Search Resources
 
Login เข้าระบบ
สมัครสมาชิกฟรี
ลืมรหัสผ่าน
 
  homenewsmagazinecolumnistbooks & ideaphoto galleriesresources50 managermanager 100join us  
 
 


bulletToday's News
bullet Cover Story
bullet New & Trend

bullet Indochina Vision
bullet2 GMS in Law
bullet2 Mekhong Stream

bullet Special Report

bullet World Monitor
bullet2 on globalization

bullet Beyond Green
bullet2 Eco Life
bullet2 Think Urban
bullet2 Green Mirror
bullet2 Green Mind
bullet2 Green Side
bullet2 Green Enterprise

bullet Entrepreneurship
bullet2 SMEs
bullet2 An Oak by the window
bullet2 IT
bullet2 Marketing Click
bullet2 Money
bullet2 Entrepreneur
bullet2 C-through CG
bullet2 Environment
bullet2 Investment
bullet2 Marketing
bullet2 Corporate Innovation
bullet2 Strategising Development
bullet2 Trading Edge
bullet2 iTech 360°
bullet2 AEC Focus

bullet Manager Leisure
bullet2 Life
bullet2 Order by Jude

bullet The Last page


ตีพิมพ์ใน นิตยสารผู้จัดการ
ฉบับ ธันวาคม 2543








 
นิตยสารผู้จัดการ ธันวาคม 2543
HANA-DELTA ขวัญใจนักลงทุน             
 


   
search resources

เดลต้า อีเลคโทรนิคส์, บมจ.
ฮานา ไมโครอิเล็คโทรนิคส์, บมจ.
Investment




อุตสาหกรรมผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ มีบทบาทสำคัญกับเศรษฐกิจของประเทศโดย มีมูลค่าส่งออกหลายแสนล้านบาท การเติบโตดังกล่าวสะท้อนให้เห็นผ่านผลประกอบการ ผลพลอยได้ ที่ตามมาจึงตกอยู่ในหุ้นกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์

The Semiconductor Industry Association (SIA) รอยงานยอดขายของอุตสาหกรรมประกอบชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ในตลาดโลก ซึ่งเพิ่มขึ้นมาอยู่ ที่ 205 พันล้านเหรียญสหรัฐ ในปี 2543 เพิ่มขึ้น 37% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา

ปี 2544 SIA ประมาณการว่ายอดขายน่าจะเพิ่มขึ้นมาอยู่ ที่ 249 พันล้านเหรียญสหรัฐ หรือคิดเป็นเพิ่มขึ้น 22% หากเทียบกับปี 2543 ยอดขาย ที่เพิ่มขึ้นเกิดจากความต้องการในตลาดโลกเพิ่มขึ้น

ประเภทธุรกิจในตลาดโลกโดยรวม ที่เติบโตเร็วที่สุด คือ สินค้าด้านเครือข่ายการสื่อสาร อาทิ flast memory ซึ่งน่าจะเพิ่มขึ้น 130% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา คาดว่าตลาดอุปกรณ์ microprocessors ส่วนใหญ่ใช้เป็นส่วนประกอบเครื่อง PC จะชะลอตัวลง 11% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมาเนื่องจากตลาดประเภทนี้จะอิ่มตัวมากขึ้น

ส่วนทางด้านตลาดที่ใหญ่ที่สุดหนีไม่พ้นอเมริกา ขณะที่ตลาดในเอเชียจะเป็นตลาดที่เติบโตเร็วที่สุด ขณะนี้มีความต้องการสินค้าจากทุกภูมิภาคของโลกเมื่อเทียบกับช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ซึ่งอเมริกา และญี่ปุ่นมีส่วนแบ่งตลาดถึง 2 ใน 3 ของตลาดโลก

เมื่อเป็นเช่นนี้จะส่งผลให้ผู้ผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ในประเทศไทย ได้รับประโยชน์ทางด้านผลประกอบการ ที่จะเติบโตขึ้น ที่สำคัญอานิสงค์จากค่าเงินบาทอ่อนค่าลงยิ่งส่งผลให้ตัวเลขยอดขายเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

หากพิจารณาผลการดำเนินงานของบริษัทกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ผลการดำเนินงานของบริษัทเหล่านี้ส่วนใหญ่ต่างปรับตัวดีขึ้น

นอกจากจะชี้ให้เห็นการฟื้นตัวของอุตสาหกรรมนี้ "ผ่านคำสั่งซื้อ ที่เพิ่มขึ้น" วราภรณ์ วิบูลคณารักษ์ นักวิเคราะห์ บล.ดีบีเอส ไทยทนุบอก และว่า "จนกระทั่งหลายบริษัทมีการใช้อัตรากำลังการผลิตเกือบเต็มที่แล้ว" อีกทั้ง การควบคุมค่าใช้จ่ายโดยเฉพาะภาระทางการเงิน ทำให้ความสามารถการทำกำไรปรับตัวดีขึ้นอย่างมาก

"อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์เริ่มแจ่มใสตั้งแต่กลางปี 1999 และจะยังคงเติบโตต่อไปในอนาคตจากการฟื้นตัวเศรษฐกิจเอเชีย และการเพิ่มขึ้นของโลกอินเทอร์เน็ต" ภูมิพัฒน์ สินาเจริญ นักวิเคราะห์ บล.ไอเอ็นจี แบริ่ง (ประเทศไทย) กล่าว

อย่างไรก็ดี ถ้งแม้ว่ามีบริษัท ที่จดทะเบียนในตลาดถึง 7 บริษัท แต่ ที่บรรดานักลงทุน และนักวิเคราะห์นิยมเข้าไปลงทุนมีเพียง 2 บริษัทเท่านั้น คือ บมจ.เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (DELTA) และบมจ.ฮานา ไมโครอิเล็คโทรนิคส์ (HANA)

"เดลต้าได้ทำแผนการดำเนินธุรกิจไว้ค่อนข้างเด่นชัด ซึ่งนับตั้งแต่ไตรมาส 1 เป็นต้นมา ปรากฏว่าราคาจอคอมพิวเตอร์ ที่ส่งออกเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง เขาทำได้ดีมากทางด้านการขยายกำลังการผลิต และการรักษาฐานลูกค้าเอาไว้" พงศ์พันธุ์ อภิญญากุล นักวิเคราะห์ บล.หยวนต้าอธิบาย

ธุรกิจของเดลต้าเกี่ยวพันกับเทคโนโลยี ซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงตลอดรวมไปถึงแรงกดดันในเรื่องของราคาจากการแข่งขัน ที่รุนแรง "แต่เราเชื่อว่าเดลต้าจะสามารถรักษาการเติบโตของกำไรในระยะ 2 ปีข้างหน้าได้ เนื่องจากความพยายาม ที่จะปรับกลยุทธ์ของธุรกิจมห้สอดคล้องกับการแข่งขัน" วราภรณ์กล่าว

ผลประกอบการของเดลต้าไตรมาสสามปีนี้ ปรากฏว่าสามารถทำกำไรสุทธิได้ 1.4 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 56% จากไตรมาส ที่สอง โดยมียอดขายเพิ่มขึ้นเป็น 7.5 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 20% จากไตรมาสสอง ทั้งนี้เนื่องจากบริษัทมียอดขายเป็นเงินสกุลดอลลาร์สหรัฐเพิ่มขึ้นจาก 161 ล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐในไตรมาสสองปีนี้

"พวกเขามีกำไรขั้นต้นสูงขึ้นจาก 14.5% ในไตรมาสสองเป็น 17.3% เพราะมีการเปลี่ยนแปลงส่วนผสมผลิตภัณฑ์ และค่าเงินบาท ที่อ่อนลง" นักวิเคราะห์จาก บล.เอกธำรง เคจีไอกล่าว

จากค่าเงินบาท ที่อ่อนลงเฉลี่ยอยู่ ที่ 40.82 บาทต่อดอลลาร์ ผู้บริหารเดลต้าเชื่อว่าค่าเงินบาท ที่อ่อนจะช่วยเพิ่มอัตรากำไรขึ้นต้นได้ประมาณ 1% และจากค่าเงินบาทในไตรมาสสุดท้ายของปี ที่มีความผันผวนต่ำกว่าไตรมาสสามจะส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้นกลับมาอยู่ ที่ระดับ 15-16%

" ที่สำคัญที่สุด คือ การบริหารเงินทุนหมุนเวียนของเดลต้าที่ดี เห็นได้จากมีเงินสดเพิ่มขึ้น 130 ล้านดอลลาร์สหรัฐในไตรมาสสาม เพิ่มขึ้น 18.18% จากไตรมาสสอง" ภูมิพัฒน์อธิบาย

อย่างไรก็ดี จากผลประการของเดล คอมพิวเตอร์ ที่คาดว่าจะลดลง 20% ในปีหน้า จะส่งผลกระทบต่อเดลต้าพอสมควร เนื่องจากเดล เป็นลูกค้ารายใหญ่รายหนึ่งของบริษัท ซึ่ง 9 เดือนที่ผ่านมาเดลต้ามีรายได้ประมาณ 5-10% ของรายได้ทั้งหมดมาจากเดล

"เราคาดว่าปีหน้า และปีถัดไปเดลต้าจะมีกำไรลดลงอย่างต่อเนื่อง แต่ยอดขายจะเพิ่มขึ้น" ภูมิพัฒน์คาดการณ์

ทางด้านฮานา หลังจาก ที่ฮานานำบริษัทฮานา เทคโนโลยีในฮ่องกงผนวกกิจการกับแอดวานซ์ ไมโครโทรนิคส์ เทคโนโลยีในอเมริกา ซึ่งเป็นกิจการในเครือของบริดจ์ แคปปิตอลเมื่อปีที่ผ่านมา ทำให้ไม่สามารถรับรู้รายได้จากฮานา เทคโนโลยี ที่เดิมมีสัดส่วนประมาณ 50% ของรายได้ทั้งกลุ่ม โดยจะรับรู้ 43% ของแอดวานซ์ อินเตอร์คอนเน็ค เทคโนโยลี (AIT) ซึ่งเป็นบริษัทร่วมทุนกับผู้ผลิตชิปแห่งอินโดนีเซียแทน

เหตุการณ์เหล่านี้จะไม่กระทบต่อความสามารถในการทำกำไรของฮานามากนัก เพราะกำลังการผลิตในประเทศไทยมีการใช้อัตรากำลังการผลิตที่ดีขึ้นกว่าจุดคุ้มทุน และคาดว่าอัตรากำไรขั้นต้นจะปรับตัวดีขึ้นอย่างมาก

ไตรมาสสาม ที่ผ่านมา AIT มีกำไร 132 ล้านบาท และ 435 ล้านบาทในช่วง 9 เดือนแรกของปีนี้ จำนวนดังกล่าวคิดเป็น 7.7% ของยอดขายรวม และคิดเป็น 30% ของกำไรสุทธิ

"คาดว่าฮานาจะมีรายได้จาก AIT หากพวกเขาตัดสินใจนำบริษัทย่อยแห่งนี้เข้าจดทะเบียนในตลาดแนสแดคหรือตลาดหุ้นสิงคโปร์" นักวิเคราะห์จากบล.เอกธำรง เคจีไอบอก

สำหรับผลประกอบการไตรมาสสาม ที่ผ่านมา ฮานาทำกำไรได้ 516 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากงวดเดียวกันของปีก่อน 40% และเพิ่มขึ้น 19% เมื่อเทียบกับไตรมาสปีเดียวกัน

ด้านอัตรากำไรขั้นต้นอยู่ ที่ 25.5% ซึ่งเพิ่มขึ้นจาก 24.9% ในไตรมาสสองปีนี้ จากการอ่อนค่าลงของเงินบาท "เราคาดว่าปีนี้อัตรากำไรขั้นต้นของฮานาจะอยู่ ที่ 25%" นักวิเคราะห์จากบล.เอกธำรง เคจีไอกล่าว

   




 








upcoming issue

จากโต๊ะบรรณาธิการ
past issue
reader's guide


 



home | today's news | magazine | columnist | photo galleries | book & idea
resources | correspondent | advertise with us | contact us

Creative Commons License
ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย