Search Resources
 
Login เข้าระบบ
สมัครสมาชิกฟรี
ลืมรหัสผ่าน
 
  homenewsmagazinecolumnistbooks & ideaphoto galleriesresources50 managermanager 100join us  
 
 


bulletToday's News
bullet Cover Story
bullet New & Trend

bullet Indochina Vision
bullet2 GMS in Law
bullet2 Mekhong Stream

bullet Special Report

bullet World Monitor
bullet2 on globalization

bullet Beyond Green
bullet2 Eco Life
bullet2 Think Urban
bullet2 Green Mirror
bullet2 Green Mind
bullet2 Green Side
bullet2 Green Enterprise

bullet Entrepreneurship
bullet2 SMEs
bullet2 An Oak by the window
bullet2 IT
bullet2 Marketing Click
bullet2 Money
bullet2 Entrepreneur
bullet2 C-through CG
bullet2 Environment
bullet2 Investment
bullet2 Marketing
bullet2 Corporate Innovation
bullet2 Strategising Development
bullet2 Trading Edge
bullet2 iTech 360°
bullet2 AEC Focus

bullet Manager Leisure
bullet2 Life
bullet2 Order by Jude

bullet The Last page


ตีพิมพ์ใน นิตยสารผู้จัดการ
ฉบับ เมษายน 2536








 
นิตยสารผู้จัดการ เมษายน 2536
"บทบาทรัฐต่อสถาบันการเงินจากกรณี "เอฟซีไอ"             
โดย สุนทราภรณ์ เตชะพะโลกุล สุนิสา อาณากุล
 

 
Charts & Figures

ลักษณะของกลุ่มตัวอย่าง
ความเห็นต่อการเปิดเผยข้อมูลของทางการเมื่อพบปัญหา
เหตุผลต่อกรณี "การเปิดเผยข้อมูล"ของทางการ
การปฏิบัติหน้าที่ของ ธปท.
การปฏิบัติหน้าที่ของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
บทบาทที่ควรจะเป็นของรัฐในทัศนะของประชาชน
การปฏิบัติงานของทางการในกรณีของเอฟซีไอ
วิธีการฟื้นฟูสถาบันการเงินที่มีปัญหาโดยการโอบอุ้ม


   
search resources

เอฟซีไอ, บงล
Research




การศึกษาและการเก็บข้อมูลงานศึกษาวิจัยความคิดเห็นของประชาชนต่อบทบาทของรัฐหรือทางการนี้ ประมวลขึ้นจาก ฐานข้อมูลข่าว เอกสารทางวิชาการ และการสำรวจความเห็นประชาชนในเขตกรุงเทพมหานครที่สนใจ และติดตามข่าวตลาดเงินและความเป็นไปของบริษัทเงินทุนเอฟซีไอเป็นหลัก โดยใช้แบบสัมภาษณ์ผู้มีอาชีพหรือมีหน้าที่อยู่ในระดับผู้บริหาร (หมายถึงระดับผู้จัดการและหัวหน้าแผนกขึ้นไป) ระดับพนักงานหรือเจ้าหน้าที่รัฐ (หมายถึงระดับต่ำกว่าผู้จัดการหรือหัวหน้าแผนกลงมา) อาชีพโบรกเกอร์หรือนักลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ฯ และนักศึกษา รวมทั้งสิ้น 106 ตัวอย่าง (ดูตารางลักษณะของกลุ่มตัวอย่าง) ในระหว่างวันที่ 1-5 มีนาคม 2536

รัฐควร "เปิดเผยข้อมูล" เมื่อพบเหตุให้เกิดความเสียหาย

จากการที่ธนาคารแห่งประเทศไทยเข้าไปตรวจสอบหลักฐานที่บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์เอฟซีไอจัดทำขึ้น และพบว่ามีหนี้ด้อยคุณภาพเป็นจำนวนมาก ตั้งแต่กลางปี 2535 นั้น แต่มิได้เปิดเผยข้อมูลแก่สาธารณชนทราบ เนื่องจากจะทำให้ประชาชนแตกตื่นมาถอนเงินจนเป็นผลให้บริษัทเงินทุนนั้นล้มได้ นอกจากนี้ตามพระราชบัญญัติเงินทุนฯ มาตรา 77 ห้ามมิให้นำข้อมูลที่ล่วงรู้จากการปฏิบัติหน้าที่ด้านการตรวจสอบมาเปิดเผย แต่อย่างไรก็ดี ก.ล.ต. ซึ่งมีหน้าที่กำกับและดูแลตลาดหลักทรัพย์ฯ ซึ่งทราบข้อมูลดังกล่าวกลับมิได้แจ้งแก่ตลาดหลักทรัพย์ฯ เพื่อเผยแพร่ข้อมูลแก่นักลงทุนทราบ

จากการสำรวจความเห็นของกลุ่มตัวอย่างต่อ "การเปิดเผยข้อมูล" ของรัฐหรือทางการ ในแง่ของ "ความสมควร" เปิดเผยข้อมูลหรือไม่ พบว่า กลุ่มตัวอย่างไม่ว่าจะเป็นชายหรือหญิงหรืออยู่ในสาขาอาชีพใด ต่างเห็นว่าสมควรเปิดเผยข้อมูลคิดเป็นร้อยละ 67.9 โดยที่มากกว่าร้อยละ 70 ของกลุ่มผู้มีความเห็นดังกล่าวมีอาชีพหรือหน้าที่เป็นผู้บริหาร โบรกเกอร์หรือนักลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ฯ และพนักงาน สำหรับกลุ่มตัวอย่างที่เห็นว่าไม่สมควรเปิดเผยข้อมูลคิดเป็นร้อยละ 32.1 (ดูตารางความเห็นต่อ "การเปิดเผยข้อมูล" ของทางการเมื่อพบปัญหา)

เมื่อสอบถามถึงเหตุผลของการสมควรให้มีการเปิดเผยข้อมูล ประมาณเกือบครึ่งหนึ่งเห็นว่า ช่วยป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นแก่ผู้ฝากเงินและนักลงทุน และร้อยละ 25.3 และ 24.2 ให้เหตุผลว่า หากธนาคารแห่งประเทศไทยแจ้งตลาดหลักทรัพย์ฯ เพื่อเผยแพร่ข้อมูลนักลงทุนจะเกิดการระมัดระวังแต่เนิ่นๆ และการไม่เปิดเผยข้อมูลจะก่อให้เกิดความได้เปรียบเสียเปรียบขึ้นในหมู่นักลงทุน ที่เหลืออีกร้อยละ 7.1 เห็นว่า เมื่อธนาคารแห่งประเทศไทยตรวจพบปัญหาควรเปิดเผยข้อมูลในระดับหนึ่ง เพื่อสร้างมาตรฐานความโปร่งใสให้เกิดขึ้นในสังคม และนักลงทุนหรือผู้ฝากเงินควรได้มีโอกาสตัดสินใจเลือกลงทุนภายใต้ตลาดข่าวสารที่เป็นเสรี

สำหรับกลุ่มตัวอย่างที่เห็นว่าไม่สมควรเปิดเผยข้อมูลให้เหตุผลว่า ควรให้รัฐหรือธนาคารแห่งประเทศไทย ได้ทดลองแก้ปัญหาในระยะเวลาหนึ่งก่อน คิดเป็นร้อยละ 51.1 ส่วนอีกร้อยละ 33.3 เห็นว่า จะทำให้เกิดความตื่นตระหนกจนเป็นเหตุให้สถาบันการเงินวิกฤติ และส่งผลกระทบต่อระดับมหภาคได้

การปฏิบัติหน้าที่ของรัฐหรือทางการไม่เหมาะสม

จากการสำรวจความเห็นต่อการปฏิบัติหน้าที่ของธนาคารแห่งประเทศไทย ก.ล.ต. และตลาดหลักทรัพย์ฯ พบว่า โดยส่วนใหญ่เห็นว่าต่างมิได้ปฏิบัติหน้าที่ของตนหรือปฏิบัติหน้าที่ของตนไม่เหมาะสม คิดเป็นร้อยละ 63.2, 55.7 และ 50.9 ตามลำดับ โดยเป็นความเห็นของเพศหญิงและเพศชาย ในสัดส่วนที่มีขนาดใกล้เคียงกัน

เป็นที่น่าสังเกตว่าในกลุ่มผู้บริหารและโบรกเกอร์หรือนักลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ฯ มีถึงร้อยละ 40-50 จะให้ความเห็นอื่นๆ ต่อการปฏิบัติหน้าที่ของ ก.ล.ต. และตลาดหลักทรัพย์ฯ มากกว่าจะลงความเห็นว่าการปฏิบัติหน้าที่ของหน่วยงานทั้งสองเหมาะสมหรือไม่เหมาะสมโดยให้ความเห็นเพิ่มเติมว่า ก.ล.ต. เป็นเครื่องมือของผู้มีอิทธิพลภายในประเทศ จึงมีการเลือกปฏิบัติและมีการใช้ข้อมูลภายใน (INSIDE INFORMATION) เป็นประโยชน์แก่คนบางกลุ่ม นอกจากนี้ยังทำหน้าที่เตือนนักลงทุนช้าไปจนกลายเป็นการปกป้องสถาบันการเงิน มากกว่าช่วยเหลือนักลงทุน ทำให้การบริหารความเสี่ยงของนักลงทุนและการเคลื่อนไหวของราคาหุ้นมิได้เป็นไปตามกลไกของตลาด ส่วนตลาดหลักทรัพย์ฯ นั้นล้มเหลวในการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสาร และข้อเท็จจริงต่อประชาชน เนื่องจากเผยแพร่ข้อมูลตามที่สถาบันการเงินจัดทำขึ้น ไม่สามารถตรวจสอบข้อเท็จจริงได้ เพราะการตรวจสอบเป็นหน้าที่ของธนาคารแห่งประเทศไทย และข่าวสารที่เผยแพร่ไม่รวดเร็วทันต่อเหตุการณ์ สำหรับธนาคารแห่งประเทศไทยนั้นได้ปฏิบัติงานจริง แต่ก็ล่าช้าในการแก้ปัญหาและควรมีการเปิดเผยข้อมูลในระดับหนึ่ง เมื่อพบเหตุให้เกิดความเสียหายต่อประโยชน์ของประชาชน


การปฏิบัติงานของรัฐล่าช้าและไม่โปร่งใส

สำหรับความเห็นต่อการปฏิบัติงานของรัฐหรือทางการในกรณีปัญหา "เอฟซีไอ" นั้นส่วนใหญ่เห็นว่ารัฐดำเนินการแก้ปัญหาล่าช้าหรือควรแก้ไขปัญหาได้รวดเร็วกว่านี้ คิดเป็นร้อยละ 36.8 รองลงมาคือ เห็นว่าวิธีการทำงานของรัฐยังไม่โปร่งใส รัฐมิได้ประสานงานกันในการแก้ปัญหา และการปฏิบัติงานของรัฐต่อกรณีเอฟซีไอผิดพลาด ซึ่งคิดเป็นร้อยละ 30.2, 23.6 และ 5.6 ตามลำดับ

บทบาทรัฐ : ควร "ป้องกันปัญหา" มากกว่า "ตามแก้ไขปัญหา"

จากบทเรียนเรื่องเอฟซีไอ สามารถนำมาใช้เป็นแนวทางในการกำหนดบทบาทที่ควรจะเป็นของรัฐ หรือทางการสำหรับวันข้างหน้าได้ กล่าวคือกลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ถึงร้อยละ 43.6 ให้ความเห็นว่า บทบาทของรัฐควรอยู่ในรูปของการป้องกันปัญหามากกว่าจะตามแก้ไขปัญหาดังที่เป็นมา รองลงมาคือร้อยละ 23.8 เห็นว่ารัฐควรมีระบบเผยแพร่ข้อมูลและวิธีการเผยแพร่ข้อมูลที่ดีและรวดเร็ว ที่เหลืออีกร้อยละ 17.0 เห็นว่ารัฐควรสร้างระเบียบที่รัดกุมและมีการตรวจสอบสถาบันการเงินที่เข้มงวดขึ้น อีกร้อยละ 9.4 เห็นว่ารัฐควรจัดการคืนเงินแก่ผู้ฝากเงินโดยเร็วที่สุด และร้อยละ 1.7 เห็นว่าบทบาทของรัฐที่ผ่านมา (ต่อกรณีเอฟซีไอ) เป็นบทบาทที่ดีที่สุดแล้ว

นอกจากนั้นยังมีความเห็นเพิ่มเติมว่าควรจะมีการจัดตั้งสถาบันประกันเงินฝากแก่ผู้ฝากเงินกับสถาบันการเงิน ส่วนรัฐควรเป็นเพียงผู้ดูแลและเผยแพร่ข่าวสารให้รวดเร็วและทั่วถึง

การพยุงฐานะเอฟซีไอเป็นความเหมาะสมในภาวะการณ์เช่นนี้

จากการสำรวจกลุ่มตัวอย่างมีถึงร้อยละ 61.3 เห็นว่าการแก้ไขสถาบันการเงินที่มีปัญหาโดยทางการเข้าไปโอบอุ้มเป็นวิธีการที่เหมาะสม (ดูตารางวิธีการฟื้นฟูสถาบันการเงินที่มีปัญหาโดยการโอบอุ้ม) เนื่องจากต้องสร้างภาพพจน์และเรียกความศรัทธา ความเชื่อถือของประชาชนและนักลงทุนต่างชาติต่อระบบสถาบันการเงินไทยกลับคืนมาโดยเร็วที่สุด เพื่อป้องกันมิให้เงินออมไหลออกสู่ตลาดเงินนอกระบบหรือนอกประเทศ มิฉะนั้นจะสร้างผลกระทบต่อระบบความมั่นคงของระบบเศรษฐกิจโดยรวม

สำหรับกลุ่มตัวอย่างที่ไม่เห็นด้วยต่อวิธีการแก้ปัญหาดังกล่าว มีเพียงร้อยละ 29.2 โดยมีเหตุผลว่าการเข้าอุ้มชูไม่เพียงแต่ทำให้เกิดต้นทุนต่างๆ ที่สูงมากแก่รัฐและสถาบันการเงินอื่นที่ยังดีอยู่ รัฐยังต้องรับผิดชอบต่อปัญหาหนี้สินคุณภาพต่ำ หรือมีฐานะน่าสงสัย นอกจากนี้ยังคล้ายเป็นเครื่องรับรองว่าหากสถาบันการเงินมีปัญหา รัฐจะเข้าแทรกแซงช่วยเหลือแก่ผู้ดำเนินธุรกิจการเงินเนื่องจากต้องพยายามรักษาความเชื่อมั่นของประชาชนต่อสถาบันการเงินทั้งระบบ จึงต้องช่วยรัฐพยุงฐานะของสถาบันการเงินอย่างแน่นอน ทำให้สถาบันการเงินบริหารงานโดยไม่มีความเสี่ยง และขาดความรับผิดชอบเนื่องจากมีรัฐมารับผิดชอบให้ นอกจากนี้ยังไม่ช่วยพัฒนาวิจัยทางการเงินแก่ผู้ฝากเงินและเจ้าหนี้อื่นๆ ของสถาบันการเงินเพราะต่างมั่นใจว่าสถาบันการเงินนั้นจะไม่มีวันล้ม ความเสี่ยงในแง่ต้องคำนึงถึงผลประกอบการและความมั่นคงจึงไม่มี ทำให้ผู้ฝากเงินและเจ้าหนี้รายอื่นของสถาบันการเงินสนใจแต่เฉพาะผลตอบแทน (TRADE OFF) ระหว่างความเสี่ยงกับผลตอบแทน ดังนั้นการแข่งขันระหว่างสถาบันการเงินจึงไม่เป็นธรรมเนื่องจากให้ผลตอบแทนที่ต่างกัน

   




 








upcoming issue

จากโต๊ะบรรณาธิการ
past issue
reader's guide


 



home | today's news | magazine | columnist | photo galleries | book & idea
resources | correspondent | advertise with us | contact us

Creative Commons License
ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย