และยังต้องเสียค่าต้นทุนในเรื่องรายการอีก ซึ่งมากกว่า 50% ของต้นทุนทั้งหมด ขึ้นอยู่กับว่าการแข่งขันระดับใด ยิ่งมากต้นทุนในส่วนนี้ก็ยิ่งเยอะ" ผู้บริหารของไอบีซีเล่า

คำกล่าวนี้สะท้อนให้เห็นถึงผลประกอบการของไอบีซีไตรมาส 3 ที่มีรายได้ประมาณ 890 ล้านบาท ซึ่งสูงกว่าระยะเวลาเดียวกันของปีที่แล้ว 9% แต่จากการลงทุนเป็นจำนวนมากทั้งในเรื่องของอุปกรณ์ และซอฟท์แวร์ส่งผลให้ไอบีซีต้องขาดทุนในหลายไตรมาส

นอกจากนี้ ค่าใช้จ่ายอื่นๆ ที่ปรากฏอยู่ในงบกำไรขาดทุน ซึ่งเป็นตัวเลขที่สูงมากผิดปกติมีตัวเลขใกล้เคียงกับต้นทุนบริการ และต้นทุนการติดตั้งอุปกรณ์ (ดูตารางประกอบ)

"แม้ว่าจะจัดอยู่ในธุรกิจบริการเหมือนกัน แต่โทรศัพท์มือถือเรายังควบคุมในเรื่องต้นทุนให้คงที่ได้ แต่เคเบิลทีวีแล้วยากที่จะควบคุม เพราะต้องอาศัยการบริการที่แตกต่างกัน ภาพไม่ชัด สัญญาณรบกวนก็ต้องส่งพนักงานไปดูแล" ผู้บริหารของชินวัตรวิเคราะห์

กระนั้นก็ตาม แม้ไม่ใช่ธุรกิจที่ทำรายได้ให้เป็นกอบเป็นกำ แต่ไอบีซียังสามารถเดินหน้าไปได้เรื่อยๆ ด้วยยอดสมาชิก 160,000 รายที่ไอบีซีหามาได้ในช่วง 5 ปี ซึ่งนิวัฒน์ บุญทรง รองประธานกรรมการบริหาร กลุ่มชินวัตรยืนยันว่า เป็นตัวเลขที่เริ่มมีกำไรแล้ว หากไม่ต้องทุ่มเงินลงทุนไปกับการขยายธุรกิจทั้งในเรื่องฮาร์ดแวร์ หรือซอฟท์แวร์ ซึ่งในทางปฏิบัติแล้วย่อมเป็นไม่ได้

โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่ออ.ส.ม.ท. ได้ออกใบอนุญาตกิจการเคเบิลทีวีให้กับเอกชนอีกนับสิบราย อาทิ เทเลคอมเอเชีย คอร์ปอเรชั่น หรือทีเอ กลุ่มยูคอม สถานีโทรทัศน์ช่อง 3 ของตระกูลมาลีนนท์ ทีทีแอนด์ที ทำให้คาดการณ์กันว่าในอีกไม่กี่ปีจะเกิดสงครามเคเบิลทีวีขึ้นอย่างแน่นอน เพราะเมืองไทยจะมีเคเบิลทีวีไม่ต่ำกว่า 100 ช่องให้เลือกดู โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเข้ามาของทีเอที่มีทั้งเงินทุน และเครือข่ายไฟเบอร์ใยแก้วนำแสงอยู่ในมือ

สิ่งเหล่านี้เองที่ทำให้ไอบีซีต้องเฉือนหุ้นจำนวน 26.4 ล้านหุ้นจากที่ถืออยู่ 54.25 ล้านหุ้นให้กับแกรมมี่ เอ็นเตอร์เทนเม้นท์ และบริษัทกรุงเทพโทรทัศน์และวิทยุ จำกัด หรือช่อง 7 สี รายละเท่าๆ กัน ส่งผลให้ทั้ง 3 บริษัทมีสัดส่วนหุ้นเท่ากัน คือ 18.08% เป็นคำตอบของการประเมินสถานการณ์ยากลำบากที่เกิดขึ้นในอนาคตของไอบีซีได้เป็นอย่างดี

แม้ว่าภาพความร่วมมือระหว่างไอบีซี สถานีโทรทัศน์ช่อง 7 และแกรมมี่จะเป็นสูตรผสมของพันธมิตรที่ลงตัวที่สุด เพราะไอบีซีมีความชำนาญในเรื่องฮาร์ดแวร์ในขณะที่ช่อง 7 และแกรมมี่แข็งแกร่งในเรื่องรายการ มีลิขสิทธิ์อยู่ในมือเป็นจำนวนมาก และยังเชี่ยวชาญในเรื่องของการตลาด แต่ภาพในอีกด้านหนึ่งที่ปรากฏ คือ การที่ชินวัตรยอมเฉือนหุ้นในครั้งนี้ ก็เพื่อหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้ากับคู่แข่งขัน ซึ่งชินวัตรไม่คุ้นเคยกับการแข่งขันในตลาดเสรีเท่าใดนัก เพราะตัวชินวัตรนั้นเติบโตมาจากธุรกิจสัมปทานที่ผูกขาดอยู่กับผู้ให้บริการไม่กี่ราย

แม้ว่าไทยสกายทีวีจะเป็นคู่แข่งเก่าแก่ของไอบีซี แต่ก็ไม่ใช่คู่แข่งที่น่ากลัว เพราะตัวไทยสกายเองก็มีปัญหาในเรื่องการบริหาร และรายการที่นำเสนอก็เน้นรายการท้องถิ่น ซึ่งไม่ค่อยได้รับความนิยม ทำให้ไทยสกายทีวีต้องวิ่งตามไอบีซีมาตลอด แต่การเข้ามาของทีเอ และคู่แข่งรายอื่นๆ เป็นจำนวนมาก ไม่ใช่สิ่งที่ไอบีซีจะมองข้ามได้

การขายหุ้นของไอบีซีในเวลานี้ ยังทำให้ชินวัตรมีกำไรจากส่วนต่างของราคาหุ้นที่ขายออกไป เพราะกิจการยังดีอยู่แต่หากขายในวันข้างหน้าก็ไม่แน่ว่าสถานการณ์จะเป็นอย่างไร เมื่อการแข่งขันบีบรัดมากๆ ขณะที่ต้องลงทุนเพิ่มขึ้นตลอดเวลาเวลา แน่นอนว่าเป็นเรื่องที่ชินวัตรตระหนักดี

สัญญาณของการเปลี่ยนแปลงกำลังจะเกิดขึ้นกับไอบีซี

หลังการจับมือได้ไม่นาน ไอบีซีได้ปรับโครงสร้างของคณะกรรมการบริหารใหม่ จากจำนวนกรรมการ 9 คนจาก 3 ฝ่ายผู้ถือหุ้นใหญ่ มีกรรมการฝ่ายละเท่าๆ กัน

โดยมีสุรางค์ เปรมปรีด์ ผู้บริหารคนสำคัญของช่อง 7 ได้ถูกผลักดันให้ขึ้นไปนั่งเป็นประธานกรรมการบริหาร พร้อมกับมือบริหารของช่อง 7 สีอีกสองคนคือ พลากร สมสุวรรณ และ ศรันย์ นิรุตมวงศ์ ผู้จัดการฝ่ายเทคนิค ขึ้นนั่งเป็นกรรมการ ในขณะที่ทางแกรมมี่ นอกจากไพบูลย์ ดำรงชัยธรรมจะนั่งเป็นกรรมการแล้ว ได้ส่งมือบริหารอย่างดวงใจ หล่อเลิศวิทย์ผู้จัดการฝ่ายการตลาด และอัญชลี จิวะรังสินี ผู้จัดการฝ่ายการเงิน เข้ามานั่งเป็นกรรมการ

กรรมการจากกลุ่มชินวัตร 3 คนคือ บุญคลี ปลั่งศิริ, นิวัฒน์ บุญทรง และสรรชัย เตียวประเสริฐกุล

แม้ในวันนี้ นิวัฒน์ยืนยันว่า การแต่งตั้งสุรางค์เป็นประธานกรรมการบริหาร เพื่อต้องการอาศัยประสบการณ์ทางด้านทีวีมาช่วยในการดำเนินธุรกิจของเคเบิลทีวี ซึ่งเขายืนยันว่า การร่วมมือของทั้งสามบริษัทยังคงเหมือนเดิมไม่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างน้อยก็ในอีก 2-3 ปี

ในขณะที่สุรางค์ ที่กล่าวกับ "ผู้จัดการ" ว่า การรับตำแหน่งในครั้งนี้ เพราะไอบีซีต้องการให้เข้ามาช่วยงานมากขึ้น ส่วนความเห็นในเรื่องของสถานการณ์ในไอบีซี เธอให้ความเห็นว่าไม่อยากออกความเห็น

"เราเข้ามาเพื่อช่วยกันทำงาน การที่ช่อง 7 เข้ามามีส่วนร่วมในการบริหาร ไม่ได้หมายความว่า ช่อง 7 จะเข้าไปเทคโอเวอร์ ขณะนี้ทุกอย่างยังเหมือนเดิม ส่วนการบริหารงานภายในเราคงต้องมาดูอีกทีว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงหรือไม่ ซึ่งเป็นเรื่องอนาคตขณะนี้ยังพูดไม่ได้" สุรางค์ กล่าวกับ "ผู้จัดการ"

กระนั้นก็ตาม จากโครงสร้างใหม่ไม่อาจปฏิเสธได้ว่า ภาพของไอบีซีนับจากนี้กำลังต้องการความเชี่ยวชาญในเรื่องของซอฟท์แวร์รายการ และความช่ำชองในการตลาดมากกว่าความชำนาญในเรื่องของฮาร์ดแวร์ ที่ในอนาคตจะไม่ใช่ข้อแตกต่างอีกต่อไป

ผู้บริหารของไอบีซีเล่าว่า ขณะนี้ผู้บริหารเดิมของไอบีซี จะได้รับไฟเขียวจากชินวัตรให้กับผู้บริหารของไอบีซีสามารถโอนย้ายกลับเข้าส่วนกลางชินวัตรได้ และหลายแผนกเริ่มมีการเปลี่ยนแปลงเช่น แผนกไฟแนนซ์และรายการรวมทั้งฝ่ายข่าว ที่ไอบีซีได้ลงทุนไว้ เพื่อหวังผลิตข่าวในประเทศ ขณะนี้ก็กำลังอยู่ระหว่างพิจารณาว่า จะทำอย่างไรต่อไป เพราะขณะนี้ไอบีซีมีช่อง 7 สีเข้ามาช่วยเสริมในจุดนี้แล้ว

"นโยบายการบริหาร หรือสวัสดิการต่างๆ ในเวลานี้ก็เปลี่ยนไปหมดแล้วและจะชัดเจนขึ้นในช่วงต้นปี ซึ่งต้องมีการเปลี่ยนแปลงในเรื่องเหล่านี้แน่นอน เพราะนับจากนี้ไอบีซีไม่ใช่ของชินวัตรอีกต่อไป" ผู้บริหารของไอบีซีกล่าว

ในแง่ของการร่วมมือยังไม่ทันปรากฏภาพในเชิงบวก ปัญหาต่างๆ รุมเร้าเข้ามามากมาย ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นข้อผิดพลาดของการดำเนินงานทั้งสิ้น

เมื่อผลประกอบการของไอบีซีไตรมาสที่ 3 ของปีนี้ ขาดทุน 54 ล้านบาทซึ่งนิวัฒน์ ชี้แจงว่า ผลการขาดทุนในครั้งนี้ เกิดมาจากต้นทุนการลงทุนสูงขึ้น จากติดตั้งระบบรับสัญญาณผ่านดาวเทียม หรือดีทีเอช ที่จะเริ่มติดตั้งให้กับลูกค้าฟรีในปลายปีนี้

รวมทั้งการเพิ่มจำนวนช่องออกอากาศอีก 2 ช่องคือ ไอบีซี 7 และ 8 และปรับปรุงช่องไอบีซี 6 ใหม่ ทำให้ต้นทุนในเรื่องของการจัดซื้อรายการเพิ่มขึ้นถึง 30 ล้านบาท รวมถึงผลกระทบจากการขาดทุนในธุรกิจสถานีโทรทัศน์ที่กัมพูชา และลาว

แน่นอนว่า ผลพวงจากการลงทุนที่เพิ่มสูงขึ้น และการขาดทุนในบริษัทย่อย ย่อมทำให้ค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น แต่หากไอบีซีสามารถเพิ่มยอดรายได้ในอัตราที่ใกล้เคียงกับ ไอบีซีคงไม่ต้องเผชิญกับปัญหาภาวะการขาดทุนเช่นนี้ สังเกตได้ว่ายอดรายได้ของไอบีซีนั้นเพิ่มขึ้นในอัตราที่ต่ำกว่า เมื่อเทียบกับต้นทุนต่างๆ ที่เพิ่มขึ้นหลายเท่าตัว (ดูตารางประกอบ)

ปัญหาสำคัญคือ แม้ว่าไอบีซีจะมีการปรับปรุงในเรื่องของรายการ เพิ่มขึ้นอีกหลายช่อง ซึ่งต้องใช้เงินทุนเป็นจำนวนมาก แต่กลับเพิ่มยอดลูกค้าไม่ได้มากนัก

สาเหตุส่วนหนึ่งมาจากการที่คู่แข่งขันอย่างยูทีวี เริ่มเปิดศักราชด้วยกลยุทธการตลาดทุกรูปแบบ ทั้งการให้ติดตั้งฟรีและการลดค่าติดตั้งเหลือเพียง 1,950 บาทจากราคาเต็ม 3,800 บาท แต่กลับมีช่องรายการให้เลือกชมถึง 8 ช่องเท่ากับไอบีซี ที่สำคัญเป็นรายการที่ไม่แตกต่างไปจากไอบีซีเท่าใดนัก มีการคาดการณ์กันว่ายูทีวีสมาชิกเพิ่มขึ้นได้ถึงเกือบ 10,000 รายในชั่วเวลาไม่นาน

ในขณะที่ ไอบีซีเพิ่มการลงทุนในเรื่องของช่องรายการจะเพิ่มขึ้นถึง 2 ช่อง ซึ่งต้องใช้เงินลงทุนเพิ่มขึ้นในแต่ละช่องไม่ต่ำกว่า 50 ล้านบาท แต่ไอบีซีไม่สามารถเก็บเงินค่าบริการรายเดือนจากที่เก็บอยู่ในปัจจุบัน คือ 800 บาทต่อเดือนได้ เพราะนั่นหมายถึงการที่ต้องสูญเสียสมาชิกให้กับคู่แข่งขันอย่างยูทีวี ที่พร้อมจะกระหน่ำราคาอยู่แล้ว แม้ว่าอัตราที่เก็บอยู่ในเวลานี้ผู้บริหารของไอบีซียืนยันว่าเป็นตัวเลขที่ไอบีซีต้องขาดทุนอยู่ก็ตาม

"อัตราค่าบริการที่เก็บอยู่ 800 บาทนี้ เหมาะกับให้บริการเพียงแค่ 5 ช่องเท่านั้นไม่ใช่ 8 ช่องอย่างที่ให้บริการอยู่ในปัจจุบัน ซึ่งเป็นตัวเลขที่เราต้องแบกรับผลขาดทุนอยู่" ผู้ให้บริการไอบีซีเล่า

ประกอบกับ ระบบรับสัญญาณด้วยจานดาวเทียม หรือไดเรคทูโฮมทีวี (ดีทีเอช) ที่ไอบีซีหวังจะนำมาใช้ทดแทนระบบ MMDS ที่มีปัญหาเรื่องสัญญาณไม่ชัดเจน และส่งสัญญาณไม่ทั่วถึงทำให้ไม่สามารถขยายยอดลูกค้าได้ ซึ่งไอบีซีเคยประเมินไว้ว่ามีถึง 50,000 รายที่รับสัญญาณไม่ได้ในเวลานี้

แต่ระบบดีทีเอชได้กลายมาเป็น "จุดบอด" ที่ทิ่มตำไอบีซีในเวลานี้ เพราะปัญหาของระบบดีทีเอช คือ ลูกค้าสามารถรับชมรายการได้จุดเดียว หากสมาชิกต้องการรับสัญญาณเพิ่มในจุดอื่นๆ จะต้องซื้ออุปกรณ์รับสัญญาณ (ไออาร์ดี) เพิ่มขึ้นอีกชุดละ 20,000 บาทต่อ 1 จุด ซึ่งในระบบ MMDS เดิมนั้น ลูกค้าสามารถรับสัญญาณได้หลายจุดทำให้ลูกค้าเกิดความสับสนและไม่พอใจ ที่ไอบีซีไม่ยอมชี้แจงตั้งแต่ต้น ส่งผลลูกค้าหลายรายบอกยกเลิกเป็นสมาชิก

น.พ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช ผู้จัดการทั่วไป ชี้แจงกับ "ผู้จัดการ" ว่าเป็นเพราะไอบีซีไปสร้างเงื่อนไขทางการตลาด เพื่อต้องการขยายยอดลูกค้าเอาไว้ตั้งแต่แรก เพราะการให้ลูกค้ารับสัญญาณได้หลายๆ จุดไม่ว่าจะเป็นระบบ MMDS หรือเคเบิลใยแก้วนำแสง หรือ ดีทีเอช ในต่างประเทศไม่มีใครทำลักษณะนี้

"สาเหตุที่เราเคยให้ลูกค้าระบบ MMDS รับสัญญาณได้หลายจุด เพราะต้องการสร้างลูกค้า ซึ่งในช่วงนั้นเราต้องบุกหนัก แต่พอจะเปลี่ยนมาเป็นดีทีเอช ลูกค้าจึงอยากได้รับความสะดวกเหมือนเดิม ซึ่งในระบบดีทีเอชเราไม่สามารถทำให้ได้ เพราะการลงทุนมันต่างกันเยอะ ค่าอุปกรณ์จุละ 20,000 หากลูกค้ารายหนึ่งมีหลายจุดเราก็แย่" น.พ.พรหมินทร์ เล่า

น.พ.พรหมินทร์ ชี้แจงว่า สาเหตุที่ล่าช้า เพราะต้องการรอเทคโนโลยีดีทีเอชรุ่นล่าสุดที่เป็นระบบดิจิตอล เพราะเป้าหมายของไอบีซีอย่างหนึ่ง ก็คือ บริการเสริมต่างๆ ที่จะเกิดจากบริการดีทีเอช ซึ่งจะเป็นส่วนสร้างรายได้ให้กับไอบีซีในอนาคต

กระนั้นก็ตาม มีผู้วิเคราะห์ว่าความล่าช้าในการติดตั้งระบบดีทีเอช อาจเป็นความจงใจของไอบีซีมากกว่า เพราะการตอบรับตลาดของดีทีเอชไม่ได้เป็นไปตามเป้าหมาย ผู้ให้บริการเคเบิลทีวี หรือทีวียังไม่มีใครเริ่มมาใช้ ยกเว้นสถานีโทรทัศน์ช่อง 7 ที่เป็นพันธมิตรของไอบีซีเท่านั้น ในขณะที่ไทยสกายทีวี แม้ตกลงจะเช่าใช้โครงการดีทีเอชแล้วก็ตาม แต่ก็นำไปใช้เป็นแค่จุดเสริมในพื้นที่รับสัญญาณไม่ได้

ผลที่ตามมาคือไอบีซี ต้องชะลอแผนการเปลี่ยนระบบจากระบบ MMDS ให้เป็นระบบดีทีเอชทั้งหมดเอาไว้ก่อน โดยเปิดโอกาสให้ลูกค้าเลือกว่าจะใช้ระบบเดิม หรือจะเปลี่ยนมาใช้ดีทีเอชและเพื่อรักษาลูกค้าในส่วนของ MMDS เอาไว้และยังทำให้ไอบีซีไม่ต้องสูญเสียเงินค่าเปลี่ยนระบบดีทีเอชให้ลูกค้าฟรี ซึ่งคิดเป็นต้นทุนถึง 3,000 ล้านบาทในคราวเดียวกัน

และแม้ว่า ไอบีซีจำเป็นต้องลงทุนอีกหลายร้อยล้านบาท เพื่อติดตั้งอุปกรณ์ป้องกันการลักลอบดูดสัญญาณ (สแกมเบิ้ล) ให้กับลูกค้าที่ใช้ระบบ MMDS ซึ่งเคยเป็นปัญหาให้ไอบีซีต้องสูญเสียรายได้จากอุปกรณ์รับสัญญาณเถื่อนที่ทะลักเข้ามาในช่วงหลังๆ ก็ตาม แต่ก็นับว่าคุ้มค่ากว่าหากจะต้องสูญเสียลูกค้าเหล่านี้ไป และไอบีซีเริ่มสแกมเบิ้ลสัญญาณ และติดตั้งอุปกรณ์แปลงสัญญาณ (ดีโค้ดเดอร์)

แต่สิ่งที่ ไอบีซีจำเป็นต้องกระทำในเวลานี้คือ การงดรายการส่งเสริมการขาย หรือความเคลื่อนไหวทางตลาดเอาไว้ก่อน เพราะจะเป็นการเปลืองตัวมากยิ่งขึ้น หากไอบีซีออกมาโปรโมทระบบดีทีเอช ในขณะที่เพิ่งเริ่มทยอยติดตั้งให้ลูกค้าในช่วงสิ้นปีนี้เท่านั้น

"แม้ว่าเราเชื่อว่า ระบบดีทีเอชจะทำอะไรได้อีกมากมาย แต่ในขณะนี้เราจะออกมาพูดอะไรไม่ได้ เพราะเราต้องการปรับตัวเพื่อให้ทันกับจำนวนสมาชิก ดังนั้นเมื่อถึงจุดหนึ่ง เราจะทำเหมือนเดิมไม่ได้แล้วจะต้องมีการลงทุนเพิ่ม ปรับเทคโนโลยี การปรับปรุงทางด้านบริหาร และเชิงธุรกิจ และเรากำลังจะอยู่ในจุดนั้น กำลังดำน้ำให้กลั้นใจนิดเดียว" น.พ.พรหมินทร์ กล่าว

แต่ปัญหาที่ตามมา ในระหว่างที่ไอบีซีกำลังดำน้ำอยู่ เพื่อรอระบบดีทีเอช แน่นอนว่ายูทีวีต้องอาศัยช่องว่างในช่วงเวลานี้ตีกระหน่ำเพื่อเข้ายึดตลาด แม้ว่าความเคลื่อนไหวในเวลานี้ของยูทีวี อาจเป็นแค่การสร้างภาพ โดยเฉพาะการชูประเด็นในเรื่องเปย์เปอร์วิว ที่เป็นบริการจากเครือข่ายใยแก้วนำแสงมา แต่ก็ทำให้ไอบีซีกระเทือนไปไม่น้อย

ถึงแม้ว่าไอบีซี คิดอยากจะแก้ไขปัญหาในระหว่างนี้ ด้วยการเปลี่ยนไปส่งรายการผ่านเครือข่ายเคเบิลใยแก้วนำแสง ซึ่งไอบีซีเป็นหนึ่งในผู้ถือหุ้นในบริษัทมัลติมีเดีย ที่เป็นบริษัทร่วมลงทุนระหว่างทศท. ยูทีวี ไอบีซีและไทยสกาย เพื่อวางเครือข่ายเคเบิลทีวีผ่านในแก้วนำแสงก็ตาม แต่ปัญหาคือ ทีเอยังไม่ได้ส่งมอบเครือข่ายนี้ให้กับทศท. และตราบใดที่ทีเอยังไม่ส่งมอบให้ ไอบีซีหรือไทยสกายก็ยังไม่สามารถใช้เครือข่ายนี้ได้และอาจจะเป็นล่วงเลยไปถึงกลางปีหน้า ซึ่งเป็นช่วงเวลาเดียวกับที่ระบบดีทีเอช พร้อมเปิดให้บริการ

เมื่อดีทีเอชพร้อมที่ทยอยติดตั้งครบภายในกลางปีหน้า ตามที่ผู้บริหารของไอบีซียืนยัน เมื่อนั้นระฆังยกที่สองของการแข่งขันระหว่างไอบีซีและยูทีวีต้องลั่นขึ้นอีกครั้ง และด้วยการแข่งขันที่ทวีความรุนแรงขึ้น โดยเฉพาะในเรื่องของซอฟท์แวร์ ผลที่จะเกิดขึ้นตามมาคือ ต้นทุนที่จะเพิ่มสูงขึ้นเป็นเงาตามตัว ซึ่งน.พ.พรหมินทร์ชี้แจงว่า ค่าลิขสิทธิ์ที่รายการที่ผู้ผลิตรายการจากต่างประเทศที่เก็บจากผู้ให้บริการเคเบิลทีวีจะคิดตามจำนวนยอดสมาชิก ยิ่งสมาชิกมากค่าลิขสิทธิ์ก็ยิ่งคิดแพง และแม้ว่าจะมีกำไรจากยอดสมาชิก แต่ไม่ได้หมายความว่างานจะลดลง แต่ยิ่งเหนื่อยมากขึ้น ที่สำคัญทุกวันนี้เจ้าของรายการไม่ยอมผูกขาดอีกแล้ว แต่พร้อมที่จะขายให้กับทุกคน

"เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว เจ้าของรายการจะรวยที่สุด แต่ผู้ให้บริการเคเบิลทีวีจะแย่ ทางออกคือ จะต้องทำให้ต้นทุนคงที่ ยิ่งใครแก้ปัญหาตรงนี้ไม่ได้มีสิทธิ์ลงเหวได้ เพราะค่าใช้จ่ายสูงมากสิ่งที่เราเลือกแก้ไขปัญหาให้กับไอบีซีคือ การผลิตรายการเอง และหาบริการเสริมพิเศษมาใส่ในดีทีเอช" น.พ.พรหมินทร์กล่าว

สอดคล้องกับมุมมองของนิวัฒน์ ที่เชื่อว่าในอนาคตธุรกิจเคเบิลทีวีของแต่ละรายจะไม่แตกต่างกัน ทั้งในเรื่องของฮาร์ดแวร์และซอฟท์แวร์ โดยเฉพาะเจ้าของซอฟท์แวร์รายการจากต่างประเทศที่จะไม่มีการให้ "EXCLUSIVE" อีกต่อไป ดังนั้นสิ่งที่ไอบีซีหวังไว้ว่าจะสร้างความแตกต่างได้คือ รายการท้องถิ่นและนี่คือ สาเหตุที่ไอบีซีเลือกจับมือกับช่อง 7 สี และแกรมมี่ เพื่อความได้เปรียบตรงจุดนี้

นั่นเพราะ เป้าหมายหลักของการขยายตลาดในต่างจังหวัด ที่จะเป็นส่วนที่บรรดาผู้ให้บริการเคเบิลทีวีต้องขยายออกไป ซึ่งตลาดในส่วนนี้มีความต้องการในด้านรายการในท้องถิ่นค่อนข้างมาก

แน่นอนว่าสิ่งที่ไอบีซีมอง คู่แข่งย่อมมองเห็นเช่นกัน จะเห็นได้ว่ารายการจากต่างประเทศของยูทีวี ไอบีซี และแม้แต่ไทยสกายทีวี จะไม่แตกต่างกันเท่าใดนัก ขณะเดียวกันทางด้านยูทีวีเอง เตรียมความพร้อมในเรื่องรายการท้องถิ่นไว้แล้ว เช่นเดียวกับไทยสกายทีวีที่ให้ความสำคัญกับรายการท้องถิ่นมาตั้งแต่ต้น และเมื่อนั้นการแข่งขันจะต้องมาสู้กันด้วยกลยุทธการตลาดทุกรูปแบบ ทั้งการลดแลกแจกแถม การใช้เครือข่ายบริการและช่องทางจัดจำหน่ายที่ครอบคลุมมากกว่า ซึ่งแน่นอนว่าไม่ใครก็ใครที่ต้องเจ็บปวดจากสงครามที่จะเกิดขึ้น

เป็นเหตุให้ผู้ให้บริหารของชินวัตรต้องออกมาเปิดเผยท่าที ในการขอสงบศึกเสียแต่เนิ่นๆ ด้วยการยื่นเสนอเจรจากับ ยูทีวีและไทยสกาย เพื่อหารือเกี่ยวกับต้นทุนในการซื้อโปรแกรม

นั่นเป็นเพราะชินวัตรเริ่มมองเห็นแล้วว่า การลงทุนในธุรกิจเคเบิลทีวียิ่งยากลำบากขึ้นทุกที เมื่อภาพของไอบีซี เคเบิลทีวีกำลังเปลี่ยนไป การแข่งขันในเรื่องของรายการและการตลาดจะเป็นสิ่งจำเป็น ซึ่งทั้งแกรมมี่และช่อง 7 สีจะได้รับประโยชน์จากจุดนี้โดยตรง ในฐานะของผู้ผลิตรายการ ที่จะใช้เคเบิลทีวีเป็นช่องทางหนึ่งของการแพร่ภาพรายการ ในขณะที่ความชัดเจนของภาพธุรกิจตรงนี้ของชินวัตรกลับเลือนลางลงทุกที

ไม่ใช่เรื่องผิดอะไรที่ชินวัตรจะลดความสำคัญของการลงทุนในไอบีซีลง เช่นเดียวกับที่เคยลดการลงทุนในโฟนพ้อยต์ วิทยุบนรถเมล์ เอสโอเอส หรือ กิจการอื่นๆ ที่ไม่มีกำไร หรือต้องเผชิญกับการแข่งขันมากๆ และหันไปมุ่งเน้นธุรกิจโทรคมนาคมที่มีความถนัดมากกว่า และให้ผลตอบแทนที่ดีกว่า โดยเฉพาะโทรศัพท์พื้นฐานที่กำลังจะเกิดขึ้นในเร็วๆ นี้

จับตาดูให้ดี !

   




 








upcoming issue

จากโต๊ะบรรณาธิการ
past issue
reader's guide


 



home | today's news | magazine | columnist | photo galleries | book & idea
resources | correspondent | advertise with us | contact us

Creative Commons License
ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย